0254: Mutual Fund Watchdog #2 -
ซื้อได้แล้วนะครับ กองทุนรวมหุ้นแบบไม่ปันผลของบลจ.ต่างๆ ทุกบลจ.มีหน้าที่สู้กับ TMB50 ซึ่งเป็นกองทุนดัชนีให้ได้ในระยะยาวนะครับ
ของ BBLAM ต้องซื้อต่างหากเพราะฟิลิปไม่ได้เป็นตัวแทนนะครับ
ยังมีบลจ.อื่นอีก แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่มีกองทุนหุ้นแบบที่ไม่ปันผลนะครับ ส่วนกองทุนหุ้นบางกองที่มีปันผลที่แนะนำผมกันมา ผมซื้อไว้ดูเองครับ เหอๆ
พอร์ตนี้จะถือแช่ไว้เลย แบบนานแสนนาน Once in a blue moon จะเอาพอร์ตนี้กลับมาดูสักที เราจะได้รู้ว่า บลจ.ไหนสร้าง wealth ให้ผู้ถือหุ้นได้จริงๆ บ้าง
(Please Refer to http://dekisugi.net/2009/12/25/0227-mutual-funds-watchdog/ )

January 13th, 2010 at 5:28 pm
วันแรกก็เป็นการประจานแล้วว่า ING ค่า Front-end Fee แพง
January 13th, 2010 at 6:10 pm
SCBSET รู้สึกว่าก็เป็นกองทุนดัชนีเหมือน TMB50 นะครับ แต่น่าจะกระจายกว่า?
January 13th, 2010 at 6:53 pm
หนังสือเล่มใหม่ เมื่อไร คลอดคะ รออ่านคะ
January 13th, 2010 at 7:25 pm
ทำไมบางกองซื้อห้าพัน บางกองซื้อหมื่นนึงครับ หรือว่าขึ้นต่ำของเค้า
January 13th, 2010 at 8:05 pm
กองไหนขั้นต่ำไม่ถึงห้าพัน ซื้อห้าพัน กองไหนเกินห้าพัน ซื้อเท่ากับขั้นต่ำครับ
เวลาดูผลงานก็ดู % Gain/Loss เอา
January 14th, 2010 at 4:23 am
[...] This post was mentioned on Twitter by ake117, Narin O.. Narin O. said: 0254: Mutual Fund Watchdog #2: http://wp.me/p1Oll-15V [...]
January 14th, 2010 at 1:46 pm
เรียน คุณนรินทร์ ที่นับถือ
ผมขออนุญาตขอความรู้เรื่องการจัดพิมพ์หนังสือจำหน่ายด้วยตนเองหน่อยครับ ผมขออภัยที่ต้องมาเขียนเป็น comment ใน topic นี้ ผมพยายามจะหา personal email ของคุณนรินทร์ที่ dekisugi.net แต่ไม่พบ …ถ้าคุณนรินทร์เห็นว่าไม่เหมาะสมประการใด ก็ลบออกได้ครับ (และผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ต้องเสียเวลา)
คือ..ผมเป็นแฟนประจำ ได้ซื้อหนังสือของคุณนรินทร์หลายเล่ม และ ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณนรินทร์ใน Section จุดประกาย เมื่อไม่นานมานี้ เลยเกิดแรงบันดาลใจ ผมเลยได้ลงมือเขียนหนังสือจนเสร็จได้มา 1 เล่ม (ไม่เกี่ยวกับ economics, stocks, finance ครับ
แต่เป็นหนังสือให้ความรู้เพื่อที่จะใช้ในชีวิตการงานประจำวันได้ทั่วไป เขียนให้อ่านสนุก ผมมั่นใจพอควรว่าน่าจะไปได้ (ให้เพื่อนฝูงพีน้องกัน review ดูแล้ว)
ผมต้องการลงทุนพิมพ์เอง แต่ไม่ทราบว่าจะจัดจำหน่ายได้อย่างไร
1. ผมลองโทรคุยกับ SE-ED, และศุนย์หนังสือจุฬาแล้ว แต่ได้ standard answer มา..คือ เขาจะชัก 40% จากราคาปก แต่ผมไม่มีหลักเกณฑ์จะตัดสินใจได้เลยว่าอะไรดีกว่าอะไร เพราะถ้าส่งSE-ED แล้ว SE-ED ก็ส่งศุนย์หนังสือจุฬาด้วย หรือถ้าส่งศุนย์หนังสือจุฬา ศุนย์หนังสือจุฬาก็ส่ง SE-ED ต่อด้วย ไม่รูว่าต่างกันอย่างไร
2. มีวิธีที่เราจะเก็บดอกผล จากการลงมือลงแรงของเราให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้นมั้ยครับ หรือว่า 40% มันเป็นกฎทอง (industry standard rule)
3. ผมสังเกตเห็นว่า หนังสือของคุณนรินทร์ขายผ่านทาง B2S มาก แต่ B2S ไม่ได้เป็นผู้จัดจำหน่ายนี่ครับ แล้วมันจะมีผลทำให้หนังสือกระจายออกไปได้ช้าหรือไม่ทั่วถึงหรือเปล่าครับ
4. ทาง SE-ED มีร้านจำหน่ายเยอะก็จริง แต่เขามีหนังสือที่ต้องจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก หนังสือของเราก็ไม่มี preference เหนือกว่าเล่มใดใช่ไหมครับ เหมือนเค้ามีลูกหลายคนต้องดูแล ก็ไม่มีเวลาสนใจใครเป็นพิเศษ
5. มี industry secret อะไรอย่างอื่นหรือปล่าวครับ ที่พวกมือใหม่ไม่รู้
ขอบคุณที่สละเวลาอ่านนะครับ
-taweesak opasvorarat
January 14th, 2010 at 2:41 pm
เรื่อง retailer margin มหาโหดนั้นเป็นเรื่องที่สำนักพิมพ์ทุกเจ้าโดนเหมือนกันหมดครับ ฉะนั้นจึงอยู่ที่ว่าใครจะทำยอดขายได้มากกว่าต้นทุนค่าพิมพ์หักค่าใช้จ่าย
ช่องทางที่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้นมีครับ แต่จะแลกมาด้วยยอดขายที่น้อยลงมาก ส่วนใหญ่แล้วไม่คุ้มครับ ยังไงร้านหนังสือแบบมีสาขาก็เป็นช่องทางที่สร้างยอดขายได้มากที่สุด
สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่เลือกที่จะส่งร้านหนังสือทุกเครือเพื่อทำยอดขายให้มากที่สุดนะครับ ของผมเป็นกรณีที่แปลกหน่อย เพราะผมใช้วิธีเลือกช่องทางที่ใหญ่พอสมควรแต่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อประหยัดสต็อคและค่าขนส่ง และเหตุผลอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเขาทำแบบนี้กันนะครับ
B2S ไม่รับจัดจำหน่าย เป็นแค่ร้านหนังสืออย่างเดียว ผมจัดจำหน่ายไปที่ B2S เอง
หนังสือใหม่ที่เข้าร้านหนังสือแต่ละวันมีจำนวนมหาศาล ร้านหนังสือจึงจำเป็นต้องเลือกครับ หนังสือที่มีการโฆษณาทีวี หรือนักเขียนเป็นคนดัง จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากร้านหนังสือมากกว่าหนังสือของคนเขียนที่โนเนมทั่วไปๆ ครับ
January 14th, 2010 at 7:23 pm
ขอบคุณหลายๆครับ
January 20th, 2010 at 10:34 am
good idea to watch back to each fund performance kab.
January 20th, 2010 at 2:02 pm
ขออนุญาตให้ข้อมูลด้วย เผื่อจะช่วยนะครับ
เห็นหนังสือของคุณสมคิด ลวางกูร เล่มนึง
เล่าเกี่ยวกับการทำหนังสือ โดยเฉพาะการขายหนังสือในงานหนังสือ (ทำยังไงให้ขายดี)
ลองไปหาอ่านดูนะครับ
(แต่ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้)
February 2nd, 2010 at 3:29 pm
พี่นรินทร์ครับ ทำไม เอา tmb50 มาเป็นตัวหลักในการเทียบกับกองทุนอื่นๆๆ ครับ สงสัย………
February 2nd, 2010 at 4:36 pm
tmb50 เป็น index fund คือ ใช้หุ่นยนต์ซื้อ ไม่ใช้สมอง
ถ้ากองทุนไหนแพ้ tmb50 แปลว่า?
March 15th, 2010 at 6:12 pm
น่าสนใจค่ะ จะติดตามนะคะ
ถ้าจะเริ่มซื้อกองทุนตอนนี้เลยจะดีไหมคะ หรือจะต้องรอหน่อย มีอะไรเป็นตัวช่วยพิจารณา ความเหมาะสมว่าสมควรจะเริ่มซื้อรึยังคะ
อืม…มีคำถามค่ะ สนใจจะซื้อTMB SET50 แบบทะยอยซื้อ เนื่องจากเป็นมนุษย์เงินเดือนน่ะค่ะ แต่จะถือยาวไปเลยเรียกว่าเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณน่ะคะ (ตามที่คุณแนะนำไว้ในหนังสือของคุณ -ที่รวมมาจากคอลัมน์ในกรุงเทพธุรกิจน่ะค่ะ อ่านแล้วคิด มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำ
ขอคำแนะนำด้วยค่ะ
March 15th, 2010 at 8:26 pm
ถ้าเป็นลักษณะทยอยซื้อ เริ่มเมื่อไรก็ได้ครับ ไม่ต้องรอ ยังๆ เราก็ได้ต้นทุนเฉลี่ยอยู่แล้ว
ซื้อแล้วท่องเอาไว้ ผันผวนขนาดไหนก็ไม่ขาย รอขายตอนเกษียณเท่านั้น
March 15th, 2010 at 10:36 pm
ขอบคุณมากนะคะ สำหรับคำแนะนำ
มีอีกคำถามนึงค่ะว่าถ้ากรณีคนที่มีเงินเก็บเป็นก้อนอยู่บ้าง อย่างเช่นสัก แสน สองแสน จะเอามาซื้อก่อน แล้วเค้าก็ค่อยๆ ทะยอยซื้อไปเรื่อยๆ เหมือนกัน กรณีนี้เวลาจะเริ่มซื้อ TMB SET50 เค้าต้องพิจารณาหรือดูจากจุดไหนรึเปล่าคะว่าสมควรจะเริ่มซื้อแล้ว หรือว่าก็สามารถซื้อได้เลยเหมือนกันคะ?
August 7th, 2010 at 3:25 pm
[...] Mutual Fund Watchdog ที่เคยทำไว้ [...]