0330: วิธีเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง

ช่วงที่ผ่านมา ผมสนใจเรื่อง Brain Science มากเป็นพิเศษ เพราะรู้สึกว่างานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอะไรที่น่าพิศวงหลายอย่าง อ่านแล้วสนุกดี ค้นคว้าไปเรื่อยๆ ก็ทำให้มีโอกาสได้อ่านข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับหนทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องที่คนสมัยนี้ให้ความสนใจกันอยู่ไม่น้อย (แหม ใครๆ ก็อยากฉลาดใช่มั้ยล่ะ หรืออย่างน้อยถ้าตัวเองหมดทางเยียวยาแล้วก็อยากให้ลูกฉลาดใช่มั้ย) ก็เลยหยิบมาเล่าสู่กันฟังแบบสรุปๆ ดังนี้ครับ

Exercise, Exercise, Exercise

วิธีที่ claim กันว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้นั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าได้ผลอย่างแน่นอนทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้วิธีเดียวที่วงการ Brain Science รู้ว่าได้ผลอย่างแน่นอน เพราะมีการวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่ารองรับ และให้ผลที่สอดคล้องกันมากที่สุด คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ [1. Brain Rules, John Medina, Chapter 1 p.14] สมองของคนเราชอบการออกกำลังกายทางร่างกาย (แปลกดีมั้ยครับ)

หนึ่งในการวิจัยเหล่านั้นพบว่า คนที่มีวิถีชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่แทบทั้งวันหากจับมาออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำอย่างน้อยสี่เดือนจะทำให้ความสามารถของสมองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแทบทุกด้าน (เช่น ความจำระยะยาว การใช้ตรรก การจดจ่อ การแก้ปัญหา ไหวพริบ การคิดเชิงนามธรรม ฯลฯ แต่ยกเว้นพวกทักษะเกี่ยวกับความจำระยะสั้น เช่น การให้จดจำอะไรจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ที่ไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย) เป็นต้น ผลการวิจัยอื่นๆ อีกมากหมายหลายชิ้นก็ให้บทสรุปในทำนองเดียวกัน นอกจากนี้ ยังพบว่า คนที่เข้าสู่วัยชราโดยที่มี mental alertness สูงกว่าคนชราโดยทั่วไป มักเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำเมื่อครั้งยังหนุ่มอยู่

ยังไม่เป็นทราบแน่ชัดว่าเหตุใด การออกกำลังกายจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ แต่เชื่อกันว่า การออกกำลังกายช่วยให้น้ำตาลและอ็อกซิเจนเข้าสู่สมองมากขึ้นซึ่งจะช่วยขจัด toxin ที่ตกค้างอยู่ในเซลล์ประสาท และกระตุ้นการทำงานของโปรตีนที่คอยเชื่อมเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน เป็นไปได้ว่า สมองของเราถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีในขณะที่เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ยุคหินทำเป็นประจำแต่ขาดหายไปในวิถีชีวิตยุคปัจจุบัน (มนุษย์ในยุคหินต้องเดินเฉลี่ยวันละ 10-12 ไมล์ เพื่อหาอาหาร)

การออกกำลังกายที่จะส่งผลดีต่อสมองมากที่สุดต้องเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเท่านั้น(เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิค) โดยทำวันละ 30 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์

Brain Training

ไอคิวของคนเรานั้นไม่ได้ขึ้นกับจำนวนเซลล์สมองหรือขนาดของสมองแต่อย่างใด และหลังจากที่เราเกิดมาได้ไม่นานเซลล์สมองของเราจะแทบไม่เพิ่มจำนวนขึ้นอีกเลยตลอดชีวิต ในขณะที่ส่วนหนึ่งจะค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ เมื่อเราเข้าสู่วัยกลางคนด้วย การที่เราสามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้มากขึ้นเมื่อเติบโตเป็นเพราะเซลล์สมองที่มีอยู่เท่าเดิมของเรามีการเชื่อมโยงกันในลักษณะที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากการที่เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (เมื่อเราต้องจำอะไรสักอย่างหนึ่ง เซลล์สมองจำนวนหนึ่งจะถูกอุทิศให้กับความจำเรื่องนั้นด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียงตัวของมันใหม่ และหากความจำส่วนนั้นไม่ได้ใช้งานนานจนลืม เซลล์สมองเหล่านั้นก็สามารถถูกนำไปอุทิศให้กับความจำเรื่องใหม่ๆ หรือการทำงานในรูปแบบอื่นของสมองได้อีกด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เซลล์สมองที่มีจำนวนจำกัดของเราเป็นเสมือนของกลางที่สามารถถูกนำไปใช้ทำอะไรก็ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนการเรียงตัวของมันใหม่เท่านั้น)

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า เรายังสามารถเพิ่มหรือดำรงประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้อยู่เสมอไม่ว่าเราจะอายุเท่าไรแล้วก็ตาม โดยการฝึกให้สมองของเราให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา สมองของเราชอบสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นวิธีฝึกสมองที่ดีที่สุดคือให้เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน หรือเป็นเรื่องเดียวกันแต่ยากขึ้นเรื่อยๆ การนั่งเล่น sudoku ที่ระดับความยากเท่าเดิมติดต่อกัน 100 เกมนั้นได้ผลน้อยกว่าการเพิ่มระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ หรือเปลี่ยนไปเล่นเกมอย่างอื่นบ้าง นักดนตรีระดับอัจฉริยะที่เล่นดนตรีมาตลอดชีวิต สมองของเขาอาจไม่ค่อยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการซ้อมดนตรีอีกต่อไป พวกเขาควรฝึกสมองด้วยกิจกรรมอย่างอื่น เช่น การสมัครเรียนบัญชีเบื้องต้น หรือเรียนรู้ภาษาใหม่แทน พยายามป้อนสมองของคุณด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย จะได้ผลมากที่สุดครับ [2. Your Brain: the missing manual, Matthew MacDonald]

Brain Foods

แต่วิธีที่ดูเหมือนจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันมากที่สุดเห็นจะได้แก่ การกินสารอาหารบางอย่าง เช่น โอเมก้า 3  สาร anti-oxidants ต่างๆ (เช่น บลูเบอรี่ ลูกพรุน ไวน์แดง ชาดำ เป็นต้น) โสม วิตามิน C วิตามิน E หรือ ขมิ้นชันและกาเฟอีนที่กล่าวว่าป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ เป็นต้น ที่จริงแล้ว ปัจจุบันยังไม่เคยมีงานวิจัยชิ้นใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียวที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า สารอาหารเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองมนุษย์จริง [3. the Secret Life of the Grownup Brain, Brabra Strauch,p. 152] มีก็แต่เพียงผลการวิจัยที่พบว่าเกิดผลบางอย่างขึ้นกับสมองของสัตว์ทดลอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการวิจัยกับมนุษย์ที่ยังให้ผลบางอย่างที่ยังไม่แน่ชัด เรื่องอาหารเสริมจึงยังเป็นเพียงแค่ความเป็นไปได้เท่านั้นว่า “อาจ” สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้

ที่จริงแล้ว ต่อให้สารอาหารเหล่านี้ใช้ได้ผลจริงแต่การรับประทานสารอาหารเหล่านี้เข้าไปก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย เพราะสมองมนุษย์เป็นอวัยวะที่มี Blood-brain Barrier กล่าวคือ เซลล์ของเส้นเลือดที่อยู่ในสมองมีการเรียงตัวที่ชิดกันมากเพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ หลุดรอดเข้าไปในสมองได้ จึงทำให้ยากที่สารอาหารเหล่านี้ที่เรากินเข้าไปเหล่านี้จะสามารถหลุดรอดเข้าไปถึงสมองได้ แม้แต่วิตามิน E เองก็ยังผ่าน เข้าไปไม่ได้เลย [4. Paula Brickford, James A.Haley]

นอกจากวิธีทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีวิธีการอื่นเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่างที่มีผลการวิจัยรองรับว่าอาจมีประโยชน์ เช่น การงีบหลับตอนบ่ายไม่เกินวันละ 20 นาทีเป็นประจำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองได้ หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่เสมอเป็นประจำจนกระทั้งเข้าสู่วัยชรา จะช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมได้ หรือความเครียดที่มีลักษณะเรื้อรังส่งผลให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโซลที่ทำลายเซลล์ต่อมใต้สมอง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความจำและความสามารถในการเรียนรู้ได้ เป็นต้น แต่สรุปแล้ว ผมว่าการออกกำลังกายเป็นประจำและพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นสองสิ่งที่คุณน่าจะลงทุนเพื่อสมองของคุณมากที่สุดครับ

Related Posts:

This entry was posted in สัพเพเหระ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

20 Responses to 0330: วิธีเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง

  1. Sierra Oscar says:

    ขอบคุณครับ

    จะออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ครับ

    ^^

  2. Dekisugi says:

    มีคนเล่นดนตรีอ่านบล็อกนี้แยะเหมือนกันแหะ :)

  3. peacedev says:

    สุดยอดมากเลยครับ พี่ “ไม่มีชื่อ” คมทุกเม็ด
    ไม่ทราบว่าพี่ไม่มีชื่อ มี blog หรือบทความให้ติดตามบ้างหรือเปล่าครับ

    ผมมีข้อมูลมาแชร์นิดหน่อยครับเกี่ยวกับการเรียนรู้ของสมอง
    สมัยทำวงดนตรีตอนวัยรุ่น มีเพื่อนคนหนึ่งขยันมากฝึกกีตาร์วันละ 4-5 ชั่วโมงทุก ๆ วัน แต่ฝึกยังไง ๆ ก็ไม่เก่ง
    สู้อีกคนที่ฝึกทุกวันเหมือนกันแต่ฝึกวันละนิดละหน่อยไม่ได้ ชนิดที่ฝีมือห่างกันเรื่อย ๆ จนเทียบไม่ติด
    สาเหตุที่การฝึกหนักของเขาได้ผลน้อยเพราะ เขาไม่ได้สนุกกับการเล่นดนตรีครับ แรงจูงใจเขามุ่งไปที่การอยากจะ”เป็นเหมือน”กับศิลปินในดวงใจ แต่ไม่ได้เข้าถึงสิ่งที่ตนพยามฝึกฝนอยู่

  4. Dekisugi says:

    อยากเรียนดนตรีด้วยหูได้บ้าง คิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ธรรมชาติที่สุด เหมือนเรียนภาษาต้องเริ่มด้วยการพูดและฟังก่อน พวกเราเริ่มต้นจากการอ่านและเขียนก่อนซึ่งทำให้เรียนแล้วใช้งานไม่ได้ ตอนโตต้องมา unlearn อีกที เสียเวลามากมาย

    จำได้ว่า Babyface ก็เป็นอีกคนที่เล่นกีต้าร์มือซ้าย ต้องสลับสายใหม่หมด อาจเป็นเพราะอุปสรรคเช่นนี้เอง ที่บังคับให้เขาต้องเรียนรู้ด้วยหูมากกว่าคนอื่น และทำให้แตกฉานได้มากกว่า

  5. HENDRIX says:

    นักดนตรีนี่ก็มีวิธีที่ต่างกันไปครับ
    ผมมีเพื่อนที่เล่นกีตาร์คลาสิคเก่ง แต่เล่นเพลงป็อปไม่ได้ เนื่องจากการเข้าถึงเพลงด้วย sight reading (ตา)
    ซึ่งต่างกับผมที่เริ่มเล่นมาจากการฟัง (หู) จะให้กางโน๊ตก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

    มีคลิปมาให้ดูบ้างนะครับ
    คนนี้เล่นมือซ้าย แต่หากีตาร์สำหรับคนมือซ้ายไม่ได้ เลยกลับกีตาร์เล่น สายบนจึงเป็นเส้นที่ปกติจะอยู่ล่างสุด เลยต้องหาวิธีจับคอร์ดและทางนิ้วเองหมดไม่เหมือนคนอื่น :eek:

    ส่วนคนนี้เล่นโดยมีความคิดว่าเฟร็ตกีตาร์คือคีย์ของเปียโนครับ :shock:

  6. ไม่มีชื่อ says:

    บทความนี้เก่าแล้วครับ ท่านแม่ทัพ แต่ตรงไปตรงมา อ่านแล้วมีสาระเกี่ยวกับการพัฒนาสมองอยู๋บ้างครับ อย่างไรก็ตาม ความเห็นของคนที่มีประสบการณ์บางอย่าง ไม่ปลอดความรู้สึกส่วนตัว การประเมินเรื่องต่างๆ ขาดความเป็นกลางซึ่งพยายามหลีกเหลี่ยงให้มากที่สุด

    ——————-

    อาจารย์บัฟเฟตกับอาจารย์มังเกอร์เกี่ยวข้องกับคนยิวไม่มากไม่น้อย เจตนาของผู้เขียนไมได้ต้องการรมแก๊สผู้อ่านด้วยข้อมู]ที่ซับซ้อนหรือกลับชักชวนให้เกิดความเข้าใจที่ไขว้เขว แต่ไม่มีทางที่ผู้เขียนจะมั่นใจจนไปเห็นโรงเรียนเด็กที่จีนใช้วิธีจับคู่เรียนเหมือนโรงเรียนในอิสราเอล ในวินาทีนั้นผู้เขียนนึกถึงเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ โค่งจงกับฉีจื่อหลิงจับคู่เรียนวิทยายุทธ์ หวนคิดถึงอารมณ์ที่ท่านลีกวนยิวไปเรียนรู้การเอาตัวรอดจากคนยิวตอนตั้งประเทศใหม่ๆ เรื่องมันยาวครับ อ่านแล้วงานนี้มีรางวัลบ้างเหมือนกัน ผู้เขียนกำลังเล่าข้ามตอนแล้ว

    ถ้าไปใครยกย่องอาจารย์มังเกอร์ แต่ไม่กล่าวถึงอาจารย์บัฟเฟตด้วย เป้นการขาดวิตามินอย่างรุนแรง มังกเอร์เปรียบเหมือนเหงือก บัฟเฟตเปรียบเหมือนฟัน พวกเรากลับมีฟันที่แข็งแรงมานานหลายปี แต่กลับละเลยความแข็งแรงของเหงือก ดีที่ท่านลีลูกล่าวถึงอาจารย์มังเกอร์ที่ undervalue มานาน

    Warren Buffett’s Jewish Connection
    http://www.jewishjournal.com/articles/item/warren_buffetts_jewish_connection_20060602/

    วอเร้น บัฟเฟต คนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขานั้นเป้นคนยิวที่ชื่อ อาจารย์ เบนจามิน แกรม
    เบนจามินนั้นเป้นชื่อยิวครับ เบนจามิน เฟลงคลินก็เป็นยิวเช่นกัน
    เบนจามิน แฟลงคลิน ไหนหรือครับ
    ก็คนที่เสี่ยงชีวิตบินขึ้นไปในพายุฝนฟ้าคะนองเพื่อค้นหาว่ากระแสไฟฟ้าทำอะไรได้บ้างนั่นละครับ
    และคนนี้ละครับที่เป็น อาจารย์ของ ชาลี มังเกอร
    แล้้วมังเกอ์ืร์เป็นใคร
    มังเกอร์เป็น business partner ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของบัฟเฟต
    ทั้งบัฟเฟต และ มังเกอร์ ไม่ใช่ไมไ่ด้เ็ป็นคนยิวครับ
    แต่ได้ค้นพบหลักการความฉลาดแบบคนยิว และนำมาปรับใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
    ในแบบที่ไม่มีนักลงทุนในใด ๆ โลกนีจะทำได้้เหมือนพวกเขา แม้กระทั่งคนยิวเองก็ตาม

    พวกเขาทั้งสอง หาใครสักคนให้เลียนแบบ ใช้แรงบันดาลใจจาก “อ.แกรม และ อ.แฟลงคลิน” ที่เขาเรียนแบบได้เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง และช่วยปลุกศัทธาและความแข็มแข็งให้กับตัวเอง อย่างที่พวกเขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าพวกเขามี และทำให้พวกเขาเป็นอะไรได้ดีที่สุดอย่างที่เขาจะเป็นได้

    และเป็นการบังเอิญเสียเหลิอเกินที่ “แรงบันดาลใจ” ของคนทั้งสองจะเป็นคนยิวอย่างเบนจามินทั้งสองท่านซะด้วย

    ในสังคมยิว เขามีระบบ “แรบไบ” ครับ แรบไบนี้ ผู้นำในชุมชน หรือ ผู้นำในศาสนา และการติดตามแร็บไบเพื่อเรียนรู้วิธีคิดของท่านหรือแม้กระทั่งธรรมเนียมปฎิบัติของท่านเหล่านั้นเป้นลักษณะเฉพาะของคนยิว
    ที่เคยมีมาเป็นพันๆ ปี และ จะมีอยู่ตลอดไป

    แค่บัฟเฟตและมังเกอร์นั้นไม่ได้ทำตาม “แร็บไบแกรม” และ “แร็บไบแฟรงคลิน” แบบไม่ลืมหัวลืมตา พวกเขาไม่ไ่ด้รับจากคนทั้งสองมาทุกอย่าง แต่กลับคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ในลักษณะสมดุลและเป็นอิสระ
    และใช้วิจารณญาณของพวกเขาเองและไม่ปฎิเสธลักษณะเฉพาะและตัวตนของตนเองเลย

    บัฟเฟตกับมังเกอรนั้นปรึกษากันตลอดเวลาครับ

    การทำงานแบบจับคู่เต้นแทงโก้แบบคู่หูนี้เป็นลัการะของคนยิวครับ

    ในพระคัมภีร์กมาราของยิวนั้นบอกไว้ว่า

    “คัมภีร์โทรา (เปรียบเหมือนไบเบิลของคนคริสนั่นละครับ จริงๆ แล้ว 5 บทแรกของพันะสัญญาเก่าในไบเบิลก็คื อคัมภีรืโทรานั่นเองครับ) ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆแต่ต้องเรียนรู้ด้วยการศึกษาร่วมกัน”

    ในสังคมคนยิวนั้น พวกเขาจะมีคู่หหรือที่เรียกว่า “เฮฟรูทา” ่ต้องเรียนร่วมกันตั้งแต่เด็กๆ เลย และ ครุจะเป้นคนเลือกให้พวกเขา
    เมื่อโตขึ้น พวกเขารับผิดชอบตนเองกันได้แล้ว จึงหาคู่ที่เหมาะสมให้ตัวเอง

    ไม่เคยเป้นสาม แต่จะเป้นคู่เสมอ!!!!

    วิธีนี้จับคู่นี้ ย้อนยุคไปสมัยที่พวกเขาถูกตามล่าจากชนชาตือื่น และต้องเร่ร่อนไปในทะเลทราย
    ด้วยสาเหตุที่ขาดแคลนครูและไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน ทำให้ต้องคิดค้นระบบการเรียนแบบจับ
    คู่เพื่อช่วยเหลือกันและกันและรักษาสืบต่อคัมภีรืโทราที่ศักสิทิ์ของพวกเขาฺได

    นี่คือที่มาของวิธีการเรียนแบบนี้!!!!!

    ————-

    นักลงทุนสามารถดัดแปลงวิธีนี้มาใช้กับตนเอง

    แนวความคิดพื้นฐานคือเมื่อเรียนร่วมกับเพืื่อน เราจะได้อธิบายและขยายความในสิ่งที่เราคิด
    เราเรียนจากคูู่่่หุและ สอนเขาในเวลาเดียวกัน
    เทรดเดอร์คูหูที่ดีคือผู้ที่กระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ที่เื่อื้อประโยชน์ต่อกัน
    เพื่อนำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากกันและกัน
    วิธีการเรียนแบบนี้ช่วยกระตุ้นความคิดและการเรียนรู้ในระดับที่ลึกซึ้ง
    เทรดเดอร์ทั้งสองคนต้องรู้ว่าตรงไหนไม่ควรล้ำเส้น
    และตั้งใจไปถึงตรงไหนตรงข้อถกเถียงนั้น
    การตะโกน จับผิดกัน เถึียงกัน และปล่อยให้ทุกสิ่งพาคนทั้งสองคนไปถึงระดับปิติยินดีสุงสุด
    เรียนรู้ด้วยพลังงานทั้งหมด ด้วยตัวตนทั้งหมด ด้วยจิตวิญญาณทั้งหมด

    แม้กระทั่งโสกราติสของกรีซยังยอมรับวิธีนี้ของยิวครับ
    เขาบอกว่า…

    สมองของนักเรียนของเขาอย่างเพลโตนั้น (เพลโตเป้นอาจารย์ของอริสโตเติลครับ และอริสโตเติลเป้นอาจารย์์ืของ พระเจ้าอเล้กซานเดอร์มหาราช ) จะรับข้อมูลได้ดีที่สุด ไม่ใช่จากการสอนของเขา
    ความรู้จะสะสมเพิ่มขึ้น และสติปัยญาจะพัฒนาขึ้นต่อเมื่อนักเรียนแปรรูปข้อมูลด้วยตนเอง กล่าวอีกอย่างคือ บทบาทที่แท้จริงของครูนั้น คือแค่เป้นคนกลางให้นักเรียนรู้จักคิดเรื่องต่างๆ โดยผ่านกระบวนการค้นหาความจริงด้วยตนเองนั่นเอง!!!!

    คำว่า education นั้น มาจากภาษาละตินว่า educare ที่แปลว่า “การดึงออกมา” ครับ

    :confident:

    ไม่เพียงแค่นั้นครับ ที่สำคัญ….

    เมื่อเทรดเดอร์ต้องสอนคนอื่นด้วย นเคยลองด้วยวิธีนี้หรือปล่าวครับ??
    เมืือเราต้องมอบการศึกษากับคนอื่น เมื่อความรับผิดชอบในการส่งมอบความรู้ให้แก่คู่หูของเรา
    วางอยู่บนบ่าแล้ว ดังนั้นตั้งแต่เริ่มต้น พวกเราก็มีแรงจูงใจที่จะทำความเข้าใจเนื้อหาวิชาอย่างสุดความสามารถ

    “บุคคลต้องคิดว่าตนเป้นน้ำหอม ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลจากตน”

    นั่นคิอสิ่งที่เขียนไว้ในคัมภีร์กมารา์ของคนยิวครับ

    โรงเรียนสาธิตบางแห่งเริ่มใช้วิธีจับคู่เรียนแล้ว
    ถ้าเราไม่ใช้วิธีนี พวกเรา็ก้้พลาดเดิมพันครั้งสำคัญครับ

  7. Dekisugi says:

    ไม่ได้เจอพี่นานเลย (ถ้าผมเดาไม่ผิด) เพิ่งจะทราบเนี่ยล่ะครับว่าไปอยู่เมืองจีน

    ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ ของพี่เสมอครับ :-)

  8. ไม่มีชื่อ says:

    ผมขอเพิ่มเรื่องลุกนิดหนึ่งครับ จากที่เห็นคนจีนเลี่ยงลุกครับ ผมอาจผิดได้ครับ เพราะมองจากอคติตัวเอง

    พ่อแม่คนไทยบางท่านรักลกมากเกินไป จนจัดการกับเรื่องลุกๆ ทุกอย่าง พ่อแม่อยากเห็นลุกประสบความสำเร็จ ซึ่งธรรมดาของทุกท่าน แต่บางท่านหมกหมุ่นกับความรักระหว่างพ่อแม่กับลุกจนมากเกินไปป ถ้าอยกาให้เขาฉลาด ลองดูตัวอย่างที่ผมเห็นที่จีน เขาให้ลุกไปทำงานช่วยทำเต้าหู้ ห้า หก ขวบ ก็ทำงานได้แล้ว แต่งตัว กินข้าวเอง ซักกางเกงในเอง บ่มเพาะลุกหลานตั้งแต่เด็ก ผมไม่ยากเห็นพ่อแม่ทำร้ายลุกทางวอ้อม ท่านรักลุก แต่กลับสับสนระหว่างความรูสึกตัวเองกับความต้องการของลุก ท ให้เกิดความเก็บกดของเด้กตามมา ไม่มีใครอยากลิ้มลอง การรักลุกโอ๋มากเกินไป ไม่ให้เขาทำอะไรเองเลย คล้ายกับว่าจะปลุกฝังให้พวกเขามีสัญชาติญานของการเลี่ยงลุกให้เป็นคนอ่อนแอ

    ผมเห็นคนจีนเขาใช้ระบอบทุนนิยม แต่เขาเข้าใจข้อเสียของระบอบอย่างดี
    เขาไม่ให้ลุกสบาย ลองผิดกันเยอะ ผิดแล้วจะได้แก้ไข ความล้มเหลว และความเหนื่อยยากนั้นจะให้ผลมากในแง่ของการหล่อหลอมเคียวกรำกว่า

    ผมจำได้ว่า โซรอสเคยบอกความสำเร็จของทื่นว่า

    พวกท่านยกย่องกันเกินไปแล้ว เข้าใจผิดเกี่ยวกับความสามรถของผม ไม่มีอะไรเลย ในทางเป็นจริง ผมคิดล้มเหลวตลอด และหาวฺธีแก้ไขตัวเองตลอดเวลา

    แล้วเจอกันใหม่ครับ ขอให้ท่านแม่ทัพมีสุขภาพแข็งแรงครับ

  9. ไม่มีชื่อ says:

    ผมไปค้นงานเก่าๆ ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ comment รกไปหน่อย
    ไมได้มีเจตนาทะเลากับท่านแม่ทัพ แต่การมีความคิดที่แตกต่างคือการพัฒนาสมอง
    จำได้ไหมครับ ที่ท่านบอกว่าการออกมาจาก thaivi เพราะความเห็นเหมือนกันมากเกินไป
    ผมเห็นด้วยกับท่าน เมื่อที่ใดมีความคิดเนเอกฉันท์มากเกินไป ที่นั่นก็ใกล้กลับหัวเหมือนหุ้นแล้ว
    อยู่ที่ว่าจะกลับขึ้นหรือกลับลงเท่านั้น
    แวะมาทักทายครับ พรุ่งนี้ผมต้องกลับไปจีนแล้ว
    ขอบคุณมากครับ คิดถงท่านแม่ทัพและพี่กูรูขอบสนามเสมอ

    —————

    ใครเข้าใจยิว เข้าใจการเป้น trader ที่เก่งกาจ

    ไหน ๆ ก็เป็น เว็บ trader ผมจะโยงเข้ากันตามเหตุและผลที่เป้นเครื่องมือที่ดีที่สุดใรการเข้าใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัว และยังเป้นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่เอาไว้ต้อสู้กับตลาดในฐานะนักลงทุนคนหนึ่งครับ

    ผมตั้งประเด็นไว้อย่างนี้ เพราะอ่านประวัติเขามีตั้งมากมาย

    วันนี้จะขอแปะสิ่งที่ตั้งข้อสังเกตไว้ เพราะโลกของการเงินเป้นโลกของคนยิวจริงๆ ครับ

    ในประวัติศาสตร์นั้น (มาแปะไว้วันหลังในช่วงวันหยุดนี้ครับ) คนยิิวโดนขับไล่โดนเจ้าของประเทศตลอดตั้งแต่อังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน

    การที่คนเราต้องเจอกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น เป้นคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตลาดอย่างมาก
    เรียกว่า พวกเขามีคุณสมบัติฟังใน DNA ตั้งแต่เกิดเลยด้วยซ้ำ
    DNA นี้คือ การเคยชินกับสิ่งต่าง ๆ การรุ้สึกสะดวกสบาย เป้นสิ่งต้องห้ามลำดับแรก
    เมืือคนเราเคยชินกับสิ่งต่างๆ นั้น เป้นปัยหาใหญ่ที่สุดในการพัฒนาตนเองเพื่อความอยู่รอด

    ดูเหมือน พวกเขาจะใช้ชีวิตที่ตรงข้ามกับความต้งการของมนุษยือย่างเรา ๆ ที่ คิดว่า ความสะดวกสบายไม่เป็นผลดีต่อชีวิต

    พุดกันโดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะไม่เคยพอใจกับสภาพชีวิตที่เป้นอยู่ แม้กระทั่งความมั่นคงทางการเงิน!!!!

    พอคิดได้คุณลักษณะอย่างนี้แล้ว เรื่อง value investing มันแว๊บขึ้นมาทันที

    ( ผมพยายามหาว่า คำว่า value มีรากศัพท์มาจาก ภาษา hebrew แต่ยังหาไม่เจอจริง ๆครับ )

    มันทำให้เราโยงไปถึงว่า พวกเขาต้องเป็นอิสระจากอดีต จากความเชื่อในอดีต ซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้คนเราพัฒนาทางความคิด และ นั้นเป็นเรื่องของ ขอบเขตแห่งการรับรู้ที่ต้องเปิดกว้า่งตลอด
    ขอบเขตแห่งความสามารถดูเหมือนจะคุ้น ๆ และ อยู่ห่างไปไม่ไกลเลยครับ

    หัวใจ คือ จะต้่องตอบคำถามด้วยคำถามเสมอ!!!!

    และ สิ่งที่สำคัญ การไม่ยึดติดกับความสะดวกสบาย หรือ สปาทางความคิด เหมือน การลงทุนเน้นคุณค่า ที่บางคน ยึดติดมากไปนั้น ขัดขวางต่อนักลงทุนไม่ให้ใช้ความคิดใหม่ ๆ

    นักลงทุนบางกลุ่มกำลังหลงทางนั่นเองครับ และไม่เข้าใจรากเง้าของหลักทางความคิดที่มาจากพื้นฐานใด

    การไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดจึงเป้นเรื่องสำคัยอย่างมาก การเป็นอิสระจากโซ่ตรวนต่างๆ และความรู้สึกไม่สะดวกสบายที่ต้องย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา เ้ปนอิสระจากสภาพเดิมตลอด
    ทำให้คนยิวสามารถ พัฒนา ความสามารถที่แท้จริง ได้อย่างเต็มที่

    นั้นเป้นข้อสังเกตครับ!!!

  10. ไม่มีชื่อ says:

    วิธีฝึกสมอง ประสบการร์ส่วนตัวครับ
    ผมเป็นปลาว่ายน้ำในระบอบทุนนิยม ผมหาจุดด่อนของระบอบที่ดูเหมือนว่าเป้าหมายของวัฒนธรรมทุนนิยมคือการได้มาซึ่งความสบาย ผมก็ invert กลับดู

    ถือศีล 8 นอนน้อย พุดน้อย กินน้อย
    อย่าหลงความสบาย
    คิดว่าตัวเองไม่รู้ตลอดเวลา
    ทำอะไร คิดล้มเหลว แล้วหาเผื่อทางแก้ไข มี margin of safety
    เดินทางตลอด อย่าอยู่ที่เดียวนานๆ
    ทะเลาะกับตัวเองบ่อยๆ บ่อยครั้งที่จิตใจสงบและละเอียดรอบคอบอย่างรวดเร็ว
    จับผิดตัวเอง พออคติทำให้เราไม่พอใจในเรื่องใด ก็หันไป ขอบคุณ อคติ กดสวิทเปิดคำว่าขอบคุณ ดั่งกดแผงหน้าปัดสวิทกดละลายฟ้าบนกระจกในรถ
    ขอบคุณเยอะ ๆ ครับ รถชนตุดรถเรา แทนที่จะด่าเขา ให้พูดขอบคุณก่อนอื่นใด
    Invert always invert
    ถ้าชอบอะไรลองไปถามความเห็นกับคนที่ไม่ชอบความคิดเรา
    ที่ท่านลงให้อ่าน ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงทั้งหมด

    สัญชาติญานในการเอาตัวรอดต่างหากละครับที่เป็นตัวกำหนดการพัฒนาของสมอง

    ถ้าเขาไม่มีความกระตือรือร้น ทำตามข้างบนก็ไม่มีความหมายครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>