0057: @ da courtroom

เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนอนขี้เซาอยู่ในอพาร์ตเมนท์

เป็นสายมาจากธนาคาร เจ้าหน้าที่ถามผมว่า ผมเพิ่งรูดบัตรเดบิตของผมเมื่อกี้นี้หรือเปล่า ผมตอบว่าไม่ เธอจึงบอกให้ผมตรวจดูว่าบัตรเดบิตยังอยู่กับผมหรือไม่ ปรากฏว่ามันหายไปแล้วครับ หายไปทั้งกระเป๋าสตางค์เลย ผมบอกให้เจ้าหน้าที่รีบอาญัติบัตรของผมทันที

ผมตรวจดูบัญชีของผมทางอินเตอร์เนต ปรากฏว่า มีรายการแปลกๆ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืน เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมันครั้งละหนึ่งเหรียญกว่าๆ สามครั้ง แล้วหลังจากนั้นก็เป็นการช้อปปิ้งในคอมมูนิตี้มอลล์แห่งหนึ่งที่ผมไม่เคยไปมาก่อนติดต่อกันหลายรายการอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งหมดวงเงิน

ผมมีบัตรเครดิตอีกหนึ่งไปที่ผมเอามาจากประเทศไทย ผมลองโทรกลับไปที่ประเทศไทยดู ปรากฏว่าบัตรใบนั้นก็ถูกรูดจนเต็มวงเงินเหมือนกัน ตอนนั้นผมรู้สึกหูชาๆ หน้าแดงๆ ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก ที่โดนไปสองใบรวมกันก็ประมาณ หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท เห็นจะได้

สิ่งที่น่าประทับใจมากก็คือ ธนาคารแจ้งความให้ผมโดยที่ผมไม่ต้องออกแรงเลย จากนั้นภายในหนึ่งสัปดาห์ผมก็ได้รับจดหมายจากธนาคารบอกว่า ตามกฏหมายของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Regulation G ธนาคารผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเงินที่หายไปจากบัตรเสมอ โดยจะต้องโอนเงินทั้งหมดคืนเข้าบัญชีของลูกค้าภายใน 15 วันโดยไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องรอการสอบสวน และหลังจากนั้นสองวันผมก็ได้รับเงินคืนโดยที่ผมไม่ต้องออกแรงดำเนินการอะไรเลย กฏหมายของประเทศนี้ช่างดีจริงๆ

ปัญหาที่ยังเหลืออยู่ก็คือบัตรเครดิตที่ประเทศไทย ธนาคารที่เมืองไทยบอกว่า โดยปกติแล้วในกรณีแบบนี้ลูกค้าจะต้องเป็นผู้ชำระ ผมไม่ยอม เจ้าหน้าที่ก็เลยโอนสายของผมให้คุยกับฝ่ายกฏหมาย แต่โอนไปโอนมาสายหลุด เลยไม่ได้คุยต่อ

ผมพยายามโทรไปหาฝ่ายกฏหมายโดยตรงหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่อยู่ทุกครั้ง มีคนรับแทนที่บอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทุกครั้งที่ผมโทรไปผมก็อธิบายให้คนที่รับแทนฟัง เมื่อวางสายเสร็จ ผมก็ส่งแฟกซ์เป็นลายลักษณ์อักษรสรุปประเด็นต่างๆ ตามไปด้วยอีกที ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง จนครั้งที่สาม ผมขู่ไปว่า ตามกฏหมายของสหรัฐ ธนาคารต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ และนี่ก็เป็นธนาคารสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งผมเช็คมาแล้วว่า ธนาคารสาขาในต่างประเทศจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฏหมายของทั้งสองประเทศ และผมก็บอกเขาไปอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่บอกว่าลูกค้าต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบนั้นขัดต่อกฏหมายขอให้ธนาคารเลิกพฤติกรรมเช่นนี้เสีย แล้วผมก็แฟกซ์ประเด็นทุกอย่างตามไปอีกรอบหนึ่ง ปรากฏว่าพอผมโทรไปครั้งต่อไป ปรากฏว่า ฝ่ายกฏหมายรีบรับสายผมทันทีเลย แล้วบอกผมว่าธนาคารจะรับผิดชอบให้ไม่ต้องห่วงและไม่ต้องโทรมาอีก

ผมก็เลยอยากจะบอกท่านผู้อ่านทุกท่านว่า เวลาบัตรเครดิตของคุณโดนขโมย ถ้าเจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคุณต้องรับผิดชอบเอง อย่าไปเชื่อครับ ผมไม่รู้เหมือนกันว่ากฏหมายจริงๆ เป็นยังไง แต่ผมลุยจนสำเร็จมาแล้ว แต่อย่าปล่อยให้ธนาคารมั่วนิ่มกับเราได้นะครับ

ตกลงผมได้เงินคืนทั้งสองใบ แต่เรื่องที่ทำให้ผมประทับใจยังไม่หมดแค่นั้น เพราะอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ผมได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ บอกว่า เขาจับคนร้ายที่ขโมยวิทยุในร้านเรดิโอแชคได้รายหนึ่งปรากฏว่าในตัวของคนร้ายมีบัตรเครดิตของผมอยู่ด้วย ตำรวจก็เลยถามรายละเอียดผมหลายอย่าง แล้วหลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากศาลเรียกตัวให้ผมไปเป็นพยานในคดีที่คนร้ายขโมยวิทยุ ในจดหมายระบุว่า โดยปกติแล้วการถูกศาลเรียกไปเป็นพยาน ถ้าคุณไม่ไปจะถือว่าหมิ่นศาลซึ่งมีความผิดด้วย ตกลงมาเรียนหนังสือคราวนี้ผมเลยมีโอกาสได้ไปขึ้นศาลเมืองลุงแซม

ในช่วงนั้นพอดีมีผู้ร้ายคนหนึ่งออกมาไล่ยิงคนตามท้องถนนเป็นข่าวไปทั่วโลก ถ้าผู้อ่านยังจำข่าวนี้ได้ เมืองนั้นคือเมืองที่ผมอยู่เองแหละครับ ช่วงนั้นตามทางเท้าโล่งไปเลย คนหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ผมต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลมากจากสถานีรถไฟไปยังศาลบนถนนซึ่งมียายคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นการเดินเท้าที่ยาวนานและน่ากลัวมากครับ แต่สุดท้ายผมก็ไปถึงศาลได้โดยปลอดภัย

สงสัยจะเป็นศาลท้องถิ่นหรือยังไงก็ไม่ทราบครับ เพราะมีแต่ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์แบบ one man show ไม่เห็นจะมีคณะลูกขุนเหมือนในหนังเลยครับ คดีก่อนคดีของผมเป็นคดีใบสั่งจราจรเป็นส่วนใหญ่ แปลกดีนะครับประเทศนี้ ใบสั่งจราจรก็ไปขึ้นศาลได้ด้วย

ปรากฏว่าคนที่ขโมยกระเป๋าเงินของผมไปมีอาชีพเป็นคนขับรถเมล์ครับ เขาให้การว่าเขาถูกเพื่อนของเขาคนหนึ่งชวนให้มาเป็นขโมยด้วยกัน แต่เพื่อนคนนี้หนีไปได้ตอนที่ตำรวจจับเขานะครับ เพื่อนบอกให้ทำอะไรก็ทำ ผมทำกระเป๋าเงินของผมหล่นไว้ในรถยนต์ของผมเองที่ผมจอดไว้ในลานจอดรถ แล้วคืนนั้นสองคนนี้ก็ย่องมาทีลานจอดรถเพื่อดูว่ามีของมีค่าอะไรบนรถที่จอดอยู่ในลานนั้นบ้าง พอเห็นกระเป๋าเงินตกอยู่ในรถของผมก็เลยทุบกระจกเอากระเป๋าเงินของผมไป ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะรูดได้จริงหรือเปล่าก็เลยไปลองเติมน้ำมันดู เพราะการเติมน้ำมันเป็นการรูดการ์ดแบบ self-service ไม่ต้องเซ็นชื่อ พอเห็นว่ารูดได้ก็เลยไปรูดต่อที่มอลล์จนเงินเกลี้ยงบัตรเลย จากนั้นไม่นานก็ไปขโมยของในร้านขายวิทยุแต่ถูกตำรวจจับเสียก่อน ช่างเกิดมาเพื่อเป็นมิจฉาชีพจริงๆ เจ้าคนนี้ ทนายของเขาบอกว่าเขามีลูกต้องเลี้ยงดู 4 คน จึงขอความเห็นใจจากศาล ศาลก็เลยทำทัณฑ์บนไว้ 6 เดือนครับ เจ้านี่เลยรอด เหอๆ

ผมเห็นคนอื่นเวลาเขาไปเมืองนอกกลับมามีแต่เรื่องดีๆ มาเล่าทั้งนั้น ไม่รู้ทำไมผมไปถึงมีแต่โศกนาฏกรรมมาเล่าก็ไม่รู้ครับ นี่ยังไม่นับว่าปีที่ผมไปคือ 9/11 พอดี และผมก็อยู่ใกล้เมือง DC มากๆ วันนั้นเพื่อนนักเรียนหลายคนที่พักอยู่ใน DC กลับบ้านไม่ได้ในวันนั้นเพราะรถไฟฟ้าใต้ดินหยุดให้บริการ โศกนาฏกรรมของผมยังไม่หมดแค่นี้ไว้จะมาเล่าต่อครับ

Related Posts:

This entry was posted in สัพเพเหระ and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

13 Responses to 0057: @ da courtroom

  1. ibaraki says:

    เข้ามาอ่านแล้วได้ความรู้ดีมากๆเลยครับ

  2. cher3155 says:

    เรื่องฉ้อฉล กลโกงนี่ทางฝั่งอังกฤษมีไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกันค่ะ ไม่เฉพาะในกรณีที่ขโมยบัตร
    แต่เป็นการก๊อปปี้กันเลย ติดตั้งกล้องเพื่อที่จะจดจำรหัสอีกต่างหาก (ถึงต้องเอามือบังรหัสเวลากด)แม้ว่าบัตรจะอยู่กับตัว แต่วงเงินอาจถูกรูดไปจนหมดตัว(อาจมีติดลบได้อีกในกรณีบัตรของคุณสามารถเบิกเกินวงเงินได้…ไปกันใหญ่เลย) แต่ระบบรักษาความปลอดภัยของทางธนาคารดีมากเช่นกัน เมื่อทำเรื่องแจ้งความและแจ้งเหตุการณ์ไปทางธนาคาร เค้าจะจัดการคืนเงินทั้งหมดให้เรา อาจจะเสียเวลาบ้าง แต่ยังดีที่ได้เงินคืนครบ เพราะว่าทางธนาคารถือว่า การรักษาลูกค้าไว้นั้นสำคัญกว่า เห็นด้วยกับการคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยกฏหมายที่เฉียบขาดค่ะ
    เชอรี่

  3. Ryuga says:

    ผู้หญิงดูฟรีครับ ผู้ชายคิดตัง (ฮา)

  4. 1001ii says:

    จริงครับ ถ้าเมืองไทยออกกฏหมายแล้วมีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ประเทศของเราจะดีกว่านี้มาก

  5. enemy222 says:

    ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีระบบและคนที่ดีแบบนี้แหละครับ
    ส่วนของเราวัตถุดีแต่คนยังดีไม่พอจึงทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องต้องเสียกับเสียอย่างเดียว
    เพื่อนผมขายของก็อปใน e-bay แล้วถูกจับได้ทาง paypal เลยล็อคบัญชีไว้หกเดือนแล้วให้ยืนยันความเป็นเจ้าของเงินโดยการ fax เอกสารไปแล้วบอกว่าอีกหกเดือนถึงจะปล่อยให้ทำธุรกรรมต่อได้ เพื่อนนึกว่าสูญเงินแล้ว จนผ่านไปหกเดือนทาง paypal ก็ดำเนินการตามที่ว่า
    จะเห็นได้ว่าระบบของเมืองนอกและคนที่ทำตามระบบนั้นแน่นอนจริงๆ คำไหนคำนั้น นี่แหละที่แตกต่างจากของเรา คือแล้วแต่คนจะเปลี่ยน

  6. 1001ii says:

    ไว้ต้องขอให้คุณ Ryuga ช่วยดูดวงให้ซะแล้ว :)

  7. Ryuga says:

    พี่ที่คณะผมก็ไปตอน 9/11 เหมือนกัน แต่คุณเธอเล่นหมกตัวอยู่ในมหาลัย นอกจากจะไม่มีอะไรมาเล่าแล้วก็ไม่มีอะไรมาฝากอีกต่างหาก (โฮะ โฮะ)

  8. 1001ii says:

    แถวที่ผมอยู่อาชญากรรมสูงมากครับ ทางมหาลัยคอยส่งข่าวเตือนภัยนักเรียนทางอีเมล์ มีข่าวนักศึกษาโดนจี้ทุกสัปดาห์ :)

  9. terati20 says:

    อาจารย์ ตอน 9/11 ผมอยู่เเถวๆนั้นเหมือนกัน ผมเรียนที่ NJ อเมริกาดูเศร้ามากๆ เเต่ที่ DC ทำไมดุจัง เคยไปก็ดูน่าจะเรียบร้อยดีนะ

  10. iake says:

    เล่าเรื่องแบบนี้ น่าจะมีภาพมาฝากบ้างนะครับ :D

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>