0246: ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (1/6)

ตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้ว พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว แต่อำนาจมักตกอยู่ในมือตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่ อาจเป็นเพราะสมัยก่อนยังไม่มี control systems ที่ดีพอ ทำให้เมื่ออาณาจักรใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องยากที่คนหนึ่งคนจะรวมอำนาจทั้งหมดไว้ได้จริงๆ และขุนนางที่อยู่มานานก็มักฉวยโอกาสดึงอำนาจมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงที่มีการผลัดแผ่นดินใหม่ๆ

แม้แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร1-ร4) อำนาจรัฐฯ ก็ยังเป็นการดึงกันไปดึงมาระหว่าง วังหลวง วังหน้า และขุนนางตระกูลบุนนาค จนกระทั้ง ร.5 ทรงใช้กุศโลบาย ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า ยกเลิกระบบจตุสดมภ์ แล้วเปลี่ยนมาใช้กระทรวงทบวงกรม เพื่อให้เกิดการล้างไพ่กันใหม่ แล้วค่อยๆ ดึงอำนาจทั้งหลายกลับมา ทรงตั้งรัฐมนตรีสภาขึ้นมาเพื่อโอนย้ายอำนาจจากขุนนางมาที่สภา เมื่ออำนาจกลับมาที่กษัตริย์แล้วก็ทรงปล่อยให้สภาร้างไป นอกจากนี้ยังทรงมีพระโอรสมากๆ เพื่อให้พระโอรสไปรั้งตำแหน่งสำคัญต่างๆ เอาไว้ให้หมด ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง 25 ปี พระองค์ก็สามารถรวมอำนาจไว้ได้ทั้งหมดอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เรียกได้ว่า สมัยร.5 เป็นยุคเดียวเท่านั้นที่ประเทศไทยเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยแท้จริง

อย่างไรก็ตาม สมัย ร.6 พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมวงศ์ที่มีอาวุโสสูงกว่ามากมาย ทำให้อำนาจเกิดการกระจายตัวออกไปใหม่ คราวนี้ไปอยู่ในมือขุนนางที่มีฐานะเป็นพระบรมวงศ์ด้วย ร.6 ทรงใช้วิธียกเลิกรัฐมนตรีสภา เพื่อเป็นการลดทอนอำนาจพระบรมวงศ์เหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การรวมอำนาจก็ไม่เท่ากับรัชกาลก่อน

ร.7 ทรงขึ้นครองราชย์โดยไม่เป็นที่คาดคิดมาก่อน เพราะพระเชษฐาที่มีพระยศสูงกว่าถึง 3 พระองค์สวรรคตติดต่อกัน เริ่มด้วย เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ สิ้นพระชนม์ด้วยโรคปอดบวมขณะเสด็จประพาสสิงคโปร์ อีกสามปีต่อมา เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคไตพิการ และปีถัดมา เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคไตอีก การขึ้นครองราชย์แบบที่ไม่ได้มีการคาดการณ์มาก่อน ทำให้พระองค์ไม่ทรงมีฐานอำนาจรองรับ และเป็นโอกาสของพระบรมวงศ์ที่เคยถูกลดอำนาจไปในรัชกาลก่อนที่จะหวนกลับมาได้ อภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศ์สานุวงศ์ที่มีอาวุโสสูงกว่า ร.7 ทั้งสิ้นห้าพระองค์ ได้ถูกตั้งขึ้นภายในเวลาแค่สองวันหลังวันขึ้นครองราชย์ สภาดังกล่าวได้มีบทบาทอย่างมากในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวงในสมัย ร.7

ร.7 ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และความที่ไม่ได้ทรงถูกวางพระองค์ไว้ให้ขึ้นครองราชย์แต่แรก ทำให้ทรงเป็นเจ้านายที่มีแนวคิดค่อนข้างเสรีนิยม ทรงมีความเห็นส่วนพระองค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญด้วย โดยทรงดำริให้ร่างขึ้นจนเสร็จ แต่ถูกคัดค้านโดยอภิรัฐมนตรีสภาว่าประชาธิปไตยยังไม่เหมาะกับสยาม

กล่าวได้ว่า ในสมัยร.7 พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีอำนาจเด็ดขาดอย่างแท้จริง แต่อำนาจอยู่ในมือข้าราชการกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นพระบรมวงศ์ด้วย อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบอบ ข้าราชการเป็นใหญ่ (aristocracy) ก็ได้

ตอนต่อไป

Related Posts:

This entry was posted in สัพเพเหระ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

39 Responses to 0246: ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (1/6)

  1. Parinya says:

    เจ้า Great Depression นี่ หมายถึงช่วงเศรษฐกิจถดถอยหรือเปล่าครับ ?

    ในช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านขึ้นครองราชย์นั้น
    เป็นช่วงที่ยุโรปกำลังเจอกับเศรษฐกิจถดถอย
    จนนำมาสู่สงครามโลกครั้งที่สองอย่างที่ทราบกัน

    แต่ของไทยเรา
    มีผลสืบเนื่องมาจากโครงการต่างๆในสมัยที่ในหลวง รัชกาลที่ ๖ ท่านทำไว้ด้วย
    ทั้งโครงการเสือป่า ดุสิตธานี(ไม่ใช่สร้างโรงแรมนะครับ แต่เป็นโครงการเมืองประชาธิปไตยจำลอง) ฯลฯ
    ทุกโครงการต้องใช้เงินทั้งนั้น
    ว่ากันว่า พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ ท่านมีเงินในท้องพระคลังไม่มาก
    และก็คงโดนซ้ำด้วยเศรษฐกิจโลกที่กำลังบอบช้ำ ทำให้ขายของได้ยาก
    ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านก้เลยต้องเข้มงวดกับการใช้เงิน
    ก็เลยมีข้าราชการบางส่วนที่ถูกตัดงบไม่พอใจ
    ก็คงเป็นเหตุนึงที่ช่วยเรียกคนมาเข้าร่วมกับคณะราษฎร์
    (เรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเป็นในสมัยนี้หรอกนะครับ)

  2. ซือเจ๊ says:

    ตอบแทนนะคะ

    เกี่ยวข้องเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก
    อาจเป็นเพราะการค้าขายระหว่างประเทศยังไม่มาก
    ผลของเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกที่กระเทือนมาถึงไทย
    ที่เห็นง่ายๆที่สุดคือ การดุลย์ข้าราชการ (ปลด)
    เหมือน “คุณเปรม” ใน “สี่แผ่นดิน” ที่วันหนึ่งก็เดินหน้าหมองมาบอกแม่พลอยว่า
    “ฉันถูกดุลย์” เสียล่ะ

    หากเหตุผลที่มีและกระเทือนยิ่งกว่าก็คือ
    เงินในท้องพระคลังร่อยหรอเนื่องจากการใช้จ่ายในรัชกาลก่อนหน้านั้น

    ถ้าอยากรู้เรื่องส่วนที่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัชกาลที่ 7 พร้อมชีวิตส่วนตัว
    ขอให้อ่าน “ชีวิตเหมือนฝัน” ของ คุณหญิงมณี สิริวรสาร
    ผู้ซึ่งเคยเป็นพระสุณิสาของรัชกาลที่ 7

  3. อาท says:

    พวกเราคนรุ่นหลัง ไม่มีใครได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง ก็ได้แต่อ่านประวัติศาสตร์ที่เขาเขียนให้อ่าน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรผิดหรือถูก

    ในทรรศนะและจุดยืนของผม จากหนังสือหนังหาที่อ่านมา “คณะราษฎร” คือ “วีรบุรุษ” ครับ

    ส่วนเรื่องที่ว่า ถ้าลุยใส่กันเต็มตัว ใครจะชนะจะแพ้ คงยากจะชี้ชัด .. แต่ที่แน่ๆ “กบฏบวรเดช” หลังจากนั้น 2 ปี ฝ่ายรัฐบาลโดยคณะราษฎรชนะเบ็ดเสร็จ ปราบกบฏได้เด็ดขาด โดยมีทหารฝ่ายรัฐบาลตายไป 17 นาย ส่วนพวกกบฎตายและถูกประหารอีกมากครับ

    ศพของทหารฝ่ายรัฐบาล ถูกนำมาเผาที่สนามหลวง เป็นครั้งแรกที่ศพประชาชนได้มาเผาที่นี่ ก่อนหน้านั้นสนามหลวงเป็นที่สงวนไว้สำหรับถวายพระเพลิงศพเจ้านายเท่านั้น

    จากที่ได้อ่านของพี่โจ๊ก มี 2 สิ่งที่ผมว่าต้องยอมรับนับถือในรัชกาลที่ 7 คือ

    1. ท่านยอมรับว่าตัวเองเป็น “ม้าดำ” ไมมีประสบการณ์ ซึ่งยากที่เจ้าองค์อื่นจะยอมรับ หากอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

    2. ท่านยึดนโยบาย “เมียเดียว” ซึ่งถ้าชายแท้อย่างเราๆมีโอกาสเช่นท่าน จะทำได้อย่างท่านหรือก็ไม่แน่

    ขอบคุณพี่โจ๊กที่นำมาแบ่งปันให้แฟนๆถกกันอย่างสร้างสรรค์

    เคารพในความคิดต่างของทุกท่านครับ

  4. Mr.high says:

    อยากถามเป็นความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หน่อยนะครับ ว่า ที่เกิดการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองนี่ เกี่ยวกับ Great Depression ด้วยหรือเปล่า เพราะว่า เท่าที่เคยได้ยินสมัยนั้นไทยก็มีผลกระทบเหมือนกัน

  5. Green says:

    This is very interesting article krub. I also did some research on Thai’s Political events after 2475 as well. It was really dramatically real story which showed inner instinct of human being.

    Political history is written by a person who might or might not have a political bias. The best way I did was reading from both sides which have far different views. It makes us more understanding today’s situation better than ever.

  6. Parinya says:

    แหะ แหะ
    ผมอ่านหนังสือของคุณแล้วชอบมาก
    ว่าจะเข้ามากอบโกยไอเดียที่นี่อยู่

    แต่ก็ยินดีครับ
    ถ้าไอ้ที่อยู่ในหัวผมมันพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง :)

  7. Dech says:

    ขอแก้ไขข้อมูลครับ

    สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงประสูติ ก่อน ร.๖ เสด็จสวรรคต ๑ วันครับ

    ทรงพระประชวรหนักมากและรอทราบผลการประสูติ เมื่อทราบว่าได้พระธิดาและทรงทอดพระเนตรแล้ว พระองค์ท่านจึงเสด็จสวรรคตครับ

  8. Dekisugi says:

    ดีเลยครับ วันหลังมีเรื่องการเมืองไทยอีก รบกวนคุณ Parinya มาช่วยแชร์ข้อมูลให้พวกเราอีกนะครับ

  9. Parinya says:

    ถ้าวันนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านตัดสินใจสู้
    เลือดที่นองก็คงไม่ใช่ของคนทั่วไป
    แต่คงจะเป็นของหัวหน้าคณะราษฎร์ผู้ก่อการเสียมากกว่า
    เพราะวันนั้น กำลังของฝ่ายคณะราษฎร์เกือบทั้งหมดล้วนแต่ถูกหลอกมา
    บ้างก็คิดว่ามาสวนสนามให้ในหลวงดู
    บ้างก็คิดว่า มาซ้อมรบ

    ถ้าในกองกำลังรู้ว่าจะกบฎต่อในหลวง
    แล้วในหลวงท่านจะสู้
    ปากกระบอกปืนก็คงจะหันเข้าใส่ฝ่ายผู้ก่อการเสียมากกว่า

    แต่ในหลวงท่านมีเมตตาต่อประชาชนโดยทั่วถึง

  10. tanapol says:

    ชอบมากๆเลยครับบทความนี้
    ผมเห็นด้วยว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยเร็วมากจนเกินไป
    ผมเห็นเข้าเค้าว่าจะดีก็ตอนยุคทักษิณ
    ที่ส่งเสริมการศึกษามากเหลือเกิน…แม้จะโกงบ้างอะไรบ้าง
    แต่สุดท้ายประชาชนฉลาดขึ้น…ก็คงไม่เลือกเค้าเข้ามาเอง
    แต่ตอนนี้เหมือนถอยหลังเข้าคลองมากๆ…
    ทำอะไรก็ไม่ได้ เอะอะำก็ฟ้องศาล…เอะอะก็ประท้วง
    รัฐบาลจะทำอะไรก็ไม่ได้…เพราะถูกศาลห้ามหมด
    ได้แต่ทำใจครับ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>