ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์จีนมากๆ จะเห็นอะไรบางอย่างที่ซ้ำๆ กัน อาณาจักรที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้ หลายยุคหลายสมัย มักมาจากเหตุผลหนึ่งที่คล้ายกัน..
รัฐฉินแต่เดิมเป็นเพียงรัฐขนาดเล็ก ไกลปืนเที่ยง แต่ ฉินมู่กง เจ้ารัฐฉิน รู้จักหว่านล้อมดึงดูดคนเก่งจากทุกแคว้นให้มาช่วยงานโดยไม่เกี่ยงว่าคนเหล่านั้นจะมีบ้านเกิดอยู่ที่รัฐใด รัฐฉินจึงเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกลายเป็นรัฐขนาดใหญ่ในที่สุด
ครั้งหนึ่ง เจ้ารัฐฉีเดินทางไปรัฐหลู่ เมื่อทราบว่า ขงจื้อ มหาปราชญ์อยู่ที่รัฐนี้ จึงถือโอกาสไปขอคำแนะนำ เจ้ารัฐฉี ถามขงจื้อว่า เหตุใดรัฐฉินถึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างนี้ ขงจื้อตอบว่า เป็นเพราะรัฐฉินใช้คนตามความสามารถโดยไม่แบ่งแยก เจ้ารัฐฉีฟังแล้วไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไร และเปลี่ยนใจไม่ชวนขงจื้อมาช่วยงานที่รัฐฉี (ขงจื้อตกสัมภาษณ์นะครับ แซว อิอิ)
เมื่อรัฐอื่นเห็นรัฐฉินเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดรัฐอื่นๆ ก็หันมาเลียนแบบวิธีการของรัฐฉินบ้าง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ในที่สุดรัฐฉินก็สามารถยึดครองรัฐอื่นๆ ได้ทั้งหมด รวมทั้งรัฐฉีซึ่งเคยเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย รัฐฉินจึงเป็นรัฐแรกที่สามารถรวมจีนได้ทั้งหมดแล้วสถาปนาจักรวรรดิ์จีนขึ้นมาในสมัยของ ฉินสือหวง หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ นั่นเอง
ในสมัยถัง จักรวรรดิจีนถือว่ามั่งคั่งถึงขีดสุด เรียกว่าเป็นยุคทองของจีน เลยทีเดียว ฮ่องเต้ถังไท้จง ทรงเป็นฮ่องเต้ที่มีพระปรีชาสามารถและอัจฉริยภาพสูงมาก
ครั้งหนึ่งถังไท้จงถามคำถามหนึ่งกับขุนนางชื่อเว่ยเจิ้ง เว่ยเจิ้งตอบถังไท้จงแบบขวานผ่าซากโดยไม่เกรงกลัวพระราชอาญา ถังไท้จงเห็นว่า เว่ยเจิ้งคนนี้เป็นคนตรงไปตรงมาดี จึงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางจอมทัดทานประจำราชสำนัก
ถังไท้จงเคยถามเว่ยเจิ้งว่า เหตุใดฮ่องเต้สุยหยางตี้ผู้ปรีชาจึงพบกับหายนะ เว่ยเจิ้ง ตอบว่า ฮ่องเต้ปรีชาอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นด้วย สุยหยางตี้เก่งจริงแต่ฟังแต่คำสอพลอของเจี้ยโจ้ว ไม่ฟังคำซื่อของเหยาซุ่น จึงต้องพบกับหายนะ ถังไท้จงได้ฟังดังนั้นก็รับสั่งให้ขุนนางทั้งหลายกล้าทัดทานตนให้มากๆ เว่ยเจิ้งกล่าวว่า เป็นบุญของพสกนิกรแท้ๆ ที่ได้ฮ่องเต้อย่างถังไท้จง
ในท้องพระโรง เว่ยเจิ้งมักทัดทานถังไท้จงแบบไม่ไว้หน้าเสมอ ครั้งหนึ่งเว่ยเจิ้งเถียงกับถังไท้จงอย่างรุนแรงมากจนถังไท้จงถึงกับจะสั่งประหารเว่ยเจิ้ง แต่มเหสีเตือนสติไว้ ถังไท้จงจึงใจเย็นลงได้ ครั้งเมื่อเว่ยเจิ้งถึงแก่กรรม ถังไท้จงกล่าวว่า บัดนี้เราได้เสียกระจกเงาบานหนึ่งไปแล้ว
นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น พงศาวดารจีนเต็มไปด้วยยุคที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้เมื่อผู้นำให้โอกาสคนเก่งได้ทำงานตามความสามารถ และยุคที่เสื่อมลงเมื่อฮ่องเต้เอาแต่เชื่อฟังคำสอพลอของบรรดาขุนนางกังฉิน ขุนนางได้ดีตามคอนเน็คชั่น ไม่ใช่ตามความสามารถ
เติ้งเสี่ยวผิงกล่าวว่า “แมวจับหนูได้เป็นพอ ไม่ต้องไปสนใจว่าสีขาวหรือสีดำ” สังคมใดที่ให้โอกาสคนตามความสามารถ ไม่มีชนชั้น เชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด สายสัมพันธ์ ที่เครื่องสกัดดาวรุ่ง ฯลฯ สังคมนั้นย่อมเจริญรุดหน้า ผมมองว่า สหรัฐฯ ก็รุ่งเรืองขึ้นมาเพราะในช่วงหนึ่ง สหรัฐฯ ทำตัวให้แตกต่างจากโลกเก่าด้วยการเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพที่เปิดรับคนจากทั่วโลกที่ต้องการแสวงหาโอกาสโดยไม่ต้องถูกกีดกันเรื่องเชื้อชาติ ทำให้สหรัฐฯ ดึงดูดคนเก่งได้มากมายจนแซงหน้าอังกฤษในฐานะมหาอำนาจได้ที่สุด
การสร้าง incentive system ในสังคมให้ดีนี่แหละครับที่ผมเชื่อว่าคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองขึ้นมาได้จากภายใน ไม่ต้องนั่งรอให้ปัจจัยภายนอกเอื้ออำนวย
ถ้าระบบดี ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย หรือให้รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเลยครับ นโยบายพวกนั้นจริงๆ แล้วได้ผลน้อยมาก



ทุกองค์กรครับตั้งแต่ สเกลบ้านถึงภูมิภาคครับ
“คนเก่ง”คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุด
ขอบคุณครับ
ชอบบทความนี้มากครับ ทำให้ตกผลึกได้ว่า คนเก่งมักไม่ชอบเวลาคนเอากระจกมาให้มอง ส่วนน้อยที่ใจกว้างยอมมองแล้วจึงเก่งพรวดพราดกว่าเดิม ขอบคุณครับ
อยากฟังวิเคราะห์เรื่อง ทอง ทำไม ถึงราคา พุ่ง ซะขนาดนี้คะ ใน มุมมอง ของพี่
จำได้ว่า ซื้อ หลังไปแค่1 ปี 6 เดือน ราคาแค่ 12,9000 บาท แต่ตอนนี้ มัน 18,450 ถ้าจะซื้อ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?