0226: มองประวัติศาสตร์จีน

ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์จีนมากๆ จะเห็นอะไรบางอย่างที่ซ้ำๆ กัน อาณาจักรที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้ หลายยุคหลายสมัย มักมาจากเหตุผลหนึ่งที่คล้ายกัน..

รัฐฉินแต่เดิมเป็นเพียงรัฐขนาดเล็ก ไกลปืนเที่ยง แต่ ฉินมู่กง เจ้ารัฐฉิน รู้จักหว่านล้อมดึงดูดคนเก่งจากทุกแคว้นให้มาช่วยงานโดยไม่เกี่ยงว่าคนเหล่านั้นจะมีบ้านเกิดอยู่ที่รัฐใด รัฐฉินจึงเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกลายเป็นรัฐขนาดใหญ่ในที่สุด

ครั้งหนึ่ง เจ้ารัฐฉีเดินทางไปรัฐหลู่ เมื่อทราบว่า ขงจื้อ มหาปราชญ์อยู่ที่รัฐนี้ จึงถือโอกาสไปขอคำแนะนำ เจ้ารัฐฉี ถามขงจื้อว่า เหตุใดรัฐฉินถึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างนี้ ขงจื้อตอบว่า เป็นเพราะรัฐฉินใช้คนตามความสามารถโดยไม่แบ่งแยก เจ้ารัฐฉีฟังแล้วไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไร และเปลี่ยนใจไม่ชวนขงจื้อมาช่วยงานที่รัฐฉี (ขงจื้อตกสัมภาษณ์นะครับ แซว อิอิ)

เมื่อรัฐอื่นเห็นรัฐฉินเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดรัฐอื่นๆ ก็หันมาเลียนแบบวิธีการของรัฐฉินบ้าง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ในที่สุดรัฐฉินก็สามารถยึดครองรัฐอื่นๆ ได้ทั้งหมด รวมทั้งรัฐฉีซึ่งเคยเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย รัฐฉินจึงเป็นรัฐแรกที่สามารถรวมจีนได้ทั้งหมดแล้วสถาปนาจักรวรรดิ์จีนขึ้นมาในสมัยของ ฉินสือหวง หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ นั่นเอง

ในสมัยถัง จักรวรรดิจีนถือว่ามั่งคั่งถึงขีดสุด เรียกว่าเป็นยุคทองของจีน เลยทีเดียว ฮ่องเต้ถังไท้จง ทรงเป็นฮ่องเต้ที่มีพระปรีชาสามารถและอัจฉริยภาพสูงมาก

ครั้งหนึ่งถังไท้จงถามคำถามหนึ่งกับขุนนางชื่อเว่ยเจิ้ง เว่ยเจิ้งตอบถังไท้จงแบบขวานผ่าซากโดยไม่เกรงกลัวพระราชอาญา ถังไท้จงเห็นว่า เว่ยเจิ้งคนนี้เป็นคนตรงไปตรงมาดี จึงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางจอมทัดทานประจำราชสำนัก

ถังไท้จงเคยถามเว่ยเจิ้งว่า เหตุใดฮ่องเต้สุยหยางตี้ผู้ปรีชาจึงพบกับหายนะ เว่ยเจิ้ง ตอบว่า ฮ่องเต้ปรีชาอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นด้วย สุยหยางตี้เก่งจริงแต่ฟังแต่คำสอพลอของเจี้ยโจ้ว ไม่ฟังคำซื่อของเหยาซุ่น จึงต้องพบกับหายนะ ถังไท้จงได้ฟังดังนั้นก็รับสั่งให้ขุนนางทั้งหลายกล้าทัดทานตนให้มากๆ เว่ยเจิ้งกล่าวว่า เป็นบุญของพสกนิกรแท้ๆ ที่ได้ฮ่องเต้อย่างถังไท้จง

ในท้องพระโรง เว่ยเจิ้งมักทัดทานถังไท้จงแบบไม่ไว้หน้าเสมอ ครั้งหนึ่งเว่ยเจิ้งเถียงกับถังไท้จงอย่างรุนแรงมากจนถังไท้จงถึงกับจะสั่งประหารเว่ยเจิ้ง แต่มเหสีเตือนสติไว้ ถังไท้จงจึงใจเย็นลงได้ ครั้งเมื่อเว่ยเจิ้งถึงแก่กรรม ถังไท้จงกล่าวว่า บัดนี้เราได้เสียกระจกเงาบานหนึ่งไปแล้ว

นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น พงศาวดารจีนเต็มไปด้วยยุคที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้เมื่อผู้นำให้โอกาสคนเก่งได้ทำงานตามความสามารถ และยุคที่เสื่อมลงเมื่อฮ่องเต้เอาแต่เชื่อฟังคำสอพลอของบรรดาขุนนางกังฉิน ขุนนางได้ดีตามคอนเน็คชั่น ไม่ใช่ตามความสามารถ

เติ้งเสี่ยวผิงกล่าวว่า “แมวจับหนูได้เป็นพอ ไม่ต้องไปสนใจว่าสีขาวหรือสีดำ” สังคมใดที่ให้โอกาสคนตามความสามารถ ไม่มีชนชั้น เชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด สายสัมพันธ์ ที่เครื่องสกัดดาวรุ่ง ฯลฯ สังคมนั้นย่อมเจริญรุดหน้า  ผมมองว่า สหรัฐฯ ก็รุ่งเรืองขึ้นมาเพราะในช่วงหนึ่ง สหรัฐฯ ทำตัวให้แตกต่างจากโลกเก่าด้วยการเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพที่เปิดรับคนจากทั่วโลกที่ต้องการแสวงหาโอกาสโดยไม่ต้องถูกกีดกันเรื่องเชื้อชาติ ทำให้สหรัฐฯ ดึงดูดคนเก่งได้มากมายจนแซงหน้าอังกฤษในฐานะมหาอำนาจได้ที่สุด

การสร้าง incentive system ในสังคมให้ดีนี่แหละครับที่ผมเชื่อว่าคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองขึ้นมาได้จากภายใน ไม่ต้องนั่งรอให้ปัจจัยภายนอกเอื้ออำนวย

ถ้าระบบดี ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย หรือให้รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเลยครับ นโยบายพวกนั้นจริงๆ แล้วได้ผลน้อยมาก

Related Posts:

This entry was posted in สัพเพเหระ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

23 Responses to 0226: มองประวัติศาสตร์จีน

  1. terati20 says:

    จีนมีรากฐานวัฒนธรรม ขงจื้อที่ดีมาก ทำให้คนมีหลักในการดำรงชีวิต

    เรื่อง เเมว จับ หนู ของเติ้งนี่ผมเห็นบางคน เข้าใจผิดไปตีความว่า ทำอย่างไรก็ได้
    ให้ถึงจุดหมาย โกงนิดโกง หน่อย ก็ได้ ไม่เป็นไร

  2. chanus says:

    ชอบครับขอตัวอย่าง case study ของจีนอีกอ่านง่ายสนุกดีครับ
    คุณสุมาอี้ครับ คนเห็นแก่ส่วนรวม กับ คนประเภทนักการเมืองประเทศแถบเอเชีย
    1:20 มากไปหรือเปล่าผมว่าให้แค่ 0.25:20 ก็พอ

    อืมการกระตุ้นโดยรัฐก็จำเป็นในช่วงนี้เหมือนกันนะไม่งั้นแย่ ถ้าระยะยาวก็ต้องปรับลด

  3. อาท says:

    กำลังเข้าเค้าครับ ว่าต่อครับ ชอบจัง :D

  4. ขาประจำ says:

    คุณภาพของ เชื้อสายจะลดไปเรื่่อยๆถ้าไม่มีการปรับปรุง หรือสร้างเสริม หากว่ามีกรณีเลือดชิด ก็ยิ่งแย่อีก สัตว์ใหญ่ ก็มีปัญหานี้เหมือนกัน เพราะต้องรักษาเชื้อดีไว้ แทนที่จะดี กลับเสีย เพราะไปขวางกระบวนการธรรมชาติมากเกินไป และการโปรโมท ย้ำ จะได้ผล กับคนส่วนใหญ่แต่ไม่ทั้งหมด เพราะคนคิดเป็นมีอยู่ ที่ popular ผมว่าระยะสั้นนะ และต้องพยายามโปรโมท
    ตลอดด้วย เพราะ เด๋วจะโดนจับได้ว่า โปรโมท ผมว่าคนทำก็เครียดเหมือนกัน มีหน้าที่ต้องมาสร้างภาพ ความจริงหลอกหลอนทุกคืน และธรรมชาติของทุกสิ่ง มันก็ไม่อยู่ค้ำฟ้าด้วยครับ

  5. ขาประจำ says:

    เหมือนคนที่ทำหน้าที่สำคัญของเราตรงนี้ เหมาะกับ งานอีกระดับนึง เนี้ยะแหละ คนกับงานมัน ไม่เข้ากัน ทั้งที่คนเก่งๆ ดีๆ มีเต็มบ้านเ็ต็มเมือง แต่่ว่า เราก็ทำอะไรมากไม่ได้ ก็คุยกับเงียบๆพอ
    คำว่า การพัฒนา มันออกมาจากจิตใจคนบริหารจริงๆ ว่าจะเข้าถึงคำๆนี้มากน้อยแค่ีใหน

  6. chode says:

    อยากให้ไปดูประเทศออสเตรเลียครับ เขาขึ้นดอกเบี้ยแล้วทั้งๆที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

  7. Dekisugi says:

    การลดดอกเบี้ยเฟดนี่ได้ผลมากครับแต่เป็นเรื่องของการพยุงดีมานด์ในระยะสั้น ไม่มีผลต่อการพัฒนาในระยะยาว ส่วนการใช้จ่ายของรัฐฯ ผมคิดว่าได้ผลน้อยทั้งดีมานด์ในระยะสั้น และไม่มีผลต่อการพัฒนาในระยะยาวด้วยเช่นกัน

    การพัฒนา เกิดจากการปรับปรุงผลิตภาพ เช่น เพิ่มคุณภาพให้กับคน ปรับปรุงการจัดการ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้

    การพยุงดีมานด์คือการประคองตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นไว้มิให้ผันผวนรุนแรง แต่จะมีผลทำให้การเติบโตในระยะยาวลดลงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเป็นการดึงทรัพยากรไปใช้ในการสร้างดีมานด์เทียม แทนที่ทรัพยากรเหล่านั้นจะได้ใช้พัฒนาประเทศ

  8. เบิร์ด รอง สว. says:

    สวัสดีครับพี่โจ๊ก
    เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเห็นหลายๆประเทศพยายามลดดอกเบี้ยและให้รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
    ถ้านโยบายนี้ได้ผลน้อย ประเทศต่างๆที่เลือกใช้วิธีนี้เขาให้เหตุผลว่าอย่างไรครับ ในความเห็นของพี่ วิธีไหนที่ได้ผลดีบ้างครับ
    ขอบคุณครับ

  9. Dekisugi says:

    =_=’

  10. silenced says:

    สืบทอดตามเชื้อสายถ้า probability ออกมาแล้วได้คนสร้างภาพเก่ง โปรโมทตัวเองดีเป็นระบบ ย้ำๆ ซ้ำๆ เป็นเวลานาน ก็ popular ได้ใช่ไหมครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>