ระบบขนส่งมวลชนเป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย เหตุเพราะรถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์ เมื่อรถติดมากๆ ทุกคนอยากไปได้เร็วกว่าจึงจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว เมื่อทุกคนเห็นแก่ตัวมีรถส่วนตัวกันหมด รถก็ยิ่งมากขึ้นทำให้การจราจรยิ่งติดขัดมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าหากทุกคนพร้อมใจกับหันมาใช้รถเมล์ รถบนถนนจะหายไปกว่า 80% รถก็จะไม่ติดไปเอง ไม่จำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่มเลย
บางคนคิดว่าปัญหาทำนองนี้ต้องแก้ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึก คือ รณรงค์ให้คนเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วยการหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนกันให้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้คิดที่จะแก้ Reward System ยังปล่อยให้รถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์อยู่เหมือนเดิม แบบนี้ก็เหมือนกับปากเราชื่นชมคนที่ขึ้นรถเมล์ แต่มือเรายังเอาแส้เฆี่ยนพวกเขาอยู่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นกันแทบทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้าง แต่บ้านเราดูเหมือนจะเป็นมากที่สุด ประมาณว่าจับคนขึ้นรถเมล์มาทรมานราวกับค่ายกักกันนาซี คือพวกมันอยากขึ้นรถเมล์กันดีนัก ให้พวกมันยืนรอรถให้นานๆ ตากแดด ตากลม สูดควันพิษสักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วค่อยจับพวกมันอัดก๊อบปี๊เป็นปลากระป่องอยู่บนรถที่ขับแบบอันตรายที่สุดเท่าที่จะอันตรายได้ พยายามทำให้พวกมันน่าสงสารที่สุด คือปิดทองหลังพระแล้วยังโดนทรมานอีก พวกมันจะได้ได้บุญมากขึ้นเป็นสองเท่าไง ดูซิจะยังกล้าขึ้นรถเมล์กันอีกมั้ย
เรื่องรถเมล์บริการสุดห่วยนี่ผมยังพอรับได้ เพราะแน่นอนของราคาถูกมันก็ต้องห่วยเป็นธรรมดา แต่ Bad Reward System ที่ผมว่าเลวร้ายที่สุดคือ การให้รถเมล์วิ่งได้แค่เลนเดียว ในขณะที่รถส่วนตัวให้วิ่งกันไปเลยสี่เลน รถส่วนตัวจะได้ไปได้เร็วๆ แถมเวลารถเมล์ออกมาวิ่งนอกบัสเลน ยังโดนสาปแช่งอีก (ในขณะที่รถส่วนตัวเข้าไปวิ่งในบัสเลนสังคมไม่ว่าอะไร) ระบบแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะถนนเป็นของทุกคนเท่ากัน ไม่เกี่ยวกับราคาถูกหรือแพง ดังนั้นรถเมล์ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนควรจะได้พื้นที่ถนนไปมากกว่ารถส่วนตัวจึงจะถูก สังเกตว่า Bad Reward System เมื่อใช้ไปนานๆ แล้ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัว ทำให้ยินดีไปกับระบอบที่ผิดด้วย ทุกวันนี้ ถือกันว่าถนนเป็นของคนใช้รถส่วนตัว รถเมล์เป็นแค่ผู้มาขออาศัยเท่านั้น เป็น Reward System แบบกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว
ในที่สุดก็มีรัฐบาลของประเทศหนึ่งที่กล้าออกมาปฏิรูป Reward System นี้เสียใหม่นั้นคือ ประเทศเกาหลีใต้ เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วของเกาหลีใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้การจราจรในกรุงโซลติดมากขึ้น (มากกว่ากรุงเทพ) รถเมล์ในโซลห่วยและไปได้ช้าทำให้ไม่มีใครอยากใช้ ผู้โดยสารลดลง ค่าโดยสารก็เลยยิ่งแพงขึ้น ยิ่งไม่น่าใช้เข้าไปใหญ่ รัฐบาลก็เลยออกนโยบายปฏิรูปรถเมล์ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนระบบจราจรใหม่โดยให้ตีเส้นสีแดงเพื่อให้รถเมล์ได้วิ่งเลนนอกสุดแทนเพื่อให้รถเมล์ไปได้เร็วที่สุด (ตลอดจนเปลี่ยนรถใหม่ให้น่าใช้ มีบัตรจ่ายเงินแบบ universal มีระบบจัดการจราจรอิเล็กทรอนิกส์) ช่วงแรกๆ นโยบายนี้ได้รับการด่าทออย่างรุนแรงจากผู้ใช้รถส่วนตัวอยู่ว่าทำให้รถติดมากขึ้น แต่หลังจากนั้น คนส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนมาใช้รถเมล์แทนในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเย็นวันศุกร์ เพราะจะไปได้เร็วกว่า คนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น การจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนในกรุงโซลก็เริ่มเบาบางลง ตอนนี้ชาวกรุงโซลเริ่มเคยชินกับบัสเลนที่อยู่เลนนอกสุดแล้ว และมีความสุขที่การจราจรติดขัดน้อยลงด้วย
เห็นมั้ยครับ Bad Reward System แก้ได้ ถ้ายอมโดนด่าหน่อยและกล้าเอาจริง สุดท้ายแล้ววิน-วินกันทุกฝ่าย นักการเมืองก็ได้หน้าด้วย
http://www.youtube.com/watch?v=povmIqmJlbQ



แหม หายไปนาน กลับมาทียาวเลย เหอๆ
สร้างถนนดีกว่า จะไปสร้างระบบรางทำไม กินกันยาก เดี่ยวรถออกมาเยอะแล้วไม่มีพื้นที่วิ่ง เอาเงินไปจ่ายค่าเวรคืนค่าสร้างถนนดีแล้ว ฮาฮา ตอนนี้บริเวณสถานนี BRT ต่างๆกำลังทุบถนนดีๆทิ้ง รื้อเทปูนใหม่อีกแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรกัน ป้ายก็ไม่มีอะไรบอก
เมื่อไหร่ รัฐไทยจะเลิกนโยบาย ทุบของดีๆทิ้งแล้วทำของใหม่ห่วยแทนได้สักที
ไม่มีโครงการที่ล้างผลาญภาษีที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง ถ้าใครนึกไม่ออกก็เช่น
ทุบทางเท้าเดิมดีๆทิ้ง ทำใหม่ ทำก็ไม่ได้ดีกว่าเดิม
ทุบขอบทางเดิมดีๆทิ้ง ทำใหม่ แบบห่วยๆ เห็นแบบใหม่ด้วยคือทุบของเก่าทิ้งเฉพาะขอบๆ จะได้ประหยัดปูนใหม่ด้วย สุดยอด
ถนนใหม่ๆดีๆ ท่อระบายน้ำดีๆ ก็ขุดให้เลอะ แล้วก็ทำใหม่ได้ห่วยกว่าเก่า
ต้นไม้ข้างทางก็ รวมตามสวนต่างๆไปด้วยก็ได้ ก็ปลูกใหม่ได้ทุกปี ปลูกกันเข้าไป
ป้ายสำนักงาน ทุบๆทำใหม่ ตามสมัยนิยม
เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน แต่งห้องทำงาน พอคนของรัฐที่อายุเยอะหน่อย แก่ๆใกล้เกษียณคนใหม่ โง่ๆเหมือนคนเก่า ย้ายๆมาก็ทำใหม่กันทุกปี
นี่แค่ตัวอย่าง ของดีๆ สร้างห้องสมุดมีหนังสือดีๆ สร้างพิพิธภัณฑ์เจ๋งๆ สร้างระบบรางไว้ขนส่งดีๆ จะได้ไม่ต้องมีรถบุคคลกันเยอะนะมีมั้ย อย่างอื่นๆดีๆก็มีอีกเพียบนะ คิดได้มั้ย ไปดูงานเมืองนอกเมืองนากันทุกปี ได้แต่ shopping คิดสร้างสิ่งดีๆนะ จิตสำนึก สร้าง integrity นะ รัฐไทยทำเป็นหรือเปล่า ปลูกฝังให้ชาวบ้านชาวเมืองได้มั้ย
ผู้ปกครองรัฐไทยทุกระดับ คิดโครงการดีๆก็ไม่เป็นหรือไงก็ไม่รู้ หรือมีช่องให้โกงยากก็ไม่ใช่เพราะ คนของรัฐไทยเท่าที่สัมผัสมา …เนีย โกงกินได้ทุกโครงการทุกระดับ เก่งแต่เปลี่ยนข้อสอบ เปลี่ยนวิธีเข้ามหาวิทยาลัย จบมาเยอะๆเลย ป.ตรีทางสังคมศาสตร์ทั้งหลายนะ มนุษย์ศาสตร์ รัฐศาสตร์ อีก ให้จบทั้งประเทศไปเลย จบตรีมาเห็นก็มาเป็นสาวหนุ่มโรงงานเหมือนเดิม จะจบมาเยอะๆทำไม
หมอ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์ วิศวะ สถาปนิก นักคิดนักเขียน ศิลปิน ศิลปะ นักเกษตรศาสตร์ ไม่ต้องสร้างมาเยอะหรอก..คนประเทศนี่ไม่ต้องการ..พวกจบนิติก็ไม่จำเป็น…เพราะประท้วง เผาบ้านเผาเมืองดีกว่า
พาออกนอกประเด็นไปเยอะแล้ว ไปดีกว่า ..ฮาฮา ข้าพเจ้าเอง
good statement kab ^^
ให้รถเมล์ทุกคนเรียนวิธีการขับรถจากสายแปดครับ รับรองเร็วแน่ 555+ ล้อเล่นน่ะครับ
ผมว่าทั้งเรื่องข้ามทางม้าลายแล้วอันตราย, เรื่องรถยนต์มาวิ่งใน Bus lane ฯลฯ ทุกเรื่องติดอยู่ที่ปัญหาความเข้มงวดของการบังคับใช้กฏหมาย ซึ่งสุดท้ายก็ไปจบตรงเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฏหมายอยู่ดีครับ เหอๆๆๆ
ปล. ผมว่าประเทศนี้อย่าไปหวังให้มันพัฒนาทางวัตถุเทียบเทียมชาวบ้านเลยครับ เราเลิกยุ่งกับความเจริญทางโลกหันไปพัฒนาความเจริญทางธรรมดีกว่า เรามีคุรุด้านนี้เยอะมาก เยอะที่สุดในโลกแล้วด้วยซ้ำมั้งผมว่า
ระบบนี้ต่างจาก BRT ยังไง
ถ้าเหมือนกัน ทำอย่า เกาหลีน่าจะถูกกว่าเยอะ
ถ้ารถเมล์ในกทม.วิ่งเร็วขึ้น
รถเมล์จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ารถส่วนตัว
และจะทำให้แท๊กซี่สูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างมากเพราะเป็นทางเลือกที่ด้อยกว่า
ระยะยาวถนนหลวงอาจมีแต่รถเมล์
ในซอยเล็กๆอาจมีแต่ จยย.รับจ้างครับ
ขอบคุณพี่โจ๊กสำหรับบทความดีๆครับ
อยากได้บ้างงงงง
ชอบรถเมล์ของเกาหลีอย่างนึงค่ะ ตรงที่มีเสียงบอกอยู่ตลอดว่า ป้ายนี้คืออะไร ป้ายหน้าคืออะไร
อยากให้บ้านเรามีแบบนี้บ้าง ไม่รู้ว่ามีรียัง
ไม่เข้าใจ prisoner dilemma ครับ
ใช่เกี่ยวกับเรื่องการไม่ยอมเสียเปรียบหรือเปล่าครับ
เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ
ที่สำคัญต้องหมั่นปฏิบัติ
ทำซ้ำ ทำซ้ำ ๆๆๆๆ และจะเป็นไปเองในที่สุด
การใช้วิธี ให้ขนม หรือเอาไม้ตีมือ บ่อยๆเข้า
กลายเป็นว่า เราจะจัดการคนให้เหมือนสัตว์ไปน่ะครับ
บ้านเราให้ข้ามทางม้าลายไปขึ้นรถเมล ผมไม่เอาเด็ดขาด ความเสี่ยงในการข้ามทางม้าลายบ้านเรามากจนไม่คุ้ม