0053: โลกนี้มีอย่างหนึ่งที่ฟรี

ทุกท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ใช่มั้ยครับ พอได้ยินแล้วก็พลางคิดไปว่าทำไมพวกนักเศรษฐศาสตร์ถึงมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้

ผมไม่ได้จะมาแก้ต่างให้นักเศรษฐศาสตร์ว่าทำไมพวกเขาถึงมองโลกในแง่ร้ายอย่างนั้น แต่ผมจะมาบอกว่า ที่จริงแล้วในโลกนี้ยังมีอยู่อย่างหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ที่แม้จะมองโลกในแง่ร้ายก็ยังยอมรับว่าเป็นของฟรี อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าสิ่งนั้นคืออะไร

นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่า การแลกเปลี่ยน (Trade) ทำให้เกิดผลประโยชน์สุทธิที่เป็นบวก พูดง่ายๆ ก็คือ ประโยชน์สุทธิที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนนั้นเป็นของที่ได้มาฟรีๆ

หมู่บ้านหนึ่งมีสองครอบครัว ครอบครัวแรกปลูกข้าว ครอบครัวที่สองเลี้ยงไก่ เดิมสองครอบครัวนี้ต่างคนต่างอยู่มีความกินดีอยู่ดีระดับหนึ่ง แต่ถ้าครอบครัวนี้นำผลผลิตส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนกันส่วนหนึ่ง (ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้เอง) ทั้งสองครอบครัวจะมีทั้งข้าวมีทั้งไก่ไว้บริโภค ข้าวที่เคยปลูกได้เกินความต้องการแทนที่จะเอาไปทิ้งก็เอาไปแลกไก่ ความกินดีอยู่ดีของทั้งสองครอบครัวจะสูงกว่าเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับในกรณีที่ทั้งสองครอบครัวต่างคนต่างอยู่เนื่องจากทางเลือกในการบริโภคที่มากกว่าเดิม ความกินดีอยู่ดีที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นของฟรี เพราะเกิดขึ้นมาได้เองโดยที่ผลผลิตของทั้งสองครอบครัวไม่ได้เพิ่มขึ้น มันเป็นของที่ได้มาฟรีๆ อย่างแท้จริง นักเศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า Trades create wealth

ประเทศสองประเทศมีความถนัดในการผลิตสินค้าและบริการไม่เหมือนกัน ทรัพยากรที่มีอยู่ก็ไม่เหมือนกัน สิ่งที่มีอยู่อย่างล้นเหลือและสิ่งที่ขาดแคลนก็ไม่เหมือนกัน เพียงแค่สองประเทศนี้เปิดเข้าหากันและแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองมีอยู่ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่มาจากการเจรจากันของทั้งสองฝ่าย สองประเทศนี้ก็จะกินดีอยู่ดีขึ้นได้เองโดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเลย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงสนับสนุน FTA (โปรดสังเกตด้วยว่าถ้าสองประเทศเหมือนกันหมดในทุกด้าน ประโยชน์สุทธิอันนี้จะไม่มี แต่ในความเป็นจริงไม่มีสองประเทศไหนที่จะเหมือนกันทุกอย่าง)

ผมรู้นะว่าคุณจะเถียงอะไรต่อไป เอาไว้มาต่อคราวหน้าครับ

Related Posts:

This entry was posted in เศรษฐศาสตร์ and tagged . Bookmark the permalink.

20 Responses to 0053: โลกนี้มีอย่างหนึ่งที่ฟรี

  1. nut776 says:

    ผมเคยอ่านของ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ของดร. วรากรณ์ สรุป เหมือนไม่ได้ไอเดียอะไรสำหรับตัวเอง
    ส่วนเรื่อง fta หลักการอาจจะดี แต่ผมไม่แน่ใจมันไม่มี hidden agenda แน่หรือ

  2. nut776 says:

    งง ใช้ได้เลยคับ

  3. 1001ii says:

    ส่วนคำถามของคุณ terati เอาไว้รออ่านต่อได้เลยครับ

  4. 1001ii says:

    ถ้าฟรีที่หมายถึงไม่ได้ลงทุนอะไรเลย นั่นไม่ฟรีครับ
    แต่ที่ฟรีหมายถึงมี consumer surplus เกิดขึ้นมาส่วนหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่เดิม (ได้แก่ ต่างคนต่างอยู่) consumer surplus ส่วนนี้เท่านั้นที่เป็นของฟรีเพราะไปส่วนที่มากกว่าต้นทุนที่แลกไปครับ

  5. kitty says:

    ลืมบอกไปอีกหนึ่งอย่างว่า ที่เมืองไทย หนังสือที่คุณเขียน ติดอันดับหนังสือขายดีของบีทูเอสด้วยนะคะ (ไม่ทราบว่ามีขายที่นี่ที่เดียวหรือเปล่า…^^ ) บอกตามตรงว่าเคยเข้าไปยืนอ่านที่ร้าน-แต่ไม่ได้ซื้อมา และถามเพื่อนๆหลายคนที่เค้าซื้อมาอ่านก็บอกว่าชอบหน้งสือของคุณทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเหมียวจะไม่ใช่แฟนพันธ์แท้เหมือนคุณ MacroArt หรือคนอื่นๆ แต่ก็ขอแสดงความยินดีที่มีคนชอบและชื่นชมคุณด้วยนะคะ………..แมวเหมียว ชอบอ่านหนังสือแนวเศรษฐศาสตร์

  6. kitty says:

    “ข้าวทุกเม็ดที่เอาไปแลกมีต้นทุนค่าเสียโอกาสจริงอย่างว่าครับเพราะยังไงเสียข้าวพวกนั้นก็เอามากินได้ แต่เนื่องจาก demand curve ของทุกคนเป็นเส้นที่เอียงลง (มีความชันเป็นลบ) ข้าวเม็ดแรกที่เรามี มีความหมายต่อเรามากกว่า ข้าวเม็ดที่ห้าล้านที่เรามี (เพราะเราอิ่มแล้ว) ดังนั้นการเอาข้าวเม็ดที่ห้าล้านไปแลกกับไก่ตัวที่หนึ่งในชีวิตของเราย่อมทำให้เกิดกำไรทางเศรษฐศาสตร์ครับ (better off) เรื่องนี้เกิดกับคนเลี้ยงไก่ด้วยเช่นกันเพราะไก่ตัวที่คนเลี้ยงไก่เอาไปแลกนั้นเป็นไก่ตัวที่ห้าสิบของเขาซึ่งมีความหมายต่อเขาน้อยมากแล้ว
    ประโยชน์สุทธิที่เกิดขึ้นก็คือ consumer surplus ของทั้งสองฝ่ายนั่นเองครับ (อันนี้ชักจะลึกแล้วนะครับ”

    แปลว่าข้าวเม็ดที่ห้าล้านที่เอาไปแลกกับไก่ตัวหนึ่งที่ว่าเนี่ย เป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลง ของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของผู้บริโภคใช่ไหมคะ งั้นก็แสดงว่าที่บอกว่า ได้มาฟรี เพราะมองในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่สามารถแปลงจากความพึงใจที่ได้ลงน้อยลง เป็นกำไร ให้ได้ไก่มา ที่เรียกว่าconsumer surplus
    แต่ยังไงก็คิดว่ามันไม่ใช่ของฟรีซะทีเดียว แต่ว่าเป็นส่วนเกินที่เพิ่มมามากกว่าจะบอกว่าฟรี เพราะคำว่าได้มาฟรี คือไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แล้วได้ผลตอบแทนมาเลยแต่นี่เราก็ต้องลงทุนปลูกข้าวตั้งแต่เม็ดแรก จนกระทั่งได้ข้าวเม็ดที่ห้าล้าน แล้วนำไปแลกไก่มานะคะ เค้าถึงได้บอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เพราะถึงบอกว่าให้ฟรี แต่ก็จะมีเงี่อนไขอยู่ในตัวมันเอง เช่นสินค้าบางอย่างแถมฟรี…เมื่อซื้อสินค้าชิ้น 2 ชิ้นขึ้นไป หรือ แถมฟรี เมื่อซื้อครบ 1000 บาท เป็นต้น………แมวเหมียว เริ่มศึกษา เศรษฐศาสตร์

  7. terati20 says:

    เราควรจะทำ FTA กับ ประเทศที่ ผลิต สินค้า คนละอย่างกับเรา
    หรือ เป็น supplier ให้เราใช่ไหมครับเช่น

    เปิด FTA กับ ออสเตรเลีย เพื่อนำเข้า เนื้อ วัว ถูกๆ เเล้วทำเป็น อาหาร กระป๋อง ส่งออก

    เข้าใจถูกเป่าไม่รู้??

  8. cher3155 says:

    สำหรับ FTA นั้นมีการสนับสนุนจากนักเศรฐศาสตร์มานาน แต่ยังถูกปิดกั้นโดยนโยบายต่างๆ
    ไม่รวมถึงด้านการเมืองของประเทศต่างๆอีก นับว่าเป็นความฝันที่ยากที่จะเป็นจริง
    ตัวอย่าง ในกลุ่มประเทศยุโรปนั้นแตกต่าง เนื่องจากการที่กลุ่มประเทศในยุโรป สามารถจับมือกันเป็นพันธมิตร ค่าเงินยูโรฯ ซั่งเป็นกลบุทธ์ที่สร้างความเหนียวแน่นให้กับกลุ่มพันธมิตรอย่างแท้จริง ส่วนในเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบด้านการแข่งขันนับว่า ผลประโยชน์ตกกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง แต่ในกรณีที่ว่า Trades create wealth นั้นมาจากการแลกเปลี่ยนที่ได้มาฟรีๆนั้น ไม่ได้คิดในแง่ของค่าเสียเวลา ค่าขนส่ง ฯลฯ consumer surplus ที่ว่าเลยมาแบฟรีๆ

    สงสัยมานานแล้วว่า ทฤษฏีที่มีข้อจำกัดของเศรษฐศาสตร์ จับมาวิเคราะห์โลกวุ่นๆได้อย่างไร??
    (แอบขัดแย้งกับ ทฤษฏี ตลอดเลยค่ะ ฮ่าๆๆ)

    เชอรี่

  9. MacroArt says:

    สวัสดีครับ ผมติดตามงานเขียนมาตั้งแต่ “วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง” จนเพิ่งได้อ่าน “เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม” ชอบเนื้อหาและตัวอย่างในหนังสือมากๆ ครับ

    ได้รู้จักบล็อกนี้จากหนังสือทฤษฎีเกม ชอบเนื้อหาในบล็อกเหมือนกันครับ เลยจะขออนุญาตนำ RSS Feed ไปติดในบล็อกของผมหน่อยนะครับ

    http://blog.macroart.net

  10. 1001ii says:

    คุณ mgost เปิดประเด็นให้ผมเอาไปเขียนบล็อกได้อีกนานเลยนะเนี่ย จะเก็บหัวเรื่องนี้ไว้เขียนครับ ไทยเราทำอะไรดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>