ผมได้รับแจกใบปลิวขายประกันชีวิตแบบออมทรัพย์มาอันนึ่ง เขามีเงื่อนไขดังนี้ครับ
- วงเงินประกัน 1 ล้านบาท ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปี
- ชำระเบี้ยปีละ 100,000 บาท ปีที่ 1-7 หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายอีกเลย
- สิ้นปีที่ 15 ถ้าไม่เคลมประกัน (aka รอดตาย) คุณจะได้รับเงินคืน 1 ล้านบาท
น่าสนใจมั้ยครับ จ่ายไปทั้งหมดแค่ 7 แสน สุดท้ายได้เงินคืน 1 ล้านบาท แถมประกันชีวิตให้อีกด้วย มีแต่ได้กับได้
แต่เดี๋ยวก่อน…โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เชื่อว่าคุณคงพอจะเดาออกว่าเป็นเรื่องของ Time Value of Money เงินจำนวนเท่ากันในอนาคตมีค่าน้อยกว่าในปัจจุบันเพราะเรื่องของดอกเบี้ย
สมมติว่าดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% ต่อปี ถ้าฝากเงินปีละ 1 แสนติดต่อกัน 7 ปี ในปีที่ 7 เงินฝากทั้งหมดจะกลายเป็น FV(5%, 7, -100000) =820420 บาท ถ้าฝากต่อไปจนถึงปีที่ 15 จะกลายเป็น 820420*1.05^8 = 1,202,945 บาท
แต่ในปีที่ 15 คุณได้รับเงินคืนแค่ 1,000,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นเงินส่วนต่างอีก 202,945 บาทที่หายไปก็คือเบี้ยประกันชีวิตนั่นเอง
ผมอยากรู้ว่าเบี้ยประกัน 2 แสนบาทนี้สมเหตุผลหรือไม่ ผมก็เลยไปหาตัวเลขเบี้ยประกันชีวิตแบบธรรมดา (ไม่ออมทรัพย์) ขนาดทุนประกัน 1 ล้าน ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปีมาดู ปรากฏว่า เสียเบี้ยปีละประมาณ 10710 บาท ถ้าฝากธนาคารปีละ 10710 บาท อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ติดต่อกัน 15 ปี เมื่อถึงปีที่ 15 เงินฝากจะกลายเป็น FV(5%,15,-10710) = 213106 บาท จะเห็นได้ว่ามีค่าใกล้เคียงกันมาก (แต่เหตุที่ไม่เท่ากันพอดีเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ผมสมมติขึ้นที่ 5% ต่อปีอาจไม่ตรงกับของบริษัทประกัน ถ้าลอง trail-and-error ดู จะพบว่าดอกเบี้ยที่ทำให้เบี้ยประกันทั้งสองแบบมีค่าเท่ากันพอดีจะอยู่ที่ประมาณ 5.25% นั่นแสดงว่าบริษัทประกันนำเบี้ยประกันไปลงทุนแสวงหากำไรในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคาดหวัง 5.25% ต่อปี)
การประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ดึงดูดใจลูกค้าได้มากกว่า เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ การจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย (ไม่เสียชีวิตภายใน 15 ปี คือแจกพ็อตไม่แตก) นั้นเจ็บปวด แต่ถ้า เงินต้นอยู่ครบ แต่ดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับหายไปเป็นจำนวนเท่ากัน เรากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่า ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ “แป๊ะเอี่ย”
(*อย่างไรก็ตาม การประกันชีวิตยังมีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงคือเบี้ยประกันสามารถนำมาหักภาษีได้ครับ)


ผมคิดว่าคนไทยมักจะมองประกันชีวิตว่าเป็น investment ครับ ซึ่งถ้ามองแบบนั้นคำนวณอย่างไรก็ไม่คุ้ม สู้เราลงทุนเองไม่ได้ แต่ความจริงประกันชีวิตเป็น risk management vehicle ถ้าจะทำให้คุ้มควรซื้อเน้นที่ความคุ้มครอง แล้วเอาเงินเบี้ยประกันที่ประหยัดได้มาลงทุนเอง
ขับรถไม่เก่งแต่ใจถึง ใจร้อนยิ่งต้องทำประกันภัย
เห็นด้วยกับความเห็นของคุณ onesky ครับ เพราะเราต้องรู้สไตล์ขับรถของเราเอง จำนวนอุบัติเหตุในแต่ละปีที่เราเป็นยังงัย ถ้าซิ่งมากก้อคงต้องทำชั้น1
–สมัยผมเรียนป.ตรี เมื่อยี่ิสิบปี่ ที่แล้ว อาจารย์ท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างเรื่องนี้
ในวิชาหนึ่ง วิธีการคือการเปรียบเทียบระหว่าง เบี้ยประกันแบบ ทิ้ง กับ แบบสะสมทรัพย์ตามตัวอย่างข้างบน ที่ผมเล่าให้ฟังนี้ ประเด็นอยู่ที่ว่า ประกันลักษณะนี้ในไทยมีมานานมากแล้ว แต่อาจแตกต่างในรายละเอียดบ้างเช่น ระยะเวลาการฝาก
– ถ้าผมเข้าใจไม่คาดเคลื่อน เงื่อนไขหนึ่งของการประกันแบบฝากออมทรัยย์ระยะยาวนั้น หากเราฝากไม่ครบระยะเวลา เงินที่ฝากนั้นก็จะไม่ได้รัีบคืน จากตัวอย่างของท่านคือ หากฝากเพียง 3 ปี แล้วไม่ฝากต่อ เงินท่านจะได้รับคืนแค่บางส่วน และน้อยมาก ประเด็นนี้นักประกันมักไม่บอกให้ชัดเจน แต่ผมจำได้ว่าได้คืนไม่ถึง 50% แน่ๆ ฉะนั้นความเสี่ยงที่ควรใส่ไว้ในการพิจารณาคือ ความสามารถในการส่งเบี้ยออมทรัพย์
ผมมักมีอคติกับเรื่องประกัน จากตัวอย่างข้างบนก็ asymmetric information ผู้ประกันมีความรู้เรื่องเงื่อนไข ไม่เท่าผู้ขายประกัน
อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องในประเด็นภาษี ผมเห็นว่าปัจจุบันทำไม กรมสรรพากร เมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆในการคำนวนภาษี รายไ้ด้บุคคลธรรมดา เช่นการยกเว้นฯ ในเรื่อง….. ทำไม่ไม่ประกาศล่วงหน้า หรืออย่างน้อยประกาศไว้ ในหน้าวิธีการคำนวนภาษี ซึ่งประเด็นนี้มีผลกับผู้ที่มีรายได้ในขอบอัตตรภาคชั้น
gเด๋วนี้ เบี้ยประกันนำไปลดหย่อนภาษีได้ ถึง 100,000 บาทละคับ
ไม่ค่อยเห็นด้วยครับ ตรงโอกาสถูกหวย
ผมว่าคนมีโอกาสป่วยมากกว่าถูกหวยหลายเท่านัก
มุมมองผมคนเดียวนะครับ
ปล ขอให้ออกบทความและหนังสือดีๆต่อไปอืกครับ
ผมจะคอยติดตามครับ
(ได้แรงบันดาลใจเข้าสู่ตลาดหุ้นก็เพราะท่านแม่ทัพครับ)
ยังสะสมหนังสือพี่ได้ไม่ครบเลย มี 3 เล่มเอง ผมเป็นหมอ
อยู่บ้านนอกครับ
เห็นด้วยกับคุณนรินทร์ครับ ปกติผมทำประกันให้จำนวนเบี้ยที่จ่ายเท่ากับจำนวนMaxที่หักภาษีได้ ส่วนประกันรถยนต์ทำชั้น3ก้อพอแล้วตามกฏหมาย เพราะเราต้องรู้สไตล์ขับรถของเราเอง จำนวนอุบัติเหตุในแต่ละปีที่เราเป็นยังงัย ถ้าซิ่งมากก้อคงต้องทำชั้น1
ยินดีให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต และข้อมูลดีๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับประกันชีวิต
“เคยใช่ไหมที่อยากทำประกัน ทั้งเพื่ออนาคตของตัวคุณและของคนที่คุณรัก แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทุกคำถามที่ค้างคาใจ เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านั้น และเป็นจุดเริ่มต้นในการเลือกประกันชีวิตฉบับแรกที่ดีที่สุด เพื่อคนสำคัญเช่นคุณ”
http://www.insuranceguide.pantown.com