0044: ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์

 

ผมได้รับแจกใบปลิวขายประกันชีวิตแบบออมทรัพย์มาอันนึ่ง เขามีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • วงเงินประกัน 1 ล้านบาท ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปี 
  • ชำระเบี้ยปีละ 100,000 บาท ปีที่ 1-7 หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายอีกเลย
  • สิ้นปีที่ 15 ถ้าไม่เคลมประกัน (aka รอดตาย) คุณจะได้รับเงินคืน 1 ล้านบาท

น่าสนใจมั้ยครับ จ่ายไปทั้งหมดแค่ 7 แสน สุดท้ายได้เงินคืน 1 ล้านบาท แถมประกันชีวิตให้อีกด้วย มีแต่ได้กับได้

แต่เดี๋ยวก่อน…โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เชื่อว่าคุณคงพอจะเดาออกว่าเป็นเรื่องของ Time Value of Money เงินจำนวนเท่ากันในอนาคตมีค่าน้อยกว่าในปัจจุบันเพราะเรื่องของดอกเบี้ย

สมมติว่าดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% ต่อปี ถ้าฝากเงินปีละ 1 แสนติดต่อกัน 7 ปี ในปีที่ 7 เงินฝากทั้งหมดจะกลายเป็น FV(5%, 7, -100000) =820420 บาท ถ้าฝากต่อไปจนถึงปีที่ 15 จะกลายเป็น 820420*1.05^8 = 1,202,945 บาท

แต่ในปีที่ 15 คุณได้รับเงินคืนแค่ 1,000,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นเงินส่วนต่างอีก 202,945 บาทที่หายไปก็คือเบี้ยประกันชีวิตนั่นเอง

ผมอยากรู้ว่าเบี้ยประกัน 2 แสนบาทนี้สมเหตุผลหรือไม่ ผมก็เลยไปหาตัวเลขเบี้ยประกันชีวิตแบบธรรมดา (ไม่ออมทรัพย์) ขนาดทุนประกัน 1 ล้าน ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปีมาดู ปรากฏว่า เสียเบี้ยปีละประมาณ 10710 บาท ถ้าฝากธนาคารปีละ 10710 บาท อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ติดต่อกัน 15 ปี เมื่อถึงปีที่ 15 เงินฝากจะกลายเป็น FV(5%,15,-10710) = 213106 บาท จะเห็นได้ว่ามีค่าใกล้เคียงกันมาก (แต่เหตุที่ไม่เท่ากันพอดีเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ผมสมมติขึ้นที่ 5% ต่อปีอาจไม่ตรงกับของบริษัทประกัน ถ้าลอง trail-and-error ดู จะพบว่าดอกเบี้ยที่ทำให้เบี้ยประกันทั้งสองแบบมีค่าเท่ากันพอดีจะอยู่ที่ประมาณ 5.25% นั่นแสดงว่าบริษัทประกันนำเบี้ยประกันไปลงทุนแสวงหากำไรในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคาดหวัง 5.25% ต่อปี)

การประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ดึงดูดใจลูกค้าได้มากกว่า เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ การจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย (ไม่เสียชีวิตภายใน 15 ปี คือแจกพ็อตไม่แตก) นั้นเจ็บปวด แต่ถ้า เงินต้นอยู่ครบ แต่ดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับหายไปเป็นจำนวนเท่ากัน เรากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่า ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ “แป๊ะเอี่ย”  

(*อย่างไรก็ตาม การประกันชีวิตยังมีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงคือเบี้ยประกันสามารถนำมาหักภาษีได้ครับ) 

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged , . Bookmark the permalink.

18 Responses to 0044: ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์

  1. Antonio at MonkeyFreeTime says:

    ผมคิดว่าคนไทยมักจะมองประกันชีวิตว่าเป็น investment ครับ ซึ่งถ้ามองแบบนั้นคำนวณอย่างไรก็ไม่คุ้ม สู้เราลงทุนเองไม่ได้ แต่ความจริงประกันชีวิตเป็น risk management vehicle ถ้าจะทำให้คุ้มควรซื้อเน้นที่ความคุ้มครอง แล้วเอาเงินเบี้ยประกันที่ประหยัดได้มาลงทุนเอง

  2. เบิร์ด ผู้กอง says:

    ขับรถไม่เก่งแต่ใจถึง ใจร้อนยิ่งต้องทำประกันภัย

  3. ประกันชีวิตประกันสุขภาพ says:

    เห็นด้วยกับความเห็นของคุณ onesky ครับ เพราะเราต้องรู้สไตล์ขับรถของเราเอง จำนวนอุบัติเหตุในแต่ละปีที่เราเป็นยังงัย ถ้าซิ่งมากก้อคงต้องทำชั้น1

  4. non says:

    –สมัยผมเรียนป.ตรี เมื่อยี่ิสิบปี่ ที่แล้ว อาจารย์ท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างเรื่องนี้

    ในวิชาหนึ่ง วิธีการคือการเปรียบเทียบระหว่าง เบี้ยประกันแบบ ทิ้ง กับ แบบสะสมทรัพย์ตามตัวอย่างข้างบน ที่ผมเล่าให้ฟังนี้ ประเด็นอยู่ที่ว่า ประกันลักษณะนี้ในไทยมีมานานมากแล้ว แต่อาจแตกต่างในรายละเอียดบ้างเช่น ระยะเวลาการฝาก

    – ถ้าผมเข้าใจไม่คาดเคลื่อน เงื่อนไขหนึ่งของการประกันแบบฝากออมทรัยย์ระยะยาวนั้น หากเราฝากไม่ครบระยะเวลา เงินที่ฝากนั้นก็จะไม่ได้รัีบคืน จากตัวอย่างของท่านคือ หากฝากเพียง 3 ปี แล้วไม่ฝากต่อ เงินท่านจะได้รับคืนแค่บางส่วน และน้อยมาก ประเด็นนี้นักประกันมักไม่บอกให้ชัดเจน แต่ผมจำได้ว่าได้คืนไม่ถึง 50% แน่ๆ ฉะนั้นความเสี่ยงที่ควรใส่ไว้ในการพิจารณาคือ ความสามารถในการส่งเบี้ยออมทรัพย์

    ผมมักมีอคติกับเรื่องประกัน จากตัวอย่างข้างบนก็ asymmetric information ผู้ประกันมีความรู้เรื่องเงื่อนไข ไม่เท่าผู้ขายประกัน

    อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องในประเด็นภาษี ผมเห็นว่าปัจจุบันทำไม กรมสรรพากร เมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆในการคำนวนภาษี รายไ้ด้บุคคลธรรมดา เช่นการยกเว้นฯ ในเรื่อง….. ทำไม่ไม่ประกาศล่วงหน้า หรืออย่างน้อยประกาศไว้ ในหน้าวิธีการคำนวนภาษี ซึ่งประเด็นนี้มีผลกับผู้ที่มีรายได้ในขอบอัตตรภาคชั้น

  5. 13sodaaza says:

    gเด๋วนี้ เบี้ยประกันนำไปลดหย่อนภาษีได้ ถึง 100,000 บาทละคับ

  6. navapon says:

    ไม่ค่อยเห็นด้วยครับ ตรงโอกาสถูกหวย
    ผมว่าคนมีโอกาสป่วยมากกว่าถูกหวยหลายเท่านัก
    มุมมองผมคนเดียวนะครับ
    ปล ขอให้ออกบทความและหนังสือดีๆต่อไปอืกครับ
    ผมจะคอยติดตามครับ
    (ได้แรงบันดาลใจเข้าสู่ตลาดหุ้นก็เพราะท่านแม่ทัพครับ)
    ยังสะสมหนังสือพี่ได้ไม่ครบเลย มี 3 เล่มเอง ผมเป็นหมอ
    อยู่บ้านนอกครับ

  7. onesky says:

    เห็นด้วยกับคุณนรินทร์ครับ ปกติผมทำประกันให้จำนวนเบี้ยที่จ่ายเท่ากับจำนวนMaxที่หักภาษีได้ ส่วนประกันรถยนต์ทำชั้น3ก้อพอแล้วตามกฏหมาย เพราะเราต้องรู้สไตล์ขับรถของเราเอง จำนวนอุบัติเหตุในแต่ละปีที่เราเป็นยังงัย ถ้าซิ่งมากก้อคงต้องทำชั้น1

  8. บีม says:

    ยินดีให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต และข้อมูลดีๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับประกันชีวิต
    “เคยใช่ไหมที่อยากทำประกัน ทั้งเพื่ออนาคตของตัวคุณและของคนที่คุณรัก แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทุกคำถามที่ค้างคาใจ เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านั้น และเป็นจุดเริ่มต้นในการเลือกประกันชีวิตฉบับแรกที่ดีที่สุด เพื่อคนสำคัญเช่นคุณ”
    http://www.insuranceguide.pantown.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>