0269: Austrian Economics

แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มหภาคนอกจาก Neo-classicals และ Keynesians ซึ่งเป็นที่อ้างอิงกันมากที่สุดแล้ว ยังมีอีกแนวหนึ่ง ที่แม้ว่าจะไม่กว้างขวางเหมือนสองแนวทางแรก แต่ก็มีสาวกที่ยึดถือแนวทางนี้อยู่ไม่น้อย นั่นคือ Austrian Economics

แนวคิดที่สำคัญมากอันหนึ่งของ Austrian คือ แนวคิดนี้ไม่เชื่อว่า วัฏจักรทางเศรษฐกิจมีต้นเหตุมาจากธรรมชาติของอุปสงค์ของตลาดที่ไม่มีเสถียรภาพ (unstable aggregate damands) แบบที่พวก Keynesian เชื่อ แต่เชื่อว่ามีสาเหตุสำคัญมาจากการปล่อยสินเชื่อของภาคการเงิน

เวลาธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น การลงทุนจะเพิ่มขึ้นตาม ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดเริ่มลดลง (โครงการที่ให้ผลตอบแทนดีๆ เริ่มมีน้อยลง เพราะเอกชนแข่งกันลงทุนมากขึ้น) แต่ธนาคารไม่มีทางรู้เลยว่า เมื่อใดที่การปล่อยสินเชื่อมากเกินไปแล้ว ทำให้เมื่อใดก็ตามที่สินเชื่อในระบบขยายตัว สุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การขยายตัวที่มากเกินไปเสมอ ก่อให้เกิดการลงทุนของภาคธุรกิจในโครงการที่ไม่มีศักยภาพอย่างแท้จริง กลายเป็นฟองสบู่ เศรษฐกิจจะต้องชะลอตัวลงเพื่อแก้ไขทุกอย่าง เกิดเป็นวัฎจักรทางเศรษฐกิจที่ไม่รู้จบ

พวก Austrian เชื่อด้วยว่า วัฏจักรไม่ใช่ปัญหา แต่คือกลไกตามปกติของตลาดในการเก็บกวาดการลงทุนที่ไม่มีศักยภาพ ภาวะซบเซาจะช่วยทำให้ธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพทั้งหลายล้มหายไปจากตลาดหรือหยุดการลงทุนเพิ่ม ทรัพยากรจะได้ถูกปล่อยออกจากธุรกิจเหล่านั้นไปสู่ธุรกิจอื่นที่มีศักยภาพจริงๆ แทน และเมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งก็จะมีผลิตภาพและความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม Austrian จึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบ Keyne ที่ให้ธนาคารกลางคอยเพิ่มหรือลดดอกเบี้ยเพื่อบริหารจัดการวัฏจักร Austrian เชื่อว่ายิ่งทำแบบนั้น นอกจากธุรกิจที่ขาดศักยภาพจะไม่ออกไปจากระบบเศรษฐกิจแล้ว (กลายเป็น sombie business) วัฏจักรจะยิ่งรุนแรงขึ้นด้วย เพราะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกคือการบิดเบือนต้นทุนที่แท้จริงของเงิน เป็นการส่งสัญญาณผิดๆ ทำให้เงินไหลเข้าไปสู่โครงการที่ไม่มีศักยภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจนั่นเองgreenspan.jpg

แม้ว่าที่ผ่านมา Austrian จะไม่ได้รับความนิยมมากเหมือนกับ Keynesian (นโยบายที่บอกให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ มักค่อยได้รับความนิยมโดยเฉพาะเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี) แต่ถ้าลองนั่งคิดทบทวนดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากก็ต้องยอมรับว่า ตรงตามแนวคิดของ Austrian ไม่น้อยเลยทีเดียว เฟดตั้งแต่สมัยกรีนสแปนมาแล้วพยายามทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ดีอยู่ตลอดเวลาด้วยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเอาไว้ สภาพคล่องที่หย่อนเกินไปได้จูงใจให้เกิดการนำเงินเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นเทคโนโลยีโดยไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนที่แท้จริงที่ธุรกิจเหล่านี้ทำได้ (คือขาดทุน) จนกระทั้งตลาดหุ้นแนสแดกแตก เสร็จแล้วเฟดก็ยังแก้ปัญหาด้วยการลดดอกเบี้ยอีก พอเศรษฐกิจฟื้นแล้วก็ไม่ได้รีบขึ้นดอกเบี้ย ปล่อยให้ฟองสบู่ก้อนใหม่ในตลาดซับไพรม์แอบก่อตัวขึ้น กลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ในอีกหลายปีต่อมา จะเห็นได้ว่าวิกฤตที่ผ่านมาล้วนเกิดจากความพยายามของเฟดเองที่จะบริหารจัดการวัฏจักร (เรื่องนี้ เบเนเก้ออกมาปฏิเสธพวก Austrian เสียงแข็งว่า ซับไพรม์ไม่ได้เกิดจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำ แต่เกิดจาก regulation ที่ไม่รัดกุมพอ ถ้าแก้ไข regulation ใหม่แล้วก็จะไม่เกิดปัญหาอีก ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะจริงหรือไม่)Ben-Bernanke.jpg

วิกฤตหนนี้เฟดก็แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มสภาพคล่องอีก คราวนี้ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ เพราะลดจนเหลือศูนย์ไปแล้วก็เลยต้องใช้วิธีพิมพ์แบงค์ออกมาด้วย ถ้าหากแนวคิดของ Austrian เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริงของสหรัฐฯ มากที่สุด และทัศนคติของเฟตยังคงเชื่อมั่นในวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้เหมือนกันว่าเราอาจได้เห็นฟองสบู่ลูกใหม่ ที่ใหญ่ยิ่งกว่าลูกที่แล้วๆ ทั้งหมด (เพราะดอกเบี้ยเวลานี้ต่ำที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา) แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับตลาดสินทรัพย์ตลาดไหน (พันธบัตร ทองคำ หุ้นเอเชีย คอมโม หรือว่าอะไร) และเราก็อาจได้ให้วิกฤตรอบใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเก่าในอีกหลายปีข้างหน้าก็เป็นได้

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged . Bookmark the permalink.

10 Responses to 0269: Austrian Economics

  1. proudinTHAI says:

    ถ้าเมกาแก้ปัญหาหนี้บานด้วยการทำให้เงินเฟ้อแล้วยังเอาไม่อยู่
    เป็นไปได้มากไหมที่เมกา จะหาทางออกด้วยการหาเรื่องทำสงครามกับเกาหลีเหนือ(หรืออิหร่าน)เพื่อเป็นข้ออ้างในการเข้าไปสูบทรัพยากรของเขา

    ขอบคุณครับ

  2. Chayanin says:

    สำนักออสเตรียนี่หมายถึงของพวก von Hayek, von Mises หรือเปล่าครับ ถ้าใช่ ที่เรียกออสเตรียก็น่าจะเพราะนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนั้นมาจากออสเตรีย?

    ไม่ค่อยรู้เรื่องสำนักออสเตรียเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจว่า มีรากฐานใกล้เคียงกับพวก neoclassical หรือเปล่าครับ

  3. Dekisugi says:

    บาทไม่ได้แข็งแล้วทำให้เงินทุนไหลเข้ามา แต่เพราะมีเงินทุนไหลเข้ามาบาทจึงแข็งครับ

    สำหรับช่วงนี้ เงินบาทแข็งเพราะมีเงินไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรในประเทศเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งก็เข้ามาซื้อหุ้นไทยด้วย เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ดี นักลงทุนจึงหนีออกจากดอลล่าร์ ช่วงนี้มีแต่ไทยที่ตัวเลขเศรษฐกิจดีมาก ก็เลยเลือกเข้าไทย

    บาทแข็งมีข้อดีคือ คนในประเทศจะมีกำลังซื้อสูงขึ้น เพราะซื้อของนำเข้าได้ในราคาถูกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน แต่ข้อเสียคือผู้ส่งออกขายของแล้วจะเปลียนกลับเป็นเงินบาทแล้วได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ส่งออกสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนเป็นบาทจะเท่าเดิม แต่รายได้ลดลง ถ้ามาร์จิ้นน้อยอยู่แล้ว อาจขาดทุนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร จึงมีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลค่าเงินบาท

  4. Tawatchy says:

    พอดีส่งเมลล์หาคุณนรินทร์ไม่ได้อ่ะครับ ขอโพสต์ในนี้แทนนะ คือผมสงสัยว่า ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ

    คือ เมื่อเช้าผมฟังข่าว ได้ยินว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากช่วงนี้ ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในประเทศมาก ธปท. จึงต้องการควบคุมเงินทุนที่ไหลเข้ามา เลยงงว่า เงินทุนไหลเข้ามามันไม่ดีอย่างไร แล้วทำไมมันจึงไหลเข้ามาช่วงที่เงินบาทแข็งตัว เพราะตามความเข้าใจของผม เมื่อเงินบาทแข็งตัว เงินจาก ตปท. มันก็จะแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลงมิใช่หรือ ถ้างั้นทำไมไม่ไหลเข้ามาช่วงที่เงินบาทอ่อนตัวเล่า แล้วข้อดีข้อเสียของการที่เงินบาทแข็งตัวมีอะไรบ้างครับ

    ปล. อ่านหนังสือคุณนรินทร์เกือบทุกเล่มครับ ยกเว้นเกี่ยวกับเรื่องหุ้น เพราะคิดว่าความรู้ยังไม่ถึงครับกลัวอ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่ล่าสุดเพิ่งซื้อ “ตลาดหุ้นไทย The Survival Kit” มาครับ ถ้าไม่รบกวนเกินไปตอบในบล็อกก็ได้นะครับ คนอื่นๆจะได้อ่านด้วย ขอบคุณครับ

  5. Sunny says:

    ขออนุญาตแชร์ครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศสวีเดนครับ เนื่องด้วยประเทศสวีเดนเป็นประเทศ neutral ทำให้นโยบายจะอิงทาง Austrian economic ครับ คือเป็น horseriders ในเกือบทุกสถานการ์ณนั่นเอง เพราะว่า ไม่ว่า จีนยะแย่ หรือ อเมริกาจะอัดเงินเข้าระบบไปเท่าไหร่ ก็ยังคงต้องซื้อ สินค้าที่ เป้น intellectual property ของสวีเดนอยู่ดีครับ และนี่คือ สาเหตุว่าทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วถึงส่งเริมในเรื่องของ property right ครับ

    ผมคิดถูกหรือผิดอย่างไรก็แนะนำได้ครับ

  6. Dekisugi says:

    ไม่มีใครรู้ที่มาแน่ชัดของชื่อ Austrian แต่คงไม่เกี่ยวกับประเทศออสเตรีย

    IMF ใช้นโยบาย deflate economy กับไทย ซึ่งน่าจะเป็นแนวคิดแบบ neo-classicals ซึ่งใกล้เคียงกับ Austrian มากกว่า Keyne

    ที่จริงผมเห็นด้วยกับ Austrian นะว่านโยบายการเงินทำให้วัฏจักรผันผวนมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง เพราะธ.กลางไม่มีทางให้ยาให้ได้ถูกจังหวะเวลา (ยากพอๆ กับการเก็งตลาดหุ้น)และยาก็ยังมี lag time อีก ดังนั้นถ้าวิกฤตยังไม่มี ผมคงไม่ชอบให้ ธ.กลางพยายาม manipulate เศรษฐกิจ

    แต่ถ้าวิกฤตเกิดขึ้นแล้วก็คงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ผมคงไม่ถึงกับปฏิเสธวิธีของเคนส์ เพราะถ้าไฟไหม้บ้านอยู่ วิธีไหนช่วยได้ก็ต้องรีบทำก่อน

    แต่ถ้าหากไฟดับแล้ว ก็กลับไปทำอย่างเก่า จนไฟไหม้ซ้ำ ก็บอกว่าต้องใช้วิธีเดิมแก้ให้มากขึ้นไปอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

  7. Lethal says:

    “แม้ว่าที่ผ่านมา Austrian จะไม่ได้รับความนิยมมากเหมือนกับ Keynesian (นโยบายที่บอกให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ มักค่อยได้รับความนิยมโดยเฉพาะเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี”

    อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆนะครับ :-D

  8. Lin says:

    ติดใจตรงประโยคสุดท้ายนี่แหละครับ หนทางอีกยาวไกล

    ไม่แน่ใจว่า IMF ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ Austrian ตอนต้มยำกุ้งรึเปล่าครับ

  9. terati20 says:

    ทำไมต้อง Austrian นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนเป็นคนคิดหรือ เปล่า???

  10. au says:

    อ่านแล้วเข้าใจเสดสาดมากขึ้นค่ะ

    อบคุณค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>