0265: Poles Apart

Google Chart

(created by Google Chart)

 

บนโลกอันสับสนวุ่นวายทุกวันนี้ ถ้าหากเราจะพยายามมองแนวความคิดต่างๆ โดยใช้ “เสรีภาพทางด้านสังคม” กับ “เสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจ” เข้ามาจับ เราอาจเห็นแนวความคิดใหญ่ๆ สี่ขั้ว

ขั้วดั้งเดิมที่สุดคือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือสมัยก่อนอาจจะเรียกว่าเป็นพวกฝ่ายขวาก็ได้ ในด้านสังคม เน้นให้ยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งจารีต ขนมประเพณี ศาสนา เชื้อชาติ ต่างๆ ในอดีตชนชั้นปกครองซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมักเป็นฝ่ายขวา ทำให้ในด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายขวาสนับสนุนหลักการใดๆ ก็ตามที่เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าภาคแรงงาน เช่น ทุนนิยม เป็นต้น ฝ่ายขวาถ้าตกขอบมากๆ จะกลายเป็นแบบลัทธินาซี นาซี เชื่อว่า อารยันเป็นชาติพันธ์ที่ดีที่สุด (ลัทธิชาตินิยม) ถึงขั้นเหยียดคนชาติอื่น พยายามปกครองและ/หรือกำจัดเผ่าพันธ์อื่นที่เป็น “เชื้อที่ด้อยกว่า” เป็นต้น   

ในสมัยก่อนขั้วที่อยู่ตรงข้ามกับอนุรักษ์นิยมคือ ฝ่ายเสรีนิยม (Liberal) หรือพวกฝ่ายซ้าย ในด้านสังคมเป็นพวกหัวก้าวหน้า ชอบความเปลี่ยนแปลง เน้นเสรีภาพ ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้นเน้นความเท่าเทียมกันเป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทควบคุมปัจเจกชนมากๆ เพื่อช่วยจัดสรรทรัพยากรให้เท่าเทียมกันทุกคน ฝ่ายซ้ายที่สุดโต่งมากๆ ก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง คือให้รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการทุกอย่างแล้วแบ่งผลผลิตให้ทุกคนเท่ากัน ประชาชนไม่ต้องมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ

ในโลกสมัยใหม่ซึ่งไร้พรมแดน แนวคิดเริ่มซับซ้อนหลากหลายมากกว่าเดิม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสื่อมศรัทธาในการพึ่งพากลไกของรัฐฯ แก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะมองว่าภาครัฐฯ จะถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนเสมอ ประชาชนจึงต้องจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเองเพื่อกดดันรัฐบาลให้ผลักดันในสิ่งที่ตนต้องการอีกที หรือเรียกว่า Non-Goverment Organizations หรือ NGOs ในด้านสังคม NGOs ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมด) มีแนวคิดออกไปทางอนุรักษ์นิยม เช่น ต้องรักษาวิถีชีวิตของชาวบ้านให้เหมือนอย่างเดิมตลอดไป แต่ในด้านสังคม NGOs ปฏิเสธทุนเหมือนฝ่ายซ้าย คือต้องการให้รัฐบาลจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ทั้งหมดให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวกดดันมักต้องใช้ทุนด้วย ทำให้ NGOs ส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนเสียเอง ส่วนที่ไม่ยอมรับใช้กลุ่มทุน ก็มักเคลื่อนไหวได้จำกัด

กลุ่มสุดท้ายเป็นพวกฝ่ายซ้ายแบบใหม่ (Neo Liberalism) ที่เริ่มมีฐานะทางสังคมดี มีความรู้ เพราะโลกของเรามั่งคั่งกว่าแต่ก่อนมาก ในด้านสังคมพวกนี้ยังเป็นเสรีนิยมอยู่เหมือนเดิมคือหัวก้าวหน้า ชอบอิสระ ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ในด้านเศรษฐกิจพวกนี้เลิกเชื่อเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอาเงินคนรวยมาแบ่งคนจนไปแล้ว แต่หันมาเชื่อในกลไกการแข่งขันมากกว่าว่าจะช่วยขจัดความยากจนได้ดีกว่า กลุ่มนี้จึงหันมาสนับสนุนการแข่งขันและการค้าเสรี  (Free Market & Free Enterprise) แบบทุนนิยม หรือเรียกว่าเป็น พวกทุนนิยมเสรี นั่นเอง

ปัจจุบันทุนนิยมเสรีเป็นลัทธิที่มีอิทธิพลสูงสุดใน US และ UK และพยายามแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก กระแสการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นอิทธิพลจากแนวคิดนี้ด้วย (ประชาคมคือการกำจัดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ ให้หมดอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือพรมแดนอีกต่อไป) อย่างไรก็ตาม พวกนี้ถูกขั้วอื่นๆ โจมตีว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” เพราะฝ่ายขวาชอบทุนนิยมแต่ต้องเป็นแบบไม่เสรีเท่านั้น ส่วนฝ่ายซ้ายไม่ชอบทุนนิยมอยู่แล้ว ส่วน NGOs นั้นไม่ชอบทั้งสองอย่าง

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , . Bookmark the permalink.

10 Responses to 0265: Poles Apart

  1. Tula says:

    หลังจากได้อ่านบทความของคุณนรินทร์ และบทความเรื่อง “ไพร่-อำมาตย์-เสรีชน” ของ ดร.นิเวศน์ แล้ว ทำให้มองเห็นภาพในสังคมชัดเจนขึ้นมากครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ :)

  2. Fresh Extra says:

    ดูจากตรรกะที่คนกรุงเทพมักจะใช้ตัดสินคนต่างจังหวัด พอจะสรุปได้ว่าไทยเป็นประเทศอนุรักษ์นิยม

    ส่วนผมชอบทุนนิยมเสรีครับ

  3. other side says:

    us & uk คือพวกนิยมระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งเหมาะกับประเทศเขา เมื่อพิจารณาจากผลของมัน
    แต่กับประเทศอื่นๆ ที่พื้นฐานของประชาชนแตกต่างออกไป มันจะเหมาะหรือไม่ คงยากที่จะสรุป
    เพราะประเทศจีน กำลังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบ แต่สร้างความเจริญได้เช่นเดียวกัน

    เรามาดูประเทศไทยดีกว่า พื้นฐานคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ หัวอ่อน ยากจน การศึกษาน้อย ยิ้มง่าย ยอมง่าย ไม่มีวินัย กินเหล้า เล่นหวย ฯลฯ
    ถ้าใช้ระบบทุนนิยมเสรีสุดๆ ไม่น่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดี

    อ๊ะๆ อย่ากล่าวหาระบบการปกครองนะครับ
    เพราะคุณภาพคนภูมิภาคนี้ ทั้ง เขมร ลาว พม่า ก็แนวๆนี้ทั้งนั้น

    สุดท้ายแล้ว เราต้องการอะไร และแค่ไหนถึงจะพอ

    ตอบคำถาม ผมพอใจแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ชอบเสรีนิยม

  4. Dekisugi says:

    น่าทำเป็นเมตริกซ์ให้ทุกคนกากบาทว่าตัวเองอยู่ตรงไหนกันบ้าง :D

    น่าสนุก แต่ทำไงหว่า

  5. terati20 says:

    ผม 60 % free market 40 % liberal

    ตอนนี้เมืองไทยอยู่ตรงไหน น้า…………
    หลังๆ เห็น NGO เริ่มมีฐานอำนาจมากขึ้น
    คอยเเต่จับผิด ไม่คิดเเก้ปัญหาให้เขา

  6. megrim says:

    ผมเป็นกลุ่มฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative)

    ผมเชื่อว่าการสามารถเข้าสู่วงจรการผูกขาดเท่ากับความมั่งคั่ง
    การทำธุรกิจส่วนใหญ่ก็ต้องการการผูกขาดทั้งนั้น
    เพื่อเป็นbarrierในธุรกิจของตนเอง

    ผมไม่เชื่อว่าการค้าเสรีมีจริงๆ และในธุรกิจที่ผูกขาดเห็นๆ
    ก็น่ากลัวน้อยกว่าพวกธุรกิจที่ปากพูดว่าการค้าเสรี แต่ตัวเองแอบผูกขาด

    เพราะธุรกิจที่ผูกขาดเห็นๆ เช่นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เหล้า เบียร์ บุหรี่
    ถึงแย่ยังไงก็สามารถพอควบคุมโดยใช้กฎหมายได้
    หรือใช้การขู่จะเปิดเสรีให้กลัวได้

    แต่พวกที่เปิดเสรีแล้วไม่สามารถทำได้จริงๆ คือยังมีการใช้กำลังภายในเส้นสาย
    น่ากลัวกว่ามาก เพราะกฎหมายแทบจะเอาผิดไม่ได้เลย เช่นพวกการทำสัญญาให้รัฐเสียเปรียบ ประมูลงานอย่างฉ้อฉล การล็อบบี้งาน

    ดังนั้นเมื่อเรากำจัดไม่ได้ ถ้าให้มีโอกาสที่จะผูกขาดง่ายๆอยู่เยอะ
    น่าจะเปิดโอกาสให้เราสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในวงผูกขาดด้วยได้
    เหมือนกินแล้วแบ่งข้ากินด้วย ย่อมดีกว่าให้เอ็งกินคนเดียว

    แต่การเปิดเสรีในการแข่งขันได้สมบูรณ์จริงๆ เป็นเรื่องที่ดี
    ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างจากเรื่องEutopiaที่ไม่มีวันเป็นจริงเช่นกัน

  7. MN says:

    NGO คอมมิวนิสต์กลายพันธุ์

  8. แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก says:

    Conservative นิยมทุน ปฏิเสธเสรีภาพ
    Liberal นิยมเสรีภาพ ปฏิเสธทุน
    NGO ปฏิเสธเสรีภาพ ปฏิเสธทุน
    Neo Liberal นิยมเสรีภาพ นิยมทุน

    เท่าที่ดู ผมว่าที่ลักลั่นที่สุด คือพวก NGOs เพราะเกลียดทุน แต่ต้องใช้ทุนเพื่อต่อต้านทุน (ส่วนมากได้จากต่างชาติเสียด้วย) สำนวนไทยเรียก “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง (จะได้มีแรงไปจับปลาไหล)” ตลกมั้ยล่ะครับทั่น

    ชอบมากครับพี่โจ๊ก

  9. แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก says:

    Love freedom, love individualism, believe in capitalism…

    now I know how to call myself, by theory, i am a “Neo-liberalist”. Thank you!

  10. captainbird says:

    ทุนนิยมสามานย์ได้ยินบ่อยมากครับ
    เหมือนถูกกลุ่มสีเสื้อหนึ่งสาดโคลนใส่มาหลายปีแล้ว
    ผมว่าคนส่วนใหญ่คงเหมารวมไปเลยว่าทุนนิยมคือวัตถุนิยม บูชาเงิน บูชาคนรวย กระตุ้นให้คนโลภมากไม่สนใจความดี ศาสนา
    เขาคงปรารถนาดีต่อสังคม แต่ไม่ยอมรับความจริงที่ว่ามนุษย์มีความโลภเป็นแรงจูงใจหลัก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>