บ้านเรามีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือ ให้รอคนมาสาย เสมอ
เวลามีแล็คเชอร์ งานสัมมนา งานพิธี หรือการจัดไปเที่ยวต่างๆ เป็นที่เข้าใจกันว่าต้องรอคนมาสาย ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมสังคมไทยถึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรทำอย่างนี้ เหตุผลที่พอจะจินตนาการได้อาจเป็น เรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คือ ผู้ที่มาสายเขาคงมีความจำเป็นล่ะมั้ง เช่น เขาอาจเป็นเหมือนเด็กหญิงวัลลี (the argument goes) ที่จะต้องอยู่ช่วยแม่แก่ๆ ขายของตอนเช้า เสร็จแล้วก็ต้องรีบวิ่งเท้าเปล่ามาโรงเรียนอีกสิบกิโล ทำให้มาสายก็ได้
และพอมาถึงแล้วครูถามว่า ทำไมมาถึงสาย เด็กหญิงวัลลีจะไม่ปริปากพูด เพราะเด็กหญิงวัลลีเป็นคนที่ไม่ชอบแก้ตัว ปล่อยให้ครูเข้าใจผิดและตีเธออย่างรุนแรงทุกวัน ดังนั้นถ้าหากพวกเราลงโทษคนที่มาสายด้วยการไม่รอ พวกเราอาจเผลอไปทำร้ายคนแบบเด็กหญิงวัลลีอยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเราเอง ที่จะไม่ก่อโศกนาฏกรรมกันขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรรอคนมาสายดีกว่า นั่นอาจเป็นตรรกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็ได้
วิธีคิดแบบไทยๆ นั้น ถ้าหมู่คณะไม่ยอมรอคนที่มาสาย คนที่มาสายจะดูน่าสงสารอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน การที่คนตรงเวลาอีก 99 คนที่ต้องมาทนนั่งรอคนๆ เดียวที่มาสายนั้น กลับดูไม่น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย เวลาของคนมาสายมีค่าสุดๆ แต่เวลาของคนตรงเวลาไม่มีค่าเลย
ในระหว่างที่รอคนมาสายนั้น อาจารย์ก็มักจะบ่นคนมาสายไปด้วย เช่น พวกเธอว์ไม่รู้จักเวร่ำเวลา พวกเธอว์ไม่เคยเห็นความสำคัญของวิชานี้ เป็นต้น ซึ่งเป็นการบ่นผิดคน เพราะคนที่ต้องทนฟังอาจารย์บ่นคือคนที่มาทัน ส่วนคนที่มาสาย นอกจากจะไม่ต้องหูชาแล้ว มาถึงปุ๊บก็ยังได้เรียนทันที ไม่ต้องเสียเวลารออีกต่างหาก
กติกาให้รอคนมาสายนี้ช่วยทำให้ ณ จุดสมดุล ทุกคนจะมาสายกันหมด เพราะการมาสายกลายเป็นกลยุทธ์เด่น โดยคนที่ได้ประโยชน์ไปมากที่สุดคือคนที่กะเวลาให้ตัวเองมาสายได้เป็นคนรองสุดท้ายได้พอดี เพราะคนๆ นี้จะเสียเวลานั่งรอน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันยังไม่ถูกเพื่อน ประณามอีกด้วย เพราะอ้างได้ว่า ยังไงก็ต้องรอคนสุดท้ายอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ทำให้ทุกคนช้าลงแต่อย่างใดๆ
และเพราะเกมนี้เป็นเกมแบบ infinte repetitive game ด้วย ทำให้ในที่สุด บ้านเราจึงเกิดธรรมเนียมการนัดแบบไทยๆ ขึ้น คือ ถ้านัดแปดโมงก็ให้เป็นที่เข้าใจกันเองว่าหมายถึงล้อหมุนจริงๆ สิบโมง ถ้านัดเก้าโมงก็หมายถึงล้อหมุนสิบเอ็ดโมง เป็นต้น เป็นธรรมเนียมที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน เพราะฉะนั้น ที่จริงแล้วใครที่มาแปดโมงเองก็ต้องถือว่าเป็นความผิดของคนที่มาตรงเวลาเอง (โง่เอง) ที่ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียม ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาสายอีกต่อไป
ธรรมเนียมรอคนมาสายเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของ Bad Reward System เท่านั้นนะครับ

จริงครับ ผมมีตัวอย่างด้วย ไว้จะเล่าให้ฟัง
ขอบคุณครับ อ่านแล้วก็ได้แต่ปลง
ไม่ได้ไม่รักชาตินะครับ แต่ทุกวันนี้ ต้องคอยบอกตัวเองว่าเราเป็นประชากรของโลก แล้วก็พยายามทำเท่าที่ทำได้
การไม่รอคนมากสายเนี่ย ทำไปซักพักคนมาสายก็จะเลิกสายไปเองล่ะครับ ต้องทนใจเด็ดแปปเดียว
ผมเพิ่งไปอ่านอีกบทความนึงมา
อ่านแล้วนึกถึงที่พี่โจ๊กเขียนไว้เลยครับ
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=84339
ยังจำวิชา Circuit ที่เคยเรียน อาจารย์ จะให้มี Quiz ต้นชั่วโมงเก็บคะเเนนด้วย
พวกมาสายก็ อดทำ เเละ อด คะเเนนไปด้วย อิ อิ
ผมว่า ไม่ใช่ Bad Reward System หรอกครับ
แต่มันเป็น No punishment System มากกว่า
คือถ้าคนมาตรงเวลาไม่ตำหนิคนมาสาย
คนมาสายก็ไม่มีทางเลิกนิสัยแบบนี้ได้
ดังนั้น การแก้นิสัยคนมาสายนี่ง่ายนิดเดียวครับ
คือ คนที่มาตรงเวลาต้อง กล้าๆ ตำหนิคนมาสาย
(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นผู้บังคับบัญชา หรือผุ้อาวุโส)
เท่านี้ นิสัยแบบนี้ก็จะค่อยๆ หมดไป
แต่ถ้าไม่กล้าตำหนิ
ก็คงได้แต่บ่นไปเรื่อยๆ อย่างความเห็นบนๆ เท่านั้นแหละครับ
ชอบแกนความคิดของพี่โจ๊ก เกี่ยวกับ reward system ที่ประยุกต์เข้ากับสิ่งต่างๆได้เสมอครับ
เรื่องการมาสาย เป็นหนึ่งในความไร้ระเบียบของคนไทย ผมเป็นคนหนึ่งที่ตรงเวลามากๆจึงเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี
ผมมองว่า กระทรวงวัฒนธรรม น่าจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ให้คนไทยมีระเบียบ เช่น ตรงต่อเวลา, เลิกพฤติกรรมมือถือสากปากถือศีล, รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง, เลิกพฤติกรรมเกรงใจในสิ่งทื่เราไม่ผิด ถ้าทำได้เช่นนี้จะดีมาก แทนที่จะไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ อย่าง “เซ็นเซอร์หัวนม” ในหนัง หรือทำตัวเป็น regulator ควบคุมประชาชน
น่าเสียดายที่นักการเมืองหลายคน มองว่ากระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเกรดต่ำ (ป๋าเหนาะใช้คำว่ากระทรวงโหล่เปรต)
กรณีที่ 1 เทียบกับกรณีที่ 3 แปลว่าคุณยังต้องง้อหน่วยงานรัฐอยู่
จริงครับ ผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ตกลงว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้เป็นแกะดำ อิอิ
ชอบมากเลยครับ โดยเฉพาะ ถ้าบอกว่า ไม่รอคนที่มาสาย ทำให้คนที่มาสายน่าสงสารมาก
แต่คนที่มาก่อน หรือ ว่า ตรงเวลา ไม่น่าสงสารเล๊ยยยย 555