ค่าเสียโอกาสเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นซึ่งคนเราละเลยกันบ่อยที่สุด แต่นอกจากค่าเสียโอกาสแล้ว ยังมีต้นทุนที่มองไม่เห็นอีกอย่างหนึ่งที่เรามักหลงลึมบ่อยไม่แพ้กันด้วย นั่นคือ Search Cost
หากคุณมีบ้านหลังหนึ่งที่ต้องการขาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คุณย่อมอยากขายบ้านหลังนั้นในได้ราคาสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
บ้านเป็นสินทรัพย์ที่ตีมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก แต่ละคนอาจมีวิธีใช้ประโยชน์จากบ้านหลังนั้นได้ไม่เท่ากัน และบ่อยครั้งคุณค่าของบ้านก็ขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนตัวด้วย บ้านของคุณจึงมีค่าต่อคนแต่ละคนไม่เท่ากัน วิธีที่จะขายบ้านของคุณให้ได้ราคาสูงสุดคือต้องขายบ้านหลังนั้นให้กับใครก็ตาม ที่เห็นคุณค่าของบ้านหลังนั้นสูงสุดในตลาด (และต้องเป็นคนที่มีเงินพอที่จะจ่ายตามคุณค่าที่เขามองเห็นด้วย)
แต่ปัญหาก็คือ คุณไม่รู้ว่าใครคือคนที่ยินดีจ่ายเงินซื้อบ้านคุณในราคาสูงที่สุดในโลกนี้ ถ้าคุณเพลี่ยงพล้ำตกลงขายให้กับคนอื่นที่เห็นคุณค่าของบ้านหลังนั้นน้อยกว่าคนที่เห็นค่าสูงสุด ก็เท่ากับคุณปล่อยได้กำไรส่วนหนึ่งที่คุณควรจะได้ซึ่งมีค่าเท่ากับส่วนต่างของราคาบ้านที่สองคนนี้ยอมจ่ายให้หลุดมือไปฟรีๆ แล้ว เงินจำนวนนี้อาจมีค่ามากทีเดียวสำหรับของราคาสูงอย่างบ้าน บางทีมันอาจจะมากกว่าเงินเดือนที่คุณทำงานหามาทั้งปีเลยก็ได้
ถ้าโลกนี้ไม่มี Search Cost คุณคงใช้เวลาอย่างไม่จำกัดในการค้นหาบุคคลที่ว่าจนกว่าจะพบ แต่ในความเป็นจริง คนเรามักไม่ได้ทำแบบนั้น เราอาจติดต่อคนที่รู้จักหรือติดประกาศขายบ้าน หลังจากนั้นเราก็พาคนที่สนใจไปดูบ้าน และเจรจาต่อรองราคากัน ทำแบบนี้อยู่สักสี่ห้าราย จนพอจะรู้ว่าคงขายบ้านหลังนี้ได้ราคาสักประมาณเท่าไร สุดท้ายแล้ว คุณก็คงขายบ้านหลังนั้นให้กับคนที่ยอมจ่ายแพงที่สุดเท่าที่คุณได้เจรจามา
ที่จริงแล้วคุณก็รู้ว่า ถ้าคุณยังคงหาต่อไปเรื่อยๆ คุณอาจพบคนที่ให้ราคาสูงกว่านั้นอีกไปเรื่อยๆ แต่คุณก็ไม่ได้ค้นหาต่อแล้ว นั่นก็เพราะว่า คุณมี Search Cost ด้วยนั่นเอง
ในความเป็นจริง เรามักค้นหาผู้ซื้อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะคิดว่าส่วนต่างราคาที่จะได้เพิ่มขึ้นจากการค้นหาต่อไปยังคงสูงกว่า Search Cost ที่เพิ่มขึ้นด้วย เมื่อไรก็ตามที่พ้นจุดนั้นไปแล้ว เราก็จะหยุดค้นหาและตกลงขายสินค้านั้นทันที
การเข้าใจว่ามี Search Cost ทำให้คุณมองเห็นคุณค่าของอาชีพหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้คุณอาจมองพวกเขาในทางลบมาก่อน
อาชีพอย่างแรกคือ นายหน้าขายบ้าน (รวมทั้งนายหน้าขายของอย่างอื่นด้วย) คุณค่าของนายหน้าขายบ้านคือช่วยลด Search Cost ให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณค้นหาคนซื้อด้วยตัวคุณเอง คุณอาจขายบ้านได้ที่ราคา หนึ่งล้านบาท แต่ถ้าคุณจ้างนายหน้าซึ่งรู้จักคนซื้อบ้านมากกว่าคุณ คุณอาจขายบ้านนั้นได้ที่ราคา 1,100,ooo บาท เมื่อหักค่านายหน้า 3% ก็เหลือเงินเข้ากระเป๋าคุณ 1,067,000 บาท คิดแล้วก็ยังมากกว่าหาคนซื้อเองอยู่ ดังนั้น ตราบใดที่ค่านายหน้ายังต่ำกว่าส่วนต่างราคาที่คุณจะขายบ้านได้แพงขึ้นเมื่อใช้บริการจากนายหน้า คุณย่อมได้รับประโยชน์จากการจ้างนายหน้า
นายหน้าหากินด้วยการสะสมข้อมูลเกี่ยวกับคนซื้อและคนขายไว้ให้มากที่สุด ด้วยการประหยัดต่อขนาดและการเรียนรู้ เขาจึงมี Search Cost ที่ต่ำกว่าคนธรรมดา และแชร์ข้อมูลเหล่านั้นให้กับคนทั่วไป เพื่อแลกกับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง ทำให้คนอื่นไม่ต้องเริ่มต้นข้อมูลใหม่ด้วยวิธีการแบบเดียวกันทุกครั้งที่ใครคนหนึ่งต้องการขายบ้านนั่นเอง
จะว่าไปแล้ว อาชีพนายหน้าก็คืออาชีพขาย “ข้อมูล” เพราะอาชีพนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยการที่เขามีข้อมูลมากกว่าลูกค้า (ในกรณีนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับคนซื้อ) เพราะถ้าลูกค้ารู้เท่ากับนายหน้า นายหน้าย่อมหาเงินจากลูกค้าคนนั้นไม่ได้ และที่จริง Search Cost ก็คือต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูล ในทางเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีค่า มีราคา และย่อมซื้อขายได้ไม่ต่างกับสินค้าอย่างอื่น เพราะว่ามันมีต้นทุนในการเข้าถึงนั่นเอง
บางคนบอกว่า อาชีพนายหน้า ไม่ควรจะมีอยู่ เพราะฉวยกำไรจากความไม่รู้ของคนอื่น จัดเป็นพวกเสือนอนกิน ไม่มีคุณค่าทางสังคม ข้อมูลควรเป็นของสาธารณะ และเป็นของฟรี แต่ถ้าหากคิดให้ดี เราจะพบว่ามีอาชีพมากมายที่หากินจากความไม่รู้ของลูกค้า ได้แก่ วิชาชีพทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น ทนายความ (อาศัยความที่ลูกค้าไม่รู้กฎหมาย) นักบัญชี (อาศัยความที่ลูกค้าไม่รู้บัญชี) รวมไปถึงอาชีพที่ทรงเกียรติอย่างเช่น แพทย์ (อาศัยความที่ลูกค้าไม่รู้เรื่องสุขภาพ) และครู (อาชีพความที่เด็กไม่รู้วิชา) ด้วย
ที่จริงแล้ว “ข้อมูล” เป็นสินค้าที่มีราคามากทีเดียว เพราะเรามักต้องใช้ Search Cost มหาศาลในการเข้าถึงข้อมูลได้ การเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำช่วยประหยัดเงินให้คนเราได้อย่างมากมาย อาชีพที่หากินเกี่ยวกัับข้อมูลทุกชนิดจึงเป็นอาชีพที่มีคุณค่าไม่แตกต่างจากคนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่จับต้องได้ทั่วไป
การเข้าใจว่ามี Search Cost ยังทำให้เราได้มุมมองใหม่อีกหลายอย่างในโลกนี้ที่เราอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน แต่เอาไว้มาต่อกันคราวหน้าครับ

ยุคอินเตอร์เน็ต ผู้บริโภคสามารถหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้า ราคา ต้นทุนการผลิตสินค้า ได้เองละเอียดทุกเม็ด. ผู้หากินกับความไม่รู้ของผู้บริโภคยังจะอยู่ในวงการต่อไปได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น ในอดีต นักเที่ยวอาบอบนวด ต้องยอมเสียเงินจำนวนหนึ่งให้เชียร์แขก เพื่อแลกข้อมูลว่าหญิงบริการคนไหนงานดี และหญิงบริการก็ต้องยอมเสียเงินจำนวนหนึ่งให้เชียร์แขกเพื่อให้ชี้นำลูกค้าที่มีศักยภาพมาใช้บริการกับตน กล่าวคือ เชียร์แขก ช่วยลด Search Cost ให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะผู้ซื้อและผู้ขายไม่มีข้อมูล
ปัจจุบัน นักเที่ยวใช้อินเตอร์เน็ตหาข้อมูลหญิงที่งานดีที่สุดได้เองผ่านเว็ปบอร์ดต่างๆ และข้อมูลน่าเชื่อถืออย่างมากเพราะลูกค้าถ่ายทอดประสบการณ์จริงแก่กัน (ต่างกับเชียร์แขกที่มีส่วนได้เสีย) บางครั้งยังมีการให้หมายเลขโทรศัพท์ให้ติดต่อตกลงกับหญิงบริการโดยตรง
นายหน้าขายบ้าน ส่วนใหญ่ ในไทย จะหาคนที่ประกาศขายบ้าน แล้วขอเป็นนายหน้า
คนที่ไม่ค่อยรู้ ก็จะหลงไปเซ็นสัญญาด้วย
.. สัญญาจะระบุว่า นายหน้าจะต้องได้ค่าตอบแทน ไม่ว่าจะมีคนติดต่อซื้อผ่านนายหน้า หรือว่าเจ้าของบ้านขายได้เอง ภายในระยะเวลากี่เดือน กี่ปี ก็ว่าไป
แต่พวกนายหน้า ก็แค่ เอารูปลง web กับ ติดป้ายประกาศตามเสาไฟ นิดหน่อย
ทำอย่างนี้หลายๆ ราย ขายได้ก็ได้ตังค์ ขายไม่ได้ ก็ไม่ได้ลงทุนอะไร
(หมายถึงส่วนใหญ่ ที่ผมเคยได้ยินมานะครับ รายที่ทำหน้าที่ได้ดีจริงๆ ก็คงมี)
รบกวนคุณ ALPHA1 อธิบายนิดนึงได้ไหมครับว่า
นายหน้าขายบ้าน เมืองไทย ไม่ตรงกับทฤษฎี แต่เป็นจับเสือมือเปล่าอย่างไรครับ
ผมยังไม่ค่อยเข้าใจครับ
นายหน้าขายบ้าน เมืองไทย ไม่ตรงกับทฤษฎี ครับ
แต่เป็น กรณี จับเสือมือเปล่า
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ