เห็นชื่อหัวข้อแล้ว อย่านึกว่า ผมจะบอกว่า ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีได้สูงๆ แล้วจะมีเงินมาพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน มาก ทำให้ประเทศเจริญนะครับ ถ้าใครอ่านบล็อกผมมานาน จะรู้ดีว่า ผมไม่มีทางคิดอย่างนั้นเด็ดขาด อิอิ
แต่สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อคือ ทุกวันนี้ การเก็บภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือปัญหาใหญ่ที่ถ่วงความเจริญของประเทศอยู่ บริษัทที่เสียภาษีถูกต้องจริงๆ ยังมีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบบริษัทส่วนใหญ่ที่ยังเสียภาษีแบบมั่วนิ่ม
แล้วมันส่งผลยังไง?
เมื่อแต่ละบริษัทเสียภาษีไม่เท่ากันจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ ภายใต้สภาวะแวดล้อมเดียวกัน บริษัทที่เสียภาษีน้อยกว่าจะมีกำไรมากกว่า 10-20% บริษัทจะมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาผลิตภาพหรือใช้เทคโนโลยีน้อยลง เพราะปกติแล้ววิธีการเหล่านั้นจะสร้างความได้เปรียบจากคู่แข่งได้อย่างมากก็แค่ในระดับ 2-3% เท่านั้น บริษัทจะหันมาแข่งกันหลบภาษีมากกว่าเพราะเอาชนะคู่แข่งได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เมื่อบริษัทขาดแรงจูงใจที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ประเทศก็จะไม่พัฒนา
การจัดเก็บภาษีที่ไร้ประสิทธิภาพ นอกจากจะถ่วงการพัฒนาแล้ว ยังเป็นการลงโทษคนที่เสียภาษีถูกต้อง และให้รางวัลคนที่หลบภาษีอีกด้วย บริษัทไหนมีจริยธรรมเสียภาษีถูกต้องก็เป็นไอ้โง่ไปเรื่อยๆ ส่วนบริษัทไหนเจ้าของชอบหลบภาษี ก็ได้กำไรมากกว่า แถมยังได้เปรียบคู่แข่งอีกต่างหาก ถ้าปล่อยไว้ ในที่สุดทุกคนก็จะหันมาหลบภาษีกันหมด เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ
ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีที่มั่วง่ายที่สุด เพราะทำบัญชีมั่วได้ง่าย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งไม่คุ้มที่กรมสรรพากรจะเข้าไปตรวจละเอียด ในขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่มั่วได้ยากกว่า เพราะสามารถ cross-check ระหว่างบริษัทได้ด้วยใบกำกับภาษี ภาษีอะไรก็ตามที่หลบได้ง่ายควรเก็บในอัตราที่ต่ำเข้าไว้ เพื่อมิให้คนที่หลบภาษีได้เปรียบคนที่เสียภาษีถูกต้องมากเกินไป ส่วนภาษีอะไรที่หลบยากก็ควรเก็บให้มาก (ถ้าจำเป็น)
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีบทลงโทษการหลบภาษีที่รุนแรงมากถึงขั้นติดคุก กรมสรรพากรของเขาสามารถอายัติเงินในบัญชีส่วนตัวของเจ้าของบริษัทได้เลย จากการสำรวจพบว่า คนอเมริกันกลัวการถูกตามล่าโดย IRS มากที่สุดเป็นอันดับสอง ประเทศที่พัฒนาแล้วมีคนที่ต้องติดคุกเพราะโกงภาษีเป็นจำนวนมาก แต่ผมแทบไม่เคยได้ยินในไทย
เมื่อ SME ในสหรัฐฯ แข่งขันด้วยการหลบภาษีได้น้อย พวกเขาก็เลยต้องแข่งกันที่การทำธุรกิจแทน ทำให้ SME ของเขาเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของนวัตกรรม ต่างกับบ้านเราที่ SME มักขาดนวัตกรรมแถมยังต้องคอยให้รัฐฯ อุ้มอีกต่างหาก นั่นก็เพราะ SME บ้านเรา เป็นภาคส่วนที่เสียภาษีมั่วกันมากที่สุด SME บ้านเราจึงไม่สนใจแข่งขันกันที่นวัตกรรม แต่หันมาแข่งขันกันหลบภาษีมากกว่า บริษัทที่เข้ามาแข่งด้วยเทคโนโลยีอย่างเดียว เสียภาษีถูกต้อง สู้ไม่ไหว ล้มหายตายจากไปหมด
การจัดเก็บภาษีให้เข้มงวด นอกจากจะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นภาษีแล้ว (เพราะฐานภาษีกว้างขึ้น) ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจด้วย ที่จริงแล้ว การเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลยสำหรับพ่อค้าตราบใดที่คู่แข่งทุกรายต้องเสียภาษีเท่ากันครับ

เท่าที่ตัวผมเองได้เจอกับการเลี่ยงภาษีมานั้น มันเริ่มจากตัวเราเองโดยที่ตัวเราเองก็รู้ หรือบางครั้งก็ไม่รู้ อย่างเช่น ทุกครั้งที่คุณซื้อคอมประกอบที่ pantip คุณรู้หรือไม่ว่าราคานั้นไม่รวม vat ยกเว้ณ คุณจะบอกเขาให้เปิด bill ในนามบริษัท ราคาสินค้า็ก็จะถูกบวกขึ้นไป มันเป็นวิธีเลี่ยงภาษี ซึ่งตัวเราเองก็อยากได้สินค้าราคาถูก เจ้าของก็อยากขายของ เกิดจากการสมยอมทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ลูกค้าบางคนไม่รู้ แต่ถ้าถามกลับว่ารู้่แล้วยังอยากได้ของถูกอยู่รึเปล่า ตัวผมเองตอบได้เลยว่าผมยังอยากได้ ซึ่งถ้ามองกลับในด้านของผู้ค้า ถ้าคู่แข่งท่านขายของราคาถูกกว่าร้านท่านด้วยวิธีการเลี่ยงภาษี ท่านจะยอมทำตามแบบเขาเพื่อความอยู่รอด หรือยอมขาดทุนเพื่อรักษาความถูกต้อง ซึ่งตัวผมเองเลือกความอยู่รอดของร้าน แต่จะแก้ยังไงนั้นคงยากที่จะเปลี่ยนนิสัยของคนอื่น รวมทั้งตัวเราเอง ความอยู่รอดและศักยภาพในการแข่งขัน หรือสภาพแวดล้อม บางครั้งมันก็บีบบังคับให้ต้องเลือกในสิ่งที่ไม่ถูกจริงไหมครับ
ผมเคยนั่งคิด นั่งคุยกันกับเพื่อนๆ หลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับเรื่องโกงกินในสังคมไทย โทษคนนั้น โทษคนนี้ มีอยู่ช่วงนึงผมสรุปว่าต้นตออยู่ที่ตำรวจ ไม่ว่าเรื่องอะไรๆ ในที่สุดก็เพราะตำรวจไม่จับคนเลวที่มีเงิน หรือคนเลวที่เป็นพวกเดียวกัน
แต่ตอนหลัง(หลังจากโทษตำรวจจนเบื่อ) ผมกลับมาคิดว่า ตำรวจก็เป็นคนไทยด้วยกันเหมือนเราๆท่านๆ เกิดบนแผ่นดินไทย เติบโตในไทย ภายใต้สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมแบบไทยๆ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ตำรวจเป็น(นิสัย)มันก็ไม่ต่างกับเราๆท่านๆที่เป็นคนไทย
ในที่สุดผมก็สรุปเอาเองว่า ที่สังคมไทยมีเรื่องโกงกินกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะนิสัยคนไทยเราเองนี้แหละที่เป็นแบบนี้ ถ้าจะแก้ก็ต้องที่นิสัยของคน(แก้จากภายในสู่ภายนอก) แต่… แล้วเราจะแก้ยังไงล่ะ ???
ทำบัญชีตรงไปตรงมาอาจเจ็บปวดครับ เพราะว่าสรรพากรจะตั้งข้อสงสัยว่า น่าจะได้กำไรมากกว่านี้ แต่ก็แค่ ตั้งข้อสงสัย(เราสามารถชี้แจงได้ครับ) ก็ท้่าทาย หลักการที่ถูกต้องของเราดีครับ แต่ระยะยาว บริษัทเราจะดีเพราะว่ากิจการมีบัญชี ชุดเดียว และน่าเชื่อถือ การขาดทุนหรือกำไรน้อย สรรพากรได้ภาษีน้อยเป็นเรื่องของการบริหารของกิจการ ถ้าเรายอมตกแต่งตัวเลขให้สรรพากร ระบบจะเสียไปหมด เพราะที่อื่นเขาทำ เราเลยเลี่ยงภาษีทำให้ยอดภาษีโดยรวมประเทศได้ หนักข้อ จะไม่มีใครค้าขายด้วย กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ดี ทำดีทำยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา แต่เราจะรู้สึกไม่ดีว่า(จิตตก) สมัยเด็ก เราเคยสอนมาแบบนี้ ทำไมตอนโตต้องถูกบีบให้ทำแบบนี้ จริงๆ
การทวนกระแสสังคมในทางที่ดี ยังไงมันก็ดีอยู่แล้วครัีบ ถ้าเราทำแบบชาวบ้าน ต่อไป เราก็กลายเป็นคนแบบนั้นไปหมด แล้วสังคมโดยรวมจะอยู่กันอย่างไร อาจดูอุดมการรณ์ไปเพราะว่ามันทำไม่ได้ แต่ว่าเมืองนอกหรือ หลายที่เขาก็ทำกันแต่ไม่เป็นข่าว เพราะว่าเอาเวลาไปหาวิธีการที่จะกำไร จากการแข่งขันสูงหรือหาคนเก่งๆมาบริหารให้ รายได้ชนะค่าใช้จ่ายกัน แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ ผมมีความเห็นแบบนี้
พวกร้านที่ขายของแบบลูกค้าไม่เอาแวต ทำไปเรื่อยๆ สรรพากรจะสงสัยว่าทำไมซื้อของเข้าร้านตลอดแต่ไม่เห็นขายออกไปเลย
อีกพวกหนึ่งเป็นพวกกำไรเยอะ อยากได้บิลแวตมากๆ มาหักภาษีซื้อ
สองพวกนี้จับมาชนกันได้พอดี พวกแรกเขียนบิลแวตให้กับพวกที่สอง
สรรพากรถึงรณรงค์ให้ขอใบกำกับภาษีทุกครั้ง เมื่อก่อนมีแบบนี้เยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้มีน้อยลงนะครับ เพราะว่าเสียวสรรพากรเอาใบกำกับภาษีมา cross-check
อีกแบบหนึ่งคือ ตอนเพิ่งมีภาษีแวตใหม่ๆ มีคนหัวใส เปิดบริษัทกระดาษขึ้นมา ขายบิลแวตให้บริษัทที่ต้องการเอาไปคืนภาษี โดยที่จริงๆ แล้วไม่ได้ขายสินค้าอะไรเลย หลังจากนั้นก็ปิดบริษัททิ้ง บอกว่าขาดทุน
แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะสมัยนี้บริษัทที่ไปจดเลิก สรรพากรจะมาตรวจ
ที่มั่วง่ายสุดคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำบัญชีมั่ว cross-check ไม่ได้ เพราะไม่ใช่แวต ส่วนใหญ่สรรพากรจะใช้วิธีดูว่า ถ้าแจ้งว่าขาดทุน หรือกำไรลดลงจากปีที่แล้วมากๆ จะมาตรวจ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแจ้งกำไรนิดหน่อย จะได้เสียภาษีน้อยๆ แต่ไม่โดนตรวจ (แต่นานๆ เข้าก็แย่เหมือนกัน เพราะสินค้าคงคลังจะไม่สัมพันธ์กับแวต)
เพื่อนผมเปิดบริษัท ด้วยจิตใจที่ดี ทำภาษีถูกต้อง นั่งทำถึงตีสองแทบทุกวัน แต่ทำธุรกิจใหม่ๆ ย่อมขาดทุนเป็นธรรมดา สรรพากรบอกว่า ซื้อมาขายไปต้องกำไรอย่างน้อยสี่เปอร์เซ็นต์ ขาดทุนไม่ได้ ห้ามขาดทุน ยังไงก็ต้องเสียภาษี เพื่อนผมร้องไห้ใหญ่เลย สุดท้าย ต้องแก้บัญชีใหม่เป็นมีกำไรแทน
การที่สรรพากรตรวจสอบไม่ได้ว่าบัญชีจริงหรือปลอม ทำให้สรรพากรต้องใช้วิธีให้ทุกบริษัทเสียภาษี บัญชีไม่ต้องดู กลายเป็นว่าเพื่อนผมที่อุตส่าห์ทำบัญชีอย่างถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว สุดท้ายก็ต้องมั่วขึ้นมา
ถ้าคนส่วนใหญ่เลว คนดีก็จะถูกบังคับให้เลวไปด้วย
ถ้าบ้านเรามีระบบเก็บภาษีที่เป็นธรรม บ้านเมืองน่าจะดีกว่านี้เยอะ
ปล ชอบบทความนี้ครับ
การเลี่ยงภาษีเป็นวัฒนธรรมของบ้านเราครับ
ผมบอกได้เลย ว่ามีคนเสียภาษีถูกต้องไม่มากนักหรอก
แต่คนที่เลี่ยงภาษีเอง ก็ชอบด่าคนอื่นที่เลี่ยงภาษี
นี่แหละ นิสัยคนเรา ชอบเคร่งครัดกับผู้อื่น แต่ปล่อยวางกับตนเอง
คุณนรินทร์จะอธิบายเรื่องขาย VAT ได้ไหมเนี่ย คนทำธุรกิจส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะพูดกันหรือเปล่า
เรื่องเลี่ยงภาษีเนี่ย ที่บ้านทำธุรกิจ ตอนเด็ก ๆ เคยถามว่า ทำไมต้องเลี่ยงภาษี เสียตามกฏหมายไม่ได้เหรอ ได้คำตอบว่า คนอื่น ๆ เขาเลี่ยงกันหมด ถ้าเราไม่เลี่ยงเราก็สู้เขาไม่ได้ ถ้าคนอื่นเสียเต็มตามกฏหมาย เราก็เสียเต็มได้เหมือนกัน เพราะสู้ด้วยพื้นฐานเดียวกัน ที่รัฐเก็บภาษีไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แบบนี้จะโทษใครดี???
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่ทุกวี่วัน ทำให้เห็นว่ารัฐได้ภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เนื่องจากคนของรัฐที่มีหน้าที่จัดเก็บ สามารถทำให้ภาษีลดลง 3/4 ได้
ถ้ายอมจ่ายใต้โต๊ะให้เขา 1/2 ของส่วนที่ลดไป
เอา vat ไปขายกัน คืออะไรเหรอครับ
“SME บ้านเรา เป็นส่วนที่เสียภาษีมั่วมากที่สุด SME บ้านเราจึงไม่สนใจแข่งขันกันที่นวัตกรรม แต่หันมาแข่งขันกันหลบภาษีมากกว่า”
เห็นด้วยอย่างยิ่ง บางธุรกิจ ยังสามารถ เอา vat ไปขายกัน ก็มี