เคยได้ยินใช่ไหมครับ คำว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”
นั่นเป็นวลีที่อธิบายความหมายของคำว่า ทฤษฏีโกลาหล ([W:Chaos Theory]) ได้ดีที่สุด เวอร์ชั่นเต็มๆ ของมันคือ การที่ผีเสื้อตัวหนึ่งกะพือปีกเบาๆ ที่บราซิลสามารถทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสในเวลาต่อมาได้ ปรากฏการณ์ในธรรมชาติหลายอย่างอาจมี Chaos System ผลักดันอยู่เบื้องหลังโดยที่เราไม่รู้
ลักษณะเฉพาะของ Chaos System คือเป็นระบบที่มีสถานะเริ่มต้น (initial condition) ขึ้นอยู่กับโอกาส แต่สถานะเริ่มต้นกลับส่งผลต่อสถานะต่อๆ มาอย่างมาก ลมเบาๆ ที่เกิดขึ้นจากปีกผีเสื้อเมื่อเจอเข้ากับความแตกต่างของอุณหภูมิที่อยู่ในบริเวณนั้นได้อย่างถูกส่วนพอดี ซึ่งเป็นความบังเอิญล้วน จะก่อให้เกิดลมขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุดกลายเป็นพายุทอร์นาโดได้ ทฤษฏีโกลาหลบางทีก็เลยมีชื่อเล่นอีกชื่อหนึ่งด้วยว่า [W:Butterfly Effect]

Chaos Theory ก็มีผลต่อชีวิตของคนเรามาก ถ้าใครเคยชมภาพยนตร์เรื่อง [W:Sliding Doors] จะเห็นว่า แค่การขึ้นรถไฟไปทำงานตอนเช้าช้าไปหนึ่งเที่ยว ก็สามารถทำให้ชีวิตทั้งหมดที่ตามมา แตกต่างกันได้มากขนาดไหน ตอน ม.ปลาย คุณอาจตัดสินใจเปลี่ยนคณะที่เลือกเรียนจากคำแนะนำสั้นๆ แต่สองสามนาทีของใครบางคน สมมติว่าวันนั้นคุณเกิดท้องเสียไม่ได้ไปโรงเรียน เลยไม่ได้คุยกับคนๆ นั้น ชีวิตที่เหลือทั้งหมดของคุณก็อาจกลายเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลยก็ได้

แต่ผลการทดลองที่แท้จริงปรากฏว่า ในช่วงแรกๆ จำนวนมดที่เลือกขนน้ำตาลจากกองหนึ่งเทียบกับอีกกองหนึ่งจะไหลกลับไปกลับมาเรื่อยๆ อย่างไร้ระเบียบ ([W:Random walk]) แต่เมื่อใดก็ตามที่สัดส่วนของฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมากจนถึงจุดหนึ่ง (จุด critical mass) โดยบังเอิญ (เฝ้ารอต่อไปเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นข้างไหนก่อนเท่านั้น) คราวนี้มดส่วนใหญ่จะเปลี่ยนหันมาขนน้ำตาลจากกองเดียวกันจนหมดอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นเพราะ มดไม่ได้ตัดสินใจจากระยะทางหรือปริมาณน้ำตาลที่เหลืออยู่ในกองเท่านั้น แต่มดตัดสินใจจากการลอกเลียนแบบพฤติกรรมของมดตัวอื่นด้วย
พฤติกรรมที่หน่วยตัดสินใจเล็กๆ ในระบบ ไม่ได้ตัดสินใจโดยเป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่ดูจากพฤติกรรมของหน่วยอื่นๆ ประกอบนี้เองที่เป็นกลไกที่ช่วยขยายผลของ initial condition ให้ลุกลามใหญ่โตกลายเป็นแนวโน้มใหญ่ขึ้นมา นี่อาจเป็นสาเหตุเดียวกันที่ทำให้ตลาดหุ้นในโลกของความเป็นจริงมีลักษณะเป็นฟองสบู่แล้วก็แตกไปเรื่อยๆ แทนที่จะพยายามวิ่งเข้าหามูลค่าที่เหมาะสมของมันตามทฤษฏี

อะไรก็แล้วแต่ที่เป็น Chaos System นั้น ในระยะสั้นมักจะเต็มไปด้วย noise ในขณะที่ ระยะยาวกลับจะมี trends ที่ใหญ่โตมากได้ การพยากรณ์อากาศซึ่งมีลักษณะเป็น Chaos System จึงเป็นเรื่องยาก หรือคนที่เอาตัวเลขทางเศรษฐกิจรายไตรมาสมาพยากรณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงต่อไป จึงมักพบว่าใช้ไม่ได้ผลเช่นกัน เพราะตัวเลขเหล่านั้นมีแต่ “ความสุ่ม” ปะปนอยู่ทั้งนั้นแทบจะบ่งบอกแนวโน้มทางเศรษฐกิจในระยะยาวใดๆ ไม่ได้

ผมเชื่อว่า การที่อะไรหลายอย่างในชีวิตมี Chaos Theory ผลักดันอยู่ข้างหลังนี้เองที่ทำให้คนเราตีคุณค่าของบางสิ่งบางอย่างในชีวิตผิดไปจากความเป็นจริง ที่จริงแล้ว ในโลกนี้อาจมีคนที่เก่งเท่าๆ กับหรือมากกว่าบิลเกตต์อีกหลายคน แต่คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้น้อยกว่าบิลเกตต์มาก เพราะคนเหล่านั้นบังเอิญไม่ได้รับโอกาสที่สำคัญที่สุดบางโอกาสในชีวิตเฉกเช่นเดียวกับบิลเกตต์ (ได้แก่ การที่ไอบีเอ็มเลือก MS-DOS เป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องพีซี) โอกาสที่ยิ่งใหญ่ครั้งนั้นเป็นสะพานที่ช่วยผลักดันให้บิลเกตต์ประสบความสำเร็จในครั้งต่อไปได้ง่ายกว่าคนอื่นเป็นอย่างมาก ถ้าหากให้บิลเกตต์กลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ เขาก็อาจประสบความสำเร็จได้อีกเหมือนกัน แต่ว่าจะไม่มากมายขนาดนี้แล้ว ทุกวันนี้ [W:Paul Allen] co-founder ของบิลเกตต์ ก็ลาออกไปทำธุรกิจอย่างอื่นอีกหลายอย่าง แต่ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีอันไหนเลยที่ประสบความสำเร็จได้มากหรือใกล้เคียงกับไมโครซอฟต์
การตัดสินคุณค่าของสิ่งใดก็ตาม ถ้าหากเราหัดมองให้ลึกซึ้งด้วยว่า Outcome ในระยะสั้นของสิ่งนั้นมีเรื่องของโชคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากหรือเปล่า เราก็จะสามารถตัดสินอะไรได้อย่างเที่ยงธรรมมากขึ้น คนที่ตัดสินอะไรโดยไม่โดน Chance หลอก จะเป็นคนที่มองอะไรได้แม่นยำกว่าคนอื่นด้วยครับ



ตอนดู sliding door จบ คิดวนเวียนอยู่หลายเดือน ว่า จะรู้ได้ไงว่า “กลยุทธ์”จะ optimum ใน”เวลา”ไหน
ชอบมาก เปรียบเทียบและความสามารถในการอธิบายตัวตัวอย่างที่เห็นชัด
Chaos System นั้น ในระยะสั้นมักจะเต็มไปด้วย noise ในขณะที่ ระยะยาวกลับจะมี trends ที่ใหญ่โตมากได้–>Chaos ที่ไม่ Chaos ชอบมากครับบทความbeyond investmentเช่นนี้:D
ชอบบทความนี้มากครับ :yes: :yes: :yes:
แต่จากตัวอย่างระยะทางเท่ากันนะครับ
บทความดีมากครับ เคยดูเรื่อง butterfly effect เลยพอจะนึกภาพออก
good writing kab^^