(คราวนี้มีภาพประกอบด้วย ตามคำเรียกร้องของคุณ iake
)
พอจะเดากันออกมั้ยครับว่านี่คือภาพอะไร?
ใช่แล้วครับ นี่คือภาพ x-ray ข้อเท้าซ้ายของผมนั่นเอง ไม่ได้โดนหมอผีเขมรเล่นของนะครับ ข้อเท้าเคยหักเลยโดนใส่เหล็กครับ เออแต่ที่จริงตะปูพวกนี้ไม่น่าจะทำจากเหล็กนะครับ เพราะผมลองเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะตามประตูทางเข้าต่างๆ แล้ว มันไม่ร้องน่ะครับ
วันนั้นผมเดินไปเรียนที่มหาลัยครับ แต่เมื่อคืนก่อนหิมะตกหนักมาก ก็เลยมีหิมะกองอยู่เต็มพื้นทางเดินไปหมด ผมเหยียบแผ่นน้ำแข็งบางๆ ตรงทางลาดเข้าพอดี…
เท้าซ้ายของผมลอยขึ้นสู่ฟ้าอย่างรวดเร็วเหมือนตัวการ์ตูนที่เหยียบเปลือกกล้วยยังไงอย่างงั้น ผมลอยขึ้นทั้งตัวก่อนที่จะตกลงสู่พื้นโดยเอาก้นลง ก้นไม่เป็นไรหรอกครับ ที่แย่ก็คือข้อเท้าซ้าย เข้าใจว่าในวินาทีที่มันลอยขึ้นสู่พื้น นิ้วหัวแม่เท้าของผมน่าจะสัมผัสกับ “หน้าแข้ง” ของผมเป็นเวลาสักหนึ่งวินาที
ผมไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ แต่ก็ไม่สามารถยืนขึ้นได้ ผมก็เลยนั่งอยู่กับพื้นอย่างนั้น กะว่ารอสักครู่จะลุกขึ้นมาเดินต่อ แต่รออยู่ตั้งนานก็ยืนไม่ได้สักที ก็เลยได้แต่นั่งอยู่บนถนนคนเดียวอย่างนั้น ตอนนั้นเป็นเวลาเช้า ไม่มีใครออกมาเดินนอกบ้านเสียด้วย
สักครู่ก็มีคนนึงเดินผ่านมา เขามาขึ้นรถของเขา ซึ่งผมนั่งขวางทางรถของเขาออกอยู่พอดี เขามองดูผมด้วยความงงว่าผมไปนั่งอยู่บนพื้นอย่างนั้นทำไม สักครู่เขาก็พูดขึ้นว่า ช่วยถอยออกไปหน่อย เขาจะได้เอารถออก งงจริงๆ ครับ เขาไม่ช่วยผมเลย ผมก็เลยต้องลากสังขารออกไปนั่งข้างทาง แล้วเขาก็ขับรถของเขาออกไปอย่างไม่ใยดี ผมนั่งรออยู่ตรงนั้นต่อไปประมาณสิบห้านาทีก็มีเจ้าหน้าที่อพาร์ตเมนท์ผ่านมาเห็นผมพอดี เขาโทรเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวผมไป
ไปถึงโรงพยาบาลมีหมอมาเคาะๆ เท้าผมดูแล้วถามผมว่ารู้สึกเจ็บมั้ย ผมบอกว่าไม่ หมอก็เลยปล่อยให้ผมรออยู่เฉยๆ อีกหนึ่งชั่วโมง จากนั้นหมอก็กลับมาบอกว่าสงสัยว่ากระดูกน่าจะหักนะ หมอก็เลยใส่เผือกอ่อนให้ผม เธอบอกว่าต้องส่งตัวผมไปให้หมอกระดูกโดยเฉพาะซึ่งต้องรอคิวอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ (จะบ้าเหรอ) บ่ายวันนั้นผมก็กลับบ้านพร้อมไม้ค้ำ น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย แต่ข้อเท้ามันบวมขึ้นเรื่อยๆ และผมก็ไม่สามารถทิ้งน้ำหนักตัวลงเท้าซ้ายได้
อีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ผมก็ไปหาหมอกระดูกเพื่อ x-ray ตามนัดปรากฏว่ากระดูกข้อเท้าแตกครับ รู้สึกเซ็งมากๆ หมอบอกว่า ผมต้องผ่าตัดเพื่อใส่เหล็กและเข้าเผือกแข็งต่ออีกสองเดือน ถ้าจะไม่ใส่เหล็กก็ได้แต่ข้อเท้าจะไม่แข็งแรงอีกต่อไป แต่รับรองว่าเมื่อหายแล้วผมจะเดินได้อย่างปกติแน่นอน ไม่มีอาการขาเป๋ :p
ตอนปีหนึ่ง ผมเห็นว่าค่าประกันสุขภาพแพงมากเทอมละ 900 เหรียญ ผมก็เลยเสี่ยงไม่ซื้อประกันเพราะเสียดายตัง พอขึ้นปีสองบังเอิญผมได้งานในมหาลัย เขามีสวัสดิการลดค่าประกันสุขภาพให้ ผมเห็นว่ามันถูกดีเดือนละแค่ 16 เหรียญเท่านั้น ผมก็เลยตัดสินใจซื้อประกัน ปรากฏว่า ได้ใช้เลยครับ ถือเป็นความโชดดีมากๆ เพราะถ้าผมไม่มีประกันผมจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาเองงานนี้รวมทั้งหมดก็ 8000 เหรียญครับ นี่ผมไม่ต้องจ่ายเลยสักกะบาท เรื่องดีๆ อีกอย่างของที่นี่คือ ผมไม่ต้องดำเนินการเรื่องเคลมประกันให้ยุ่งยากเลย ทางโรงพยาบาลจัดการให้แทนทั้งหมด ดีนะครับคนป่วยลำบากอยู่แล้วถ้าต้องมาจัดการเรื่องเคลมประกันอีกก็คงแย่ วันผ่าตัดผมไปโรงพยาบาลแต่ตัวจริงๆ เลยครับ
ในวันที่ผ่าตัดผมถูกบอกให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมตัวแบบว่าข้างในไม่ได้ใส่อะไรเลยอ่ะครับ แล้วเขาก็ให้ผมไปนอนรอผ่าตัดในห้องคนไข้ มีพยาบาลผิวหมึกแก่ๆ คนหนึ่งคอยดูแลผม เธอชวนผมคุยเรื่อง Yao Ming เธอบอกว่าเธอชอบ Yao Ming มาก ผมเฉยๆ สงสัยเธอคงแยกไม่ออกว่าคนไทยกับคนจีนต่างกันยังไงมั้งเธอเลยนึกว่าผมเป็นคนจีน แต่เธอก็เป็นคนอัธยาศัยดีนะ แบบว่าพูดให้กำลังใจคนไข้อย่างผมไม่ได้ขาด เหอๆ แต่ตลกตรงที่เวลาคุยกับผมเธอจะช่วยจัดผ้าห่มให้ผมด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอจะต้องถลกชุดคลุมตัวของผมออกมาดู “น้องชาย” ของผมด้วยก็ม่ายรู้ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการจัดผ้าห่มเลย
ก่อนจะเข้าห้องผ่าตัด มีพยาบาลมาถามคำถามและช่วยใส่สายน้ำเกลือให้ผมอีกสองคน (ผิวหมึกและแก่อีกเช่นเคย) แล้วก็เอาเอกสารมาให้เช็นชื่อประมาณว่าจะไม่ฟ้องหมอถ้าการรักษาผิดพลาดอะไรประมาณนี้ พอจบบทสนทนาทั้งคู่ก็จะจัดผ้าปูเตียงให้ผมใหม่อีก ทั้งที่มันไม่ได้ยับ ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ลืมที่จะเปิดดู “น้องชาย” ของผมอีกแล้วครับ เฮ้อ เรื่องแบบนี้ผมสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้มั้ยครับ
ในห้องผ่าตัดผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอหมอบอกว่าจะทำให้ผมสลบ ผมก็หลับไป แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าเวลาผ่านไปแค่สองสามวินาทีก็มีคนเรียกให้ผมตื่นขึ้น ปรากฏว่าผมถูกลากออกมาที่ห้องพักฟื้นรวมนอกห้องผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ผมคงหลับอยู่ในห้องนั้นนานกว่ายาสลบจะหมดฤทธิ์ ในห้องนั้นมีคนไข้ที่ยังหลับอยู่หลายคน มีพยาบาลอยู่ในห้องประมาณ 4-5 คน ผิวหมึกทุกคน เสร็จแล้วก็มีคนนึงเดินมาหมุนเตียงให้ผมแล้วก็เปิดดู “น้องชาย” ของผมอีกเช่นเคย ผมไม่อยากคิดเลยว่าในช่วงที่ผมยังไม่ฟื้น ผมโดนอะไรไปบ้างขนาดไหน วันนั้นผมรู้สึกเหมือนเป็น “บุคคลสาธารณะ” ยังไงก็ไม่รู้
หลังจากผ่าตัดเสร็จ ผมก็ต้องเข้าเฝือกแข็งต่อไปอีกเกือบสองเดือน มันเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อมาก เพราะผมต้องสั่งพิชซ่าหรือไม่ก็อาหารจีนแบบ delivery มากินทุกวันตลอดสองเดือนเต็ม และนอนอยู่เฉยๆ เป็นส่วนใหญ่ แบบว่าอ้วนขึ้นเป็นกองเลย
เวลาเพื่อนๆ เห็นผมใส่เฝือก ทุกคนก็จะถามว่าผมไปเล่นสกีมาใช่มั้ยถึงได้ข้อเท้าหัก อะไรมันจะเท่ขนาดนั้นครับ ผมแค่ลื่นหกล้มหน้าบ้านเฉยๆ เท่านั้นเอง อายจริงๆ มีเพื่อนอเมริกันคนหนึ่งยุให้ผมฟ้องอพาร์ตเมนท์ เขาบอกว่า ประเทศนี้เขาทำแบบนี้กัน พอเจออาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ก็บอกเหมือนกันว่าให้ผมฟ้องอพาร์ตเมนท์ ผมก็เลยเกิดแรงจูงใจลองฟ้องดูครับ ปรากฏว่า ผมใช้ความพยายามอยู่หลายเดือน ในที่สุด ผมก็ได้รับเงินจากอพาร์ตเมนท์ 3000 เหรียญครับ ผมก็เลยเอาไปบริจาคให้สภากาชาดไทย 6 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือเก็บเข้ากระเป๋า เหอๆ มีเพื่อนคนจีนของผมคนหนึ่งเห็นผมได้เงิน เขาถามผมอย่างเป็นจริงเป็นจังมากเลยว่าผมหกล้มยังไง เรียกร้องค่าเสียหายยังไง สงสัยเธอคงคิดจะลองขาหักแลกกับเงินดูบ้าง เหอๆ
แต่สรุปแล้วก็ดีครับ เป็นประสบการณ์ชีวิตแบบหนึ่ง



There was a new clip just post on April 4th. He used a different name, but same song, same low quality picture. I think he was the same guy.
ตอนนั้นท่านแม่ทัพคงดวงตกอย่างหนักแน่เลยนะครับ (หุ หุ)
Oops.. It’s long time ago. sorry I didn’t read the last part.
Get well soon (2 months) krub. Hope your foot will be alright.
สังคมอเมริกัน ช่างแตกต่างจากสังคมไทย …. จริง ๆ อ่านแล้วก็ …. อยู่เมืองไทยต่อดีกว่า
อ้าวคุณ poppo เป็นหมอเหรอครับ เหอๆ
ผมไม่ได้โดนสวนปัสสาวะนะสิครับ เลยไม่รู้จะหาเหตุผลดีๆ ให้พยาบาลเหล่านั้นได้ยังไง คงเป็นอย่างที่คุณ iake บอก ที่โน้น พวกเราคือ “ของแปลก” 5555+
ที่มหาลัย เขามีบริการปรึกษากม.ให้นักศึกษาด้วยครับ เป็นบริการฟรี ผมอธิบายให้เขาฟังว่าผมจะฟ้องข้อหาไม่ยอมกวาดหิมะ แต่เขาบอกว่า ผมล้มบริเวณถนนมิใช่ทางเดิน ผมจะเสียเปรียบรูปคดี เขาเลยบอกว่าไม่น่าฟ้องเพราะโอกาสชนะมีน้อย
แต่ผมก็ไม่ละความพยายามครับ ผมบอกอพาร์ตเมนท์ว่าผมลื่นล้มหิมะภายในบริเวณของอพาร์เมนท์และผมก็มีฐานะเป็น”ลูกค้า” ของอพาร์ตเมนท์ครับ ทางอพาร์ตเมนท์รีบโอนเรื่องให้ผมไปคุยกับบริษัทประกันของเขาแทน บริษัทประกันเขาโทรมาสอบสวนผมแบบบันทึกเสียงด้วย แล้วก็ถามผมว่า “แล้วคุณคิดว่าคุณเสียหายอะไรบ้าง” ผมก็ตอบว่า “ผมเรียนหนังสืออยู่ การขาหักทำให้มีอุปสรรคในการเรียนมาก” เขาก็บอกว่า “แล้วคุณต้องการอะไร เงินงั้นเหรอ” ผมก็ตอบเขาไปว่า “แม้ว่าเงินทดแทนไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการชดใช้ที่ดีที่สุดที่อพาร์ตเมนท์ควรมีให้กับลูกค้าครับ” หลังจากนั้น เขาก็พยายามดึงเรื่องให้ช้าต่างๆ นานา แต่ผมก็ตามติดไม่ยอมปล่อย สุดท้ายเขาเลยบอกว่า ถ้างั้นเขาจ่ายให้เลย 3000 เหรียญพอมั้ย ผมก็เลยตกลง
เหอๆ ผมแสบมั้ยครับ :p
ฟ้องข้อหาไม่ยอมกวาดหิมะ ทำให้ก่อให้เกิดความเสียหายคือคนลื่นล้ม ใช่ไหมครับ
ท่านแม่ทัพ ผ่าที่เมกาตั้ง 8000$ มาให้ผมผ่าดีกว่าที่เมืองไทย ผมคิดแค่ 2000 ก็กำไรอื้อแล้ว
ส่วนเรื่องที่โดนเปิดน้องชายดูบ่อยๆ นี่ไม่แน่ใจว่าเขาใส่สายสวนปัสสาวะหรือเปล่านะครับ แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะผ่าตัดแบบที่เห็นในฟิลม์ ชั่วโมงเดียวก็น่าจะเสร็จ ไม่น่าต้องใส่
แต่ที่ผมอเมซซิ่งมากคือ ท่านแม่ทัพฟ้องอพาร์ทเมนท์ในข้อหาอะไรเหรอครับ
ปล โลหะที่เอามาใส่เป็น stainless steel ที่มี carbon316 เป็นส่วนประกอบเพื่อให้ไม่ทำปฏิกริยากับ tissue และ fluid ในร่างกายครับ
เหมือนโดนคุณไสย์เลยฮะ
สงสัย พยาบาลไม่เคยเห็นน้องชายของคนเอเชีย เลยเปิดดูใหญ่เลย ฮา