
ตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้ว พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว แต่อำนาจมักตกอยู่ในมือตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่ อาจเป็นเพราะสมัยก่อนยังไม่มี control systems ที่ดีพอ ทำให้เมื่ออาณาจักรใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องยากที่คนหนึ่งคนจะรวมอำนาจทั้งหมดไว้ได้จริงๆ และขุนนางที่อยู่มานานก็มักฉวยโอกาสดึงอำนาจมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงที่มีการผลัดแผ่นดินใหม่ๆ
แม้แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร1-ร4) อำนาจรัฐฯ ก็ยังเป็นการดึงกันไปดึงมาระหว่าง วังหลวง วังหน้า และขุนนางตระกูลบุนนาค จนกระทั้ง ร.5 ทรงใช้กุศโลบาย ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า ยกเลิกระบบจตุสดมภ์ แล้วเปลี่ยนมาใช้กระทรวงทบวงกรม เพื่อให้เกิดการล้างไพ่กันใหม่ แล้วค่อยๆ ดึงอำนาจทั้งหลายกลับมา ทรงตั้งรัฐมนตรีสภาขึ้นมาเพื่อโอนย้ายอำนาจจากขุนนางมาที่สภา เมื่ออำนาจกลับมาที่กษัตริย์แล้วก็ทรงปล่อยให้สภาร้างไป นอกจากนี้ยังทรงมีพระโอรสมากๆ เพื่อให้พระโอรสไปรั้งตำแหน่งสำคัญต่างๆ เอาไว้ให้หมด ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง 25 ปี พระองค์ก็สามารถรวมอำนาจไว้ได้ทั้งหมดอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เรียกได้ว่า สมัยร.5 เป็นยุคเดียวเท่านั้นที่ประเทศไทยเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยแท้จริง
อย่างไรก็ตาม สมัย ร.6 พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมวงศ์ที่มีอาวุโสสูงกว่ามากมาย ทำให้อำนาจเกิดการกระจายตัวออกไปใหม่ คราวนี้ไปอยู่ในมือขุนนางที่มีฐานะเป็นพระบรมวงศ์ด้วย ร.6 ทรงใช้วิธียกเลิกรัฐมนตรีสภา เพื่อเป็นการลดทอนอำนาจพระบรมวงศ์เหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การรวมอำนาจก็ไม่เท่ากับรัชกาลก่อน
ร.7 ทรงขึ้นครองราชย์โดยไม่เป็นที่คาดคิดมาก่อน เพราะพระเชษฐาที่มีพระยศสูงกว่าถึง 3 พระองค์สวรรคตติดต่อกัน เริ่มด้วย เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ สิ้นพระชนม์ด้วยโรคปอดบวมขณะเสด็จประพาสสิงคโปร์ อีกสามปีต่อมา เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคไตพิการ และปีถัดมา เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคไตอีก การขึ้นครองราชย์แบบที่ไม่ได้มีการคาดการณ์มาก่อน ทำให้พระองค์ไม่ทรงมีฐานอำนาจรองรับ และเป็นโอกาสของพระบรมวงศ์ที่เคยถูกลดอำนาจไปในรัชกาลก่อนที่จะหวนกลับมาได้ อภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศ์สานุวงศ์ที่มีอาวุโสสูงกว่า ร.7 ทั้งสิ้นห้าพระองค์ ได้ถูกตั้งขึ้นภายในเวลาแค่สองวันหลังวันขึ้นครองราชย์ สภาดังกล่าวได้มีบทบาทอย่างมากในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวงในสมัย ร.7
ร.7 ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และความที่ไม่ได้ทรงถูกวางพระองค์ไว้ให้ขึ้นครองราชย์แต่แรก ทำให้ทรงเป็นเจ้านายที่มีแนวคิดค่อนข้างเสรีนิยม ทรงมีความเห็นส่วนพระองค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญด้วย โดยทรงดำริให้ร่างขึ้นจนเสร็จ แต่ถูกคัดค้านโดยอภิรัฐมนตรีสภาว่าประชาธิปไตยยังไม่เหมาะกับสยาม
กล่าวได้ว่า ในสมัยร.7 พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีอำนาจเด็ดขาดอย่างแท้จริง แต่อำนาจอยู่ในมือข้าราชการกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นพระบรมวงศ์ด้วย อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบอบ ข้าราชการเป็นใหญ่ (aristocracy) ก็ได้
ไม่รู้นะประชาธิปไตย สร้างโดยประชาชน แต่คนที่มีให้เลือกหาใช้คนดีส่วนใหญ่ คนดีโดนกลืนกลายเป็นชั้ว ไม่มีใครดีพร้อมหมด ดีแต่โง่ฉลาดแต่โกง ดียอมคน เลวเอาพวก สุดทายดีอยู่ไม่ได้โกงด้วยเอาพวกด้วย ใครทำไรรู้ดีแก่ตัวไม่ยอมรับกันหรอก หัวดีหางเลวหมด ก็เลวอยู่ดี555+ การเมืองไทย ไร้สาระมาก เรียกร้องประชาธิปไตย 555+ ตอนนี้ ใครพูดได้เต็มปากไหมว่าจีนปกครองแบบผิดๆ ส่วนผมมองว่า เราปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจดีกว่า ไอ้ที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือป่าว555+
Pingback: Dekisugi.net » Blog Archive » 0248: คณะราษฏร พ.ศ.2475
ขุนนางก็ต้องใช้วิธีออกลูกออกหลานมาเยอะๆ แล้วให้เข้าคุมตำแหน่งสำคัญๆ ต่างๆ ไว้ให้มากที่สุด เหมือนกัน ยังไงเลือดก็ข้นกว่าน้ำ สมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีการจัดการที่จะควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันกันทางสายเลือดได้
ถ้าออกลูกออกหลานไม่ทัน ก็ต้องสร้างค่านิยมอะไรบางอย่างขึ้นมาว่าเป็นพวกเดียวกัน เช่น ศิษย์สถาบันเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ต้องไม่หักหลังกัน เป็นต้น หาอะไรก็ได้ที่เหมือนกัน แล้วจับกลุ่มเป็นมุงเล็กขึ้นมาในองค์กร ก็จะเกิดพลังผลักดันกันเองให้เติบโตใหญ่ได้
หน่วยไหนยึดอำนาจได้ง่ายที่สุด หน่วยนั้นแหละสำคัญที่สุด
หลังจากที่ขุนนางโยกอำนาจมาไว้กับตัวเองและลูกหลานแล้ว ทำอย่างไรให้อำนาจที่อยู่ในมือมีความมั่นคง ไม่ถูกโยกกลับคืนครับ และ ขุนนางจำเป็นต้องสปอยให้องค์ใหม่อ่อนแอเรื่อยๆไหมครับ จะได้ไม่มาแย่งอำนาจคืน
,งานราชการมีหลายด้านมากครับ ทั้งงานควบคุมกำลังพล งานอารักขาองค์ งานจัดซื้อจัดจ้าง งานแผน งานการเงิน งานต่างประเทศ ฯลฯ ถ้าขุนนางจะเข้าไปฝังตัวระยะยาวเพื่อโยกอำนาจ ควรเข้าไปควบคุมงานใดจะได้ผลดีที่สุดและควรร่วมมือกับฝ่ายไหนครับ
ขอบคุณพี่โจ๊กครับ
เวลาผลัดแผ่นดิน ขุนนางก็จะเข้ามาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เพราะองค์ใหม่ยังเด็กไม่รู้เรื่อง แล้วก็ค่อยๆ โยกอำนาจของกษัตริย์มาไว้ที่ตัวเอง แล้วก็ให้ลูกหลานสืบทอดอำนาจนั้น กันต่อไปเป็นทอดๆ เช่นนี้เป็นต้น
สวัสดีครับพี่โจ๊ก
เห็นสามก๊กดึงอำนาจไปๆมาๆด้วยการรบพุ่ง ลอบสังหาร และวางแผนการใหม่ๆเสมอทำให้เดาทางยากตลอด
การดึงอำนาจ ย้ายอำนาจในไทยเรา เขาทำอย่างไรครับ เช่น การดึงกันไปดึงมาระหว่าง วังหลวง วังหน้า และขุนนางตระกูลบุนนาค เขาดึงแบบไหนครับ กลยุทธเด่นในยุคนั้นเป็นอย่างไรครับ เขาใช้กำลังทหารบังคับหรือลอบสังหารกัน หรือใส่ร้ายกล่าวหากัน ไหมครับ
ขอบคุณครับ
:D