0263: Thailand Labor Market

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือ เป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 2% เกือบจะตลอดเวลา ขนาดปีที่แล้วมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังเป็นแบบนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ค่อยจะเหมือนกับเศรษฐกิจในตำราเรียน ที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นและลดลงไปตามวัฏจักรเท่าไรนัก

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment Rate) ของประเทศไทยอยู่ที่เท่าไร  แต่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เช่นนี้คงมีโอกาสผิดน้อยมาก ถ้าจะฟันธงว่า เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ

บางคนอาจโต้แย้งว่า อัตราว่างงานเป็นสถิติที่เก็บข้อมูลได้ไม่ค่อยดี หรือเป็นเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ แต่จากการสัมผัสจากชีวิตจริงก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลข ผมแทบไม่พบ blue-collar ปกติ ที่อยากได้งานทำ แต่หาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ตาม และที่เราบ่นกันว่า คนงานสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยทน ผมก็เชื่อด้วยว่า ไม่ใช่เพราะคนงานสมัยนี้ เหยียบขึ้ไก่ไม่ฝ่อเท่ากับคนงานสมัยก่อน แต่เป็นเพราะคนงานสมัยนี้มีทางเลือกมาก ทุกวันนี้งานอย่าง คนใช้ตามบ้าน ลูกเรือประมง จับกัง ฯลฯ หาคนไทยทำไม่ได้เลย พวกเขาสามารถหางานทำในเซเว่น ในนิคม หรือแม้แต่เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เมื่อไรก็ได้ จะไปทำงานพวกนั้นทำไม ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การว่างงาน แต่เป็นขาดแคลนแรงงานบางประเภทอย่างรุนแรง 

ประเทศไทยเริ่มตกอยู่ในภาวะแรงงานขาดแคลนเช่นนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 ที่เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก การส่งออกช่วยทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ได้ เพราะเป็นความต้องการที่มาจากภายนอกนั่นเอง

ถ้าอยากเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงจุด optimal ประเทศไทยควรใช้นโยบายเปิดรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าปิด เพราะคนงานที่เข้ามาไม่ได้มาแย่งงานคนไทยทำ แต่เข้ามาทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำ เราจึงได้ประโยชน์มากกว่าเสีย คล้ายๆ กับที่อาหรับหรือสิงคโปร์เปิดรับคนงานไทย เพราะประเทศเขาร่ำรวยขึ้น ประชากรของเขาจึงไม่ต้องทำงานหนักเองแล้ว แต่จ้างคนต่างด้าวทำ ส่วนที่กลัวว่า อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นนั้น ผมมองว่าบางครั้งอาจกลัวมากเกินไป ทุกวันนี้ มีคนงานพม่าในประเทศไทยหลายล้านคนแล้ว ดังนั้นข่าวอาชญากรรมต่างด้าวที่ปรากฏออกมา ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ถือว่ามากครับ

นอกจากนี้ ตราบใดที่ไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกอยู่ (ซึ่งผมคิดว่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป) Full Employment ก็ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยแบบสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ  แต่เราสามารถให้ priority กับเรื่องอื่นๆ แทนได้ครับ

ที่จริงผมว่า ปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญของไทยไม่ใข้อัตราการจ้างงาน แต่คือ ปัญหาค่าจ้าง ต่างหาก ผมมองว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของคนไทย ต่ำเกินไป คือ งานหาง่ายจริงครับ แต่ว่าเงินเดือนน้อย เงินเดือนคนงาน 7 พันบาท ในกทม.นั้น เป็นอัตราที่ต้องเรียกว่า แค่พอให้มีชีวิตอยู่เพื่อทำงานไปวันๆ ได้เท่านั้น ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเฉพาะ blue-collar เท่านั้น แต่ผมว่าเงินเดือนของ white collar ก็น้อยเกิน

แรงงานขาดแคลนแล้ว Real Wage ต่ำได้ไง ผิดหลักเศรษฐศาสตร์รึเปล่า?

บางคนอาจจะคิดว่าที่คนไทยเงินเดือนน้อยเป็นเพราะพวกนายทุนรวมหัวกันกดค่าแรงเอาไว้ ก็ฟังดูดราม่าดี แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ ทุกวันนี้คนงานไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับค่าจ้างที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่รายได้มันก็ยังน้อยอยู่ดี การแข่งขันของธุรกิจทุกวันนี้ผมว่าสูงมาก ฮั้วกันกดค่าแรงไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ

ถ้าอย่างนั้น แล้วอะไรทำให้เงินเดือนน้อย?

ผมว่ามันเกิดมาจาก ในเวทีโลก ประเทศไทยเน้นยุทธศาสตร์ขายของให้ได้มากๆ ด้วยการอยู่แต่ในธุรกิจที่มูลค่าเพิ่มต่ำ กำไรน้อย การแข่งขันสูง ได้แก่ ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อทุกบริษัทล้วนขายสินค้าที่กำไรน้อยมาก ต่อให้แรงงานขาดแคลนอย่างไร เงินเดือนก็ไม่ขึ้น เพราะไม่มีบริษัทไหนสามารถ outbid บริษัทอื่นในตลาดแรงงานได้ (ไม่รู้จะเอากำไรเยอะๆ จากไหนมา outbid) การลดค่าเงินให้อ่อนเกินจริงเพื่อให้ส่งออกได้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ real wage ต่ำ เพราะทำให้ต้องซื้อสินค้านำเข้ามาใช้แพงๆ (น้ำมัน มือถือ ฯลฯ) การที่เงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศสูงขึ้นได้ แต่การว่างงานจะสูงขึ้นด้วย แต่ผมมองว่าเป็นการ trade-off ที่คุ้มค่า เพราะเราขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว คนตกงานเยอะขึ้นนิดหน่อย แต่ความเป็นอยู่สูงขึ้น คุ้มครับ 

ที่จริงแล้ว คนไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมหลายอย่าง แต่เพราะธุรกิจไทยเจาะตลาดเหล่านั้นไม่ได้ คนไทยจึงใช้ศักยภาพที่มีอยู่เหล่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไทยวาดการ์ตูนเก่งเยอะ ถ้าประเทศไทยสามารถเจาะตลาดการ์ตูนได้ เราก็ขายของมูลค่าเพิ่มสูงๆ ได้ (Intellectual Property เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง) แต่ปรากฏว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้แค่รับจ้างญี่ปุ่นวาดการ์ตูนของเขา กำไรจึงน้อยมาก เมื่อกำไรน้อยมาก ค่าแรงก็ต้องน้อยตามไปด้วย จะเห็นได้ว่า คนมีศักยภาพ แต่ประเทศเจาะตลาดที่ใช้ศักยภาพนั้นไม่ได้ ศักยภาพก็สูญเปล่า เปลี่ยนมาเป็นเงินไม่ได้ ฟิลิบปินส์ อินเดีย ผลิตคนไอทีเก่งๆ มาเยอะมาก แต่เจาะตลาดนี้ไม่ได้ คนฟิลิปปินส์และอินเดียจำนวนมากจึงต้องหลั่งไหลไปหางานทำนอกประเทศ  ประเทศไทยก็เริ่มจะเป็นแบบนี้ เราเรียนกันสูงมากขึ้น แต่เงินเดือนน้อยเหมือนเดิม เพราะไม่มีงานที่ตรงกับศักยภาพให้เราทำ มีแต่งานมูลค่าเพิ่มต่ำให้ทำในประเทศ เรียนเยอะแค่ไหน เงินเดือนก็น้อยเหมือนเดิม

ที่จริงประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำให้ได้แล้ว เพราะเรารับจ้างผลิตมาหลายปี จนประเทศที่ล้าหลังกว่าเราเขาตามเรามาทันหมดแล้ว ถ้าเราไม่รีบหาอะไรใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมมาทดแทน เราจะถอยลงเรื่อยๆ ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหามหภาค แต่เป็นปัญหาจุลภาคครับ สมัยก่อนไต้หวันใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นมาจากประเทศทำของปลอมขายให้กลายเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่สุดแล้วพอเขายกระดับได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้รอดตาย เวลานี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรายังคิดง่ายๆ แค่ว่า ต้องลดค่าเงิน ลดดอกเบี้ย แบบนี้ไปเรื่อยๆ ตายแน่

อุปสรรคด้านจุลภาคอีกด้านหนึ่งของไทยผมว่าคล้ายกับๆ อังกฤษในยุคตกอับ คือ เราขาดวัฒนธรรมแบบ Entrepreneurial Spirit คือมีแต่คนอยากเป็นลูกจ้าง ธุรกิจเองก็คิดแต่จะเลียนแบบกัน ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรใหม่ๆ วัฒนธรรมพวกนี้เป็นอุปสรรคในการเจาะตลาดสินค้าใหม่ๆ ให้กับประเทศครับ ยังไม่นับเรื่องที่เราชอบปลูกฝังให้คนไทยเกลียดเงินกันอีก ทัศนคติพวกนี้แหละที่ทำให้ประเทศๆ หนึ่งต้องเป็นประเทศที่ยากจนตลอดไป

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink.

38 Responses to 0263: Thailand Labor Market

  1. แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก says:

    ถ้าวันหนึ่งคนที่เลี้ยงดูผมมาเป็นอัมพาต ผมก็ต้องดูแลเขาเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยเลี้ยงผม แต่ถ้าเขาเอาปืนไปยิงใคร แล้วตำรวจมาจับเขา ผมจะไปทำอะไรได้ ห้ามตำรวจจับเพราะนี่พ่อกู งั้นหรือ?

    บ้านเรามันวุ่นวายไม่จบ เพราะเราไม่ยึดหลัก ยึดแต่ว่าคนบางคนเป็นผู้รู้ผู้ถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว ถ้าไม่เลิกตรงนี้ ไม่มีวันจบ

    ปล.เห็นด้วยกับเสี่ยโจ๊ก ทักษิณลุแก่อำนาจคล้ายๆจอมพลแปลก ทำให้ภัยมาถึงตัวเขา

  2. Chanus says:

    ความเห็นทุกอันในกระทู้นี้สุดยอดมาก ชอบครับ
    ผมอยากเห็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา แถวผ่านฟ้า
    มากกว่าการด่า รัฐบาล ทำได้แค่สะใจผู้ชุมนุมเท่านั้น
    ไม่ได้ประโยชน์
    แต่ดีใจที่ชุมนุม ได้เรียบร้อยดี

  3. Dekisugi says:

    ข่าวอัปมงคลเมื่อปีที่แล้วกับตลาดหุ้นบ่งบอกอะไรได้หลายอย่างครับ

    แต่คิดว่า เรื่องสื่อนี้เป็นกันทุกชาติ อย่างอเมริกันที่สนับสนุนให้บุชบุกอิรัก แรกๆ ก็ไม่รู้สึกว่าจำเป็น แต่พอโดนบุชกรอกหูทุกวัน ก็รู้สึกไปเองว่าการรุกรานประเทศอื่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

    วิธีการของบุชคือป้ายสีทุกวัน ตอนแรกก็บอกว่าต้องแก้แค้น 9/11 ซึ่งก็แปลก เพราะบิลาเดนอยู่อัฟกานิสถานมิใช่เหรอ มันเกี่ยวกับอิรักยังไง แต่ก็สามารถเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ แขกๆ เหมือนกัน อะไรทำนองนี้ ต่อมาก็คิดคำว่า “อักษะแห่งความชั่วร้าย” ขึ้นมา ว่าอิรักเป็นความชั่ว ต่อมาก็ใช้วิธีประณามคนที่ต่อต้านสงครามว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ต่อมาก็กุเรื่องขึ้นมาว่าอิรักมี Weapons of Mass Destruction คนอเมริกันฟังบุชป้ายสีทุกวันๆๆ ก็รู้สึกคล้อยตามไปได้เอง

    ดังนั้น การฟังความข้างเดียวนี้อันตรายมาก เราเป็นปุถุชน ถ้ามีคนมาพูดกรอกหูเราทุกวัน ยังไงๆ เราก็ต้องคล้อยตาม เห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้เลยครับ

  4. onemoretry says:

    ขอถามนอกเรื่องหน่อย มีคนบอกว่า จริงๆ แล้วคนกรุงเทพนี่หลอกง่าย แค่ใช้สื่อกรอกหูทุกวัน ตามด้วย fwd mail ก็เชื่อสนิทแล้ว ใครคุมสื่อได้ ก็เป็นผู้คุมเกม คุณนรินทร์คิดว่ายังไง

  5. other side says:

    ตอบคุณสามก๊ก

    ถ้าวันนี้คนที่เคยเลี้ยงดูคุณมา เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต คุณคงเชิญเขาไปอยู่ปรโลก เพราะมิได้ช่วยทำมาหากินเลย เป็นแต่ภาระให้เลี้ยงดู

    โลกคงน่าอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีแต่สิ่งที่สวยงามเท่านั้น

  6. Dekisugi says:

    good summary ครับ

    การเมืองเพียงเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางประโยชน์ แต่มักถูกทำให้เป็นเรื่องของความดีเอาชนะความชั่ว

  7. onemoretry says:

    ต้นเหตุของปัญหาในบ้านเมืองเราขณะนี้ก็เพราะ คนทำชั่วฝ่ายหนึ่งคิดว่าตัวเองดีกว่าคนทำชั่วฝ่ายตรงข้าม

    เพลงของเฉลียงที่บอกว่า “คนดีติดที่เขาเอาใจใคร” นั้นเป็นเรื่องจริง

  8. แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก says:

    คนทุกคนล้วนเคยทำทั้งความดีและความชั่ว การทำความดีไม่ได้แปลว่าทำให้มีสิทธิ์ในการทำชั่ว ดีก็ส่วนดี ชั่วก็ส่วนชั่ว หากจะเรียกร้องให้ตอบแทนส่วนที่ดี ก็ต้องเรียกร้องให้ตอบแทนส่วนที่ชั่วด้วยจึงจะสมเหตุสมผล หากเราเชื่อว่าใครทำแต่ดีไม่มีชั่ว นั่นเรียกว่า “เทพนิยาย”

    การจะให้ประเทศนี้เดินไปทางไหนนั้น จึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าสัญลักษณ์ของฝ่ายไหนทำความดีมามากกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าในวันนี้ ใครทำประโยชน์ให้กับประเทศนี้ได้มากที่สุด

    เหมาเจ๋อตงเคยทำดีมากมาย ปลดแอกคนจีนจากระบอบขุนศึก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาทำถูกที่ชักใยอยู่เบื้องหลังการทำลายล้างเข่นฆ่าคนคิดต่างแล้วเรียกมันว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ประเทศจีนฉิบหายไปมากมายในยุคนั้น ก็เพราะคนที่อยากตอบแทนเหมานี่แหล่ะ

  9. onemoretry says:

    โชคดีที่ศรัทธาของเราที่มีต่อคนใดคนหนึ่งไม่ได้ผูกอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าเขามีความเห็นตรงกับเราในทุกๆ เรื่องหรือไม่

    มิฉะนั้นเราคงได้ข้อหาอกตัญญูต่อบุพการีฝ่ายหนึ่งเป็นแน่ เพราะบุพการีทั้งสองของเราเลือกกันคนละข้าง

  10. Dekisugi says:

    ปัญหาของประเทศนี้ที่ผมมองเห็นคือ มันเป็นประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคเป็นฝ่ายขวาทั้งหมด

    เพราะที่ผ่านมาพอประเทศไทยจะมีพรรคฝ่ายซ้ายทีไร พวกฝ่ายขวาจะออกมาจำกัดด้วยวิธีการที่สกปรกทุกที คือยัดข้อหาไม่จงรักภักดี และข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนายปรีดี และนักศึกษาเดือนตุลาล้วนเป็นเหยื่อของฝ่ายขวาทั้งนั้น

    ผมมองว่าฝ่ายขวาบ้านเราใจแคบกว่าประเทศอื่น ต้องพูดอย่างนั้นเลย เพราะฝ่ายขวาบ้านเราไม่มองว่าฝ่ายซ้ายเป็นความเห็นต่าง แต่เป็นความชั่ว ในขณะที่ฝ่ายขวาของประเทศอื่นเขาก็เกลียดฝ่ายซ้ายเหมือนกัน แต่เขาก็ยังยอมทนให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในประเทศได้

    ประเทศต้องมีพรรคการเมืองทั้งสองฝ่าย เพื่อให้คนทั้งสองฝ่ายได้มีปากมีเสียง (Republican vs. Democrat) (Conservative vs. Labor) แต่บ้านเราเหมือนว่าคนรากหญ้ามีหน้าที่แค่ใช้แรงงานไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีสิทธิทางการเมืองก็ได้

    ผมมองว่า ณ วันนี้ ประเทศไทยต้องมุ่งไปสู่การเป็นประเทศที่มีพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ไม่ใช่ช่วยกันรักษาให้ฝ่ายขวาได้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองเช่นนี้ตลอดไป

    โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบทักษิณ เพราะผมมองว่า ทักษิณก็เหมือนกับ ป.ที่เป็นคนลุแก่อำนาจ แต่ก็เพราะ บ้านเราไม่ได้ให้สิทธิทางการเมือง ที่เพียงพอกับฝ่ายซ้ายนั่นแหละ ที่ทำให้คนรากหญ้ารักทักษิณ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นว่าจะมีพรรคการเมืองไหนที่เข้าข้างพวกเขามาก่อน

    ผมเชื่อด้วยว่า ถ้าบ้านเราใจกว้าง ยอมให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ประเทศจะไม่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ตรงกันข้าม จะมีแรงกดดันให้ชนชั้นปกครองเร่งให้การศึกษาแก่คนฝ่ายซ้ายเพื่อดึงคนรากหญ้ามาเป็นพวก ประเทศจะเดินไปทางที่ดีขึ้น ทุกวันนี้ฝ่ายขวาไม่ได้พยายามอย่างจริงใจ ที่จะพัฒนาคนรากหญ้า เพราะเขารู้ว่าพวกเขาสามารถกดคนรากหญ้าไว้ได้ด้วยวิธีการนอกระบบเมื่อไรก็ได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>