ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือ เป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 2% เกือบจะตลอดเวลา ขนาดปีที่แล้วมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังเป็นแบบนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ค่อยจะเหมือนกับเศรษฐกิจในตำราเรียน ที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นและลดลงไปตามวัฏจักรเท่าไรนัก
ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment Rate) ของประเทศไทยอยู่ที่เท่าไร แต่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เช่นนี้คงมีโอกาสผิดน้อยมาก ถ้าจะฟันธงว่า เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ
บางคนอาจโต้แย้งว่า อัตราว่างงานเป็นสถิติที่เก็บข้อมูลได้ไม่ค่อยดี หรือเป็นเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ แต่จากการสัมผัสจากชีวิตจริงก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลข ผมแทบไม่พบ blue-collar ปกติ ที่อยากได้งานทำ แต่หาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ตาม และที่เราบ่นกันว่า คนงานสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยทน ผมก็เชื่อด้วยว่า ไม่ใช่เพราะคนงานสมัยนี้ เหยียบขึ้ไก่ไม่ฝ่อเท่ากับคนงานสมัยก่อน แต่เป็นเพราะคนงานสมัยนี้มีทางเลือกมาก ทุกวันนี้งานอย่าง คนใช้ตามบ้าน ลูกเรือประมง จับกัง ฯลฯ หาคนไทยทำไม่ได้เลย พวกเขาสามารถหางานทำในเซเว่น ในนิคม หรือแม้แต่เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เมื่อไรก็ได้ จะไปทำงานพวกนั้นทำไม ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การว่างงาน แต่เป็นขาดแคลนแรงงานบางประเภทอย่างรุนแรง
ประเทศไทยเริ่มตกอยู่ในภาวะแรงงานขาดแคลนเช่นนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 ที่เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก การส่งออกช่วยทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ได้ เพราะเป็นความต้องการที่มาจากภายนอกนั่นเอง
ถ้าอยากเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงจุด optimal ประเทศไทยควรใช้นโยบายเปิดรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าปิด เพราะคนงานที่เข้ามาไม่ได้มาแย่งงานคนไทยทำ แต่เข้ามาทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำ เราจึงได้ประโยชน์มากกว่าเสีย คล้ายๆ กับที่อาหรับหรือสิงคโปร์เปิดรับคนงานไทย เพราะประเทศเขาร่ำรวยขึ้น ประชากรของเขาจึงไม่ต้องทำงานหนักเองแล้ว แต่จ้างคนต่างด้าวทำ ส่วนที่กลัวว่า อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นนั้น ผมมองว่าบางครั้งอาจกลัวมากเกินไป ทุกวันนี้ มีคนงานพม่าในประเทศไทยหลายล้านคนแล้ว ดังนั้นข่าวอาชญากรรมต่างด้าวที่ปรากฏออกมา ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ถือว่ามากครับ
นอกจากนี้ ตราบใดที่ไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกอยู่ (ซึ่งผมคิดว่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป) Full Employment ก็ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยแบบสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ แต่เราสามารถให้ priority กับเรื่องอื่นๆ แทนได้ครับ
ที่จริงผมว่า ปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญของไทยไม่ใข้อัตราการจ้างงาน แต่คือ ปัญหาค่าจ้าง ต่างหาก ผมมองว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของคนไทย ต่ำเกินไป คือ งานหาง่ายจริงครับ แต่ว่าเงินเดือนน้อย เงินเดือนคนงาน 7 พันบาท ในกทม.นั้น เป็นอัตราที่ต้องเรียกว่า แค่พอให้มีชีวิตอยู่เพื่อทำงานไปวันๆ ได้เท่านั้น ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเฉพาะ blue-collar เท่านั้น แต่ผมว่าเงินเดือนของ white collar ก็น้อยเกิน
แรงงานขาดแคลนแล้ว Real Wage ต่ำได้ไง ผิดหลักเศรษฐศาสตร์รึเปล่า?
บางคนอาจจะคิดว่าที่คนไทยเงินเดือนน้อยเป็นเพราะพวกนายทุนรวมหัวกันกดค่าแรงเอาไว้ ก็ฟังดูดราม่าดี แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ ทุกวันนี้คนงานไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับค่าจ้างที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่รายได้มันก็ยังน้อยอยู่ดี การแข่งขันของธุรกิจทุกวันนี้ผมว่าสูงมาก ฮั้วกันกดค่าแรงไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ
ถ้าอย่างนั้น แล้วอะไรทำให้เงินเดือนน้อย?
ผมว่ามันเกิดมาจาก ในเวทีโลก ประเทศไทยเน้นยุทธศาสตร์ขายของให้ได้มากๆ ด้วยการอยู่แต่ในธุรกิจที่มูลค่าเพิ่มต่ำ กำไรน้อย การแข่งขันสูง ได้แก่ ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อทุกบริษัทล้วนขายสินค้าที่กำไรน้อยมาก ต่อให้แรงงานขาดแคลนอย่างไร เงินเดือนก็ไม่ขึ้น เพราะไม่มีบริษัทไหนสามารถ outbid บริษัทอื่นในตลาดแรงงานได้ (ไม่รู้จะเอากำไรเยอะๆ จากไหนมา outbid) การลดค่าเงินให้อ่อนเกินจริงเพื่อให้ส่งออกได้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ real wage ต่ำ เพราะทำให้ต้องซื้อสินค้านำเข้ามาใช้แพงๆ (น้ำมัน มือถือ ฯลฯ) การที่เงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศสูงขึ้นได้ แต่การว่างงานจะสูงขึ้นด้วย แต่ผมมองว่าเป็นการ trade-off ที่คุ้มค่า เพราะเราขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว คนตกงานเยอะขึ้นนิดหน่อย แต่ความเป็นอยู่สูงขึ้น คุ้มครับ
ที่จริงแล้ว คนไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมหลายอย่าง แต่เพราะธุรกิจไทยเจาะตลาดเหล่านั้นไม่ได้ คนไทยจึงใช้ศักยภาพที่มีอยู่เหล่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไทยวาดการ์ตูนเก่งเยอะ ถ้าประเทศไทยสามารถเจาะตลาดการ์ตูนได้ เราก็ขายของมูลค่าเพิ่มสูงๆ ได้ (Intellectual Property เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง) แต่ปรากฏว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้แค่รับจ้างญี่ปุ่นวาดการ์ตูนของเขา กำไรจึงน้อยมาก เมื่อกำไรน้อยมาก ค่าแรงก็ต้องน้อยตามไปด้วย จะเห็นได้ว่า คนมีศักยภาพ แต่ประเทศเจาะตลาดที่ใช้ศักยภาพนั้นไม่ได้ ศักยภาพก็สูญเปล่า เปลี่ยนมาเป็นเงินไม่ได้ ฟิลิบปินส์ อินเดีย ผลิตคนไอทีเก่งๆ มาเยอะมาก แต่เจาะตลาดนี้ไม่ได้ คนฟิลิปปินส์และอินเดียจำนวนมากจึงต้องหลั่งไหลไปหางานทำนอกประเทศ ประเทศไทยก็เริ่มจะเป็นแบบนี้ เราเรียนกันสูงมากขึ้น แต่เงินเดือนน้อยเหมือนเดิม เพราะไม่มีงานที่ตรงกับศักยภาพให้เราทำ มีแต่งานมูลค่าเพิ่มต่ำให้ทำในประเทศ เรียนเยอะแค่ไหน เงินเดือนก็น้อยเหมือนเดิม
ที่จริงประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำให้ได้แล้ว เพราะเรารับจ้างผลิตมาหลายปี จนประเทศที่ล้าหลังกว่าเราเขาตามเรามาทันหมดแล้ว ถ้าเราไม่รีบหาอะไรใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมมาทดแทน เราจะถอยลงเรื่อยๆ ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหามหภาค แต่เป็นปัญหาจุลภาคครับ สมัยก่อนไต้หวันใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นมาจากประเทศทำของปลอมขายให้กลายเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่สุดแล้วพอเขายกระดับได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้รอดตาย เวลานี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรายังคิดง่ายๆ แค่ว่า ต้องลดค่าเงิน ลดดอกเบี้ย แบบนี้ไปเรื่อยๆ ตายแน่
อุปสรรคด้านจุลภาคอีกด้านหนึ่งของไทยผมว่าคล้ายกับๆ อังกฤษในยุคตกอับ คือ เราขาดวัฒนธรรมแบบ Entrepreneurial Spirit คือมีแต่คนอยากเป็นลูกจ้าง ธุรกิจเองก็คิดแต่จะเลียนแบบกัน ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรใหม่ๆ วัฒนธรรมพวกนี้เป็นอุปสรรคในการเจาะตลาดสินค้าใหม่ๆ ให้กับประเทศครับ ยังไม่นับเรื่องที่เราชอบปลูกฝังให้คนไทยเกลียดเงินกันอีก ทัศนคติพวกนี้แหละที่ทำให้ประเทศๆ หนึ่งต้องเป็นประเทศที่ยากจนตลอดไป

มาคิดอีกทีหนึ่ง รายได้หรือเงินเดือนน้อยอย่างนี้ แล้วมาเก็บภาษีที่มีฐานอยู่บนรายได้หรือรายจ่าย ( ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีน้ำมัน ฯลฯ ) มันก็คงได้ไม่มากเท่าไร และถ้าเก็บเพิ่มก็จะยิ่งซ้ำเติมเงินเดือนที่น้อยๆ อยู่อีก อย่างประเทศที่ค่าจ้างสูงๆ แต่เก็บภาษีพวกนี้แพง ก็ไม่กระเืทือนเท่าไหร่หรือเปล่าครับ
อ่านแล้วโดนเลยครับ อัตราว่างงานต่ำ แต่เงินเดือนก็ไม่สูง แต่ที่ผมเห็นไม่ตรงกันก็เรื่องผู้ประกอบการละครับ เห็นมีเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะด้านศิลปะ ออกแบบ แต่จะแห่ทำตาม me too เหมือนๆ กันไหม อันนี้ ไม่แน่ใจในรายละเอียด
ที่น่าจะเป็นปัญหาอีกอย่างก็คือ แรงงานแบบที่ต้องการ หาไม่ไ้ด้ เพราะต้องการคุณสมบัติืขั้นเทพ แต่ไม่กล้า bid แพงๆ
อันนี้ อินเดีย ปีนี้คาดการเงินเดือนขึ้น 10.6% http://www.livemint.com/2010/03/04174442/India-Inc-may-give-106-salar.html พูดถึงสิงค์โปร์ ได้ยินมาว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำมากๆๆๆ แต่ถ้าเป็นศูนย์กลางธุรกิจแบบนี้ อีกหน่อยคงต้องนำเข้าแรงงานมาอีกแน่
แล้วนี้เข้าข่าย อบรมพนักงานให้เกลียดเงินด้วยหรือเปล่า ( บมจ ในตลาด ) http://www.thaivi.com/webboard/archive.php/o_t__t_17558__start_60__index.html#339162
ขออนุญาตคุณโจ๊ก คุยกับคุณ win
ผมคิดว่าอาจารย์คุณคงพูดไม่หมด หรือคุณอาจจะเล่าไม่หมด
คนที่คุณว่าน่ากลัว ไม่น่ากลัวหรอกครับ ถ้าเขาไม่มีอำนาจ
ที่ในหลวงท่านสอน คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนคนทุกคนให้เป็นคนดีได้
แต่การสนับสนุนให้คนดีมีอำนาจ และป้องกันมิให้คนชั่วมีอำนาจ
มีโอกาสทำได้ง่ายกว่า
แล้ววันนี้ คุณwin คงเรียนจบมานานแล้ว มีเหตุผลในการแยกความดี กับความชั่วอย่างไรครับ
ตอนผมเรียน ป.ตรี ที่จุฬาหลายปีก่อน มีอาจารย์ใกล้จะเกษียณท่านหนึ่ง สอนหน้าห้องว่า “รู้ไหมคนแบบไหนที่น่ากลัวที่สุด” มีนักศึกษาตอบหลายอย่าง เช่น คนปากอย่างใจอย่าง คนชอบแทงข้างหลัง คนไม่มีคุณธรรม ….
แต่อาจารย์ เฉยว่าคนที่น่ากลัวที่สุดคือ คนที่คิดว่าตัวเองดี มีคุณธรรม ทำถูกต้องตามคุณธรรมทุกอย่าง เป็นคนที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาจะตัดสินคนอื่นที่ทำแตกต่าง คิดแตกต่าง ว่าเป็นคนเลว…..
ตอนนั้นนักศึกษาทั้งห้อง งงแตก อาจารย์พูดอะไรหว่า รวมทั้งผมด้วย จนมาทุกวันนี้ผมถึงได้เข้าใจ อาจารย์ท่านสอนให้เปิดรับความเห็นผู้อื่นนั่นเอง แล้วก็อย่าคิดว่าตัวเองดี ถูกเสมอ เราอาจผิดก็ได้
ผมว่าการปลูกฝังให้เป็นคนดี มีคุณธรรม นะดี แต่วิธีการสอนให้เชื่อ ว่าทำอย่างนี้คือคุณธรรม ทำอย่างนี้คือความดี มันผิด จริงๆแล้วควรสอนให้คิดอย่างมีเหตุมีผลว่าทำอย่างนี้ทำไมถึงดี ทำไมถึงมีคุณธรรม
ทำให้คนไทยทุกวันนี้ เชื่อคนง่าย สื่อพูดอะไรก็เชื่อ ไม่มีกระบวนการคิดของตัวเองอย่างมีเหตุผล ทำอะไรตามๆกัน ตามกระแสสังคม
วันก่อนการชุมนุม พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเตรียมส่งอัยการเพื่อออกหมายจับแกนนำกลุ่มเสื้อเหลืองกรณียึดทำเนียบและปิดสนามบิน แต่ได้รับคำสั่งระงับในวินาทีสุดท้าย
กรณี GT 200 นายกอภิสิทธิ์ก็ยังดันทุรังรับรอง (ให้ใช้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง) โดยทำเป็นมองไม่เห็นว่าราคาจัดซื้อของสามหน่วยงานส่อให้เห็นถึงการทุจริตโจ่งแจ้งขนาดไหน (กรมศุลกากรซื้อไม่ถึง 10 เครื่องๆ ละ 400,000 กองทัพซื้อเป็นร้อยเครื่อง ๆ ละ ล้าน)
กรณีจ่าเพียร (แกคงอยากให้ใครๆ เรียกว่าจ่าเพียรตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มากกว่ามาเชิดชูให้เป็นนายพลตอนที่หมดลมหายใจไปแล้ว) ก็มีชื่อมีตัวตนชัดแจ้ง ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดโผโยกย้าย
แค่เรื่องร้อนๆ สามเรื่องนี้ ถ้ารัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนดีทั้งหลายชุดนี้ รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร แล้วจัดการให้ถูกต้อง กลุ่มเสื้อแดงก็จะหมดสิทธิ์อ้างความชอบธรรมในการชุมนุมอย่างสิ้นเชิง
กรณี พล ต อ สมเพียร
ถ้ามองจากมุมของโจรใต้ มันคงจัดเป็นผลงานชิ้นโบแดง เพราะทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศอย่างสาหัส
รัฐบาลก็คงต้องทำดีที่สุดในการดูแลสิ่งที่จ่าเพียรรักที่สุด คือครอบครัวจ่าเพียร รวมทั้งชะล้างความเลวทั้งหลายใน สตช
แต่ช่วงนี้อาจจะลำบาก เพราะต้องไปตามชะล้างเลือดคนซื่อๆจากบ้านนอก ที่คนบ้าไปรีดเขาเอามาเททิ้งเสียก่อน
ส่วนเราในฐานะคนไทย บนแผ่นดินเดียวกับจ่าเพียร เราต้องอย่ายอมให้เรื่องเศร้านี้ มาทำให้เราท้อถอยที่จะทำความดี
และจงทำความดีให้คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ที่แยกไม่ออกว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร
ไหนๆ ก็พูดถึงตำรวจกันแล้ว ขอฟังความเห็นของคุณ Other Side กรณี จ่าเพียร หน่อยได้ไหม ใครบ้างที่มีส่วนร่วมในการเนรคุณครั้งนี้
ถ้าพ่อคุณยิงโจร ตำรวจไม่จับครับ