0058 : in operation

(คราวนี้มีภาพประกอบด้วย ตามคำเรียกร้องของคุณ iake :) )

พอจะเดากันออกมั้ยครับว่านี่คือภาพอะไร?

ใช่แล้วครับ นี่คือภาพ x-ray ข้อเท้าซ้ายของผมนั่นเอง ไม่ได้โดนหมอผีเขมรเล่นของนะครับ ข้อเท้าเคยหักเลยโดนใส่เหล็กครับ  เออแต่ที่จริงตะปูพวกนี้ไม่น่าจะทำจากเหล็กนะครับ เพราะผมลองเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะตามประตูทางเข้าต่างๆ แล้ว มันไม่ร้องน่ะครับ :)

วันนั้นผมเดินไปเรียนที่มหาลัยครับ แต่เมื่อคืนก่อนหิมะตกหนักมาก ก็เลยมีหิมะกองอยู่เต็มพื้นทางเดินไปหมด ผมเหยียบแผ่นน้ำแข็งบางๆ ตรงทางลาดเข้าพอดี…

เท้าซ้ายของผมลอยขึ้นสู่ฟ้าอย่างรวดเร็วเหมือนตัวการ์ตูนที่เหยียบเปลือกกล้วยยังไงอย่างงั้น ผมลอยขึ้นทั้งตัวก่อนที่จะตกลงสู่พื้นโดยเอาก้นลง ก้นไม่เป็นไรหรอกครับ ที่แย่ก็คือข้อเท้าซ้าย เข้าใจว่าในวินาทีที่มันลอยขึ้นสู่พื้น นิ้วหัวแม่เท้าของผมน่าจะสัมผัสกับ “หน้าแข้ง” ของผมเป็นเวลาสักหนึ่งวินาที 

ผมไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ แต่ก็ไม่สามารถยืนขึ้นได้ ผมก็เลยนั่งอยู่กับพื้นอย่างนั้น กะว่ารอสักครู่จะลุกขึ้นมาเดินต่อ แต่รออยู่ตั้งนานก็ยืนไม่ได้สักที ก็เลยได้แต่นั่งอยู่บนถนนคนเดียวอย่างนั้น ตอนนั้นเป็นเวลาเช้า ไม่มีใครออกมาเดินนอกบ้านเสียด้วย 

สักครู่ก็มีคนนึงเดินผ่านมา เขามาขึ้นรถของเขา ซึ่งผมนั่งขวางทางรถของเขาออกอยู่พอดี เขามองดูผมด้วยความงงว่าผมไปนั่งอยู่บนพื้นอย่างนั้นทำไม สักครู่เขาก็พูดขึ้นว่า ช่วยถอยออกไปหน่อย เขาจะได้เอารถออก งงจริงๆ ครับ  เขาไม่ช่วยผมเลย ผมก็เลยต้องลากสังขารออกไปนั่งข้างทาง แล้วเขาก็ขับรถของเขาออกไปอย่างไม่ใยดี ผมนั่งรออยู่ตรงนั้นต่อไปประมาณสิบห้านาทีก็มีเจ้าหน้าที่อพาร์ตเมนท์ผ่านมาเห็นผมพอดี เขาโทรเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวผมไป

ไปถึงโรงพยาบาลมีหมอมาเคาะๆ เท้าผมดูแล้วถามผมว่ารู้สึกเจ็บมั้ย ผมบอกว่าไม่ หมอก็เลยปล่อยให้ผมรออยู่เฉยๆ อีกหนึ่งชั่วโมง จากนั้นหมอก็กลับมาบอกว่าสงสัยว่ากระดูกน่าจะหักนะ หมอก็เลยใส่เผือกอ่อนให้ผม เธอบอกว่าต้องส่งตัวผมไปให้หมอกระดูกโดยเฉพาะซึ่งต้องรอคิวอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ (จะบ้าเหรอ) บ่ายวันนั้นผมก็กลับบ้านพร้อมไม้ค้ำ น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย แต่ข้อเท้ามันบวมขึ้นเรื่อยๆ และผมก็ไม่สามารถทิ้งน้ำหนักตัวลงเท้าซ้ายได้

อีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ผมก็ไปหาหมอกระดูกเพื่อ x-ray ตามนัดปรากฏว่ากระดูกข้อเท้าแตกครับ รู้สึกเซ็งมากๆ หมอบอกว่า ผมต้องผ่าตัดเพื่อใส่เหล็กและเข้าเผือกแข็งต่ออีกสองเดือน ถ้าจะไม่ใส่เหล็กก็ได้แต่ข้อเท้าจะไม่แข็งแรงอีกต่อไป แต่รับรองว่าเมื่อหายแล้วผมจะเดินได้อย่างปกติแน่นอน ไม่มีอาการขาเป๋ :p 

ตอนปีหนึ่ง ผมเห็นว่าค่าประกันสุขภาพแพงมากเทอมละ 900 เหรียญ ผมก็เลยเสี่ยงไม่ซื้อประกันเพราะเสียดายตัง พอขึ้นปีสองบังเอิญผมได้งานในมหาลัย เขามีสวัสดิการลดค่าประกันสุขภาพให้ ผมเห็นว่ามันถูกดีเดือนละแค่ 16 เหรียญเท่านั้น ผมก็เลยตัดสินใจซื้อประกัน ปรากฏว่า ได้ใช้เลยครับ ถือเป็นความโชดดีมากๆ เพราะถ้าผมไม่มีประกันผมจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาเองงานนี้รวมทั้งหมดก็ 8000 เหรียญครับ นี่ผมไม่ต้องจ่ายเลยสักกะบาท เรื่องดีๆ อีกอย่างของที่นี่คือ ผมไม่ต้องดำเนินการเรื่องเคลมประกันให้ยุ่งยากเลย ทางโรงพยาบาลจัดการให้แทนทั้งหมด ดีนะครับคนป่วยลำบากอยู่แล้วถ้าต้องมาจัดการเรื่องเคลมประกันอีกก็คงแย่ วันผ่าตัดผมไปโรงพยาบาลแต่ตัวจริงๆ เลยครับ

ในวันที่ผ่าตัดผมถูกบอกให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมตัวแบบว่าข้างในไม่ได้ใส่อะไรเลยอ่ะครับ แล้วเขาก็ให้ผมไปนอนรอผ่าตัดในห้องคนไข้ มีพยาบาลผิวหมึกแก่ๆ คนหนึ่งคอยดูแลผม เธอชวนผมคุยเรื่อง Yao Ming เธอบอกว่าเธอชอบ Yao Ming มาก ผมเฉยๆ สงสัยเธอคงแยกไม่ออกว่าคนไทยกับคนจีนต่างกันยังไงมั้งเธอเลยนึกว่าผมเป็นคนจีน แต่เธอก็เป็นคนอัธยาศัยดีนะ แบบว่าพูดให้กำลังใจคนไข้อย่างผมไม่ได้ขาด เหอๆ แต่ตลกตรงที่เวลาคุยกับผมเธอจะช่วยจัดผ้าห่มให้ผมด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอจะต้องถลกชุดคลุมตัวของผมออกมาดู “น้องชาย” ของผมด้วยก็ม่ายรู้ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการจัดผ้าห่มเลย

ก่อนจะเข้าห้องผ่าตัด มีพยาบาลมาถามคำถามและช่วยใส่สายน้ำเกลือให้ผมอีกสองคน (ผิวหมึกและแก่อีกเช่นเคย) แล้วก็เอาเอกสารมาให้เช็นชื่อประมาณว่าจะไม่ฟ้องหมอถ้าการรักษาผิดพลาดอะไรประมาณนี้  พอจบบทสนทนาทั้งคู่ก็จะจัดผ้าปูเตียงให้ผมใหม่อีก ทั้งที่มันไม่ได้ยับ ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ลืมที่จะเปิดดู “น้องชาย” ของผมอีกแล้วครับ เฮ้อ เรื่องแบบนี้ผมสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้มั้ยครับ :evil:

ในห้องผ่าตัดผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอหมอบอกว่าจะทำให้ผมสลบ ผมก็หลับไป แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าเวลาผ่านไปแค่สองสามวินาทีก็มีคนเรียกให้ผมตื่นขึ้น ปรากฏว่าผมถูกลากออกมาที่ห้องพักฟื้นรวมนอกห้องผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ผมคงหลับอยู่ในห้องนั้นนานกว่ายาสลบจะหมดฤทธิ์ ในห้องนั้นมีคนไข้ที่ยังหลับอยู่หลายคน มีพยาบาลอยู่ในห้องประมาณ 4-5 คน ผิวหมึกทุกคน เสร็จแล้วก็มีคนนึงเดินมาหมุนเตียงให้ผมแล้วก็เปิดดู “น้องชาย” ของผมอีกเช่นเคย ผมไม่อยากคิดเลยว่าในช่วงที่ผมยังไม่ฟื้น ผมโดนอะไรไปบ้างขนาดไหน วันนั้นผมรู้สึกเหมือนเป็น “บุคคลสาธารณะ” ยังไงก็ไม่รู้

หลังจากผ่าตัดเสร็จ ผมก็ต้องเข้าเฝือกแข็งต่อไปอีกเกือบสองเดือน มันเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อมาก เพราะผมต้องสั่งพิชซ่าหรือไม่ก็อาหารจีนแบบ delivery มากินทุกวันตลอดสองเดือนเต็ม และนอนอยู่เฉยๆ เป็นส่วนใหญ่ แบบว่าอ้วนขึ้นเป็นกองเลย

เวลาเพื่อนๆ เห็นผมใส่เฝือก ทุกคนก็จะถามว่าผมไปเล่นสกีมาใช่มั้ยถึงได้ข้อเท้าหัก อะไรมันจะเท่ขนาดนั้นครับ ผมแค่ลื่นหกล้มหน้าบ้านเฉยๆ เท่านั้นเอง อายจริงๆ มีเพื่อนอเมริกันคนหนึ่งยุให้ผมฟ้องอพาร์ตเมนท์ เขาบอกว่า ประเทศนี้เขาทำแบบนี้กัน พอเจออาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ก็บอกเหมือนกันว่าให้ผมฟ้องอพาร์ตเมนท์ ผมก็เลยเกิดแรงจูงใจลองฟ้องดูครับ ปรากฏว่า ผมใช้ความพยายามอยู่หลายเดือน ในที่สุด ผมก็ได้รับเงินจากอพาร์ตเมนท์ 3000 เหรียญครับ ผมก็เลยเอาไปบริจาคให้สภากาชาดไทย 6 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือเก็บเข้ากระเป๋า เหอๆ มีเพื่อนคนจีนของผมคนหนึ่งเห็นผมได้เงิน เขาถามผมอย่างเป็นจริงเป็นจังมากเลยว่าผมหกล้มยังไง เรียกร้องค่าเสียหายยังไง สงสัยเธอคงคิดจะลองขาหักแลกกับเงินดูบ้าง เหอๆ

แต่สรุปแล้วก็ดีครับ เป็นประสบการณ์ชีวิตแบบหนึ่ง :D

Related Posts:

This entry was posted in สัพเพเหระ and tagged , . Bookmark the permalink.

23 Responses to 0058 : in operation

  1. Nider says:

    ผมอ่านไปขำไปอ่ะ จินตนาการออกเลย :)

       0 likes

  2. proudinTHAI says:

    เรื่อง”น้องชาย”ถ้าได้ภาพประกอบจะดีมาก อิ อิ
    เอาเงินที่ได้มาส่วนใหญ่ไปบริจากเยี่ยมครับ

       0 likes

  3. 1001ii says:

    ของผมระดับเฉลี่ยของคนเอเชียทั่วไปครับ :oops: ดีที่การใช้งานมากกว่า เหอๆ

    พอแล้วดีก่า ชักจะติดเรท

       0 likes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>