
ผมเคยค้างคุณ terati เอาไว้ว่ามีบางเรื่องเหมือนกันที่ระบอบทุนนิยมเองก็ยอมรับว่าตลาดไม่ใช่ตัวจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด (market failure) ต้องอาศัยส่วนกลางช่วย เรื่องที่ว่านั่นก็คือ Externality ครับ
Externality หมายถึง อะไรก็ตามที่ benefit/cost ของมันไม่ได้กระทบเฉพาะคนที่เป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายเท่านั้นแต่กระทบคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ฟังแล้วงง แต่ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือเรื่องสิ่งแวดล้อมครับ
แม่น้ำเป็นของสาธารณะ ดังนั้นใครอยากทิ้งอะไรลงไปก็ได้ ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ทุกโรงงานก็จะทิ้งของเสียลงสู่แม่น้ำเพื่อประหยัดต้นทุนของตัวเอง สุดท้ายแล้ว แม้สินค้ามีราคาถูกลงเพราะโรงงานไม่มีต้นทุนบำบัดขยะ แต่ต้นทุนที่แท้จริงไปตกอยู่กับแม่น้ำแทนซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ แม่น้ำจึงเน่าเสียมากขึ้นเรื่อยๆ
กลไกตลาดจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อทรัพยากรทุกอย่างต้องเป็นเจ้าของโดยปัจเจก แนวคิดนี้เรียกว่า Property Rights อะไรก็ตามที่ส่วนรวมเป็นเจ้าของร่วมกันจึงไม่มีหวงแหนอย่างแท้จริง ดูอย่างตู้โทรศัพท์สาธารณะหรือภาษีก็ได้ ภาษีเป็นเงินของส่วนรวมมันจึงถูกใช้จ่ายไปอย่างไม่คุ้มค่าอยู่เสมอ ระบอบทุนนิยมมีแนวความคิดว่า ทรัพยากรทุกอย่างในโลกนี้เช่น ที่ดิน บ่อน้ำมัน เหมืองแร่ ป่า เป็นต้น ควรมีปัจเจกเป็นเจ้าของ คนที่จ่ายเงินซื้อที่ดินมาย่อมต้องหาวิธีใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นให้คุ้มค่าที่สุด ทำให้ที่ดินได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ไปด้วยในตัว แต่แนวคิดเรื่อง Property Rights นี้ทำให้พวกเสรีนิยมโมโหมาก พวกเสรีนิยมเชื่อว่าทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงควรเป็นของส่วนรวม ไม่ควรมีปัจเจกเป็นเจ้าของ
สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ระบอบทุนนิยมเห็นด้วยกับการเข้ามาแทรกแซงตลาดของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาดน้อยมาก รัฐบาลไม่เอาจริงกับคนที่ทำลายสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมัวแต่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปแทรกแซงตลาดในเรื่องอื่นๆ เช่น การควบคุมราคา เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเลย
จะเห็นก็มีแต่รัฐบาลของสหภาพยุโรปเท่านั้นที่จริงใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สหภาพยุโรปออกกฏหมายบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลรถยนต์ของตัวเองเมื่อผู้บริโภคเลิกใช้แล้ว หรือทุกวันนี้ชาวเยอรมันที่ใช้น้ำประปา 100 บาทจะต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำต่างหากอีก 40 บาทด้วย สหภาพยุโรปเคย “ช็อค” ผู้ส่งออกไทยมาแล้วโดยการออกกฎว่า ผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในยุโรปจะต้องมารับบรรจุภัณฑ์ที่ใส่มากับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกันกระแทกกลับไปทิ้งที่ประเทศของตนเองด้วย กระแสเรื่องโลกร้อนในยุโรปทุกวันนี้แรงมาก
ผมอยากเห็นรัฐแทรกแซงตลาดในเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากกว่านี้ครับ
(ว่าแล้วก็ต้องเปิดเพลงนี้ครับ)


ถ้ารัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้ ผมเชื่อว่าบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต้องผลักภาระเหล่านั้นมาให้ ผู้บริโภคขั้นสุดท้ายอย่างเราแน่นอน ตัวอย่างที่ผมนึกได้ตอนนี้ คือ ถ้าโรงไฟฟ้าต้องติดตั้งอุปกรณ์ดักจับ CO2, SOx หรือ NOx ซึ่งระบบเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง ในขั้นตอนสุดท้ายแล้วต้นทุนเหล่านั้นจะมาอยู่ในบิลค่าไฟของเราครับ
สวัสดีครับพี่ newbee
หวัดดีครับ เข้ามาหาความรู้ และ กำลังรอหนังสือของท่านแม่ทัพ “สุมาอี้” อยู่
newbee ครับ
ก๊ากๆๆๆ ยังไม่มีในทฤษฏีครับ แต่จะเพิ่มลงไปเองก็ได้ 555+
ขอบคุณครับ ที่ยังจำคำถามได้อยู่
ราชการ กับ รัฐวิสาหกิจ เข้าข่าย Externality ละเปล่า
benefit/cost กระทบกับ ประชาชนทั้งประเทศ
เเต่ ผู้บริหาร บอร์ด ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ค่อยสนใจ
ที่จะทำให้องค์กร มีประสิทธิภาพเท่าไหร่
แคนาดาที่ผมอยู่ก็ต้องจ่ายค่า Sewer ด้วยครับ
จำได้ว่าไทยกำลังจะทำนี่ ใช้น้ำมากควรจ่ายค่าบำบัดมาก คุณว่าจริงไหม
แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับ แม่ค้าที่ตลาดริมคลองริมแม่น้ำ ผมยังคงเห็นเขาทิ้งทั้งน้ำเสีย ขยะลงแม่น้ำ คูคลองกัน โครม ๆ ๆ
ไม่นึกว่าอาจารย์จะฟัง “ลิงกินผัก” ด้วย