เวลานี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศเริ่มมี ตลาดออนไลน์ (e-MarketPlace) สำหรับการปล่อยเงินกู้ระหว่างบุคคลให้บริการกันแล้ว อาทิเช่น Zopa.com ของอังกฤษ หรือ Prosper.com ของสหรัฐฯ เป็นต้น
ตลาดออนไลน์ที่ว่านี้ก็เหมือนกับตลาดประมูลสินค้าออนไลน์อย่างเช่น อีเบย์ เพียงแต่สินค้าที่ซื้อขายกันคือ เงินกู้ แทนที่จะเป็นสิ่งของทั่วไป ถ้าใครต้องการเงินก็โพสต์ความต้องการของตนเองลงไปพร้อมรายละเอียด คนที่มีสภาพคล่องและอยากหาผลตอบแทนก็จะเข้ามา bid โดยเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต้องการ ไม่มีธนาคารทำหน้าที่เป็นเสือนอนกินอีกต่อไป (peer-to-peer lending) เพราะตัวตลาดออนไลน์เองทำหน้าที่เป็นแค่นายหน้าเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อ
ใน Zopa.com เงินของคุณจะถูกปล่อยให้กับลูกหนี้แต่ละรายเพียงแค่ 10 ปอนด์เท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณมีเงินจะปล่อยกู้ 500 ปอนด์ มันจะกระจายไปยังลูกหนี้มากถึง 50 รายโดยอัตโนมัติ คุณจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเงินลดลงมาก (หลัก diversification) ที่ผ่านมาหนี้เสียบน Zopa.com เกิดขึ้นประมาณ 1-2% ของทั้งหมด ในขณะที่ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 9% ต่อปี (แต่เจ้าหนี้ต้องเสียค่าต๋งให้ Zopa 1% ของยอดเงินกู้ต่อปีด้วย ส่วนลูกหนี้เสียค่าธรรมเนียมคงที่ 130 ปอนด์ต่อ Deal)
ทาง Zopa.com ทำหน้าที่จัดเกรดลูกหนี้ ให้เจ้าหนี้ใช้ตัดสินใจเลือกลูกหนี้ โดยอาศัยข้อมูลเครดิตจาก Equifax.com และประวัติการกู้ของลูกหนี้รายนั้นในอดีต นอกจากนี้ Zopa ยังทำหน้าที่เร่งรัดหนี้ให้กับเจ้าหนี้ด้วย ตัวบริษัท Zopa เองเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ที่มีคนทำงานด้าน operation เท่านั้น โดยจะเก็บเงินในบัญชีของผู้ปล่อยกู้ไว้กับธนาคารอื่นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์อีกทีหนึ่ง จึงไม่ต้องกลัวว่า Zopa จะเจ๊ง (Prosper.com จะดีกว่า ตรงที่ใช้ข้อมูลจาก [W:Credit Bureau] และเป็นตัวบริษัทเป็นบริษัทย่อยของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ)
ฝันอยากให้บ้านเรามีอะไรแบบนี้บ้างในอนาคต จะได้มีอะไรมาแข่งขันกับธนาคารไทยบ้าง ทุกวันนี้ผู้ฝากเงินได้ดอกเบี้ยต่ำมาก แต่ธนาคารกินส่วนต่างดอกเบี้ยสูงลิ่ว ถ้ามีตลาดสินเชื่อเสรีโดยไม่ผ่านคนกลาง ผู้ฝากเงินจะมีทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งคนที่เครดิตไม่ดีพอทำให้เข้าถึงสินเชื่อธนาคารไม่ได้ในปัจจุบันจะได้มีทางเลือกมากขึ้นด้วย แต่คิดว่าคงเกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ เพราะผู้กำหนดนโยบายการเงินบ้านเรากลัวธนาคารไทยจะเจ๊งมาก แถมยังชอบคิดว่าประชาชนโง่ดูแลเงินของตัวเองไม่เป็นอีกต่างหาก ผมว่าผู้ฝากเงินบ้านเราดูแลเงินตัวเองกันเก่งกว่าพวกธนาคารไทยเป็นไหนๆ
ก็พวกธนาคารไทยมิใช่เหรอ ที่เจ๊งกันเป็นทิวแถว เมื่อตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง…
ค่าธรรมเนียม 130 ปอนด์ต่อดีล ?!?
… 130 เซนต์หรือเปล่าครับ ?
ในไทยพวกปล่อยเงินกู้นอกจากธนาคารก็มีพวกทำลิสซิ่งรถยนต์และรับโฉนดที่ดินแบบธนาคารก็มี
บ้างก็จดทะเบียนเป็นรูปแบบนิติบุคคลไปเลยก็มี ดอกเบี้ยคิดได้ตามกฎหมายไทยสูงสุด 15% ต่อปี
สัญญาเงินกู้ถึงจะรัดกุมตามกฎหมาย แต่ก็ยังเสี่ยงหนี้สูญอยู่ ต้องมีพนักงานตามยึดรถด้วย
แต่ถ้าเป็นที่ดินจะดีมาก ทำจำนองหรือเช่าซื้อกับอำเภอจะปลอภัยสุดๆ ยึดได้หมดถ้าชำระหนี้ไม่ตรง
กำหนด แถวบ้านผมมีคนยึดอาชีพปล่อยเงินกู้แบบนี้แล้วยึดที่ดินของคนอื่นมามากมาย รวยเร็วจริง
แต่น่ากลัวอายุไม่ยืนเพราะความโกรธแค้นของลูกหนี้ครับ ถ้าเงินทุนหนาฏ็ทำได้ครับอาชีพนี้
ถ้ามีจริยธรรมมีความเห็นอกเห็นใจลูกหนี้บ้าง
นอกจากนี้ยังมีพวกปล่อยเงินกู้รายวัน หรือพวกเงินกู้นอกระบบที่รัฐบาลกำลังปราบและให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ พวกนี้ ไม่ค่อยมีสัญญากู้เงินครับ เพราะถึงมีก็บังคับใช้ตามกฎหมายไม่ได้เนื่องจากคิดดอกเบี้ยผิดจากที่กฎมายกำหนด เช่นคิดดอกร้อยละ20 ต่อวัน
อึ้งไหมดรับ รวยจริงๆ แต่เจ้ามือปล่อยกู้โดนโกงไม่ใช้หนี้เองก็มีเพราะไม่ได้ทำสัญญากู้ ที่เจ้ามือไม่ทำสัญญากู้เงินเพราะกลัวถูกใช้เป็นหลักฐานมัดตัวเป็นเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล
ดังนั้นพวกนี้เวลาทวงหนี้จึงต้องใช้แก๊งทวงหนี้โหดไงครับ ถึงจะทวงหนี้ได้สำเร็จ ลูกหนี้บางราย
ก็หนีหนี้โดยย้ายบ้านหนีไปเลยก็มี ยื่งพวกเช่าบ้านอยู่แล้วมากู้เงินยิ่งง่ายเพราะไม่มีหลักแหล่ง
ที่อยู่แน่นอน