0270: เก็บภาษีดี ชาติเจริญ

เห็นชื่อหัวข้อแล้ว อย่านึกว่า ผมจะบอกว่า ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีได้สูงๆ แล้วจะมีเงินมาพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน มาก ทำให้ประเทศเจริญนะครับ ถ้าใครอ่านบล็อกผมมานาน จะรู้ดีว่า ผมไม่มีทางคิดอย่างนั้นเด็ดขาด อิอิ

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อคือ ทุกวันนี้ การเก็บภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือปัญหาใหญ่ที่ถ่วงความเจริญของประเทศอยู่ บริษัทที่เสียภาษีถูกต้องจริงๆ ยังมีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบบริษัทส่วนใหญ่ที่ยังเสียภาษีแบบมั่วนิ่ม

แล้วมันส่งผลยังไง?

เมื่อแต่ละบริษัทเสียภาษีไม่เท่ากันจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ ภายใต้สภาวะแวดล้อมเดียวกัน บริษัทที่เสียภาษีน้อยกว่าจะมีกำไรมากกว่า 10-20% บริษัทจะมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาผลิตภาพหรือใช้เทคโนโลยีน้อยลง เพราะปกติแล้ววิธีการเหล่านั้นจะสร้างความได้เปรียบจากคู่แข่งได้อย่างมากก็แค่ในระดับ 2-3% เท่านั้น บริษัทจะหันมาแข่งกันหลบภาษีมากกว่าเพราะเอาชนะคู่แข่งได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เมื่อบริษัทขาดแรงจูงใจที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ประเทศก็จะไม่พัฒนา

การจัดเก็บภาษีที่ไร้ประสิทธิภาพ นอกจากจะถ่วงการพัฒนาแล้ว ยังเป็นการลงโทษคนที่เสียภาษีถูกต้อง และให้รางวัลคนที่หลบภาษีอีกด้วย บริษัทไหนมีจริยธรรมเสียภาษีถูกต้องก็เป็นไอ้โง่ไปเรื่อยๆ ส่วนบริษัทไหนเจ้าของชอบหลบภาษี ก็ได้กำไรมากกว่า แถมยังได้เปรียบคู่แข่งอีกต่างหาก ถ้าปล่อยไว้ ในที่สุดทุกคนก็จะหันมาหลบภาษีกันหมด เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีที่มั่วง่ายที่สุด เพราะทำบัญชีมั่วได้ง่าย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งไม่คุ้มที่กรมสรรพากรจะเข้าไปตรวจละเอียด ในขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่มั่วได้ยากกว่า เพราะสามารถ cross-check ระหว่างบริษัทได้ด้วยใบกำกับภาษี ภาษีอะไรก็ตามที่หลบได้ง่ายควรเก็บในอัตราที่ต่ำเข้าไว้ เพื่อมิให้คนที่หลบภาษีได้เปรียบคนที่เสียภาษีถูกต้องมากเกินไป ส่วนภาษีอะไรที่หลบยากก็ควรเก็บให้มาก (ถ้าจำเป็น)

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีบทลงโทษการหลบภาษีที่รุนแรงมากถึงขั้นติดคุก กรมสรรพากรของเขาสามารถอายัติเงินในบัญชีส่วนตัวของเจ้าของบริษัทได้เลย จากการสำรวจพบว่า คนอเมริกันกลัวการถูกตามล่าโดย IRS มากที่สุดเป็นอันดับสอง ประเทศที่พัฒนาแล้วมีคนที่ต้องติดคุกเพราะโกงภาษีเป็นจำนวนมาก แต่ผมแทบไม่เคยได้ยินในไทย

เมื่อ SME ในสหรัฐฯ แข่งขันด้วยการหลบภาษีได้น้อย พวกเขาก็เลยต้องแข่งกันที่การทำธุรกิจแทน ทำให้ SME ของเขาเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของนวัตกรรม ต่างกับบ้านเราที่ SME มักขาดนวัตกรรมแถมยังต้องคอยให้รัฐฯ อุ้มอีกต่างหาก นั่นก็เพราะ SME บ้านเรา เป็นภาคส่วนที่เสียภาษีมั่วกันมากที่สุด SME บ้านเราจึงไม่สนใจแข่งขันกันที่นวัตกรรม แต่หันมาแข่งขันกันหลบภาษีมากกว่า บริษัทที่เข้ามาแข่งด้วยเทคโนโลยีอย่างเดียว เสียภาษีถูกต้อง สู้ไม่ไหว ล้มหายตายจากไปหมด

การจัดเก็บภาษีให้เข้มงวด นอกจากจะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นภาษีแล้ว (เพราะฐานภาษีกว้างขึ้น) ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจด้วย ที่จริงแล้ว การเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลยสำหรับพ่อค้าตราบใดที่คู่แข่งทุกรายต้องเสียภาษีเท่ากันครับ

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , . Bookmark the permalink.

30 Responses to 0270: เก็บภาษีดี ชาติเจริญ

  1. Dekisugi says:

    เรื่องภาษีเหมือนจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกันอยู่ จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐฯ อยากจะให้น้ำหนักเป้าหมายไหนมากกว่ากัน ระหว่างการสร้างแรงจูงใจที่ดีในการทำงาน กับการกระจายรายได้

       0 likes

  2. ohmohm says:

    กลับมาอ่านอีกที ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ภาษีนิติบุคคลที่มากเกินไปจนการหาทางหลบเลี่ยงแล้วได้ผลตอบแทนมากกว่าการปรับปรุงการผลิต ก็เท่ากับภาษีไปเป็นถ่วงการผลิตด้วยซิครับ ถ้าไปเข็มงวด ก็ยิ่งถ่วง ยิ่งแล้วตอนนี้ได้ยินข่าว เจ้าสัวท่านหนึ่ง แนะนำเก็บภาษีนิติบุคคลแค่ 17-18% จะได้แข่งกับเพื่อนบ้านได้และดึงดูดการลงทุน

    แต่ในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสุดท้ายไปเก็บจากผู้บริโภค ก็จะมีปัญหาที่อธิบายในเอ็นทรีนี้อีก http://dekisugi.net/archives/5325 เพราะรายได้น้อย คงบริโภคมากๆ ไม่ได้ ถ้าขึ้น VAT ก็ยิ่งซ้ำเิติมรายได้ที่น้อยๆ เข้าไปใหญ่

    เกี่ยวกับเกณฑ์ทหาร ซึ่งเสมือนการจ่ายภาษีด้วยแรงงาน เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ควรมีการเก็บภาษีที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดิน คือผู้ได้ผลประโยชน์โดยตรงจากการรักษาดินแดนของทหาร

       0 likes

  3. Dekisugi says:

    อีกสถิติหนึ่งที่ยืนยันว่าบ้านเราหลบภาษีกันมากกว่าประเทศส่วนใหญ๋ในโลก

    ผลการสำรวจธุรกิจนอกระบบ ที่หลีกเลี่ยงภาษี ปี 1999-2007 ประเทศไทยมีสัดส่วนธุรกิจนอกระบบสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก มีสัดส่วนถึง 57.2% ของจีดีพี กัมพูชาติดอันดับ 12 และฟิลิปปินส์ ติดอันดับ 25 ส่วนประเทศที่มากสุดคือ จอร์เจีย 72.5% และสหรัฐฯมีธุรกิจนอกระบบน้อยสุดคือ 9.0%

    ที่มา : http://bit.ly/98fTYB

       0 likes

  4. ohmohm says:

    ยังอยู่ในเรื่องของ incentive อยู่ซิละครับ แต่ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นแบบกลับ คือสิ่งที่ควรส่งเสริมสร้างแรงจูงใจ ก็อย่าไปเก็บภาษี ความจริงถ้าอยากจูงใจสุดๆ คือต้องไม่เก็บภาษีเลย เหมือนพวก tax haven แต่รายได้จากค่าเช่าที่และอาคารราชพัสดุ และกำไรจากรัฐวิสาหกิจ คงไม่พอสำหรับรัฐ

    ภาษีที่ผมว่าแย่ที่สุด ก็คือภาษีบริโภคนะครับ เพราะอาจไปบั่นทอนทั้งการลงทุน การทำธุรกิจ ค่าครองชีพ อาจรวมถึงการออม เหมือนตัวอย่างที่คุณนัทกล่าวถึงเรื่องคอมประกอบ pantip ภาษีชนิดนี้ได้ชื่อว่า regression tax หรือภาษีทดถอย คือคนมีมากจ่ายน้อยคนมีน้อยจ่ายมาก เพราะคนๆหนึ่ง ก็คงจ่ายเพื่อบริโภคปัจจัยพื้นฐานไม่ต่างกันมาก

    ทำธุรกิจใหม่ๆ ย่อมขาดทุนเป็นธรรมดา สรรพากรบอกว่า ซื้อมาขายไปต้องกำไรอย่างน้อยสี่เปอร์เซ็นต์ ขาดทุนไม่ได้ ห้ามขาดทุน ยังไงก็ต้องเสียภาษี

    ฟังแล้วเจ็บปวดแทนเลยครับ เหมือนโดนรีดไถเลย

    อันนี้ ลอกมาจากวิกิพีเดียมาครับ
    หลักการภาษีของแอดัม สมิธ ในหนังสือ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations นั้น แอดัม สมิธได้กำหนดหลัก (maxim) 4 ข้อเกี่ยวกับการภาษีโดยทั่วไป ดังนี้ (ที่ http://www.econlib.org/LIBRARY/Smith/smWNtoc.html ภาค 5 บทที่ 2 ย่อหน้า 24 หรือย่อว่า V.2.24)

    1. คนในบังคับของรัฐทุกรัฐพึงจ่ายเงินค้ำจุนรัฐบาลตามส่วนกับความสามารถของ ตน นั่นคือ ตามส่วนกับประโยชน์ที่ตนได้รับภายใต้การคุ้มครองของรัฐ
    2. ภาษีที่แต่ละคนต้องจ่ายพึงมีความแน่นอน ไม่ใช่กำหนดตามอำเภอใจ กำหนดเวลาชำระ วิธีชำระ และจำนวนที่ต้องชำระพึงมีความชัดเจน เข้าใจง่ายสำหรับผู้ชำระและทุกคน
    3. พึงเก็บภาษีทุกชนิดในเวลาหรือโดยวิธีที่น่าจะสะดวกที่สุดสำหรับผู้จ่าย
    4. พึงคิดหาวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุดในการจัดเก็บภาษีทุกชนิดแก่ทั้งรัฐและผู้จ่ายภาษี ความสิ้นเปลืองนี้แบ่งได้เป็น 4 ประการ คือ
    1. ใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก หรือต้องตั้งรางวัลมาก
    2. ภาษีอาจขัดขวางความอุตสาหะของราษฎร พลอยทำให้การมีงานทำและรายได้ลดลง
    3. การริบทรัพย์หรือปรับผู้ที่พยายามหลบเลี่ยงภาษีมักทำให้พวกเขาหมดตัว ทำให้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ต่อสังคม ภาษีที่เลวมักล่อใจให้คนลักลอบค้าของเถื่อน และโทษก็จะเพิ่มขึ้นตามแรงดึงดูดใจ ในขั้นแรกกฎหมายซึ่งขัดกับหลักยุติธรรมจะล่อใจให้อยากละเมิด แล้วก็จะลงโทษอย่างรุนแรงในสถานการณ์ซึ่งควรลดแรงล่อใจให้ก่ออาชญากรรม
    4. การที่ราษฎรถูกเยี่ยมกรายบ่อยและถูกตรวจสอบอย่างน่ารังเกียจจะก่อความ เดือดร้อน รบกวน และกดขี่อย่างมากโดยไม่จำเป็น แม้การรบกวนจะมิใช่ค่าใช้จ่าย แต่ทุกคนก็ยินดีจ่ายเพื่อไถ่ตนเองให้พ้นจากการรบกวนนี้

    แอดัม สมิธเห็นว่าภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีกำไร (ส่วนใหญ่คือดอกเบี้ยสำหรับทุน) จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินไปในการเก็บ เช่น ภาษีสรรพสามิต หรือทำให้ผู้ผลิตท้อถอย เช่น ภาษีกำไร สมิธคัดค้านภาษีที่เปิดโอกาสให้มีการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว สำหรับภาษีสรรพสามิตนั้น ท่านกล่าวว่า “ทำให้ทุกครอบครัวอาจถูกเยี่ยมกรายและตรวจสอบอย่างน่ารังเกียจจากเจ้า พนักงานภาษี…ไม่สอดคล้องกับเสรีภาพเลย” (V.3.75)

    ภาษีที่แอดัม สมิธเสนอแนะให้เก็บมี 2 ชนิด คือ ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และ ภาษีค่าเช่าที่ดิน (มูลค่าครอบครองที่ดินรายปี)

    สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย แอดัม สมิธอธิบายคำว่า ‘จำเป็น’ ว่าอาจเปลี่ยนไปได้แล้วแต่สถานที่และเวลา ซึ่งขณะนั้น เสื้อผ้าลินิน รองเท้าหนัง อาหารและที่อยู่อาศัยขั้นต่ำถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ท่านตำหนิรุนแรงว่าภาษีที่เก็บจากสินค้าจำพวกเกลือ สบู่ ฯลฯ เป็นการเอาจากคนที่ยากจนที่สุดโดยไม่เป็นธรรม ท่านถือว่าภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เช่นยาสูบ เป็นภาษีที่ดีเลิศ เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้ต้องจ่าย “ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยไม่มีแนวโน้มที่จะไปเพิ่มราคาโภคภัณฑ์อื่น ๆ เว้นแต่โภคภัณฑ์ที่ถูกเก็บภาษี … ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นในที่สุดผู้บริโภคสิ่งนั้นจะเป็นผู้จ่ายโดยไม่ใช่ เป็นการลงโทษ” (V.2.154)

    ภาษีที่น่ายกย่องมากกว่าคือภาษีที่ดิน “ทั้งค่าเช่าที่ดินที่ตั้งอาคาร (ground-rents) และค่าเช่าที่ดินเกษตร (ordinary rent of land) ต่างเป็นรายได้ชนิดที่ส่วนมากเจ้าของได้รับโดยตนเองมิต้องเอาใจใส่หรือสนใจ แม้จะแบ่งรายได้นี้ส่วนหนึ่งไปเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐก็จะไม่เกิดการท้อถอยแก่ อุตสาหกรรมใด ๆ ผลผลิตรายปีของที่ดินและแรงงานแห่งสังคม ซึ่งเป็นทรัพย์และรายได้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ จะยังคงเดิมหลังจากมีการเก็บภาษีนี้ ดังนั้นค่าเช่าที่ดินที่ตั้งอาคารและค่าเช่าที่ดินเกษตรอาจเป็นรายได้ชนิด ที่สามารถจะเก็บภาษีเป็นพิเศษได้ดีที่สุด” (V.2.75)

    ในภาคแรกแอดัม สมิธกล่าวไว้ว่า “ดังนั้นค่าเช่าที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่จ่ายสำหรับการใช้ที่ดิน จึงเป็นราคาแบบผูกขาดโดยธรรมชาติ มิใช่เป็นอัตราส่วนกับการซึ่งเจ้าที่ดินอาจลงทุนไปเพื่อปรับปรุงที่ดินแต่ อย่างใดเลย หรือมิใช่ตามส่วนกับความสามารถที่เขาจะเรียกเอา แต่เป็นตามส่วนกับความสามารถของชาวนาที่จะให้” (I.11.5)

    และในตอนสรุปของบทนี้ของภาคแรก แอดัม สมิธได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การทำให้สภาวการณ์ของสังคมดีขึ้นทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเช่าแท้ จริงของที่ดินสูงขึ้นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จะเพิ่มความมั่งคั่งแท้จริงให้แก่เจ้าที่ดิน เพิ่มกำลังซื้อของเขาต่อแรงงาน หรือผลผลิตแห่งแรงงานของผู้อื่น” (I.11.255)

    “การขยายสิ่งปรับปรุงและการเพาะปลูกมักจะทำให้ค่าเช่าที่ดินสูงขึ้นโดย ตรง ส่วนแบ่งของเจ้าที่ดินในผลผลิตย่อมจะต้องเพิ่มขึ้นเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น” (I.11.256)

    ภาษีที่สมิธคัดค้านรุนแรงที่สุดคือภาษีที่เก็บจากค่าแรงของผู้ใช้แรงงาน – “ในทุกกรณี ภาษีทางตรงที่เก็บจากค่าแรง ในระยะยาวแล้วย่อมจะทำให้ทั้งค่าเช่าที่ดินลดลงมากกว่าและราคาสินค้า ประดิษฐกรรมแพงขึ้นมากกว่าที่จะเป็นถ้ามีการประเมินเก็บภาษีส่วนหนึ่งจากค่า เช่าที่ดินและอีกส่วนหนึ่งจากสินค้าแทน (ภาษีจากค่าแรง) ” (V.2.132)

       0 likes

  5. megrim says:

    ผมเห็นด้วยมากที่การบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ

    การแก้จึงต้องเอาผลประโยชน์เข้าล่อ
    คือให้อำนาจในผู้เสียภาษีสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    เหมือนwebdite บางwebที่มีการบริจาคหากให้สิทธิประโยชน์สมาชิกที่มากกว่า
    สมาชิกทั่วไปมาก จะมีคนบริจาคมากกว่าwebที่ไม่ให้ผลประโยชน์สมาชิกที่บริจาค

    จิตสำนึกเป็นนามธรรมเกินไป การบริหารที่ดีคือต้องให้คนที่เลวที่สุดยังต้องทำตามระบบด้วยความสมัครใจเอง

       0 likes

  6. เบิร์ด รองสารวัตร บช.น. says:

    กฏหมาย ถ้าการบังคับไร้ประสิทธิภาพ เท่ากับให้รางวัลคนละเมิดกฏหมาย
    เป็นจริงทั้งในด้านภาษี และกฏจราจร
    คนที่รู้ตัวว่าขับรถอย่างไรก็ได้ไม่มีใครจับ ก็เลือกขับตามอำเภอใจ ต้นทุนการฝ่าฝืนกฏไม่มี

       0 likes

  7. อาท says:

    เรื่องการเก็บภาษีนี้ ผมว่าเป็นภาพสะท้อนของ discrimination ในสังคมไทยได้ดีที่สุดเลยครับ

    คนบางกลุ่มไม่เสียภาษี แต่ไม่มีใครกล้าแตะ

    บางคนเสียภาษีเยอะมาก แต่มีบางเรื่องที่ตาม กม.แล้วไม่ต้องเสีย เค้าก็ไม่เสีย กลับโดนด่าเสียใหญ่โต

    ที่ตลกคือ คนส่วนใหญ่ (ที่เสียภาษีนิดเดียว) เลือกที่จะด่าคนกลุ่มหลัง โดยไม่แตะต้องคนกลุ่มแรกเลย

       0 likes

  8. เบิร์ด รองสารวัตร บช.น. says:

    มนุษย์เป็นสัตว์ช่างเลือก
    เปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆตลอดเวลา
    ถ้าคนโกงภาษีติดคุก
    การตัดสินใจของคนก็จะเปลี่ยนไป

       0 likes

  9. Dekisugi says:

    การเสียภาษีเป็นหน้าที่พลเมืองอย่างหนึ่ง เหมือนกับการเกณฑ์ทหาร

    แต่บ้านเรากฏหมายไม่จริงจัง ไม่มีใครติดคุกเพราะโกงภาษี ก็เลยไม่มีใครคิดว่าต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง

    การบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ให้มีคนติดคุกเพราะโกงภาษีจำนวนมากทุกปีเหมือนในต่างประเทศ ช่วยได้ครับ เมื่อต้นทุนของการหนีภาษีสูงขึ้น คนจะกล้าหลบภาษีน้อยลง

       0 likes

  10. richinvest22 says:

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ เห็นด้วยกับพี่นรินทร์ครับ

       0 likes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>