ธุรกิจบ้านเราที่ทำแล้วดี ส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้น ธุรกิจที่ทำอะไรบางอย่างที่ผิดกฏหมาย…
เทปผีซีดีเถื่อน ต้นทุนแผ่นละ 5 บาท แต่ขาย 100 บาท กำไร 20 เท่าตัว ได้เพราะอะไร? ก็เพราะขโมยผลผลิตทางปัญญาของคนอื่นมานั่นเอง Oracle Enterpise Database เขาใช้วิศวกรเป็นพันคน พัฒนาขึ้นมา ไลเซ้นท์หนึ่งราคาหลายล้านบาท พี่เอามาปั้มขายข้างถนนแค่แผ่นละร้อยเดียว แถมมีครบชุดอีกต่างหาก
คนที่จะทำธุรกิจปั้มแผ่นได้ ส่วนใหญ่แล้ว ก็ต้องมีอิทธิพลด้วยกันทั้งนั้น การที่เรามีกฏหมาย แต่ในทางปฏิบัติ เราไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายกับผู้มีอิทธิพลได้ กฏหมายก็กลายเป็นเสมือน Barrier to Entry ที่ช่วยสกัดคู่แข่งให้กับผู้มีอิทธิพลนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจของผู้มีอิทธิพล จึงมีกำไรสูง
บ้านเราบริษัทพัฒนาเกม สื่อมัลติมีเดีย ซอฟต์แวร์ อยู่ไม่ได้ เพราะถึงพัฒนาได้เก่งเป็นที่ต้องการของผู้ใช้มากแค่ไหน แต่ก็เก็บเงินไม่ได้อยู่ดี เพราะบ้านเราซอฟต์แวร์ทุกอย่างใช้ฟรีทั้งหมด บริษัทไอทีบ้านเราเลยทำได้แต่รับงานโปรเจ็คเท่านั้น
พูดถึงเรื่องการบังคับใช้กฏหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็ทำให้นึกถึงธุรกิจผิดกฏหมายที่กำไรดีๆ ได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขายยาบ้า ธุรกิจอ่าง ผับ บาร์ที่เปิดเกินเวลาต่างๆ ธุรกิจเหล่านี้มีกฏหมายเป็น Barrier to Entry ทั้งสิ้น
ถ้าเป็นธุรกิจธรรมดาๆ ที่ถูกกฏหมายหมดทุกอย่าง กำไรจะบางเฉียบเลย ลองนึกถึงพวกที่ไปเช่าที่เปิดท้ายขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ตามห้างฯ คู่แข่งจะมากมายจนเป็นกองทัพมด ทุกเจ้าขายของเหมือนๆ กันหมด แข่งขันกันด้วยการตัดราคากันอย่างเดียว จนกว่าจะตายกันไปข้าง ไม่มีใครคิดทำอะไรที่ฉีกออกไป เพราะถ้าฉีกออกไปแล้วกำไรดี แผงข้างๆ จะตามทันที จึงไม่มีประโยชน์ เนื่องจากไม่มีกฏหมายช่วยกันคนดีๆ ส่วนหนึ่งไว้ให้ไม่อยากเข้ามา
ถ้าจะซื้อมาขายไปให้ได้กำไรก็ต้องไปขายแบบหาบเร่แผงลอย เพราะเป็นการยึดที่สาธารณะมาทำธุรกิจ ทำให้ไม่มีต้นทุนเรื่องทำเล ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล แต่ทำเลดีกว่าพวกร้านตึกแถวราคาหลายล้านเสียอีก เพราะอยู่ใกล้ชิดกับคนเดินถนนมากกว่า แถมวันหลังถ้าจะเลิกขายแล้วยังเซ้งทำเลให้คนอื่น ได้เงินก้อนใหญ่มาอีก คนขายกระเพาะปลาหน้าร้านแมคโดนัลด์แถวบ้านผมเซ้งที่ให้คนขายก๋วยเตี๋ยวไปได้เงินมา 4 แสนบาท อึ้งมากครับ ที่สำคัญทางเท้านี่มันเป็นของสาธารณะมิใช่เหรอ ทำไมพี่เอามาขายอย่างกับเป็นของพี่เองเลย หาบเร่แผงลอยยังเป็นแหล่งรายได้ให้แก่พวกเทศกิจอีกด้วย ตกลงทุกคนได้เงินมาจากการละเมิดกฎหมายทั้งนั้น เกิดเป็นคนไทย ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไป มีบ้านสวยๆ มีรถเบนซ์ขี่ มีเงินส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ช่องทางที่ง่ายที่สุดคือการพยายามทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฏหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
ธุรกิจของบ้านเราที่ทำแล้วดีมากมีอีกอย่างหนึ่งคือ ค้าขายกับองค์กรของรัฐฯ ธุรกิจนี้ แต่ละเจ้าส่วนใหญ่แล้วก็มีศักยภาพในการทำงานใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ช่วยให้แตกต่าง (competitive advantage) ก็คือ connection นั่นเอง การจัดซื้อจัดจ้างแต่ละครั้งก็มีการประกาศหาผู้เข้าประมูลแค่เป็นพิธี เพื่อให้ดูเหมือนเป็น competitive bid แต่ที่จริงแล้วเป็นแค่การหาไม้ประดับเท่านั้น ตัวจริงที่ได้งานเป็นที่รู้กันก่อนล่วงหน้าหมดแล้วว่าเป็นเจ้าไหน พวกพาซื่อเข้าไป bid แข่งกับเขาก็ทำไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเหนื่อยเปล่า แค่ช่วยเป็นไม้ประดับให้เขาเท่านั้นเอง สเปคทุกอย่างถูกล็อคไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
ธุรกิจเบอร์หนึ่งในบ้านเราส่วนใหญ่ ถ้าไปสืบประวัติดูล้วนเติบโตมาในสมัยของผู้นำเผด็จการทหารท่านหนึ่ง ตัวองค์กรเองไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรที่ต่างจากคู่แข่งเลย แต่อาศัยอภิสิทธิ์ในฐานะที่มีสายสัมพันธ์กับท่านจอมพลทั้งสิ้น บริษัทขายวัสดุก่อสร้างอันดับหนึ่งของไทยก็เติบโตมาจากการที่รัฐบาลของท่านจอมพลขึ้นภาษีนำเข้าปูนพรวดเดียว 100% เพื่อช่วยสกัดไม่ให้ปูนจากต่างประเทศแข่งขันได้ บริษัทของเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทยที่ขายของมึนเมา ก็ร่ำรวยมาจากสัมปทานที่ท่านจอมพลคนเดียวกันให้เหมือนกัน ธนาคารเพื่อนคู่คิดสมัยก่อนก็มีหน้าที่ปล่อยกู้ให้โครงการที่ท่านจอมพล lead มาให้ ไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ เพราะท่านจอมพลหนุนหลังอยู่นี่ชัวร์เสียยิ่งกว่าชัวร์ ตัวช่วยเพียบ ไม่ต้องไปหาลูกค้าสินเชื่อเองเลยทั้งเสี่ยงและเสียเวลาเปล่าๆ บริษัทบิ๊กๆ สมัยก่อนรวยด้วยการจับเสือมือเปล่ากันทั้งนั้น ทุนตัวเองไม่ต้องมี แค่มีเส้นสายที่ดีกับแบงค์ ก็สามารถเอาเงินชาวบ้านมาลงทุนได้เลยไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ถึงได้รวยเร็วแบบติดจรวดกัน ทำกันมากเข้าเสียจนเกิดฟองสบู่แตก พวกกลุ่มทุนเก่าของไทยทุกวันนี้ที่รวยขึ้นมาจากฝีมือจริงๆ เช่น การผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าคู่แข่งหรือมีนวัตกรรมประเภทไมโครซอฟท์ หรือกูเกิ้ลอะไรนั้น ขอบอกได้เลยว่าไม่มีเลยแม้แต่เจ้าเดียว
มีคนชอบบอกว่า เมืองไทยไม่เจริญ เพราะคนไทยขาดจิตสำนึก แต่ผมไม่เห็นว่า คนในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีจิตสำนึกสูงกว่าเราเท่าไรเลย สิ่งที่ผมเห็นว่าเขาต่างจากเราอย่างชัดเจนคือเรื่องระบบ การบังคับใช้กฏหมายเขาทำได้ดีกว่าเรา ทำให้หนทางลักไก่ทำได้น้อยกว่าเรามาก ผมว่าบ้านเรามันไม่เจริญเพราะสังคมไทยไม่เคยคิดให้รางวัลคนที่แข่งขันอย่างตรงไปตรงมามากกว่า
ผมพึ่งสังเกตเหมือนกันว่า
“ประเทศเราขาดแคลนเศรษฐี ที่มาจากธุรกิจดีงาม!!! :cry: “
มันเป็นอย่างนี้เพราะ
……………มีมือที่มองไม่เห็น อยู่เหนือกฎหมายไง…………
แล้วคนที่เหลือ ก็ทำตามๆ กัน เห็นผู้ใหญ่ทำได้
เด็กๆ ก็ทำตาม…………………..
เพราะฉะนั้นแล้ว
THAILAND NEEDS CHANGE!
ตอนนี้กำลังหงุดหงิดกับบริษัทสั่งให้พนง.มาทำงานวันสงกรานต์ทั้งอาทิตย์ห้ามลา แต่ไม่มีการชดเชยโอทีให้ตามกฏหมาย แย่จริงๆ ครับ
ปล. เห็นด้วยกับพี่โจ๊กที่ว่า Reward System บ้านเราดันไปเน้นรอเห็นผลกันข้ามภพข้ามชาติ
โดนมากครับ ผมอ่านบทความคุณสุมาอี้มาหลายปี ชอบอันนี้มากที่สุด
พี่ธิติพล เขียนบทความ หวยออนไลน์:หลักการอบายมุขโดยรัฐ ไว้สวยงามครับ ทำให้เข้าใจว่าลึกๆแล้วปัญหามาจาก “ตัวแม่”ที่ยังคงอยู่ การพยายามจัดการกับกิ่งก้านสาขาอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผล
หรือ ตอบเพียงว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบในการปราบปรามของตำรวจ นั่นถือว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
ปัญหาreward systems ของไทยถูกบิดเบือน การอุปถัมป์ การทำโผตำแหน่ง การใช้คอนเนคชั่นเป็นกลยุทธ์เด่น ฮั๊วกับราชการ ฯลฯ ตัวแม่ทำโผ จากนั้นก็เกิดตัวลูก ทำโผ ส่งไม้ต่อกันไป แตกกิ่งก้านสาขาออกไปทั้งสิ้น
แหมโดนทุกประเด็นเลย
อันนี้ก็เป็นลักษณะเฉพาะอีกอันหนึ่งของสังคมไทย Reward System ของเราเป็นเรื่องของบุญกรรม เป็นเรื่องของชาติหน้า ซะงั้น
เท่าที่เห็นมา ทุกครั้งที่ชาวบ้านตาดำๆถูกรีดไถ เขาก็จะสาปแช่งแล้วก็นินทาต่ออีกสองสามวัน แล้วก็คิดว่าเป็นเวรกรรม ทั้งสิ้น แล้วก็เงียบกันไป ขอให้กรรมตามสนองที
ผมชอบพวกวิทยานิพนธ์ นศ.รัฐศาสตร์นะครับ มีที่รวมเล่มออกเป็นพอกเก็ตบุ้คด้วย พวกห้องสมุดใหญ่ๆ ก็มีให้อ่านครับ