312: Revamped DG

ช่วงที่ผ่านมา ผมมองเห็นความไม่สมเหตุสมผลของ DG บางประการ ก็เลยคิดว่าอยากจะขอปรับปรุงแนวทางเพื่อให้มีเหตุมีผลมากยิ่งขึันเสียก่อน

DG ถูกออกแบบมาให้เป็นการบริหารพอร์ตหุ้นแบบทั่วไป คือ ซื้อหุ้นแต่ละตัวจะซื้อทีเดียวทั้งก้อนไปเลย จึงต่างจาก 7thLTG ที่เป็นการซื้อแบบ DCA ข้อดีของ 7thLTG คือ ไม่ต้องรอ เพราะยังไงได้ต้นทุนเฉลี่ยระยะยาวในระดับกลางๆ อยู่แล้ว จึงเริ่มต้นเมื่อไรก็ได้เลย

แต่ DG นั้น เมื่อเราซื้อหุ้นตัวไหนไปแล้ว ก็ต้องอยู่กับต้นทุนนั้นไปตลอด เรียกว่าไม่มีโอกาสปรับปรุงต้นทุนเฉลี่ยของเราได้อีกแบบ 7thLTG ฉะนั้นถ้ามองตามหลักเหตุผลแล้ว DG ควรจะรู้จักการรอคอยมากกว่า กล่าวคือ รอให้ได้ต้นทุนที่ดีพอก่อนจึงเข้าลงทุน

แต่ที่ผ่านมา ผมยึดแนวทางของปีเตอร์ลินซ์ในการออกแบบ DG ซึ่งมองว่า ถ้านักลงทุนมัวแต่กลัวตลาด crash จะทำให้ไม่ได้เริ่มลงทุนเสียที ซึ่งในแง่หนึ่งก็มีเหตุผลอยู่ แต่ในเมื่อเรามี 7thLTG เป็นทางเลือกการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องรออยู่แล้ว ทำไมเราไม่ออกแบบ DG ให้เป็นทางเลือกอีกแบบหนึ่ง  โดยให้ DG เป็นตัวอย่างของการลงทุนที่รู้จักการรอคอย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับการลงทุนแบบซื้อครั้งเดียวทั้งก้อนด้วย

ประการต่อมา ถ้าสังเกตดูจากหุ้นใน 7thLTG ที่หลายตัวเป็น superstock ที่ผ่านมามีช่วงเวลาอยู่ไม่น้อยเลย ที่หุ้นเหล่านี้ไม่ perform ชั่วคราว เช่น การเมืองไทยเคยทำให้ MINT นิ่งไปพักใหญ่ หรือความเป็นวัฏจักรทำให้ PS มีช่วงที่ราคาถูกมากอยู่บ่อยๆ หรือ CPALL ที่ดูเป็นขาขึ้นตลอดแต่ในที่สุดก็ยังตกหนัก CPN ก็มีช่วงเซ็นทรัลเวิลด์โดนเผา ดังนั้น แม้แต่หุ้นเติบโตชั้นดีก็ยังมีโอกาสให้ซื้ออยู่เรื่อยๆ หรือต่อให้บางตัวไม่มีโอกาสให้ซื้อเลย แต่หุ้นเติบโตชั้นดีในตลาด ก็ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว เราอาจเลือกลงทุนเฉพาะตัวที่มีโอกาส ตัวไหนไม่มีโอกาสก็ปล่อยไปเลยก็ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องเล่นหุ้นทุกตัวในตลาด ดังนั้นการเลือกที่จะรอ จึงไม่น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ถึงกับทำให้ เราไม่มีโอกาสได้ลงทุนเลย เพราะตลาดเป็นขาขึ้นตลอด

ตรงกันข้าม ปกติตลาดหุ้นไทยจะตกให้เห็น 10-15% อย่างน้อยก็ปีละสองครั้งอยู่แล้ว (with very High Prob) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนแบบถือยาว การซื้อในภาวะปกติที่เดียวกันกับที่ใครๆ ก็ซื้อ แล้วเอามาถือไว้ยาวๆ จึงไม่น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี ถ้าเราจะถือยาวกว่าคนอื่นน่าจะต้องเก็บหุ้นเหล่านั้นในเวลาที่ไม่ปกติเท่านั้น (แต่เราต้องเชื่อว่า หุ้นนั้นยังดีอยู่ในระยะยาว)

ขอสรุปแนวทางปรับปรุงใหม่ของ DG ดังนี้

  1. DG สนใจแต่หุ้นเติบโตชั้นดีที่ยังมีอนาคตในระยะยาว (Wish List ก็คงคล้ายกับ 7thLTG มาก)
  2. DG รอซื้อหุ้นเหล่านั้นในช่วงที่ผู้คนในตลาดเลิกสนใจมันไปชั่วคราว อาจเป็นเพราะตลาด crash หรือหุ้นเหล่านั้นเผชิญปัญหาระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังน่าสนใจอยู่ ซื้อตอนที่ไม่มีใครแย่งเราซื้อ
  3. DG ซื้อหุ้นตัวละประมาณ 15% ของพอร์ต ขอยกเลิก option ที่จะซื้อถัวเพิ่มได้อีกหนึ่งครั้ง เพราะผมคิดว่า ในเมื่อเรารอที่จะซื้อนานขึ้นแล้ว ต้นทุนที่ได้มันน่าจะดีขึ้น จึงไม่ควรจะต้องมี option ซื้อถัวเพิ่มได้อีก ถ้ามีเงินเหลือเอาไปลงทุนกับตัวอื่น ที่เป็นโอกาสที่ดีเหมือนกัน แต่ทำให้พอร์ตกระจายเยอะขึ้นน่าจะดีกว่า การที่ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้การบริหารพอร์ตยุ่งยากสับสนโดยไม่จำเป็น
  4. ไม่มีนโยบาย cutloss ด้วย ตัวไหนผิดพลาดไปก็ปล่อยไว้อย่างนั้น เราใช้การกระจายความเสี่ยงเป็นตัวจัดการกับความผิดพลาดแทน การกำหนดกลยุทธ์ให้มีการคัทลอสด้วย ทำให้เกิดภาวะสองจิตสองใจ แต่ถ้าไม่มี option คัทลอส ก่อนซื้อเราจะคิดให้ดีกว่าเดิม
  5. ในการพิจารณาราคาที่จะเข้าซื้อนั้น เราจะไม่ดูว่าหุ้นนั้นตกลงมากี่เปอร์เซ็นต์แล้วโดยเด็ดขาด แต่เราใช้การวัดมูลค่าพื้นฐานเป็นหลัก (ตามแนวทางเดิม)
  6. ขายหุ้นเมื่อหุ้นเหล่านั้นกลับมาเป็นหุ้นยอดนิยมของตลาดสุดขีด “และ” เรามีโอกาสอื่นที่ดีกว่าโอกาสเดิม หรือ ขายหุ้นเมื่อธุรกิจนั้นกลายเป็นธุรกิจที่โตช้าในระยะยาวหรือไม่ใช่ธุรกิจที่แข็งแกร่งอีกต่อไป

จุดอ่อนของ revamped DG ที่เห็นตอนนี้ก็คงเป็นกรณีที่ซวยคือเริ่มต้นลงทุนแล้ว ตลาดเป็นกระทิงต่อเนื่องยาวนานจนไม่มีโอกาสได้ซื้อหุ้นเลย ดังนั้นถ้าจะปิดจุดอ่อนนี้ ควรลงทุนแบบ 7thLTG ควบคู่ไปด้วยด้วยเงินอีกส่วนหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ลง passive ในรูปแบบอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยบ้าง  เพื่อให้อย่างน้อยเราก็ยังหุ้นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ

อยากให้ยึดหลักการสำคัญ 3 ข้อในการบริหารพอร์ต DG ได้แก่ 1) เราสร้างข้อได้เปรียบคนอื่นด้วยการยินดีรอคอยที่จะซื้อมากกว่าคนอื่น 2) ลดความเสี่ยงด้วยการสนใจแต่หุ้นเติบโตพื้นฐานดีๆ เท่านั้น และ 3) ไม่ทุ่มเงินกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปไม่ว่าเราจะมั่นใจกับมันมากแค่ไหนก็ตาม เพื่อให้เรามีช่องว่างสำหรับความผิดพลาดได้เสมอ

มาลองดูใหม่อีกสักตั้งหนึ่งครับ

Author: Narin Olankijanan

Dekisugi.net โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เป็นบล็อกของ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (“สุมาอี้”) ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไว้ให้นักลงทุนได้อ่านฟรีมากกว่า 400 บทความ รายชื่อบทความทั้งหมดบทความในบล็อกนี้ยังถูกรวมเล่มไว้เป็นหนังสือชื่อ โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เล่ม 1 และ เล่ม 2 อีกด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถสั่งซื้อได้ที่ ร้านหนังสือของผม อีกด้วย

83 thoughts on “312: Revamped DG”

  1. เห็นด้วยครับ ว่าการอยู่เฉยๆ โดยให้มีการซื้อ ขายน้อยทีสุดทำได้ยากจริงๆครับ

  2. จะรอติดตามการลงทุนแบบPASSIVE INDEX FUND นะครับคุณNarin ไม่ทราบว่าจะพอมีกำหนดการเมื่อไรหรอครับ

  3. นั่งเขียนแผนไปมา พบว่า ถ้าเอาพอร์ตเก่ามาทำคงต้องซื้อเป็น ETF ซึ่งอาจก่อให้เกิดความยุ่งยาก สับสน อยากทำให้ดูง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นจะลงทุนผ่านกองทนรวมแทน ดังนั้นขอเวลาอีกนิดเพื่อไปเปิดบัญชีกองทุนรวมเพิ่มครับ

  4. “ธุรกิจมีโอกาสเติบโต พื้นฐานแข็งแรงพอสมควร ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป”
    ตัว THREL พี่สุมาอี้ ใช้การประเมินมูลค่าวิธีไหนครับ

  5. ตัวนี้แค่มองว่า ฐานธุรกิจยังเล็กอยู่มาก จึงน่าจะมีรูมโตได้อีกเยอะพอสมควร ทำให้ผมมองว่า พีอีดูสูงไปหน่อยแต่ก็อาจจะยังไม่แพงก็ได้ ก็เลยคิดว่าซื้อได้ คิดเอาแค่นี้

  6. เวลาหุ้นตกหนักๆ เห็นจากตัวอย่างที่พี่โจ๊กทำคือการปรับพอร์ต จากหุ้นเกรดbไปหาหุ้นเกรดa ที่ราคาถูกลง
    แต่ถ้าเราไปเจอหุ้นเกรดb ที่ราคาถูกกว่า

    เราควรเลือกปรับพอร์ตแบบไหนดีกว่ากันครับ
    หุ้นเกรดaเวลาตลาดกลับมามันจะกลับมาได้เร็วหรือป่าว หรือว่าหุ้นเกรดa หาซื้อยากกว่าในราคาที่มีส่วนลด

    ขอคำแนะนำด้วยครับ

    1. ถ้าเป็นไปได้ เวลาตลาดตกหนัก ถ้าปรับจาก B ไปหา A ได้ก็จะดี เพราะว่าพอร์ตเราจะแข็งแกร่งขึ้นอีก แต่บางทีโอกาสที่เข้ามาอาจจะไม่อำนวย เช่น ไปเจอตัวที่หล่นลงมาจนน่าซื้อ แต่เป็นเกรด B เหมือนกัน แบบนี้ก็อาจจะไม่ได้ดั่งใจที่สุด แต่ก็สามารถทำได้ครับ

  7. พี่สุมาอี้มีมุมมองเรื่องอนาคตและราคา
    ของ thre และ threlอย่างไรบ้างครับ

  8. ถ้าผมใช้เกณฑ์ว่าจะเข้าซื้อหุ้น 7 ตัวตามใน wish list ทุกครั้งที่ตลาดร่วงลงมา 10-15% ทุกครั้ง แบบนี้พี่สุมาอี้มองว่าเป็นวิธีที่ดีหรือไม่ครับ เพราะผมอาจจะประเมินมูลค่าไม่เก่ง เลยของมองภาพ set ใหญ่เป็นหลัก ขอบคุณมากครับ

    1. ก็ได้นะ เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ปีเตอร์ลินซ์แนะไว้ในหนังสือเลยล่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.