312: Revamped DG

ช่วงที่ผ่านมา ผมมองเห็นความไม่สมเหตุสมผลของ DG บางประการ ก็เลยคิดว่าอยากจะขอปรับปรุงแนวทางเพื่อให้มีเหตุมีผลมากยิ่งขึันเสียก่อน

DG ถูกออกแบบมาให้เป็นการบริหารพอร์ตหุ้นแบบทั่วไป คือ ซื้อหุ้นแต่ละตัวจะซื้อทีเดียวทั้งก้อนไปเลย จึงต่างจาก 7thLTG ที่เป็นการซื้อแบบ DCA ข้อดีของ 7thLTG คือ ไม่ต้องรอ เพราะยังไงได้ต้นทุนเฉลี่ยระยะยาวในระดับกลางๆ อยู่แล้ว จึงเริ่มต้นเมื่อไรก็ได้เลย

แต่ DG นั้น เมื่อเราซื้อหุ้นตัวไหนไปแล้ว ก็ต้องอยู่กับต้นทุนนั้นไปตลอด เรียกว่าไม่มีโอกาสปรับปรุงต้นทุนเฉลี่ยของเราได้อีกแบบ 7thLTG ฉะนั้นถ้ามองตามหลักเหตุผลแล้ว DG ควรจะรู้จักการรอคอยมากกว่า กล่าวคือ รอให้ได้ต้นทุนที่ดีพอก่อนจึงเข้าลงทุน

แต่ที่ผ่านมา ผมยึดแนวทางของปีเตอร์ลินซ์ในการออกแบบ DG ซึ่งมองว่า ถ้านักลงทุนมัวแต่กลัวตลาด crash จะทำให้ไม่ได้เริ่มลงทุนเสียที ซึ่งในแง่หนึ่งก็มีเหตุผลอยู่ แต่ในเมื่อเรามี 7thLTG เป็นทางเลือกการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องรออยู่แล้ว ทำไมเราไม่ออกแบบ DG ให้เป็นทางเลือกอีกแบบหนึ่ง  โดยให้ DG เป็นตัวอย่างของการลงทุนที่รู้จักการรอคอย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับการลงทุนแบบซื้อครั้งเดียวทั้งก้อนด้วย

ประการต่อมา ถ้าสังเกตดูจากหุ้นใน 7thLTG ที่หลายตัวเป็น superstock ที่ผ่านมามีช่วงเวลาอยู่ไม่น้อยเลย ที่หุ้นเหล่านี้ไม่ perform ชั่วคราว เช่น การเมืองไทยเคยทำให้ MINT นิ่งไปพักใหญ่ หรือความเป็นวัฏจักรทำให้ PS มีช่วงที่ราคาถูกมากอยู่บ่อยๆ หรือ CPALL ที่ดูเป็นขาขึ้นตลอดแต่ในที่สุดก็ยังตกหนัก CPN ก็มีช่วงเซ็นทรัลเวิลด์โดนเผา ดังนั้น แม้แต่หุ้นเติบโตชั้นดีก็ยังมีโอกาสให้ซื้ออยู่เรื่อยๆ หรือต่อให้บางตัวไม่มีโอกาสให้ซื้อเลย แต่หุ้นเติบโตชั้นดีในตลาด ก็ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว เราอาจเลือกลงทุนเฉพาะตัวที่มีโอกาส ตัวไหนไม่มีโอกาสก็ปล่อยไปเลยก็ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องเล่นหุ้นทุกตัวในตลาด ดังนั้นการเลือกที่จะรอ จึงไม่น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ถึงกับทำให้ เราไม่มีโอกาสได้ลงทุนเลย เพราะตลาดเป็นขาขึ้นตลอด

ตรงกันข้าม ปกติตลาดหุ้นไทยจะตกให้เห็น 10-15% อย่างน้อยก็ปีละสองครั้งอยู่แล้ว (with very High Prob) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนแบบถือยาว การซื้อในภาวะปกติที่เดียวกันกับที่ใครๆ ก็ซื้อ แล้วเอามาถือไว้ยาวๆ จึงไม่น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี ถ้าเราจะถือยาวกว่าคนอื่นน่าจะต้องเก็บหุ้นเหล่านั้นในเวลาที่ไม่ปกติเท่านั้น (แต่เราต้องเชื่อว่า หุ้นนั้นยังดีอยู่ในระยะยาว)

ขอสรุปแนวทางปรับปรุงใหม่ของ DG ดังนี้

  1. DG สนใจแต่หุ้นเติบโตชั้นดีที่ยังมีอนาคตในระยะยาว (Wish List ก็คงคล้ายกับ 7thLTG มาก)
  2. DG รอซื้อหุ้นเหล่านั้นในช่วงที่ผู้คนในตลาดเลิกสนใจมันไปชั่วคราว อาจเป็นเพราะตลาด crash หรือหุ้นเหล่านั้นเผชิญปัญหาระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังน่าสนใจอยู่ ซื้อตอนที่ไม่มีใครแย่งเราซื้อ
  3. DG ซื้อหุ้นตัวละประมาณ 15% ของพอร์ต ขอยกเลิก option ที่จะซื้อถัวเพิ่มได้อีกหนึ่งครั้ง เพราะผมคิดว่า ในเมื่อเรารอที่จะซื้อนานขึ้นแล้ว ต้นทุนที่ได้มันน่าจะดีขึ้น จึงไม่ควรจะต้องมี option ซื้อถัวเพิ่มได้อีก ถ้ามีเงินเหลือเอาไปลงทุนกับตัวอื่น ที่เป็นโอกาสที่ดีเหมือนกัน แต่ทำให้พอร์ตกระจายเยอะขึ้นน่าจะดีกว่า การที่ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้การบริหารพอร์ตยุ่งยากสับสนโดยไม่จำเป็น
  4. ไม่มีนโยบาย cutloss ด้วย ตัวไหนผิดพลาดไปก็ปล่อยไว้อย่างนั้น เราใช้การกระจายความเสี่ยงเป็นตัวจัดการกับความผิดพลาดแทน การกำหนดกลยุทธ์ให้มีการคัทลอสด้วย ทำให้เกิดภาวะสองจิตสองใจ แต่ถ้าไม่มี option คัทลอส ก่อนซื้อเราจะคิดให้ดีกว่าเดิม
  5. ในการพิจารณาราคาที่จะเข้าซื้อนั้น เราจะไม่ดูว่าหุ้นนั้นตกลงมากี่เปอร์เซ็นต์แล้วโดยเด็ดขาด แต่เราใช้การวัดมูลค่าพื้นฐานเป็นหลัก (ตามแนวทางเดิม)
  6. ขายหุ้นเมื่อหุ้นเหล่านั้นกลับมาเป็นหุ้นยอดนิยมของตลาดสุดขีด “และ” เรามีโอกาสอื่นที่ดีกว่าโอกาสเดิม หรือ ขายหุ้นเมื่อธุรกิจนั้นกลายเป็นธุรกิจที่โตช้าในระยะยาวหรือไม่ใช่ธุรกิจที่แข็งแกร่งอีกต่อไป

จุดอ่อนของ revamped DG ที่เห็นตอนนี้ก็คงเป็นกรณีที่ซวยคือเริ่มต้นลงทุนแล้ว ตลาดเป็นกระทิงต่อเนื่องยาวนานจนไม่มีโอกาสได้ซื้อหุ้นเลย ดังนั้นถ้าจะปิดจุดอ่อนนี้ ควรลงทุนแบบ 7thLTG ควบคู่ไปด้วยด้วยเงินอีกส่วนหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ลง passive ในรูปแบบอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยบ้าง  เพื่อให้อย่างน้อยเราก็ยังหุ้นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ

อยากให้ยึดหลักการสำคัญ 3 ข้อในการบริหารพอร์ต DG ได้แก่ 1) เราสร้างข้อได้เปรียบคนอื่นด้วยการยินดีรอคอยที่จะซื้อมากกว่าคนอื่น 2) ลดความเสี่ยงด้วยการสนใจแต่หุ้นเติบโตพื้นฐานดีๆ เท่านั้น และ 3) ไม่ทุ่มเงินกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปไม่ว่าเราจะมั่นใจกับมันมากแค่ไหนก็ตาม เพื่อให้เรามีช่องว่างสำหรับความผิดพลาดได้เสมอ

มาลองดูใหม่อีกสักตั้งหนึ่งครับ

83 Replies to “312: Revamped DG”

  1. ผมจะเก็บตังค์เพิ่มไปเรื่อยๆระหว่างรอโอกาสซื้อหุ้นตามโครงการณ์นี้ครับ 🙂

  2. ค่อนข้างจะคล้ายแนวการลงทุนแบบ บัฟเฟตต์ เลยครับ

    คือเล็งหุ้นที่โตในระยะยาวเฉลี่ย 10-15% และเป็นหุ้นเกรด A

    ซื้อในราคาที่ยุติธรรม หรือ ต่ำกว่า

    แสดงว่าพอร์ตนี้อาจจะมีตัวที่ซ้ำกับ 7thlg บ้าง

  3. พยายามลองคิดใหม่ ทำใหม่ดู ให้เป็นเหตุผลเป็นผลมากที่สุด ออกมาเป็นประมาณนี้

    ก็ไม่รู้ว่าจะรัดกุมดีหรือยัง ท่านใดจะเสนอแนะบ้างก็ได้

    ลองมาฝึกตัวเองกันนะครับว่า ถ้าหากเราไม่ซื้อหุ้นในเวลาที่ใครๆ ในตลาดเค้าก็แย่งกันซื้อ ฝึกให้เป็นนิสัย จะทำกันได้มั้ย และผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร

  4. ขอนอกประเด็นสักหน่อยนะครับ ว่า คุณสุมาอี้ดู หรือศึกษาหรือเคยใช้ข้อมูลทางเทคนิค หรือ

    กราฟ มาช่วยในการซื้อ ถือ หรือขายหุ้นบ้างมั้ยครับ หรือมีมุมมองต่อผู้ที่ศึกษาด้านนี้อย่างไร

    บ้างครับ

    ขอบคุณครับ

  5. ขอรบกวนครับ Market Implied Growthใช้งานไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ

  6. การวัดมูลค่า , Wish list ยังคงเป็นรูปแบบเดิมที่พี่เคยเขียนไว้รึป่าวครับ? ที่พี่เคยแบ่งเกรดหุ้นไว้จาก Wish list และแนะนำว่าสำหรับหุ้นเกรด B ควรต้องซื้อที่ Growth ต่ำกว่า 10%?

    – ขอบคุณมากครับพี่ ^^

    1. คิดว่าควรจะสนใจเกรดหุ้นที่แคบลงมาด้วย จากเดิม B- ขึ้นไป เปลี่ยนเป็น B+ ขึ้นไป

      หุ้น B- หรือต่ำกว่า น่าจะเหมาะกับการซื้อแล้วพอมันฟื้น เราก็ขายออกทำกำไรไปเลย ไม่น่าจะเหมาะกับการซื้อเก็บ เพราะถ้าธุรกิจมันไม่น่าสนใจ ถือไว้นานๆ น่าจะกลายเป็นความเสี่ยงซะมากกว่า

      ตอนนี้พอร์ตคงกลับมาเริ่มต้นด้วย CPALL, MBK ที่มีอยู่เดิม และที่เหลือปล่อยไว้เป็นเงินสดก่อน รอให้มีช่วงเวลาที่เหมาะสมค่อยซื้อเพิ่ม

  7. แล้วจะต่างยังไงกับกองทุนอีแร้งหล่ะครับนี่ เพียงแต่แยกคิดออกมาเป็นอีกพอร์ตเท่านั้น

    และจุดต่างกันอีกที่ ตรงที่ว่าใช้เปอร์เซ็นต์ที่ตกจากตลาดเป็นเกณฑ์เข้าซื้อในกรณีของกองทุนอีแร้งกับใช้แต่ตัวเลขที่เราคำนวนได้ ในกรณีDG ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ก็รอไปเรื่อยๆ แค่นั้นใช่ใหมครับ

    ปัญหาคือหากหุ้นเกรดที่(เราคิดว่า)สูงจริงๆที่บังเอิญตัวเลขตกลงมาเข้าเกณฑ์เราแล้ว เราจะซื้อเลยหรือไม่ จะซื้อไม้เดียวจบทันทีที่ตัวเลขเข้าเกณฑ์หรือจะแบ่งซื้อ หรือจะรอให้การเทขายหมดก่อน (ดูยังไง)

    ส่วนการวิเคราะห์ว่าปัญหาชั่วคราวหรือถาวรก่อนซื้อ จะทำยังไง หรือจะรอว่าให้มีสัญญาณที่ปลอดภัยยังไงก่อนแล้วค่อยเข้าซื้อหรือไม่ครับ (ตรงจุดนี้ผมว่ายากสุดแล้วล่ะครับ)

    การวิเคราะห์ ว่าพื้นฐานเปลี่ยนแล้วจะขายหรือไม่ ถ้าไม่มีการขายทิ้งเลย ผมคิดว่าแปลกๆอยู่นะครับ การตั้งใจไม่cut loss อาจจะทำให้เราต้องเลือกหุ้นอย่างดีที่สุด และไม่มีอาการมือไวเกินเลยก็จริง แต่ถ้ามันผิดพลาดจริงๆจะทำยังไง และคุณnarin คิดยังไง time frame ว่ารอดูไปก่อนอย่างน้อย3ปี

    คำว่าหุ้นยอดนิยมของตลาดสุดขีด ดูยังไงครับ (เวลาพิจารณาขาย)

    ใช้วิธีนี้อยู่ครับ เคยเจ็บตัวกับ it,dcc และเฉียดฉิวไปกับse-ed ครับ แต่ก็ยังเชื่อในแนวทางนี้อยู่ ตอนนี้ผมซื้อหุ้นบางส่วนตามสัดส่วนของPE และ Yield ของตลาด และยังคงรอตลาด crash อยู่ (รอมาเกือบสี่ปีแล้วครับ) ขอคำแนะนำด้วยนะครับ

    1. เป็นประเด็นที่ผมคิดถึงตอนที่นั่ง revise DG เลย คือ ยิ่งกำหนดให้เป็นการลงทุนในสไตล์ที่ค่อนข้าง active มากขึ้นเท่าไร การกำหนดกฎเกณฑ์ให้ตายตัวเพื่อให้เกิดความง่ายในการลงทุนจะยิ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ยังไงผมก็ยังมองว่า พอร์ตแบบ active นั้น การมองธุรกิจในเชิงคุณภาพ ยังเป็นเรื่องจำเป็น การใช้กฎตายตัวอย่างเช่น PE มากำหนดว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อไม่น่าซื้อ โดยที่ไม่มองคุณภาพหรือสตอรี่ของธุรกิจเลย ไม่น่าจะเป็นวิธีที่เวิร์ก

      ถ้าเราอยากได้ความง่าย ก็อาจวิ่งไปที่การตั้งกฎเกณฑ์ตายตัวแบบนั้น แต่จะใช้ได้ผลจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ในการออกแบบ DG ผมจึงเลือกที่จะป้องกันความเสียหายไว้ด้วยการกำหนดให้ห้ามซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 15% ส่วนการเลือกว่า หุ้นตัวไหนน่าซื้อ ยังปล่อยให้เป็น qualitative judgement อยู่ นักลงทุนยังสามารถสนุกกับการมองธุรกิจได้ ถ้าคิดแล้วจะผิดไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะความเสียหายถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 15% ของพอร์ต (ต้องเลิกเป็น perfectionist) น่าจะดีกว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีหันไปหาสูตรสำเร็จหรืออัตราส่วนต่างๆ ในการเลือกธุรกิจแทน ซึ่งผมมองว่าไม่น่าจะเวิร์ก

  8. DG หลายคนอาจจะสงสัยเรื่อง Buy and Hold ถ้าตัวที่เราซื้อมันผิดพลาดจะยังไง … ตามที่ลินช์บอกไว้ เลือกหุ้น 5-7 ตัว มันต้องมี 2-3 ตัวที่ผิดพลาด ขาดทุนไม่เป็นอย่างที่เราคาดอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือ ตัวอื่นๆที่เราเลือกถูก จะทำผลตอบแทนมหาศาล และชดเชยตัวที่ขาดทุนโดยยังเหลือกำไรในพอรต์อีกเยอะ นั่นคือต้องมองผลตอบแทนทั้งพอรต์รวม

    – ตอนทำ 7THLTG ช่วงแรกๆก็มีข้อสงสัยเยอะ แต่ตอนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่ามันเวิรค์

  9. งั้นเราต้องมี list ใหม่ ใช่มั้ยครับ

    เห็นด้วยกับแนวทางใหม่ครับ แต่คงต้องย้ำว่าให้ทำคู่กับ 7thLTG ไม่งั้น จะเสียโอกาส จากการรอคอยมากไปหน่อยครับ
    แล้วเงินสดที่เหลือในพอร์ท เราทิ้งไว้เฉยๆก่อนเหรอครับ

  10. อันที่จริงตอนที่นั่ง revise ก็ได้ความคิดมาอีกหนึ่งอย่างด้วยเหมือนกันว่า

    ในเมื่อวิธีการมัน qualitative เยอะขึ้น อาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไรที่จะทำพอร์ตสาธิต เพราะจะกลายเป็นเหมือนการเชียร์หุ้นไปได้ บางทีแค่นำเสนอแนวคิดเฉยๆ แล้วใครอยากเอาไปปรับใช้ก็เอาไปทำเอาเองเลย ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

  11. ผมไม่คิดว่าจะเป็นการเชียร์หุ้นนะครับพี่ เพราะถ้าคิดแบบนั้น 7tHLTG ก็เป็นการเชียร์หุ้นเหมือนกัน ^^ … ไม่อยากให้คิดมากเกินไปครับ อีกอย่างหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ รายย่อยอย่างสมาชิกในเว็บนี้ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้วครับ เมื่อเทียบเม็ดเงินกันแล้ว

    -ที่สำคัญคือ ผมคิดว่าการจะทดลอง หรือพิสูจน์แนวคิดใดๆว่าได้ผลในตลาดมากน้อยแค่ไหน ต้องมีพอรต์ ซึ่งจะโชว์ กำไร/ขาดทุน เป็นผลลัพธ์ครับ

    ขอบคุณมากครับ ^^

    1. ก็คงยังสาธิตต่อไปก่อนครับ (นานๆ ซื้อทีอยู่แล้วนิ)

      โดยรวมๆ แล้ว ผมว่าลงทุนแบบ 7 + dg น่าจะดีที่สุด คือ 7 เราลงทุนเอาไว้เสมอเพื่อป้องกันมิให้ตัวเองมือบอน แต่ dg นั้น นานๆ ค่อยออกมาลงทุนสักที เอาแบบที่ว่ามั่นใจจริงๆว่า น่าลงทุนจริงๆ ค่อยซื้อเก็บ ถ้าไม่ได้ซื้อสักที เราก็ยังมี 7 ทำให้ไม่ได้เสียโอกาสลงทุนไปทั้งหมด

      ถ้าคิดว่าตลาดหุ้นยังแพง ก็ลงทุนแต่ 7 ไปอย่างเดียว เมื่อไรถูกค่อยซื้อแบบ dg จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องลงทุนให้ได้ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่อำนวย

      วันหลังใครคิด strategy อะไรที่รวมทั้งหมดไว้เป็นอันเดียวกันเลยได้ แล้วใช้ได้ทุกสภาวะตลาดก็คงมาทดแทน 7+dg แต่ว่าตอนนี้ยังคิดไม่ตก

  12. ผมว่าควรมีพอร์ตสาธิตครับ เพราะนักลงทุนที่ติดตามเวปพี่มีทั้งมือเก่าและพึงลงทุน อย่างผมก่อนหน้านี่ยังไม่มีความเข้าใจการลงทุนมากนักก้ได้แนวการลงทุนของพี่ และพอร์ตตัวอย่างเป็นแรงบันดาลใจ ถ้าไม่มีพอร์ตตัวอย่างผมคงสนใจน้อยกว่านี่ พอผมลงทุนได้ ซักระยะแล้วเห็นว่ามันดีเลยแนะนำเพื่อนให้ลงทุนตาม แต่ก็นั้นแหละ พูดไปมันก็ไม่ดึงดูด เลยให้มันมาอ่านเอาในเวปพี่ ปรากฏ ผมสามารถทำให้เพื่อนผม 3-4คนหันมาสนใจลงทุนในทิศทางที่ถูกต้องได้
    ยังไงผมก็เห็นว่าพอร์ตตัวอย่างมีประโยชน์มากกว่า

  13. เพิ่งโอนเงินสมัครสมาชิกใหม่นะครับ กรอกแบบฟอร์มโอนเงินแล้ว login นี้เลยครับ ขอบคุณครับ

  14. ขอโทษครับ เมื่อซักครู่ได้รับอีเมล์แจ้ง username กับ password แล้ว(ซึ่งเป็นpasswordที่ผมตั้งเอง) แต่ยังอ่านบทความไม่ได้ครับ

  15. ขอบคุณครับ อ่านได้แล้ว โชคดีได้อ่านคืนนี้เลย ^ ^ (ขอโทษที่โพสต์ผิดที่ครับ ยังงๆอยู่)

  16. อ่านแล้วรู้สึกว่าแนวทางของ DG มีที่คล้ายๆ กับนิสัยตัวเองหลายเรื่อง

  17. ถ้า SET ยังลงไปต่ำกว่าวันนี้ลงไป DG คงต้องพิจารณาซื้ออะไรบ้างแล้วล่ะครับ

  18. คุณNarin ครับ คือสงสัยเรื่องการทำRevamped DG เรื่องการเข้าซื้อเมื่อsetร่วง10-15% ว่าดูจากตรงไหนครับ
    คือไม่แน่ใจว่าเราควรดูหรืออ้างอีกจากอะไร เมื่อไร เช่น จากจุดสูงของSETในปีนั้นๆ หรือว่าดูจากSET index averageจากวันที่เข้าซื้อในอดีตของ7thLTG ที่ผ่านๆมา

    คือผมยังไม่ค่อยเห็นภาพอะครับ รบกวนช่วยอธิบายหน่อย ขอบคุณมากครับ

  19. 10-15% ใช้กับ extended 7thLTG ครับ โดยนับจากจุดสูงสุดครั้งล่าสุดของ SET และหรือจุดที่ซื้อครั้งก่อน

    เช่น จุดสูงสุดล่าสุดของ SET คือ 1640 เราก็น่าจะทำ extended ที่ 1394 จุด (-15%) หลังจากนั้น ถ้าจะทำอีกก็ต้องที่ 1184 จุด หรือถ้า SET กลับขึ้นไปสร้างภูเขายอดใหม่ได้ ก็ให้เอาจุดยอดเขานั้นมา -15% เป็นจุดซื้อใหม่

    ส่วน DG นั้น คงต้องดู Valuation ของหุ้นเป็นสำคัญ เพียงแต่อาศัยช่วงที่ SET ตกเยอะๆ เป็นช่วงที่เราค่อยมาดูกันทีว่ามีตัวไหนซื้อได้บ้าง จะได้ไม่ต้องดูทุกวัน

  20. เมื่อสักครู่นี้ได้ซื้อหุ้นเพิ่มไป 2 ตัว เข้าพอร์ต DG นะครับ ได้แก่ PS และ THREL

    เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว จึงได้ทำการเลือกหุ้นที่คิดว่าน่าจะมี valuation ที่รับได้ ซึ่งเลือกเป็นสองตัวนี้นะครับ

  21. THREL นี่คุณโจ๊กเคย review ไว้หรือยังครับ ผมพลาดอ่านตอนไหนหนอ

  22. คุณสุมาอี้ครับ พอจะเล่าเรื่องราวของ threl ให้ฟังสักหน่อยจะได้มั้ยครับ ขอบคุณครับ

  23. พี่โจ้กมองว่า npm ของTHRELที่จะใส่ในสูตร Valuationแบบคร่าวๆของDG ควรเป็นเท่าไรครับ ผมเห็นมันโดดขึ้นมากปีนี้

  24. คิดว่า THREL ยังอยู่ในช่วงที่โตขึ้นมาจากฐานที่ต่ำอยู่ ทำให้น่าจะโตเยอะๆ ได้อีกระยะหนึ่ง แต่ก็เป็นแค่สมมติฐานเท่านั้น อาจจผิดก็ได้ครับ ไม่ต้องซีเรียส เพราะลงแค่ 15% ของพอร์ต

    ส่วนความเสี่ยงก็มี เพราะตอนนี้มีลูกค้าแค่ 4-5 ราย ถ้าหากเสียลูกค้ารายใดรายหนึ่งไปโดยไม่คาดฝัน ก็อาจจะกระทบกับ Valuation แบบรุนแรงได้

  25. DG เริ่มสนใจที่จะซื้อเพิ่มบ้างยังครับพี่? ตลาดเริ่มลงแรงๆต่อเนื่องมาซักพักละครับ บางตัว Valuation อาจจะเริ่มน่าสนใจ

    1. น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ที่มองอยู่ตอนนี้คือ ADVANC คิดว่ามีราคาที่ DG พอซื้อได้แล้วครับ อีกตัวที่มองอยู่คือ MINT ถ้าหากถูกกว่านี้ได้อีกสักนิด ก็น่าจะซื้อได้

      ถ้าหากตลาดลงต่อไปอีก พอร์ต DG ก็คงจะติดดอยนะครับ แต่เนื่องจากแต่ละตัวที่ซื้อมา ดูแล้วว่าไม่ได้ซื้อมาในราคาที่ aggressive เกินไป หากเทียบกับการเติบโตที่เป็นไปได้ ฉะนั้น หาก SET ลงไปต่อ เราจะไม่ทำอะไร แต่ถือหุ้นต่อไปเรื่อยๆ

      จะได้เป็นการพิสูจน์ว่า ถ้าหากเรายึดเกณฑ์ valuation ที่สร้างไว้ ไม่ซื้อเกินราคา ต่อให้ตลาดหุ้นผันผวนหนัก สุดท้ายแล้วพอร์ตของเราจะสามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนให้เราได้จริงหรือไม่

      (ADVANC กับ MINT แค่คิดๆ ไว้เฉยๆ นะครับ เอาไว้ถ้าจะซื้อจริงๆ ค่อยว่ากัน)

  26. การซื้อ PS ช่วงนี้ดูจะเสียวๆไหมครับ อสังหาไม่รุ้จะเริ่มตึงตัวเมื่อไหร่
    ผมไม่แน่ใจว่าอุปสงค์ยังเหลืออยู่อีกมากพอให้เติบโตไปได้ในช่วงหลายปีข้างหน้ารึเปล่า

    1. คอนโดน่าจะอืดไปอีกพักใหญ่ แต่ระยะยาวคิดว่าจะยังไปได้อยู่ ตราบใดที่การสร้างรถไฟฟ้ายังมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนบ้านแนวราบนั้น ขายได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว

  27. ขอถามนิดค่ะ port DG. ถ้ายังไม่เคยซื้อเลย ไม่ทราบตอนนี้สามารถรับได้เลยมั้ยค่ะ

    1. DG เป็น active port ซึ่งผมให้แต่หลักการไปเฉยๆ ถ้าหากสนใจก็สามารถนำแนวคิดไปใช้เลือกหุ้นที่ตัวเองต้องการในราคาที่เหมาะสมได้ครับ

  28. อยากให้คุณนริน ช่วยสรุปภาพรวมประวัติและแน้วโน้มของ Threl ครับ … ขอบคุณร่วงหน้าครับ

  29. เอาเงินที่เหลือแบ่งซื้อ ADVANC กับ MINT อย่างละครึ่งไปล่ะครับ

    ตอนนี้เหลือเงินในพอร์ตแค่ 1230 บาท

  30. การปรับพอร์ตครั้งต่อไปจะมีการกลับมาถือเงินสดอีกไหมครับ

    1. จะทดลองถือพอร์ตนี้ไว้เฉยๆ สักพักใหญ่ๆ ดูว่าจะเป็นอย่างไรครับ

      อันที่จริงตอนแรกว่าจะเลิกสาธิต DG ด้วย เพราะมันเป็นการเลือกหุ้นรายตัว และมีจังหวะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องอีก เอาเป็นว่า พอร์ตนี้ไว้ทดลองทำดูขำๆ คงไม่ค่อย active เท่าไรด้วย

  31. ลองถือพอร์ตนี้ไว้เฉยๆ สักพัก เพื่อทดสอบว่า การเลือกธุรกิจที่โตไปเรื่อยๆ ซื้อหลายตัว และซื้อในราคาที่ไม่สูงเกินไป ถ้าหากทิ้งไว้เฉยๆ มันจะจัดการตัวของมันเองได้ดีแค่ไหน ก็ละกันครับ

    ถ้าจะปรับพอร์ตใหม่ก็คงจะอีกนานเลย

  32. จะมาดูผลอีกที 3 ปีต่อไป เหมือนบทความเรื่องหุ้นเติบโตในอดีต ที่พี่ทำพอรต์จำลองโดยไม่ได้ใช้เงินจริง รึเปล่าครับ? / ขอบคุณครับ ^^

    1. อันนั้นครบกำหนดสิ้นปีนี้พอดี

      ส่วนอันนี้คงไม่ขนาดนั้น แต่เป้าหมายแรกคือ จะดูว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร พอร์ตถึงจะกลับมากำไร และหลังจากนั้นก็ค่อยดูต่อไปอีกว่า มันจะสร้างผลตอบแทนต่อไปได้เรื่อยๆ แค่ไหน

  33. ระหว่าง ADVANC กับ INTUCH ตัวหลังน่าสนใจกว่ามั้ยคับ เพราะถ้า advanc โต intuch ก็โตตามด้วย ทั้งยังจะทำธุรกิจใหม่เพิ่มมูลค่าอีก

    1. INTUCH ก็ดีตรงที่ราคาน่าจะมีส่วนลดจาก ADVANC ถ้าหากธุรกิจอื่นๆ ของ INTUCH ไม่ได้ destroy value ก็ถือว่าคุ้มกว่าครับ

  34. ช่วยวิจารณ์พอร์ทผมหน่อยครับ ofm phol thani singer rs maco อยากทราบว่าทัศนะคติพี่มองยังไงครับ กะถือลงทุน 3 ปีครับ

  35. เอามาให้ดูเล่นครับ นึกว่าต้องรออีกนาน เมื่อวานนี้ DG กลับมาโผล่พ้นน้ำได้สำเร็จแล้วครับ (ยังไม่รวมเงินสดในพอร์ตอีก 1356 บาท และเงินปันผลที่เคยได้ไปแล้ว)

    1. อยากทราบว่าทำไมพี่ถึงเลือกหุ้นทั้ง 6 ตัวนี้เข้าพอร์ทครับ ทั้ง advanc cpall mbk mint ps threl

    1. mbk ถือหุ้นในห้างดีๆ เยอะมาก และตัวมันเองก็เริ่มมีการขยายธุรกิจใหม่ๆ และลดธุรกิจเดิมที่กำไรน้อย

  36. ในกรณีของ ADVANC ถ้าลูกค้าย้ายไปค่ายอื่น คิดประมาณสัก 1-3 เปอร์เซ็นต์ ของลูกค้าทั้งหมดเนี่ย ถือว่าพื้นฐานเปลี่ยนไปหรือยัง? ถ้าสถานการณ์ขณะนี้ควรทำยังไง?(ถือหุ้นอยู่) แล้วถ้าคุณโจ๊กเป็นผู้บริหารจะแก้ไขด้วยกลยุทธ์อย่างไรครับ?

  37. เห็นว่าวันหนึ่งมีคนมาย้ายค่ายเพิ่มแค่ 1400 คน เทียบกับฐานลูกค้า 20 ล้านเบอร์ ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรเลย

  38. ตอนนี้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะไม่สาธิตพอร์ต DG แล้วนะครับ ขอให้ DG เป็นแค่การนำเสนอวิธีลงทุนแบบหนึ่งเท่านั้น ส่วนใครจะเลือกหุ้นตัวไหนเข้าพอร์ต ก็ไปเลือกกันเอง ไม่ขอแนะนำตัวหุ้นครับ

    ผมมาคิดดูแล้วอยากอุทิศตัวเป็นผู้ผลักดันให้เพื่อนๆ นักลงทุนหันมาลงทุนในลักษณะที่ passive มากขึ้น ส่วนการลงทุนแบบ active นั้น เราคุยกันเฉพาะแนวคิดก็พอ ส่วนใครชอบตัวไหนก็ไปซื้อกันเอง ผมจะไม่ผลักดันมากนัก เพราะคิดว่าโดยธรรมชาติ นักลงทุนอยากเล่นแนว active กันอยู่แล้ว ไม่ต้องผลักดันก็ได้ เลยอยากมีบทบาทในการผลักดันแนวคิดเรื่องการอย่าซื้อขายหุ้นบ่อยๆ มากกว่า

    การทำพอร์ตสาธิตของผมจะเน้นไปที่แนวทางที่ค่อนข้าง passive เป็นหลัก เช่น 7thLTG และเร็วๆ นี้ ผมอาจทำพอร์ตสาธิตเพิ่มเติมอีกหนึ่งพอร์ต เป็นแบบที่เหมาะสำหรับการซื้อพวก Index Fund โดยเฉพาะด้วย

  39. เห็นด้วยครับ ว่าการอยู่เฉยๆ โดยให้มีการซื้อ ขายน้อยทีสุดทำได้ยากจริงๆครับ

  40. จะรอติดตามการลงทุนแบบPASSIVE INDEX FUND นะครับคุณNarin ไม่ทราบว่าจะพอมีกำหนดการเมื่อไรหรอครับ

  41. นั่งเขียนแผนไปมา พบว่า ถ้าเอาพอร์ตเก่ามาทำคงต้องซื้อเป็น ETF ซึ่งอาจก่อให้เกิดความยุ่งยาก สับสน อยากทำให้ดูง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นจะลงทุนผ่านกองทนรวมแทน ดังนั้นขอเวลาอีกนิดเพื่อไปเปิดบัญชีกองทุนรวมเพิ่มครับ

  42. “ธุรกิจมีโอกาสเติบโต พื้นฐานแข็งแรงพอสมควร ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป”
    ตัว THREL พี่สุมาอี้ ใช้การประเมินมูลค่าวิธีไหนครับ

  43. ตัวนี้แค่มองว่า ฐานธุรกิจยังเล็กอยู่มาก จึงน่าจะมีรูมโตได้อีกเยอะพอสมควร ทำให้ผมมองว่า พีอีดูสูงไปหน่อยแต่ก็อาจจะยังไม่แพงก็ได้ ก็เลยคิดว่าซื้อได้ คิดเอาแค่นี้

  44. เวลาหุ้นตกหนักๆ เห็นจากตัวอย่างที่พี่โจ๊กทำคือการปรับพอร์ต จากหุ้นเกรดbไปหาหุ้นเกรดa ที่ราคาถูกลง
    แต่ถ้าเราไปเจอหุ้นเกรดb ที่ราคาถูกกว่า

    เราควรเลือกปรับพอร์ตแบบไหนดีกว่ากันครับ
    หุ้นเกรดaเวลาตลาดกลับมามันจะกลับมาได้เร็วหรือป่าว หรือว่าหุ้นเกรดa หาซื้อยากกว่าในราคาที่มีส่วนลด

    ขอคำแนะนำด้วยครับ

    1. ถ้าเป็นไปได้ เวลาตลาดตกหนัก ถ้าปรับจาก B ไปหา A ได้ก็จะดี เพราะว่าพอร์ตเราจะแข็งแกร่งขึ้นอีก แต่บางทีโอกาสที่เข้ามาอาจจะไม่อำนวย เช่น ไปเจอตัวที่หล่นลงมาจนน่าซื้อ แต่เป็นเกรด B เหมือนกัน แบบนี้ก็อาจจะไม่ได้ดั่งใจที่สุด แต่ก็สามารถทำได้ครับ

  45. พี่สุมาอี้มีมุมมองเรื่องอนาคตและราคา
    ของ thre และ threlอย่างไรบ้างครับ

  46. ถ้าผมใช้เกณฑ์ว่าจะเข้าซื้อหุ้น 7 ตัวตามใน wish list ทุกครั้งที่ตลาดร่วงลงมา 10-15% ทุกครั้ง แบบนี้พี่สุมาอี้มองว่าเป็นวิธีที่ดีหรือไม่ครับ เพราะผมอาจจะประเมินมูลค่าไม่เก่ง เลยของมองภาพ set ใหญ่เป็นหลัก ขอบคุณมากครับ

    1. ก็ได้นะ เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ปีเตอร์ลินซ์แนะไว้ในหนังสือเลยล่ะ

  47. กลยุทธ์. ซื้อหุ้นของกองทุนอีแร้ง15เปอร์เซ็นต์. เอามาใช้กับDG. ไม่ได้สักที. ถ้างั้นซื้อดักปันผลน้าแอดได้มั้ย.

  48. พี่โจ๊กครับ threl งบค่อนข้างดี roe เยอะ หนี้ไม่มี แต่ทำไม book value มันน้อยจังครับ 1.82 เท่านั้นเอง

    1. ถ้า ROE สูงมากๆ ก็คงไม่แปลกที่ P/BV จะต้องสูงมาก เว้นแต่เราจะไม่เชื่อว่าบริษัทจะกำไรมากขนาดนั้นจริง

  49. Threl พี่มองเห็น room การเติบโตในอนาคตไกลๆ ว่าอย่างไรคับ
    เบี้ยประกันสุขภาพของผู้สูงอายุ คือ key ของการเติบโตหรือเปล่าคับ
    เพราะเบี้ยประกันออมทรัพย์นั้น bancassurance เก็บความเสี่ยงไว้เอง ไม่ส่งต่อ

Leave a Reply to Anonymous Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *