ขอรีวิว e-Book ของเล่นชิ้นใหม่ที่ผมเพิ่งซื้อมาสดๆ ร้อน Kindle Wireless Reading Device (6″ Display, Global Wireless, Latest Generation)
รุ่นนี้เป็นรุ่นเล็ก จอขนาด 6″ (รุ่นใหญ่คือ รุ่น DX จอขนาด 9.7″) ราคา $259 เมื่อบวกค่าซองหนังของแท้ ($35) ค่าส่งและค่าภาษีนำเข้าไปด้วย สุทธิแล้วจะกลายเป็น $402.60 สั่งซื้อตรงจาก Amazon.com แค่ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็ได้ของแล้วครับ
ระหว่างรอของ ทาง Amazon จะสร้าง Kindle Account ให้เรา และผูกเครื่องที่ส่งมาเข้ากับ Account ของเราโดยอัตโนมัติ ทำให้เราสามารถเข้าไปช้อปหนังสือล่วงหน้าได้เลย เมื่อของมาถึง แค่ทำเปิดเครื่องแล้วสั่ง Sync ข้อมูล หนังสือที่ซื้อไว้แล้วก็จะถูกดาวน์โหลดลงมาโดยอัตโนมัติครับ
นวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดของ Kindle คือจอภาพแบบ [W:e-Ink] ซึ่งคิดโดยสถาบัน MIT ไม่ใช่จอแบบ back-lit เหมือนอย่างจอ LCD ทำให้ไม่เกิดปัญหา eye straint เวลาที่เรามองนานๆ เวลามองดูหน้าจอของ Kindle แล้วช่างรู้สึกเหมือนกับแผ่นกระดาษที่ตัวอักษรถูกพิมพ์ด้วยหมึกยังไงยั้งงั้น ผมทดลองอ่านหนังสือยาวเป็นเล่มๆ แล้ว ไม่มีอาการปวดตาแบบเวลาอ่านบนจอคอมพิวเตอร์เลยครับ

e-Ink ใช้หลักไฟฟ้าสถิตย์ในการวาดหน้าจอ เวลาวาดหน้าจอเสร็จแล้ว มันจะไม่ใช้พลังงานอีกเลย มันใช้พลังงานในขณะที่วาดหน้าจอใหม่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นเทคโนโลยีที่กินไฟน้อยมาก โหนกระแสลดโลกร้อนจริงๆ ถ้าหากผมไม่ได้เปิด Wireless แบตจะหมดช้ามากครับ แต่ข้อเสียของ e-Ink คือ คุณจะต้องอ่านในที่มีแสงสว่างเพียงพอแบบเดียวกับการอ่านหนังสือเป็นเล่ม เพราะมันไม่ได้เปล่งแสงออกมา และในขณะนี้มันก็ยังเป็นแค่จอขาวดำเท่านั้น ([W:Jeff Bezos] บอกว่าคงอีกนานทีเดียวกว่าเราจะได้เห็น e-Ink แบบมีสี)
Kindle รุ่นปัจจุบันเป็นยุคที่สองแล้ว ซึ่งสนับสนุน Global Wireless หมายความว่า พวกมันจะใช้งานนอกสหรัฐฯ ได้แล้วรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยผ่านเครือข่าย Whispernet ของ Amazon ซึ่ง Amazon มีข้อตกลงกับ operator กว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ Kindle สามารถคุยกับ Whispernet ได้ทั่วโลกผ่าน 3G/EDGE ของ operator คุณสามารถช้อปหนังสือใน Kindle Store และดาวน์โหลดหนังสือที่ซื้อมาได้ภายใน 60 วินาทีได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียเงินค่ารับส่งข้อมูลเลยแม้แต่บาทเดียว (Amazon เป็นผู้รับผิดชอบแทนเราทั้งหมด ยกเว้น U.S.users ที่เอาเครื่องออกไป roaming นอกประเทศเท่านั้น ที่ต้องเสียค่า roaming ต่อเดือน) นับเป็นความรู้สึกประหลาดมากครับที่เราสามารถต่อ Wireless ได้ตลอดเวลา โดยไม่เสียตัง (ไม่ต้องมีการเซ็ตค่าใดๆ ก่อนใช้งานด้วย)
Kindle ทุกเครื่องจะแถม New Oxford American Dictionary ฟรี ทำให้เราค้นศัพท์ได้เร็วกว่า Talking Dic มาก เพราะแค่วางเคอร์เซอร์ไว้หน้าคำศัพท์ตัวใดๆ บนหนังสือที่เราซื้อมา ความหมายของคำนั้นจะปรากฏขึ้นมาใต้จอทันที นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำ bookmark, highlight หรือพิมพ์ short note ลงไปในทุกหน้าของหนังสือที่ซื้อมาได้อีกด้วย หาเรามีไอโฟน BB แอนดรอยด์ หรือโน้ตบุ้ค เราสามารถติดตั้ง Kindle บนนั้นได้ฟรี หนังสือที่เราซื้อมาจะ sync กันเองบน Kindle ทุกแพลตฟอร์มที่เรามี เวลาเราอ่านหนังสือบน Kindle ค้างไว้ที่หน้าไหน เวลากลับมาอ่านบนมือถือหรือโน้ตบุ้ค มันจะคั้นหน้าเดิมเอาไว้ให้เราด้วย
ฟีเจอร์น่าสนใจอีกอย่างคือ ฟังก์ชั่น Text-to-Speech คือเราสามารถให้ Kindle อ่านออกเสียงหนังสือที่เราซื้อมาแทนเราได้ ซึ่งเป็นเสียงสังเคราะห์ที่ปรับความเร็วหรือเลือกให้เป็นเสียงผู้ชายหรือผู้หญิงได้ด้วย ผมลองฟังดูแล้วค่อนข้างเนี๊ยบทีเดียว ทำให้ฟังได้ค่อนข้างง่าย
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ใน Kindle Store ทุกเล่มจะสามารถทดลองอ่าน Chapter แรกได้ฟรี ส่วนราคาหนังสือส่วนมากก็จะใกล้เคียงกับราคาที่ลดแล้วของเวอร์ชั่นกระดาษอาจถูกหรือแพงกว่าแค่นิดหน่อย ยกเว้น Bestseller บางเล่มที่จะขายถูกเป็นพิเศษ รวมทั้งหนังสือที่หมดลิขสิทธิ์แล้วบางเล่ม แต่โดยสรุปแล้ว หนังสือบน Kindle Store จะถูกกว่าเวอร์ชั่นกระดาษตรงที่ไม่มีค่าส่งเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ผมว่ามันควรจะถูกมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเราไม่สามารถขายต่อ บริจาค หรือให้ใครยืมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ ตรงนี้นับเป็นเรื่องที่อเมซอนควรปรับปรุงในอนาคตนะครับ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าวันนี้จะมีหนังสือบน Kindle Store สี่แสนกว่ารายการแล้ว แต่ก็ยังไม่ครบทุกเล่ม รวมทั้ง magazine ก็ยังมีให้เลือกไม่ครบทุกเจ้า คงต้องใช้เวลาอีกระยะ ถึงจะทำให้เราเลิกอ่านหนังสือกระดาษได้อย่างแท้จริงครับ
เวลานี้ Browser ที่มากับ Kindle ยังเป็นแค่เวอร์ชั่นทดลองใช้เท่านั้นทำให้มันยังไม่พร้อมใช้งานเท่าไร แต่อีกหน่อยเมื่อมันใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ไม่รู้ว่า Amazon จะยังยอมจ่ายค่าเชื่อมต่อให้ผู้ใช้ต่อไปอีกหรือเปล่า เพราะผู้ใช้คงเอา Kindle มาใช้เข้าเน็ตเป็นอย่างมาก เป็นอะไรที่ต้องติดตามกันต่อไปครับ
อย่างไรก็ตาม ขอฟันธงว่า Kindle ออกแบบมาเพื่อการอ่านหนังสือเป็นหลัก ทำอย่างอื่นได้แค่นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น มันจึงไม่ใช่สินค้าที่แข่งกับ iPad ในตลาดแมส ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้หลายๆ อย่าง คนที่จะเหมาะกับ Kindle จริงๆ คือคนที่ทุกวันนี้ชอบไปเดิน Kino หรือ Asiabook เป็นประจำแบบเดียวกับผมเท่านั้น (ออกแนวหนอนหนังสือ) นอกนั้นไม่เหมาะครับ ฟันธง



Usually I do not read article on blogs, but I would like to say that this write-up very compelled me to try and do so! Your writing taste has been surprised me. Thank you, very great post.
แนะนำเวบไซคต์เกี่ยวกับ ebook ครับ
http://www.ebookforyou.biz
พี่โจ๊กครับ
รบกวนถามคนใช้จริงหน่อยครับ เห็นว่า kindle เล่นเน็ทได้พอเล็กน้อย ไม่ทราบได้แค่ไหนครับ
เข้าใจว่าเว็บที่มีกราฟฟิคเยอะ ๆ คงไม่ได้ แต่ถ้าแค่ hotmail twitter settrade และ เทรดหุ้น พอไหวไหมครับ
รออ่านหนังสือเล่มใหม่อยู่ครับ
ถ้าซื้อจาก usa แล้วหิ้วมา กับซื้อจากเวบในไทย ราคาจะแตกต่างกันมาไหมครับ และเวอรชั่นของเครื่องจะแตกต่างกันไหม กำลังสนใจจะซื้อครับ
ในนี้มีรีวิวที่ฝรั่งทำไว้ เกี่ยวกับการอ่าน pdf ใน kindle3 6″ ครับ
http://kindleinthai.blogspot.com/
Calibre สามารถแปลงจาก pdf ไปเป็น .mobi ที่ kindle รองรับได้ครับ
ผมลองแปลงแล้วใช้ได้ดีเลยครับ แต่ไฟล์ที่ผมแปลงส่วนใหญ่จะเป็น pdf ที่มีแต่ text
หรือมีรูปประกอบขนาดเล็กบ้าง แต่ถ้าเป็น pdf ที่เป็นรูปใหญ่ๆ เช่นการสแกนหนังสือทั้งหน้า
มันจะไม่ work ครับ
Word ไม่น่าอ่านได้นะครับ
(แต่ MS Word สมัยนี้รู้สึกว่าจะ Save as PDF ได้นะครับ)
เข้าใจว่ามีคนทำ freeware ที่ convert ไฟล์ epub เป็นไฟล์ที่ kindle อ่านได้ ชื่อว่า calibre นะครับ ถ้าในอนาคต kindle อ่าน epub ได้เลยก็คงดี เพราะจะอ่านหนังสือที่ซื้อจาก ibook หรือ bn.com ได้ด้วย แต่คงไม่ค่อยเป็นผลดีเท่าไรกับอเมซอนเองครับ
firmware ที่สามารถลงบนเครื่องเก่าได้ จะ update เอง เวลาเรา sync ครับ