ทุกท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ใช่มั้ยครับ พอได้ยินแล้วก็พลางคิดไปว่าทำไมพวกนักเศรษฐศาสตร์ถึงมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้
ผมไม่ได้จะมาแก้ต่างให้นักเศรษฐศาสตร์ว่าทำไมพวกเขาถึงมองโลกในแง่ร้ายอย่างนั้น แต่ผมจะมาบอกว่า ที่จริงแล้วในโลกนี้ยังมีอยู่อย่างหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ที่แม้จะมองโลกในแง่ร้ายก็ยังยอมรับว่าเป็นของฟรี อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าสิ่งนั้นคืออะไร
นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่า การแลกเปลี่ยน (Trade) ทำให้เกิดผลประโยชน์สุทธิที่เป็นบวก พูดง่ายๆ ก็คือ ประโยชน์สุทธิที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนนั้นเป็นของที่ได้มาฟรีๆ
หมู่บ้านหนึ่งมีสองครอบครัว ครอบครัวแรกปลูกข้าว ครอบครัวที่สองเลี้ยงไก่ เดิมสองครอบครัวนี้ต่างคนต่างอยู่มีความกินดีอยู่ดีระดับหนึ่ง แต่ถ้าครอบครัวนี้นำผลผลิตส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนกันส่วนหนึ่ง (ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้เอง) ทั้งสองครอบครัวจะมีทั้งข้าวมีทั้งไก่ไว้บริโภค ข้าวที่เคยปลูกได้เกินความต้องการแทนที่จะเอาไปทิ้งก็เอาไปแลกไก่ ความกินดีอยู่ดีของทั้งสองครอบครัวจะสูงกว่าเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับในกรณีที่ทั้งสองครอบครัวต่างคนต่างอยู่เนื่องจากทางเลือกในการบริโภคที่มากกว่าเดิม ความกินดีอยู่ดีที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นของฟรี เพราะเกิดขึ้นมาได้เองโดยที่ผลผลิตของทั้งสองครอบครัวไม่ได้เพิ่มขึ้น มันเป็นของที่ได้มาฟรีๆ อย่างแท้จริง นักเศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า Trades create wealth
ประเทศสองประเทศมีความถนัดในการผลิตสินค้าและบริการไม่เหมือนกัน ทรัพยากรที่มีอยู่ก็ไม่เหมือนกัน สิ่งที่มีอยู่อย่างล้นเหลือและสิ่งที่ขาดแคลนก็ไม่เหมือนกัน เพียงแค่สองประเทศนี้เปิดเข้าหากันและแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองมีอยู่ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่มาจากการเจรจากันของทั้งสองฝ่าย สองประเทศนี้ก็จะกินดีอยู่ดีขึ้นได้เองโดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเลย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงสนับสนุน FTA (โปรดสังเกตด้วยว่าถ้าสองประเทศเหมือนกันหมดในทุกด้าน ประโยชน์สุทธิอันนี้จะไม่มี แต่ในความเป็นจริงไม่มีสองประเทศไหนที่จะเหมือนกันทุกอย่าง)
ผมรู้นะว่าคุณจะเถียงอะไรต่อไป เอาไว้มาต่อคราวหน้าครับ

ผมเคยอ่านของ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ของดร. วรากรณ์ สรุป เหมือนไม่ได้ไอเดียอะไรสำหรับตัวเอง
ส่วนเรื่อง fta หลักการอาจจะดี แต่ผมไม่แน่ใจมันไม่มี hidden agenda แน่หรือ
งง ใช้ได้เลยคับ
ส่วนคำถามของคุณ terati เอาไว้รออ่านต่อได้เลยครับ
ถ้าฟรีที่หมายถึงไม่ได้ลงทุนอะไรเลย นั่นไม่ฟรีครับ
แต่ที่ฟรีหมายถึงมี consumer surplus เกิดขึ้นมาส่วนหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่เดิม (ได้แก่ ต่างคนต่างอยู่) consumer surplus ส่วนนี้เท่านั้นที่เป็นของฟรีเพราะไปส่วนที่มากกว่าต้นทุนที่แลกไปครับ
ลืมบอกไปอีกหนึ่งอย่างว่า ที่เมืองไทย หนังสือที่คุณเขียน ติดอันดับหนังสือขายดีของบีทูเอสด้วยนะคะ (ไม่ทราบว่ามีขายที่นี่ที่เดียวหรือเปล่า…^^ ) บอกตามตรงว่าเคยเข้าไปยืนอ่านที่ร้าน-แต่ไม่ได้ซื้อมา และถามเพื่อนๆหลายคนที่เค้าซื้อมาอ่านก็บอกว่าชอบหน้งสือของคุณทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเหมียวจะไม่ใช่แฟนพันธ์แท้เหมือนคุณ MacroArt หรือคนอื่นๆ แต่ก็ขอแสดงความยินดีที่มีคนชอบและชื่นชมคุณด้วยนะคะ………..แมวเหมียว ชอบอ่านหนังสือแนวเศรษฐศาสตร์
“ข้าวทุกเม็ดที่เอาไปแลกมีต้นทุนค่าเสียโอกาสจริงอย่างว่าครับเพราะยังไงเสียข้าวพวกนั้นก็เอามากินได้ แต่เนื่องจาก demand curve ของทุกคนเป็นเส้นที่เอียงลง (มีความชันเป็นลบ) ข้าวเม็ดแรกที่เรามี มีความหมายต่อเรามากกว่า ข้าวเม็ดที่ห้าล้านที่เรามี (เพราะเราอิ่มแล้ว) ดังนั้นการเอาข้าวเม็ดที่ห้าล้านไปแลกกับไก่ตัวที่หนึ่งในชีวิตของเราย่อมทำให้เกิดกำไรทางเศรษฐศาสตร์ครับ (better off) เรื่องนี้เกิดกับคนเลี้ยงไก่ด้วยเช่นกันเพราะไก่ตัวที่คนเลี้ยงไก่เอาไปแลกนั้นเป็นไก่ตัวที่ห้าสิบของเขาซึ่งมีความหมายต่อเขาน้อยมากแล้ว
ประโยชน์สุทธิที่เกิดขึ้นก็คือ consumer surplus ของทั้งสองฝ่ายนั่นเองครับ (อันนี้ชักจะลึกแล้วนะครับ”
แปลว่าข้าวเม็ดที่ห้าล้านที่เอาไปแลกกับไก่ตัวหนึ่งที่ว่าเนี่ย เป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลง ของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของผู้บริโภคใช่ไหมคะ งั้นก็แสดงว่าที่บอกว่า ได้มาฟรี เพราะมองในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่สามารถแปลงจากความพึงใจที่ได้ลงน้อยลง เป็นกำไร ให้ได้ไก่มา ที่เรียกว่าconsumer surplus
แต่ยังไงก็คิดว่ามันไม่ใช่ของฟรีซะทีเดียว แต่ว่าเป็นส่วนเกินที่เพิ่มมามากกว่าจะบอกว่าฟรี เพราะคำว่าได้มาฟรี คือไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แล้วได้ผลตอบแทนมาเลยแต่นี่เราก็ต้องลงทุนปลูกข้าวตั้งแต่เม็ดแรก จนกระทั่งได้ข้าวเม็ดที่ห้าล้าน แล้วนำไปแลกไก่มานะคะ เค้าถึงได้บอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เพราะถึงบอกว่าให้ฟรี แต่ก็จะมีเงี่อนไขอยู่ในตัวมันเอง เช่นสินค้าบางอย่างแถมฟรี…เมื่อซื้อสินค้าชิ้น 2 ชิ้นขึ้นไป หรือ แถมฟรี เมื่อซื้อครบ 1000 บาท เป็นต้น………แมวเหมียว เริ่มศึกษา เศรษฐศาสตร์
เราควรจะทำ FTA กับ ประเทศที่ ผลิต สินค้า คนละอย่างกับเรา
หรือ เป็น supplier ให้เราใช่ไหมครับเช่น
เปิด FTA กับ ออสเตรเลีย เพื่อนำเข้า เนื้อ วัว ถูกๆ เเล้วทำเป็น อาหาร กระป๋อง ส่งออก
เข้าใจถูกเป่าไม่รู้??
สำหรับ FTA นั้นมีการสนับสนุนจากนักเศรฐศาสตร์มานาน แต่ยังถูกปิดกั้นโดยนโยบายต่างๆ
ไม่รวมถึงด้านการเมืองของประเทศต่างๆอีก นับว่าเป็นความฝันที่ยากที่จะเป็นจริง
ตัวอย่าง ในกลุ่มประเทศยุโรปนั้นแตกต่าง เนื่องจากการที่กลุ่มประเทศในยุโรป สามารถจับมือกันเป็นพันธมิตร ค่าเงินยูโรฯ ซั่งเป็นกลบุทธ์ที่สร้างความเหนียวแน่นให้กับกลุ่มพันธมิตรอย่างแท้จริง ส่วนในเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบด้านการแข่งขันนับว่า ผลประโยชน์ตกกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง แต่ในกรณีที่ว่า Trades create wealth นั้นมาจากการแลกเปลี่ยนที่ได้มาฟรีๆนั้น ไม่ได้คิดในแง่ของค่าเสียเวลา ค่าขนส่ง ฯลฯ consumer surplus ที่ว่าเลยมาแบฟรีๆ
สงสัยมานานแล้วว่า ทฤษฏีที่มีข้อจำกัดของเศรษฐศาสตร์ จับมาวิเคราะห์โลกวุ่นๆได้อย่างไร??
(แอบขัดแย้งกับ ทฤษฏี ตลอดเลยค่ะ ฮ่าๆๆ)
เชอรี่
สวัสดีครับ ผมติดตามงานเขียนมาตั้งแต่ “วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง” จนเพิ่งได้อ่าน “เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม” ชอบเนื้อหาและตัวอย่างในหนังสือมากๆ ครับ
ได้รู้จักบล็อกนี้จากหนังสือทฤษฎีเกม ชอบเนื้อหาในบล็อกเหมือนกันครับ เลยจะขออนุญาตนำ RSS Feed ไปติดในบล็อกของผมหน่อยนะครับ
http://blog.macroart.net
คุณ mgost เปิดประเด็นให้ผมเอาไปเขียนบล็อกได้อีกนานเลยนะเนี่ย จะเก็บหัวเรื่องนี้ไว้เขียนครับ ไทยเราทำอะไรดี