358: on Active Investing #1

ช่วงนี้ขอเขียนเกี่ยวกับการลงทุนแบบ Active บ้าง ซึ่งซีรีส์นี้น่าจะเป็นซีรีส์สุดท้ายแล้ว หลังจากที่เขียนบล็อกมานานหลายปี คิดว่าน่าจะถ่ายทอดสิ่งที่อยากเล่าไปค่อนข้างจะครบถ้วนแล้ว หลังจากซีรีส์นี้ คงไม่มีความถี่ในการออกบทความที่แน่นอนเหมือนเก่า แต่จะเขียนเมื่อมีเรื่องที่อยากเล่ามากกว่า  (ไว้เขียนซีรีส์นี้จบค่อยว่ากันอีกที)​ 

ไหนๆ ถ้านักลงทุนสักคนหนึ่งจะเลือกลงทุนแบบ Active แล้ว ก็แสดงว่า เขาไม่ได้เชื่อว่าการเล่นหุ้นควรเป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือวิธีการที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงไปตามโอกาสและสถานการณ์ได้ การลงทุนแนว Active จีงมักต้องมีระดับของความ subjective สูงโดยปริยาย กล่าวคือ ขึ้นอยู่กับวิจารญาณ การใช้ดุลยพินิจ เป็นการลงทุนที่ต้องพึงพา judgement ของผู้ลงทุนมากกว่าการลงทุนแบบ Passive ดังนั้นการเขียนถึงการลงทุนแบบ Active ให้ได้แบบครบถ้วนชัดเจนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะยากอยู่ แต่ถึงกระนั้น ผมเชื่อว่าคนที่ลงทุน Active ส่วนใหญ่จะต้องมีกฎอะไรบางอย่างที่กรอบหลวมๆ ที่คอยกำกับการใช้ดุลยพินิจด้วย คงไม่มีใครใช้ Free thinking เอาทั้งหมด เพราะนั่นดูเหมือนเล่นมั่วมากกว่า

โดยส่วนตัว เวลาผมลงทุนแบบ Active ผมก็ยังมีกฎส่วนตัวที่เป็นกรอบที่มาจำกัดการใช้ดุลยพินิจอยู่ด้วยเหมือนกัน

ประการแรก ไม่ว่าผมจะใช้ดุลยพินิจแล้วเกิดความมั่นใจกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากขนาดไหน ผมก็จะไม่ใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อซื้อหุ้นตัวนั้นแน่นอน เพราะยังไงๆ ดุลยพินิจของเราก็ผิดได้เสมอ คำพูดทำนองว่า “ถ้าเจอหุ้นแบบโคคาโคล่า ก็ให้เอาขายบ้านเอาเงินทั้งหมดมาซื้อ” ทำนองนี้ ใครจะเชื่อก็ไม่ว่ากัน แต่ผมไม่เชื่อเด็ดขาด ไม่มีอะไรที่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ในตลาดหุ้น ดังนั้น อย่างมากที่สุด ผมก็คงซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไม่เกิน 30% ของพอร์ตเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะต้องน้อยกว่านั้นอีก เช่นแค่ 10-15% เผื่อต้องซื้อเพิ่มในอนาคตจะได้ยังมีโควต้าเหลืออยู่ และถ้าซื้อถึง 30% แล้วยังลงต่อ ผมก็ไม่ซื้อเพิ่มอีกเด็ดขาด ต่อให้ยังมั่นใจอยู่ก็ตาม  ถ้าอยากได้ผลตอบแทนต่อปีสูงๆ ก็ต้องหาหุ้นที่มีอัพไซด์สูงๆ หลายตัวมาแบ่งเงินลงทุนให้ได้ ไม่ทุ่มกับหุ้นอัพไซด์สูงๆ แค่หนึ่งตัวแน่นอน ไม่ว่าจะมั่นใจขนาดไหน เราผิดได้เสมอ

ประการที่สอง ไม่ซื้อหรือขายหุ้นบ่อยเกินไป ต่อให้การลงทุนแบบ Active เป็นการลงทุนที่มักหวังทำกำไรเพิ่มขึ้นจากการ Buy low Sell high ก็ตาม แต่ถึงกระนั้น ก็จะไม่ซื้อๆ ขายๆ บ่อยมากจนเกินไป ไม่ใช่เพราะว่ากลัวเปลืองค่าคอมฯ แต่เพราะว่า Overtrading คืออุปสรรคที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น คนเรามักอยู่เฉยๆ ไม่ค่อยได้ ทำให้มักเทรดโดยไม่จำเป็น บางทีเราก็จะมโนไปเองว่าหุ้นกำลังจะลง แต่ขายไปแล้วก็ขึ้นต่ออยู่บ่อยๆ

ใน  10 ครั้งที่คุณคิดว่าต้องขายหุ้น ให้ทำเฉพาะครั้งที่คิดว่าจำเป็นจริงๆ เหลือแค่ 2-3  ครั้งก็พอแล้ว นี่เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้คุณได้ผลตอบแทนดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาด การเล่นหุ้นแบบ Day-Trading นั้น ยากมากที่จะได้กำไรในระยะยาว ระยะเวลาถือหุ้น 6 เดือน – 3 ปีต่อตัวนั้น ถือเป็นช่วงที่ค่อนข้างโอเค ถ้าหากเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งจริงๆ ก็ถือได้ยาวกว่านั้นอีก

ประการที่สาม เป็น bias ส่วนตัวของผมที่จะจำกัด Universe ของการลงทุนไว้แต่เฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานปานกลางจนถึงดี เท่านั้น วิธีนี้ช่วยลดการขาดทุนได้ เพราะต่อให้เราคิดผิดหรือซื้อแพงไป ความเสียหายก็มักจะไม่รุนแรงมากนัก หรือถ้าใช้วิธีทนถือต่อไป โอกาสที่จะกลับมาใหม่ได้ก็มีสูง เพราะว่าเป็นธุรกิจที่มีพื้นฐานที่แข็งแรง การลงทุนของเราจึงมี downside risk ต่ำกว่านักลงทุนทั่วไปในตลาด คนที่เล่นหุ้นทุกตัวในตลาดซึ่งรวมไปถึงหุ้นปั่นหรือพวกบริษัทที่ใกล้เจ๊ง เวลาคิดผิดขึ้นมา ความเสียหายจะรุนแรงมากๆ และมักจะถาวรด้วย

โอกาสที่มี upside ปานกลางแต่ downside ต่ำจริงๆ แล้วดีกว่าโอกาสที่ upside สูงและ downside ก็สูงด้วย ปีเตอร์ ลินซ์บอกว่า หุ้นเติบโตและหุ้นกลับตัวเป็นหุ้นสองจำพวกที่ทำให้คุณมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงๆ แต่โดยส่วนตัวผมนิยมหุ้นเติบโตอย่างเดียวเท่านั้น เพราะหุ้นกลับตัวสำหรับผมแล้วมี downside risk ที่สูงมากครับ มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า แค่เราดูแล downside ของพอร์ตเราให้ดี upside จะจัดการตัวของมันให้เราเอง ถือเป็นคติพจน์ที่ดีสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นเลยครับ  

ใครที่มีกรอบสามประการนี้ครอบดุลยพินิจของตัวเองอีกที ผมเชื่อว่า พอร์ต Active ของเขาจะเป็นพอร์ตที่มีความปลอดภัยและมีผลตอบแทนที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน ส่วนการใช้ดุลยพินิจในการเลือกหุ้น หรือการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหุ้นของแต่ละคนนั้น จะมีวิธีการ หลักการ ลัทธิ หรือแม้แต่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวอย่างไร ผมกลับไม่ว่ามันไม่ได้สำคัญมากนัก แค่มีกรอบสามประการนี้ คุณสามารถสนุกกับการเลือกหรือซื้อขายหุ้นของคุณได้เลยด้วยซ้ำ  

Author: Narin Olankijanan

Dekisugi.net โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เป็นบล็อกของ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (“สุมาอี้”) ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไว้ให้นักลงทุนได้อ่านฟรีมากกว่า 400 บทความ รายชื่อบทความทั้งหมดบทความในบล็อกนี้ยังถูกรวมเล่มไว้เป็นหนังสือชื่อ โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เล่ม 1 และ เล่ม 2 อีกด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถสั่งซื้อได้ที่ ร้านหนังสือของผม อีกด้วย

49 thoughts on “358: on Active Investing #1”

  1. ขอบคุณมากคร้บน่าเสียดายคร้บถ้าคุณนรินไม่เขียน

  2. เพิ่มสมัครสมาชิกได้วันเดียว พี่สุมาอี้จะเลิกเขียนแล้วเหรอครับ T_T

    1. ก็ยังเขียนต่อครับ เพียงแต่ความถี่จะไม่แน่นอนเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ถ้ามีเรื่องอยากเล่าค่อยเอามาเล่าครับ

  3. 30%ของพอร์ตพี่โจ๊ก นี่ต้นทุน หรือ ยอดสุทธิครับ
    ถ้าต้นทุน ต้นทุนของพี่คิดจากเงินทุนก้อนแรกเลย หรือปรับต้นทุนทุกปี เพราะทุกปีต้องทำการสรุปยอดกำไรขาดทุน

    1. แก้ไข * รบกวนพูดเรื่อง เงินสด ในพอร์ต ด้วยนะครับ

  4. ขอบคุณครับ

    ได้อ่านบทความของคุณสุมาอี้มานานหลายปีแล้ว ผมคิดว่าแนวทางการลงทุนที่คุณสุมาอี้แนะนำต่อพวกเรา มีประโยชน์อย่างมากมาตลอดเลยครับ และผมคิดว่าแนวทางการลงทุนของคุณสุมาอี้เองก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยเช่นกันครับ

  5. พี่โจ๊กคะ การทำ rebalancing ในพอร์ต active (ขายเฉพาะส่วนกำไร) มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างคะ
    ปล.รออ่านบทความพี่เสมอค่า :))

    1. กลัวว่าทำแบบนั้น สุดท้ายจะเหลือแต่หุ้นติดตัวแดงเต็มพอร์ต

  6. รออ่านอยู่เสมอครับ

    ขอถามเพิ่มหน่อยครับ สำหรับพอร์ต active ควรมีจุด Stop Loss ไว้ไหมครับ ไว้เป็นการกำหนด downside ของพอร์ตไปในตัว

    1. คงขึ้นอยู่กับเล่นแบบไหน คาดหวังอะไรด้วย แต่ถ้าหากฟังความเห็นของ Lynch เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับการ cut loss เพราะตลาดหุ้นทุกวันนี้ผันผวนมาก ถ้ากำหนดจุด cut loss ไว้ มีโอกาสได้ cut loss ทุกตัวแน่ เขาเห็นว่าถ้าเรากระจายหุ้นพอสมควรแล้ว ก็ไม่ควรพึ่งพาการ cut loss อีก

      ดังนั้น คนที่กระจายหุ้นน้อย หรือมีการซื้อเฉลี่ยขาลง ก็ควรจะ cut loss เพราะไม่มีการกระจายหุ้นมาช่วยลดความเสี่ยงมากพอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.