
[W:Shakespeare's Globe] คือ โรงละครริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน ซึ่งสร้างเลียนแบบโรงละครที่เช็คสเปียร์ใช้จัดแสดงละครในยุคของเขาทุกอย่าง ทั้งวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบดั่งเดิมด้วย ยกเว้นเรื่องที่ตั้งที่ต้องอยู่เยื้องจากที่ตั้งเดิมไปเล็กน้อย เพราะปัจจุบันดันมีคนสร้างสะพานคร่อมพื้นที่เดิมไปแล้ว ปัจจุบันที่นี่ยังใช้จัดแสดงละครของเช็คสเปียร์จริงๆ อีกด้วย
แต่เรื่องที่ผมตั้งใจจะเล่าให้ฟัง คือ เรื่องที่คุณไกด์ประจำโรงละครเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสังคมสมัยนั้นครับ

คุณไกด์เริ่มต้นด้วยการถามนักท่องเที่ยวทุกท่านว่า พวกคุณคิดว่าสมัยเช็คสเปียร์เขาจัดแสดงละครกันยังไง หลายคนอาจคิดว่าละครเช็คสเปียร์สมัยนั้นคงถือเป็นละครชั้นสูง นั่งดูกันแบบตัวแข็ง
แต่ที่จริงแล้ว ละครของเช็คสเปียร์สมัยนั้นเป็นอะไรที่พวกบ้านๆ เขาดูกัน เวลาดูจะไม่ได้นั่งชมกันแบบเงียบๆ ตั้งใจๆ แต่จะดูไปเม้าส์กับเพื่อนไป ยิ่งพวกที่ยืนดูอยู่ตรงพื้นที่ข้างล่างนี่ จะเถื่อนมากเป็นพิเศษ มักดื่มเบียร์กันจนเมามายแล้วทะเลาะเบาะแว้งกันเสียงดังในขณะที่ละครยังแสดงอยู่ ซึ่งเช็คสเปียร์เองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียหายแต่อย่างใด เขายังได้ใช้เสียงเอ็ดตะโรของคนกลุ่มนี้เป็นส่วนประกอบของบางฉากในละครของเขาไปด้วยซะเลย
ชนชั้นสูงสมัยนั้นไม่อยากให้มีสถานที่เถื่อนๆ แบบนี้อยู่ในลอนดอนจึงออกกฏหมายสั่งห้ามจัดแสดงละครแบบเช็คสเปียร์ในกรุงลอนดอนเป็นอันขาด เช็คสเปียร์เลยต้องย้ายโรงละครแห่งนี้มาตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเทมส์แทน (สมัยนั้นอีกฝากหนึ่งยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงลอนดอน)

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ศิลปะที่คนสมัยนี้บอกว่าทรงคุณค่านั้น ในยุคที่มันเพิ่งเกิดขึ้น มันเคยถูกมองว่าเป็นของเลวทรามมาก่อน แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะค่อยๆ คุ้นเคยกับมัน ทำให้มองเห็นคุณค่าในความใหม่ของมันได้ ของใหม่ก็กลายมาเป็นของร่วมสมัย พอหลังจากนั้นก็มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมาอีก พอสิ่งใหม่เริ่มจะดึงดูดความสนใจของผู้คนไปจากสิ่งเดิมมากขึ้น ก็จะมีคนลุกขึ้นมาบอกว่า ต้องเร่งอนุรักษ์ของเก่าโดยด่วน เพราะของเดิมเป็นของมีค่า แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญ กลับไปหลงไหลกับของใหม่ที่ฉวบฉวยกว่าแทน บลา บลา บลา เขาลืมไปว่า สิ่งที่เขาดีว่านั้นก็เคยเป็นสิ่งที่คนยุคก่อนเขารู้สึกว่ารับไม่ได้ เพราะใช้ตัวเองเป็นตัววัด เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด โลกแค่หมุนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับสิ่งใหม่ได้เร็วแค่ไหนเท่านั้น
ผมเคยอ่านเจอว่า ในปี 1867 ที่ประเทศฝรั่งเศส ก็มีจิตกรหน้าใหม่กลุ่มหนึ่ง ที่เบื่อหน่ายการวาดภาพแบบเก่า ที่เน้นแต่เรื่องความเหมือน จึงได้สะสมเงินเพื่อจัดงานแสดงภาพเขียนของพวกตนที่ไม่ได้เน้นเรื่องความเหมือนมากนักแต่เน้นที่การสร้างภาพให้มี “บรรยากาศ” เพื่อใช้เก็บบันทึกความประทับใจในสิ่งที่ได้พบเห็นแทน งานแสดงภาพเขียนดังกล่าวได้รับการวิจารณ์อย่างรุนแรงโดยนักวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นว่าเป็นงานแสดงภาพของพวกจิตกรวัยรุ่นโนเนมกลุ่มหนึ่งที่หวังจะดัง ภาพที่เอามาแสดงก็อย่างกับภาพที่ยังวาดไม่เสร็จ วอลเปเปอร์ที่ใช้แปะผนังของห้องที่จัดแสดงนั้นยังงดงามกว่าเลย นักวิจารณ์ในสมัยนั้นยังไม่สามารถคิดนอกกรอบที่ว่าภาพวาดจะต้องวาดให้เหมือนได้ (แต่ก็มีคนดูบางกลุ่มที่ชอบภาพเหล่านี้ตั้งแต่ครั้งที่แรกที่ได้เห็นด้วยเหมือนกัน)

จิตกรโนเนมกลุ่มนั้นได้แก่ [W:Monet], [W:Renior], [W:Pissarro], [W:Sisley] และ [W:Degas] จิตกรที่คนสมัยนี้ต่างปลื้มและรู้จักกันดี แต่ไม่มีใครรู้จักนักวิจารณ์คนดังสมัยนั้นแล้ว ศิลปะทุกยุคทุกสมัยเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมไปให้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคนสมัยนั้นจะมองมันออกได้เร็วแค่ไหน
ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์คือไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง (Resist to Change) ความเปลี่ยนแปลงมักทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อพบเห็นสิ่งใหม่เราจึงมีแนวโน้มที่จะมองสิ่งใหม่ในแง่ลบได้ง่าย [W:Dean Kamen] นักนวัตกรรมผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า เขาได้เรียนรู้ว่า ตลาดจะรับนวัตกรรมทุกอย่างของเขาช้ากว่าที่เขาคิดว่าควรจะเป็นไปประมาณ 15 ปีเสมอ ความล่าช้านี้เกิดจากความไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ล้วนๆ


ชอบ ความคิดเห็น อัตตา ครับ
ขอบคุณทุกความเห็นครับ