เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนอนขี้เซาอยู่ในอพาร์ตเมนท์
เป็นสายมาจากธนาคาร เจ้าหน้าที่ถามผมว่า ผมเพิ่งรูดบัตรเดบิตของผมเมื่อกี้นี้หรือเปล่า ผมตอบว่าไม่ เธอจึงบอกให้ผมตรวจดูว่าบัตรเดบิตยังอยู่กับผมหรือไม่ ปรากฏว่ามันหายไปแล้วครับ หายไปทั้งกระเป๋าสตางค์เลย ผมบอกให้เจ้าหน้าที่รีบอาญัติบัตรของผมทันที
ผมตรวจดูบัญชีของผมทางอินเตอร์เนต ปรากฏว่า มีรายการแปลกๆ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืน เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมันครั้งละหนึ่งเหรียญกว่าๆ สามครั้ง แล้วหลังจากนั้นก็เป็นการช้อปปิ้งในคอมมูนิตี้มอลล์แห่งหนึ่งที่ผมไม่เคยไปมาก่อนติดต่อกันหลายรายการอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งหมดวงเงิน
ผมมีบัตรเครดิตอีกหนึ่งไปที่ผมเอามาจากประเทศไทย ผมลองโทรกลับไปที่ประเทศไทยดู ปรากฏว่าบัตรใบนั้นก็ถูกรูดจนเต็มวงเงินเหมือนกัน ตอนนั้นผมรู้สึกหูชาๆ หน้าแดงๆ ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก ที่โดนไปสองใบรวมกันก็ประมาณ หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท เห็นจะได้
สิ่งที่น่าประทับใจมากก็คือ ธนาคารแจ้งความให้ผมโดยที่ผมไม่ต้องออกแรงเลย จากนั้นภายในหนึ่งสัปดาห์ผมก็ได้รับจดหมายจากธนาคารบอกว่า ตามกฏหมายของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Regulation G ธนาคารผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเงินที่หายไปจากบัตรเสมอ โดยจะต้องโอนเงินทั้งหมดคืนเข้าบัญชีของลูกค้าภายใน 15 วันโดยไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องรอการสอบสวน และหลังจากนั้นสองวันผมก็ได้รับเงินคืนโดยที่ผมไม่ต้องออกแรงดำเนินการอะไรเลย กฏหมายของประเทศนี้ช่างดีจริงๆ
ปัญหาที่ยังเหลืออยู่ก็คือบัตรเครดิตที่ประเทศไทย ธนาคารที่เมืองไทยบอกว่า โดยปกติแล้วในกรณีแบบนี้ลูกค้าจะต้องเป็นผู้ชำระ ผมไม่ยอม เจ้าหน้าที่ก็เลยโอนสายของผมให้คุยกับฝ่ายกฏหมาย แต่โอนไปโอนมาสายหลุด เลยไม่ได้คุยต่อ
ผมพยายามโทรไปหาฝ่ายกฏหมายโดยตรงหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่อยู่ทุกครั้ง มีคนรับแทนที่บอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทุกครั้งที่ผมโทรไปผมก็อธิบายให้คนที่รับแทนฟัง เมื่อวางสายเสร็จ ผมก็ส่งแฟกซ์เป็นลายลักษณ์อักษรสรุปประเด็นต่างๆ ตามไปด้วยอีกที ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง จนครั้งที่สาม ผมขู่ไปว่า ตามกฏหมายของสหรัฐ ธนาคารต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ และนี่ก็เป็นธนาคารสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งผมเช็คมาแล้วว่า ธนาคารสาขาในต่างประเทศจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฏหมายของทั้งสองประเทศ และผมก็บอกเขาไปอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่บอกว่าลูกค้าต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบนั้นขัดต่อกฏหมายขอให้ธนาคารเลิกพฤติกรรมเช่นนี้เสีย แล้วผมก็แฟกซ์ประเด็นทุกอย่างตามไปอีกรอบหนึ่ง ปรากฏว่าพอผมโทรไปครั้งต่อไป ปรากฏว่า ฝ่ายกฏหมายรีบรับสายผมทันทีเลย แล้วบอกผมว่าธนาคารจะรับผิดชอบให้ไม่ต้องห่วงและไม่ต้องโทรมาอีก
ผมก็เลยอยากจะบอกท่านผู้อ่านทุกท่านว่า เวลาบัตรเครดิตของคุณโดนขโมย ถ้าเจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคุณต้องรับผิดชอบเอง อย่าไปเชื่อครับ ผมไม่รู้เหมือนกันว่ากฏหมายจริงๆ เป็นยังไง แต่ผมลุยจนสำเร็จมาแล้ว แต่อย่าปล่อยให้ธนาคารมั่วนิ่มกับเราได้นะครับ
ตกลงผมได้เงินคืนทั้งสองใบ แต่เรื่องที่ทำให้ผมประทับใจยังไม่หมดแค่นั้น เพราะอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ผมได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ บอกว่า เขาจับคนร้ายที่ขโมยวิทยุในร้านเรดิโอแชคได้รายหนึ่งปรากฏว่าในตัวของคนร้ายมีบัตรเครดิตของผมอยู่ด้วย ตำรวจก็เลยถามรายละเอียดผมหลายอย่าง แล้วหลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากศาลเรียกตัวให้ผมไปเป็นพยานในคดีที่คนร้ายขโมยวิทยุ ในจดหมายระบุว่า โดยปกติแล้วการถูกศาลเรียกไปเป็นพยาน ถ้าคุณไม่ไปจะถือว่าหมิ่นศาลซึ่งมีความผิดด้วย ตกลงมาเรียนหนังสือคราวนี้ผมเลยมีโอกาสได้ไปขึ้นศาลเมืองลุงแซม
ในช่วงนั้นพอดีมีผู้ร้ายคนหนึ่งออกมาไล่ยิงคนตามท้องถนนเป็นข่าวไปทั่วโลก ถ้าผู้อ่านยังจำข่าวนี้ได้ เมืองนั้นคือเมืองที่ผมอยู่เองแหละครับ ช่วงนั้นตามทางเท้าโล่งไปเลย คนหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ผมต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลมากจากสถานีรถไฟไปยังศาลบนถนนซึ่งมียายคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นการเดินเท้าที่ยาวนานและน่ากลัวมากครับ แต่สุดท้ายผมก็ไปถึงศาลได้โดยปลอดภัย
สงสัยจะเป็นศาลท้องถิ่นหรือยังไงก็ไม่ทราบครับ เพราะมีแต่ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์แบบ one man show ไม่เห็นจะมีคณะลูกขุนเหมือนในหนังเลยครับ คดีก่อนคดีของผมเป็นคดีใบสั่งจราจรเป็นส่วนใหญ่ แปลกดีนะครับประเทศนี้ ใบสั่งจราจรก็ไปขึ้นศาลได้ด้วย
ปรากฏว่าคนที่ขโมยกระเป๋าเงินของผมไปมีอาชีพเป็นคนขับรถเมล์ครับ เขาให้การว่าเขาถูกเพื่อนของเขาคนหนึ่งชวนให้มาเป็นขโมยด้วยกัน แต่เพื่อนคนนี้หนีไปได้ตอนที่ตำรวจจับเขานะครับ เพื่อนบอกให้ทำอะไรก็ทำ ผมทำกระเป๋าเงินของผมหล่นไว้ในรถยนต์ของผมเองที่ผมจอดไว้ในลานจอดรถ แล้วคืนนั้นสองคนนี้ก็ย่องมาทีลานจอดรถเพื่อดูว่ามีของมีค่าอะไรบนรถที่จอดอยู่ในลานนั้นบ้าง พอเห็นกระเป๋าเงินตกอยู่ในรถของผมก็เลยทุบกระจกเอากระเป๋าเงินของผมไป ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะรูดได้จริงหรือเปล่าก็เลยไปลองเติมน้ำมันดู เพราะการเติมน้ำมันเป็นการรูดการ์ดแบบ self-service ไม่ต้องเซ็นชื่อ พอเห็นว่ารูดได้ก็เลยไปรูดต่อที่มอลล์จนเงินเกลี้ยงบัตรเลย จากนั้นไม่นานก็ไปขโมยของในร้านขายวิทยุแต่ถูกตำรวจจับเสียก่อน ช่างเกิดมาเพื่อเป็นมิจฉาชีพจริงๆ เจ้าคนนี้ ทนายของเขาบอกว่าเขามีลูกต้องเลี้ยงดู 4 คน จึงขอความเห็นใจจากศาล ศาลก็เลยทำทัณฑ์บนไว้ 6 เดือนครับ เจ้านี่เลยรอด เหอๆ
ผมเห็นคนอื่นเวลาเขาไปเมืองนอกกลับมามีแต่เรื่องดีๆ มาเล่าทั้งนั้น ไม่รู้ทำไมผมไปถึงมีแต่โศกนาฏกรรมมาเล่าก็ไม่รู้ครับ นี่ยังไม่นับว่าปีที่ผมไปคือ 9/11 พอดี และผมก็อยู่ใกล้เมือง DC มากๆ วันนั้นเพื่อนนักเรียนหลายคนที่พักอยู่ใน DC กลับบ้านไม่ได้ในวันนั้นเพราะรถไฟฟ้าใต้ดินหยุดให้บริการ โศกนาฏกรรมของผมยังไม่หมดแค่นี้ไว้จะมาเล่าต่อครับ
ชอบวาทะเด็ดอย่าไปเชื่อครับ ผมไม่รู้เหมือนกันว่ากฏหมายจริงๆ เป็นยังไง แต่ผมลุยจนสำเร็จมาแล้ว ขอแฮบไปใช้นะคับ อิ อิ
สวัสดีครับ เพิ่งจะได้เข้าไปดูปกกะสารบัญหนังสือของคุณครับ…น่าอ่านจังครับ
ถ้ามีโอกาสคงจะหามาอ่านนะครับ
สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว อาชญากรรมและความเข้มงวดของกฎหมาย มักแปรผันตรงกันเสมอ นี่ถ้ามันแปรผกผันกันก็บรรลัยอ่ะดิ น่ากลัว