0246: ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ -

 

ตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้ว พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว เหมือนอย่างชื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่อำนาจมักตกอยู่ในมือตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่มากกว่า อาจเป็นเพราะสมัยก่อนยังไม่มี control systems ที่ดีพอ ทำให้เมื่ออาณาจักรใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องยากที่คนหนึ่งคนจะรวมอำนาจทั้งหมดไว้ได้จริง ขุนนางมักฉวยโอกาสดึงอำนาจมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงที่มีการผลัดแผ่นดินใหม่ๆ

แม้แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร1-ร4) อำนาจรัฐฯ ก็ยังเป็นการดึงกันไปดึงมาระหว่าง วังหลวง วังหน้า และขุนนางตระกูลบุนนาค จนกระทั้ง ร.5 ใช้กุศโลบาย ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า ยกเลิกระบบจตุสดมภ์เปลี่ยนมาใช้กระทรวงทบวงกรมเพื่อล้างไพ่แล้วดึงอำนาจกลับมา ตั้งสภาขึ้นมาเพื่อโอนย้ายอำนาจแล้วหลังจากนั้นก็ดึงอำนาจกลับมาจากสภาอีกที ปล่อยให้สภาร้างไป ทรงมีพระโอรสมากๆ เพื่อให้พระโอรสรั้งตำแหน่งสำคัญต่างๆ เอาไว้ให้หมด ความพยายามที่ต่อเนื่องภายในเวลา 25 ปี พระองค์ก็สามารถรวมอำนาจไว้ได้ทั้งหมดอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เรียกได้ว่า สมัยร.5 เป็นยุคเดียวเท่านั้นที่เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม สมัย ร.6 พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมวงศ์ที่มีอาวุโสสูงกว่ามากมาย ทำให้อำนาจเกิดการกระจายตัวออกไปใหม่ คราวนี้ไปอยู่ในมือขุนนางที่มีฐานะเป็นพระบรมวงศ์ด้วย ร.6 ทรงใช้วิธียกเลิกรัฐมนตรีสภา เพื่อเป็นการลดทอนอำนาจพระบรมวงศ์เหล่านั้น 

ร.7 ทรงขึ้นครองราชย์แบบ “ม้ามืด” เพราะพระเชษฐาถึง 3 พระองค์สวรรคตติดต่อกัน เริ่มด้วยเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ สิ้นพระชนม์ด้วยโรคปอดบวมขณะเสด็จประพาสสิงคโปร์ อีกสามปีต่อมา เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคไตพิการ และปีถัดมา เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคไตอีก การขึ้นครองราชย์แบบม้ามืดทำให้ไม่ทรงมีฐานอำนาจใดๆ รองรับ

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของพระบรมวงศ์ที่เคยถูกลดอำนาจไปในรัชกาลก่อนที่จะหวนกลับมา อภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศ์สานุวงศ์ที่มีอาวุโสสูงกว่า ร.7 ทั้งสิ้นห้าพระองค์ ถูกตั้งขึ้นภายในสองวันหลังวันขึ้นครองราชย์ สภาดังกล่าวมีบทบาทอย่างมากในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวงในสมัย ร.7

ร.7 ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และความที่ไม่ได้ทรงถูกวางพระองค์ไว้ให้ขึ้นครองราชย์แต่แรก ทำให้ทรงเป็นเจ้านายที่มีแนวคิดค่อนข้างเสรีนิยม ทรงมีความเห็นส่วนพระองค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ ทรงดำริให้ร่างขึ้นจนเสร็จ แต่ก็ถูกคัดค้านโดยอภิรัฐมนตรีสภาว่า ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับสยาม    

กล่าวได้ว่า ในสมัยร.7 พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีอำนาจเด็ดขาดอย่างแท้จริง แต่กลับไปเป็นระบอบที่อำนาจอยู่ในมือข้าราชการกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นพระบรมวงศ์ คล้ายกับที่เคยเป็นมาก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 อาจเรียกได้ว่าเป็นระบอบ ข้าราชการเป็นใหญ่

ตอนต่อไป

Print

36 Responses to “0246: ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

  1. 1
    ake Says:

    Yes! I’m the 1st who comment!

    Ror 7 is the real giver kab.P Joke wrote this statement very interesting kab.

  2. 2
    Dekisugi Says:

    ยุคนี้มีแต่การชี้นำ ถ้าประชาชนไม่ไปค้นข้อมูลเอง รอรับแต่ที่มีคนป้อนมาให้ มีหวังโดนล้างสมองแน่นอน ช่วงนี้ ผมเลยพยายามค้นคว้าปวศการเมืองไทยหลังปี 2475 อยู่ครับ ว่าจะทยอยเขียนถึงทีละนิด แต่นานๆ ทีนะครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นบล็อกการเมืองไป แต่บอกก่อนว่า ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะครับ เกิดไม่ทันเหมือนกัน เป็นแค่ประชาชนคนหนึ่งที่พยายามจะต่อจิกซอว์ด้วยตนเองเท่านั้น

    เดี๋ยวนี้การเมืองเป็นเรื่องที่หลายคนมีความคิดเห็นที่รุนแรงเพราะการปลุกระดมสมัยนี้มีเยอะ ช่วงนี้เลยต้องขอ moderate คอมเม้นท์ไปก่อนนะครับ

  3. 3
    เบิร์ด รองสารวัตร บช.น. Says:

    ชอบอ่านบทความแนวนี้ครับ ไม่ค่อยพบที่อื่น ขอบคุณพี่ที่เขียนบทความที่ดีครับ ขอติดตามผลงานต่อไป

  4. 4
    TEST Says:

    เนื้่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญหรอครับ?

    พี่โจ๊ก นี่ อินเทรนด์มากๆ

  5. 5
    หมีหัวโต Says:

    สมัยก่อนตอนผมสอบเข้าม.1 ต้องท่องประวัติศาสตร์เอาไว้สอบสังคม ได้อ่านบทความนี้แล้วคิดถึงตอนนั้น ท่องจำตามที่เค้าว่ามาอย่างเดียวไม่ได้เข้าใจอะไรเลย

  6. 6
    jung_oh Says:

    ชอบบทความนี้มากๆครับ

    ไม่มีอะไร Comment แต่มาให้กำลังใจ (เพราะอยากอ่านอีก)

  7. 7
    Mr.high Says:

    ชอบบทความนี้จริงๆครับ

    สมัยก่อนตอนมัธยม ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีการปฎิวัติ แต่เพิ่งมาสังเกตในภายหลังว่า หลังจากที่มีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาธิปไตยเมืองไทยนี่แทบจะไม่เดินไปไหนเลย ย่ำอยู่กับการแย่งอำนาจอยู่นั่น

    บทความนี้อาจจะช่วยให้มุมมองที่แตกต่างออกไปจากหนังสือเรียนที่เราเรียนๆกันอยู่น่ะครับ

  8. 8
    Tiger Mortar Club Says:

    I love this article so much. Long live the King.

  9. 9
    megrim Says:

    ผมเห็นด้วยมากๆที่เกี่ยวกับเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยเร็วเกินไป

    เพราะช่วงนั้นเป็นระยะของการวางรากฐานของประเทศ ควรมีการปกครองแบบรวมอำนาจ

    เมื่อวางรากฐานดีแล้วค่อยปรับเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย

    ประชาธิปไตยมีข้อเสียที่ให้สิทธิประชาชนมาก มีการตรวจสอบทำให้ล่าช้า
    การวางรากฐานต้องมีความเด็ดขาด ทำเพราะต้องทำ จะมาฟังเสียงคนโน้นคนนี้ทีไม่ได้
    สุดท้ายไม่ได้ทำ เพราะขัดกันเอง

  10. 10
    poppo Says:

    โดนอีกแล้ว บทความนี้ อยากอ่านเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกันครับ

    เรื่องประมาณนี้ เคยอ่านแต่ในประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ของวินทร์ เลียววารินทร์

    และผมว่าเรื่องแบบนี้ แบบเรียนมาตรฐานสมัยประถมมัธยม ก็คงไม่มีสอน เอ หรือสมัยนั้นผมไม่ตั้งใจเรียนเกินไป จนไม่รู้ว่าเขาสอน

    ผมว่า อย่าไปคิดเลยครับ ว่าในอดีตน่าจะต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้

    อย่าคิดว่าจะมีซุปเปอร์ฮีโร่ ที่ดีพร้อมมาแก้ปัญหาทุกอย่างของชาติ

    อย่าคิดว่ารวบอำนาจไว้ที่คนดี แล้วบ้านเมืองจะดี

    absolute power corrupt absolutely เป็นจริงเสมอ ไม่ว่ากับใคร

    วิธีแก้ปัญหาประชาธิปไตย ต้องมีประชาธิปไตยมากขึ้น ผมเชื่ออย่างนั้นนะ

    แล้วพร้อมกันนั้น ก็ให้การศึกษาประชาชน อาจไม่ใช่บทเรียนในหนังสือเรียน แต่ผ่านการเลือกตั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า

    ผมเชื่อ ว่าคนส่วนใหญ่ก็อยากได้คนดี ทำงานเก่ง เห็นแก่ประเทศชาติทั้งนั้น แต่การเมืองเป็นเรื่องของความเชื่อ

    สิบปีก่อน กับสิบปีให้หลัง ความคิดอาจเปลี่ยนไปแบบคนละขั้วก็ได้

    เมื่อผ่านการเลือกหลายครั้ง และเห็นผลของการเลือกของตัวเองแล้ว แม้ว่าเขาจะเลือกผิด และประเทศเสียหาย แต่ก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า เลือกแบบนี้ไม่ดี

    แบบนี้แล้ว ในระยะยาว ผมว่าประชาชนจะเลือกได้ดีขึ้นเรื่อยๆนะ

    การไป manipulate ประชาธิปไตย เหมือนการไม่ยอมให้ฝีแตก เลี้ยไข้ไปเรื่อยๆ ไม่น่าเป็นผลดีนะตามความคิดผม

  11. 11
    tanapol Says:

    ชอบมากๆเลยครับบทความนี้
    ผมเห็นด้วยว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยเร็วมากจนเกินไป
    ผมเห็นเข้าเค้าว่าจะดีก็ตอนยุคทักษิณ
    ที่ส่งเสริมการศึกษามากเหลือเกิน…แม้จะโกงบ้างอะไรบ้าง
    แต่สุดท้ายประชาชนฉลาดขึ้น…ก็คงไม่เลือกเค้าเข้ามาเอง
    แต่ตอนนี้เหมือนถอยหลังเข้าคลองมากๆ…
    ทำอะไรก็ไม่ได้ เอะอะำก็ฟ้องศาล…เอะอะก็ประท้วง
    รัฐบาลจะทำอะไรก็ไม่ได้…เพราะถูกศาลห้ามหมด
    ได้แต่ทำใจครับ…

  12. 12
    Parinya Says:

    ถ้าวันนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านตัดสินใจสู้
    เลือดที่นองก็คงไม่ใช่ของคนทั่วไป
    แต่คงจะเป็นของหัวหน้าคณะราษฎร์ผู้ก่อการเสียมากกว่า
    เพราะวันนั้น กำลังของฝ่ายคณะราษฎร์เกือบทั้งหมดล้วนแต่ถูกหลอกมา
    บ้างก็คิดว่ามาสวนสนามให้ในหลวงดู
    บ้างก็คิดว่า มาซ้อมรบ

    ถ้าในกองกำลังรู้ว่าจะกบฎต่อในหลวง
    แล้วในหลวงท่านจะสู้
    ปากกระบอกปืนก็คงจะหันเข้าใส่ฝ่ายผู้ก่อการเสียมากกว่า

    แต่ในหลวงท่านมีเมตตาต่อประชาชนโดยทั่วถึง

  13. 13
    Dekisugi Says:

    ดีเลยครับ วันหลังมีเรื่องการเมืองไทยอีก รบกวนคุณ Parinya มาช่วยแชร์ข้อมูลให้พวกเราอีกนะครับ

  14. 14
    Dech Says:

    ขอแก้ไขข้อมูลครับ

    สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงประสูติ ก่อน ร.๖ เสด็จสวรรคต ๑ วันครับ

    ทรงพระประชวรหนักมากและรอทราบผลการประสูติ เมื่อทราบว่าได้พระธิดาและทรงทอดพระเนตรแล้ว พระองค์ท่านจึงเสด็จสวรรคตครับ

  15. 15
    Parinya Says:

    แหะ แหะ
    ผมอ่านหนังสือของคุณแล้วชอบมาก
    ว่าจะเข้ามากอบโกยไอเดียที่นี่อยู่

    แต่ก็ยินดีครับ
    ถ้าไอ้ที่อยู่ในหัวผมมันพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง Smile

  16. 16
    Green Says:

    This is very interesting article krub. I also did some research on Thai’s Political events after 2475 as well. It was really dramatically real story which showed inner instinct of human being.

    Political history is written by a person who might or might not have a political bias. The best way I did was reading from both sides which have far different views. It makes us more understanding today’s situation better than ever.

  17. 17
    Mr.high Says:

    อยากถามเป็นความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หน่อยนะครับ ว่า ที่เกิดการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองนี่ เกี่ยวกับ Great Depression ด้วยหรือเปล่า เพราะว่า เท่าที่เคยได้ยินสมัยนั้นไทยก็มีผลกระทบเหมือนกัน

  18. 18
    อาท Says:

    พวกเราคนรุ่นหลัง ไม่มีใครได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง ก็ได้แต่อ่านประวัติศาสตร์ที่เขาเขียนให้อ่าน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรผิดหรือถูก

    ในทรรศนะและจุดยืนของผม จากหนังสือหนังหาที่อ่านมา “คณะราษฎร” คือ “วีรบุรุษ” ครับ

    ส่วนเรื่องที่ว่า ถ้าลุยใส่กันเต็มตัว ใครจะชนะจะแพ้ คงยากจะชี้ชัด .. แต่ที่แน่ๆ “กบฏบวรเดช” หลังจากนั้น 2 ปี ฝ่ายรัฐบาลโดยคณะราษฎรชนะเบ็ดเสร็จ ปราบกบฏได้เด็ดขาด โดยมีทหารฝ่ายรัฐบาลตายไป 17 นาย ส่วนพวกกบฎตายและถูกประหารอีกมากครับ

    ศพของทหารฝ่ายรัฐบาล ถูกนำมาเผาที่สนามหลวง เป็นครั้งแรกที่ศพประชาชนได้มาเผาที่นี่ ก่อนหน้านั้นสนามหลวงเป็นที่สงวนไว้สำหรับถวายพระเพลิงศพเจ้านายเท่านั้น

    จากที่ได้อ่านของพี่โจ๊ก มี 2 สิ่งที่ผมว่าต้องยอมรับนับถือในรัชกาลที่ 7 คือ

    1. ท่านยอมรับว่าตัวเองเป็น “ม้าดำ” ไมมีประสบการณ์ ซึ่งยากที่เจ้าองค์อื่นจะยอมรับ หากอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

    2. ท่านยึดนโยบาย “เมียเดียว” ซึ่งถ้าชายแท้อย่างเราๆมีโอกาสเช่นท่าน จะทำได้อย่างท่านหรือก็ไม่แน่

    ขอบคุณพี่โจ๊กที่นำมาแบ่งปันให้แฟนๆถกกันอย่างสร้างสรรค์

    เคารพในความคิดต่างของทุกท่านครับ

  19. 19
    ซือเจ๊ Says:

    ตอบแทนนะคะ

    เกี่ยวข้องเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก
    อาจเป็นเพราะการค้าขายระหว่างประเทศยังไม่มาก
    ผลของเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกที่กระเทือนมาถึงไทย
    ที่เห็นง่ายๆที่สุดคือ การดุลย์ข้าราชการ (ปลด)
    เหมือน “คุณเปรม” ใน “สี่แผ่นดิน” ที่วันหนึ่งก็เดินหน้าหมองมาบอกแม่พลอยว่า
    “ฉันถูกดุลย์” เสียล่ะ

    หากเหตุผลที่มีและกระเทือนยิ่งกว่าก็คือ
    เงินในท้องพระคลังร่อยหรอเนื่องจากการใช้จ่ายในรัชกาลก่อนหน้านั้น

    ถ้าอยากรู้เรื่องส่วนที่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัชกาลที่ 7 พร้อมชีวิตส่วนตัว
    ขอให้อ่าน “ชีวิตเหมือนฝัน” ของ คุณหญิงมณี สิริวรสาร
    ผู้ซึ่งเคยเป็นพระสุณิสาของรัชกาลที่ 7

  20. 20
    Parinya Says:

    เจ้า Great Depression นี่ หมายถึงช่วงเศรษฐกิจถดถอยหรือเปล่าครับ ?

    ในช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านขึ้นครองราชย์นั้น
    เป็นช่วงที่ยุโรปกำลังเจอกับเศรษฐกิจถดถอย
    จนนำมาสู่สงครามโลกครั้งที่สองอย่างที่ทราบกัน

    แต่ของไทยเรา
    มีผลสืบเนื่องมาจากโครงการต่างๆในสมัยที่ในหลวง รัชกาลที่ ๖ ท่านทำไว้ด้วย
    ทั้งโครงการเสือป่า ดุสิตธานี(ไม่ใช่สร้างโรงแรมนะครับ แต่เป็นโครงการเมืองประชาธิปไตยจำลอง) ฯลฯ
    ทุกโครงการต้องใช้เงินทั้งนั้น
    ว่ากันว่า พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ ท่านมีเงินในท้องพระคลังไม่มาก
    และก็คงโดนซ้ำด้วยเศรษฐกิจโลกที่กำลังบอบช้ำ ทำให้ขายของได้ยาก
    ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านก้เลยต้องเข้มงวดกับการใช้เงิน
    ก็เลยมีข้าราชการบางส่วนที่ถูกตัดงบไม่พอใจ
    ก็คงเป็นเหตุนึงที่ช่วยเรียกคนมาเข้าร่วมกับคณะราษฎร์
    (เรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเป็นในสมัยนี้หรอกนะครับ)

  21. 21
    Chanwit Says:

    The quote is interesting and may surprise many people.
    “ในสมัย ร 7 (และ ร 6 ด้วย) การวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ใช่เรื่องที่คนกลัวมากเท่ากับสมัยนี้ มีการวิจารณ์การทำงานของพระมหากษัตริย์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะพวกนักเรียนนอก แต่ ร.7 ก็ไม่เคยลงโทษผู้ใดเลย ทรงสรุปประเด็นนี้ไว้อย่างได้ใจความว่า “ถ้าเขาพูดจริงมีประโยชน์เราก็ต้องรับฟัง แต่ถ้าพูดไปเรื่อยไม่มีมูล เดี๋ยวคนก็ลืมเอง”

    Today the lese majeste law are mainly used for decimating the opposite political faction.

  22. 22
    chanus Says:

    บทความที่เยี่ยมมากครับ history repeat itself จริง ๆ ครับ

    LONG LIVE THE KING

  23. 23
    แนะนำ Says:

    ไม่แน่ใจว่า ข้อมูลที่ค้นมา มาจากแหล่งไหน
    แต่อ่านดู เหมือนมาจากแหล่งที่ pro เจ้า เพียงฝ่ายเดียว
    จึงแนะนำให้อ่านข้อมูลที่มาจากฝ่าย pro คณะราษฎร์บ้าง
    ไม่งั้น อาจถูก “ล้างสมอง” โดยไม่รู้ตัว

  24. 24
    Dekisugi Says:

    พระราชหัตถเลขาเหล่านี้มีการนำไปเผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์สมัยนั้นนะครับ ผมเห็นว่าเป็นพระราชดำรัสที่คนไทยหลายคนยังไม่เคยอ่าน น่าจะนำมาเผยแพร่

    ส่วนถ้าจะตั้งสมมติฐานว่า ไม่ใช่พระราชหัตถเลขาของจริง แต่เป็นพวก pro เจ้าปลอมขึ้นมา เพื่อล้างสมองคน อันนั้นก็ได้ แต่ผมไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ประเด็นนั้นได้อย่างไร

    ส่วนตัวผมเองนั้น ผมขอบอกเลยว่า ผมไม่นิยมระบอบกษัตริย์ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่า คนเป็นเจ้าทุกคนจะเป็นคนไม่ดีไปหมด ที่ผมค้นคว้ามา เจ้านายที่ไม่ดีก็มี แต่ผมไม่สามารถนำมาเขียนได้ เพราะว่า very very shocking นะครับ อาจซวยได้ครับ

    ผมว่าการจะมองว่าใครดีไม่ดีควรมองเป็นรายบุคคลไป ไม่ควรเหมารวมทั้งระบอบ อย่างที่มักเผลอคิดกันอยู่ พวกคณะราษฏรก็เหมือนกัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสรุปว่า คณะราษฏรดีหรือไม่ดี เพราะแกนนำคณะราษฏรแต่ละคน พฤติกรรมต่างกันแบบสุดขั้ว

  25. 25
    ืหมอนุ่น Says:

    ^^ ผมก็ชอบอ่านการเมืองร่วมกับ เศรษฐศาสตร์ นะครับ
    ผมไม่แน่ใจว่า หนังสือศิลปะวัฒนธรรมจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ สมัย รัชการลที่ 7 มากน้อยเพียงไรนะครับ
    พึ่งเริ่มศึกษาเหมือนกันครับ ^^

  26. 26
    เบิร์ด รองสารวัตร บช.น. Says:

    วันนี้ผ่านธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เห็นจัดงานหนังสือการเมือง ทั้งที่ต้องห้าม ไม่ต้องห้ามมาขาย เห็นว่าพรุ่งนี้ขายในงานวันสุดท้ายแล้ว มีหลายเล่มน่าสนใจและไม่เคยเห็นวางขายทั่วไป เลยซื้อมาห้าเล่ม อิอิ ท่านใดสนใจผ่านไปก็แวะดูได้ครับ

  27. 27
    Dekisugi Says:

    ผมได้ไปค้นรายละเอียดเพิ่มเติมมาเลยนำมาปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ

  28. 28
    MN Says:

    ก็ต้องขอให้คุณ”แนะนำ”อ่านข้อมูลที่ไม่proคณะราษฎร์บ้างเช่นกัน จะได้หูตาสว่างขึ้น

  29. 29
    ilumin Says:

    ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ เคยอ่านในหนังสือ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น(หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)” ภาค 1, 2 ครับ
    เขียนโดย มลว.พูน พิศมัย ดิศกุล

  30. 30
    Dekisugi Says:

    โพสต์นี้ได้รับการสังคายนาใหม่นะครับ หลังจากได้รับข้อมูลใหม่ๆ ที่ดูมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น

  31. 31
    เบิร์ด รองสารวัตร Says:

    Grin

  32. 32
    เบิร์ด รองสารวัตร Says:

    สวัสดีครับพี่โจ๊ก
    เห็นสามก๊กดึงอำนาจไปๆมาๆด้วยการรบพุ่ง ลอบสังหาร และวางแผนการใหม่ๆเสมอทำให้เดาทางยากตลอด
    การดึงอำนาจ ย้ายอำนาจในไทยเรา เขาทำอย่างไรครับ เช่น การดึงกันไปดึงมาระหว่าง วังหลวง วังหน้า และขุนนางตระกูลบุนนาค เขาดึงแบบไหนครับ กลยุทธเด่นในยุคนั้นเป็นอย่างไรครับ เขาใช้กำลังทหารบังคับหรือลอบสังหารกัน หรือใส่ร้ายกล่าวหากัน ไหมครับ
    ขอบคุณครับ

  33. 33
    Dekisugi Says:

    เวลาผลัดแผ่นดิน ขุนนางก็จะเข้ามาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เพราะองค์ใหม่ยังเด็กไม่รู้เรื่อง แล้วก็ค่อยๆ โยกอำนาจของกษัตริย์มาไว้ที่ตัวเอง แล้วก็ให้ลูกหลานสืบทอดอำนาจนั้น กันต่อไปเป็นทอดๆ เช่นนี้เป็นต้น

  34. 34
    captainbird Says:

    หลังจากที่ขุนนางโยกอำนาจมาไว้กับตัวเองและลูกหลานแล้ว ทำอย่างไรให้อำนาจที่อยู่ในมือมีความมั่นคง ไม่ถูกโยกกลับคืนครับ และ ขุนนางจำเป็นต้องสปอยให้องค์ใหม่อ่อนแอเรื่อยๆไหมครับ จะได้ไม่มาแย่งอำนาจคืน
    ,งานราชการมีหลายด้านมากครับ ทั้งงานควบคุมกำลังพล งานอารักขาองค์ งานจัดซื้อจัดจ้าง งานแผน งานการเงิน งานต่างประเทศ ฯลฯ ถ้าขุนนางจะเข้าไปฝังตัวระยะยาวเพื่อโยกอำนาจ ควรเข้าไปควบคุมงานใดจะได้ผลดีที่สุดและควรร่วมมือกับฝ่ายไหนครับ
    ขอบคุณพี่โจ๊กครับ

  35. 35
    Dekisugi Says:

    ขุนนางก็ต้องใช้วิธีออกลูกออกหลานมาเยอะๆ แล้วให้เข้าคุมตำแหน่งสำคัญๆ ต่างๆ ไว้ให้มากที่สุด เหมือนกัน ยังไงเลือดก็ข้นกว่าน้ำ สมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีการจัดการที่จะควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันกันทางสายเลือดได้

    ถ้าออกลูกออกหลานไม่ทัน ก็ต้องสร้างค่านิยมอะไรบางอย่างขึ้นมาว่าเป็นพวกเดียวกัน เช่น ศิษย์สถาบันเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ต้องไม่หักหลังกัน เป็นต้น หาอะไรก็ได้ที่เหมือนกัน แล้วจับกลุ่มเป็นมุงเล็กขึ้นมาในองค์กร ก็จะเกิดพลังผลักดันกันเองให้เติบโตใหญ่ได้

    หน่วยไหนยึดอำนาจได้ง่ายที่สุด หน่วยนั้นแหละสำคัญที่สุด

  36. 36
    Dekisugi.net » Blog Archive » 0248: คณะราษฏร พ.ศ.2475 Says:

    [...] | ตอนที่แล้ว VN:F [1.8.4_1055]please wait…Rating: 0.0/5 (0 votes [...]

Leave a Reply

SmileBig SmileGrinLaughFrownBig FrownCryNeutralWinkKissRazzChicCoolAngryReally AngryConfusedQuestionThinkingPainShockYesNoLOLSillyBeautyLashesCuteShyBlushKissedIn LoveDroolGiggleSnickerHeh!SmirkWiltWeepIDKStruggleSide FrownDazedHypnotizedSweatEek!Roll EyesSarcasmDisdainSmugMoney MouthFoot in MouthShut MouthQuietShameBeat UpMeanEvil GrinGrit TeethShoutPissed OffReally PissedMad RazzDrunken RazzSickYawnSleepyDanceClapJumpHandshakeHigh FiveHug LeftHug RightKiss BlowKissingByeGo AwayCall MeOn the PhoneSecretMeetingWavingStopTime OutTalk to the HandLoserLyingDOH!Fingers CrossedWaitingSuspenseTremblePrayWorshipStarvingEatVictoryCurseAlienAngelClownCowboyCyclopsDevilDoctorFemale FighterMale FighterMohawkMusicNerdPartyPirateSkywalkerSnowmanSoldierVampireZombie KillerGhostSkeletonBunnyCatCat 2ChickChickenChicken 2CowCow 2DogDog 2DuckGoatHippoKoalaLionMonkeyMonkey 2MousePandaPigPig 2SheepSheep 2ReindeerSnailTigerTurtleBeerDrinkLiquorCoffeeCakePizzaWatermelonBowlPlateCanFemaleMaleHeartBroken HeartRoseDead RosePeaceYin YangUS FlagMoonStarSunCloudyRainThunderUmbrellaRainbowMusic NoteAirplaneCarIslandAnnouncebrbMailCellPhoneCameraFilmTVClockLampSearchCoinsComputerConsolePresentSoccerCloverPumpkinBombHammerKnifeHandcuffsPillPoopCigarette

Switch to our mobile site