บทนี้เป็นบทที่ผมตัดสินใจตัดออกไปเพื่อมิให้หนังสือยาวเกินไป เลยเอามาให้อ่านกันเล่นๆ ในบล๊อคเป็น bonus chapter ก็ละกันนะครับ
========================================
วัฎจักรเศรษฐกิจ
“สารพัดวิธีแก้เศรษฐกิจตกสะเก็ด”
เป็นเรื่องที่สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมผลผลิตของประเทศจึงไม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากันทุกปี ทำไมจีดีพีจึงเติบโตแบบเป็นหลุมเป็นบ่อไปตลอดทาง บางปีก็เพิ่มขึ้นมากเสียเหลือเกิน บางปีก็เพิ่มขึ้นน้อย บางปีถึงขั้นหดตัวเลยก็มี ถ้าเศรษฐกิจสามารถเติบโตไปเรื่อยๆ ในอัตราที่เท่ากันตลอดก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะเราจะได้ไม่ต้องเผชิญกับช่วงเศรษฐกิจซบเซา
เรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าทำไมเศรษฐกิจจึงต้องเติบโตแบบเป็นวัฏจักร แต่มีหลายทฤษฎีที่อธิบายไปในทำนองเดียวกันว่า วัฏจักรทางเศรษฐกิจเกิดจากการที่ภาคธุรกิจไม่สามารถคาดเดาความต้องการในอนาคตของผู้บริโภคได้อย่างถูกต้องทำให้มักผลิตสินค้าออกมาน้อยหรือมากเกินไปอยู่เสมอ การปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่ตรงกับความต้องการตลาดเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาจึงทำให้เกิดเป็นวัฏจักรทางเศรษฐกิจขึ้น
ในยามที่ผู้ผลิตประเมินความต้องการของตลาดต่ำเกินไป สินค้าจะขาดตลาด ผู้ผลิตจะเร่งการผลิตขึ้นทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้การจ้างงานจะสูงขึ้นทำให้ผู้คนมีรายได้เพื่อจับจ่ายสินค้ามากขึ้นทำให้ความต้องการซื้อสินค้ายิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ถ้าความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นมากจนทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งการผลิตมากขึ้นเสียจนเกินศักยภาพที่ระบบเศรษฐกิจปกติจะรับได้ ต้นทุนการผลิตสินค้าจะสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเพราะการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่าปกติจะมีต้นทุนที่สูง เช่น ต้องมีการจ้างงานล่วงเวลา ต้องมีการแย่งกันซื้อวัตถุดิบ ต้องปล่อยให้เครื่องจักรทำงานอย่่างหนัก เป็นต้น เศรษฐกิจจะร้อนแรง ราคาสินค้าจะขยับตัวสูงขึ้นจนก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อราคาสินค้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ปริมาณที่ผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าลดลง สินค้าที่เร่งผลิตขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเริ่มขายไม่ออกทำให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด ช่วงนี้ผู้ผลิตจะเริ่มลดราคาสินค้าลงเพื่อระบายสินค้าที่ค้างสต๊อก ราคาขายสินค้าที่ตกต่ำลงจะทำให้ผู้ผลิตส่วนหนึ่งที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าคนอื่นต้องม้วนเสื่อออกไปจากตลาดเพราะขาดทุน เกิดเป็นภาวะเศรษฐกิจหดตัว การจ้างงานที่ลดลงจะทำให้ผู้คนมีรายได้เพื่อการซื้อสินค้าน้อยลงทำให้ความต้องการสินค้ายิ่งลดลงไปอีก ราคาสินค้าที่ตกต่ำจะทำให้ยิ่งมีผู้ผลิตที่ต้องม้วนเสื่อออกไปจากตลาดมากขึ้นจนทำให้ในที่สุดกำลังการผลิตที่เหลืออยู่ในอุตสาหกรรมจะเริ่มน้อยกว่าความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคอีกครั้ง ในช่วงนี้การผลิตจะเริ่มกลับมาขยายตัวใหม่ ทำให้เศรษฐกิจเริ่มขยายตัวอีกครั้ง วงจรเช่นนี้เกิดขึ้นสลับกันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้นทำให้เกิดเป็นวัฏจักรทางเศรษฐกิจขึ้น ถ้าเศรษฐกิจสามารถผลิตได้เท่ากับศักยภาพในการผลิตที่มีอยู่ได้พอดีตลอดเวลาก็จะดีที่สุดเพราะทุกคนจะมีงานทำในขณะที่เงินก็จะไม่เฟ้อด้วย แต่วัฏจักรเศรษฐกิจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การผลิตมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนออกจากศักยภาพการผลิตของระบบเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา
…
แรกเริ่มเดิมทีนั้น นักเศรษฐศาสตร์ในยุคคลาสสิกมีความเห็นว่า วัฏจักรเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง พวกเขาเชื่อว่าการผลิตที่เบี่ยงเบนออกจากศักยภาพการผลิตนั้นจะไม่รุนแรงและจะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น พวกเขาเชื่อในเรื่องของ “มือล่องหน” (The Invisible Hand) ที่หมายถึงกลไกของราคาตลาดที่จะคอยช่วยดึงการผลิตให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นศักยภาพของการผลิตอยู่เสมอ ถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ราคาสินค้าที่แพงขึ้นจะทำให้การผลิตค่อยๆ ลดลง ในขณะที่ถ้าเศรษฐกิจซบเซา ราคาสินค้าที่ลดต่ำลงก็จะช่วยทำให้ความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น การผลิตก็จะค่อยๆ เร่งตัวขึ้นได้อีกครั้ง การผลิตจึงมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ระดับที่เป็นศักยภาพการผลิตของระบบเศรษฐกิจได้เองเนื่องจากกลไกของราคา อย่างไรก็ตามในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 มีนักเศรษฐศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เชื่ออย่างนั้น นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าการอาศัยมือล่องหนเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้การผลิตกลับเข้าสู่ศักยภาพได้เสมอไป นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “นักเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์” (Keynesian Economists) ตามชื่อของเซอร์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวความคิดนี้ เคนส์เชื่อว่า ในเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำมีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้มือล่องหนทำงานได้ไม่เต็มที่่ ต้นทุนบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนค่าแรงงานไม่อาจปรับลดได้แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว สินค้าจึงยังคงมีราคาแพงต่อไปทำให้กลไกราคาไม่ทำงาน ภาคธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ในยามที่ความต้องการในตลาดไม่เพิ่มขึ้น ต่อให้อัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลงมากเพียงใด ภาคธุรกิจก็จะไม่หันมาลงทุนเพิ่มมากขึ้นเพราะมองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีขึ้น เศรษฐกิจจึงมีโอกาสที่จะตกต่ำอยู่เป็นระยะเวลานานโดยไม่ยอมกลับเข้าสู่ระดับที่เป็นศักยภาพการผลิต เคนส์เสนอว่า ในช่วงเวลาแบบนี้ รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทในการใช้จ่ายให้มากขึ้นเพื่อชดเชยการใช้จ่ายที่่หายไปจากตลาด การใช้จ่ายที่มากขึ้นของรัฐบาลในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาจะช่วยกระตุ้นการผลิตให้สูงขึ้นได้โดยไม่ทำให้ราคาสินค้าขยับสูงขึ้นเพราะเมื่อเศรษฐกิจซบเซากำลังการผลิตมักล้นตลาดอยู่ ผู้ผลิตจึงเพียงแต่ใช้กำลังการผลิตให้มากขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นโดยไม่มีการขึ้นราคาสินค้าร่วมด้วย ในที่สุดเมื่อการผลิตเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ศักยภาพการผลิต เศรษฐกิจก็จะหลุดออกจากภาวะซบเซาได้โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลนั้นอาจทำได้โดยรัฐบาลเป็นผู้ใช้จ่ายมากขึ้นเองหรืออาจปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ใช้จ่ายมากขึ้นด้วยการลดภาษีก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยการวิธีการของเคนส์ก็แย้งว่า เวลาที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล รัฐบาลจำเป็นต้องชดเชยการขาดดุลนั้นด้วยการขึ้นภาษีหรือไม่ก็กู้เงินมาโป็ะ การขึ้นภาษีจะทำให้เอกชนมีเงินเหลืออยู่ในมือสำหรับการใช้จ่ายน้อยลง ส่วนการกู้มาโป็ะนั้นก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นส่งผลให้้ภาคเอกชนลงทุนน้อยลง สรุปแล้วการใช้จ่ายโดยรวมอาจไม่สูงขึ้นเลยก็ได้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเคนส์จึงเกรงว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล
…
นอกจากนี้ก็ยังมีนักเศรษฐศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเห็นแตกต่างออกไปอีก เศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าที่จริงแล้วระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพอยู่แล้วพอสมควร แต่สาเหตุที่บางครั้งเศรษฐกิจเกิดภาวะซบเซาที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้นเป็นเพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจหายไปมากเกินไป นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า Monetarist ซึ่งนำโดยนาย มิลตัน ฟรีแมน (Milton Friedman) นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าปริมาณเงินคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่กำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ถ้าควบคุมปริมาณเงินให้ดี เศรษฐกิจจะไม่มีวันเกิดภาวะซบเซาแบบต่อเนื่องยาวนานได้และการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลก็จะไม่จำเป็น ฟรีแมนเชื่อว่า ปกติแล้วทุกคนในระบบเศรษฐกิจจะมีความต้องการที่จะถือเงินสดค่อนข้างคงที่ การถือเงินสดไว้ก็เพื่อให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเพื่อสำรองไว้ใช้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ถ้าอยู่ดีๆ ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ปริมาณเงินที่มากเกินความต้องการถือเงินสดของตลาดจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ภาคธุรกิจก็จะเกิดแรงจูงใจที่จะลงทุนมากขึ้นทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างกะทันหันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ในขณะเดียวกันการลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจแบบกะทันหันก็จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงได้เช่นกัน ถ้าปริมาณเงินลดลงมากจนเกินไปเศรษฐกิจก็จะเกิดภาวะซบเซาแบบต่อเนื่องยาวนานได้ ปริมาณเงินในระบบที่ผันผวนเป็นตัวการสำคั¬ที่ทำให้เกิดวัฏจักรทางเศรษฐกิจขึ้น ฟรีแมนบอกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเพิ่มปริมาณเงินร่วมด้วยจะไม่ทำให้ภาคธุรกิจกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นได้ เพราะภาคธุรกิจรู้ดีกว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นเพียงการฟื้นตัวขึ้นแบบชั่วคราวเพราะเกิดจากความต้องการเทียมที่รัฐบาลสร้างขึ้น ภาคธุรกิจจึงเพียงแต่ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นโดยใช้กำลังการผลิตที่เหลืออยู่เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเท่านั้น แต่จะไม่มีการลงทุนใหม่ๆ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในระยะยาว การที่ฟรีแมนเชื่อว่าการเพิ่มปริมาณเงินสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้นทำให้คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่าพวก monetarist แนะนำให้ธนาคารกลางจัดการกับวัฏจักรเศรษฐกิจโดยใช้ปริมาณเงินเป็นเครื่องมือ ที่จริงแล้วฟรีแมนกลับเห็นว่าธนาคารกลางไม่ควรใช้ปริมาณเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ควรปล่อยให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นในอัตราที่คงที่แน่นอนซึ่งเท่ากับอัตราการเพิ่มขึ้นปริมาณสินค้าและบริการที่ระบบเศรษฐกิจผลิตได้ในระยะยาวมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการใช้ปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมีโอกาสผิดพลาดสูงเนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าที่ภาคธุรกิจจะเกิดการตอบสนอง (18-24 เดือน) เมื่อถึงเวลานั้นระบบเศรษฐกิจก็อาจฟื้นตัวขึ้นไปแล้วด้วยตัวของมันเอง ทำให้แทนที่ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นจะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตกลับเป็นไปช่วยทำให้ราคาสินค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่แล้วในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก ฟรีแมนเชื่อว่าสาเหตุสำคั¬ที่ทำให้เศรษฐกิจยุคหลังสงครามโลกมีความผันผวนเกิดจากรัฐบาลเองที่พยายามลดความผันผวนด้วยการใช้นโยบายการเงิน นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการเพิ่มปริมาณเ]]
>

น่าจะเรียกว่า ฉบับ uncut หรือ undelete มากกว่านะ
แต่อ่านบทความนี้แล้วงงๆ คนไม่รู้เรื่อง เศษฐศาสตร์อย่างผม ไม่รู้เรื่องเลย
เศรษฐศาสตร์ นั้นมีทฤษฎีหลากหลาย แต่ทั้งนี้เศรษฐกิจในภาคพื้นที่ต่างกัน
ย่อมต้องปรับใช้อย่างเหมาะสม เพิ่งรู้เหมือนกันค่ะว่า จขบ.เขียนหนังสือด้วย
แต่ไม่มีโอกาสได้อ่าน แต่จะเข้ามาอ่านอัพเดทที่บล็อคนี้เรื่อยๆค่ะ
เชอรี่
คงต้องรบกวนท่านแม่ทัพช่วยเล่าเรื่องเมืองมะกันให้ฟังอีกหลายๆ บทซะแล้ว (อิ อิ)
เวอร์จิเนีย แมรี่แลนด์ ดีซี ถิ่นเดียวกันครับ เหอๆ อาชญากรรมเยอะครับ ตำรวจแถวนั้นจึงมีประสิทธิภาพมาก เห็นใจเจ้าหน้าที่เหมือนกันที่โดนตำหนิว่าทำหน้าที่ไม่ดีพอ เรื่องแบบนี้ถ้าจะเข้มงวดก็คงต้องเข้มงวดทั้งในโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และโรงหน้ง ด้วย คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
บรรยากาศการเรียนที่เมืองมะกันท่านแม่ทัพว่าเคร่งเครียดมากมั้ยครับ สมัยท่านแม่ทัพเรียนสนุกรึเปล่า เคยเจอนักศึกษาเพี้ยนๆ พกปืนอะไรแบบนี้บ้างมั้ยครับ (น่ากลัวจัง)
ขอบคุณอย่างสูงสำหรับคำแนะนำที่มีค่าครับ
อ่านทฤษฎีก็สนุกดีครับ ถ้าหากมีเรื่องเล่าที่เป็นประสบการณ์จริง แล้วอธิบายประกอบกับทฤษฎีจะทำให้เรื่องราวน่าติดตามขึ้นไปอีกครับ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา หรือในชุมชนของเรายิ่งสนุกขึ้นไปอีกครับ
http://thesisguru.wordpress.com/
ไม่เห็นต้องตัดออกเลยนี่ครับ สนุกดีออก (โฮะ โฮะ)
ฮิฮิ เหมือนได้กลับไปเรียน Macro ใหม่อีกครั้งหนึ่งเลยครับ นี่ถ้าใส่กราฟเค้าไปด้วยจะกลายเป็น Online Class เลยนะครับ ขอบคุณมากครับพี่สุมาอี้
โอ้ ยาวจัด ต้องแบ่งอ่าน 7 ย่อหน้า 7 ครั้ง
เดี๋ยวมาอ่านต่อครับ