ในหนังไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าเมือง Ember ปกครองด้วยระบอบอะไร แต่ดูจากท้องเรื่องแล้วเชื่อขนมกินได้เลยว่าผู้แต่งเรื่องนี้จงใจเขียนให้เมืองนี้ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม
เวลาที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายระบบทุนนิยม เรามักคิดถึงระบอบสังคมนิยมโดยมองแต่ด้านบวกของมัน เช่น เป็นสังคมที่ไม่มีคนรวยคนจน ทุกคนทำอะไรให้แก่กันโดยไม่ต้องคิดเรื่องเงิน เป็นต้น แต่เรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าด้านมืดของระบอบสังคมนิยมมีอะไรบ้าง ซึ่งเราจะต้องรับเอาไปด้วย
หัวใจของสังคมนิยมก็คือทำลายกลไกตลาดให้หมดสิ้นเพื่อมิให้เกิดการแสวงหากำไร แต่เมื่อไม่มีกลไกตลาดแล้ว สังคมย่อมขาดกลไกในการจัดสรรทรัพยากร รัฐบาลจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่แทนกลไกตลาด มีตอนหนึ่งในเรื่องที่ตัวละครต้องการซื้อสบู่ 10 อัน (หรือของใช้อะไรสักอย่าง ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว) แต่เจ้าของร้านบอกว่ามีให้แค่ 3 อันก็ต้องซื้อแค่ 3 อัน เพราะรัฐจัดสรรมาให้แน่นอนทุกเดือน มีเท่าไรก็ต้องใช้เท่านั้น จะใช้วิธี bid/offer ไม่ได้ เพราะผิดหลักสังคมนิยม
ในเมื่อไม่มีราคาตลาด รัฐบาลย่อมไม่มีข้อมูลว่าอะไรขาดแคลน อะไรมีมากเกินไป ในการจัดสรรตำแหน่งงาน รัฐบาลจะต้องกำหนด(เดา) จำนวนตำแหน่งงานที่เหมาะสมขึ้นมาเอง และจัดคนเข้ากับตำแหน่งงาน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “การจับสลาก” เด็กทุกคนเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องเข้าพิธีจับสลากว่า ตัวเองจะได้อาชีพอะไร แล้วทำอาชีพนั้นไปจนตาย ไม่มีสิทธิ์เลือกอาชีพที่ตนเองชอบหรือทำงานที่ตัวเองถนัด ปล่อยให้เลือกเองไม่ได้เพราะจะไม่มีวันได้ข้อยุติ เพราะทุกอาชีพต้องได้เงินเดือนเท่ากันทำให้งานที่สบายย่อมมีคนอยากทำมากกว่า เด็กในโลกสังคมนิยมต้องไม่มีสิทธิ์ฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
แน่นอนการกำหนดอาชีพให้ย่อมมีคนส่วนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ในตอนหนึ่งของเรื่องแสดงให้เห็นว่า รัฐต้องมีกำลังพลส่วนหนึ่งไว้ค่อยไล่ฆ่าคนที่คิดหนีออกจากเมืองนี้ เพราะไม่ชอบชีวิตที่ถูกรัฐกำหนดชะตาชีวิต นี่เป็นสิ่งที่ต้องมีเสมอในประเทศสังคมนิยม เหมือนเยอรมันตะวันออกที่ต้องคอยไล่ยิงคนที่คิดหนีข้ามกำแพงเบอร์ลินออกไปยังโลกเสรี เพราะในทุกๆ สังคมจะมีคนส่วนหนึ่งที่มีใจรักเสรีภาพมากๆ คนพวกนี้ไม่เหมาะกับโลกสังคมนิยมและต้องถูกลงโทษเพื่อความมั่นคงของประเทศและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นๆ
ส่วนคนที่มีนิสัยเข้ากับระบบได้ แบบว่าไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบเสี่ยง ชอบให้มีคนเลี้ยงดู ก็จะกลายเป็นพวกเช้าชามเย็นชาม ทำงานได้เฉพาะที่ตัวเองรับผิดชอบเท่านั้น อย่างรุ่นพี่ของพระเอกที่ทำงานมาตั้งสามสิบปีแล้วแต่ยังไม่รู้เลยว่า ปุ่มข้างๆ ที่ทำงานของตัวเองมีเอาไว้ทำอะไร เพราะไม่ใช่ส่วนที่ตนรับผิดชอบ อะไรที่เกินหน้าที่ ไม่รู้หมด ผู้คนในระบอบสังคมนิยมถูกฝึกให้ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครกล้าออกไปจากเมือง ไฟฟ้าในเมืองกำลังจะดับก็ไม่มีใครคิดช่วยอะไรได้ เพราะทำอะไรที่พลิกแพลงจากงานที่เคยทำไม่เป็น ทุกคนได้แต่เพียงสวดอ้อนวอนอย่าให้ไฟฟ้าดับเท่านั้น
เมื่ออำนาจการจัดสรรทรัพยากรตกอยู่กับรัฐบาลคนเดียว รัฐบาลก็มีอำนาจล้นฟ้า ระบบที่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆ จากภาคประชาชน ย่อมเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้นำฉ้อฉลได้ง่าย เรื่องนี้โลกเสรีก็ยังมี แต่ว่าน้อยกว่า เพราะอย่างน้อยประชาชนก็ยังคอยตรวจสอบผู้นำอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ปล่อยให้ใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จมากเกินไป
ช่วงนี้วิกฤตซับไพร์มทำให้คนที่ชอบระบอบสังคมนิยมรีบออกมาบอกว่า “เห็นไหม ทุนนิยมทำให้เศรษฐกิจพัง” แต่สิ่งที่พวกเขาลืมไปก็คือ แม้ทุนนิยมจะลุ่มๆ ดอนๆ ไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าสังคมนิยมที่ล่มสลายไปก่อนตั้งนานแล้ว บัดนี้ทุกประเทศที่เคยใช้ระบอบสังคมนิยมเลิกใช้กันไปหมดแล้ว (เหลือแค่คิวบากับเกาหลีเหนือเท่านั้น) การทดลองใช้ระบอบสังคมนิยมได้ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปไม่น้อยกว่า 50 ล้านทั่วโลก แต่แปลกที่ทุกวันนี้ก็ยังคงมีคนเรียกร้องระบอบสังคมนิยมกันอยู่เรื่อยๆ ระบอบที่มีหลักการที่เป็นอุดมคติมักเป็นระบอบที่ฟังดูหอมหวานกว่าระบอบที่บอกว่าคุณจะต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ในความรู้สึกของผู้คนเสมอ แม้ว่าในทางปฏิบัติมันจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงก็ตาม



ประเทศจีนตอนนี้ เศรษฐกิจเป็นทุนนิยมหมดแล้ว แต่การเมืองยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ครับ
คนจีนเดี๋ยวนี้สามารถเป็นเจ้าของบริษัทได้แล้ว เศรษฐีผุดขึ้นมาเต็มเมืองเลย
แอบชำเลืองมอง ทางซ้าย ( deap links มันไม่ SEO friendly เลยแฮะ )
<>
<>
ถ้าปัญหาพื้นฐานที่มาจากการผลิตล้นเกิน และการลดลงของอัตรากำไร ( ปัญหาในการเลือกซื้อหุ้นด้วย เหอะๆ อยากได้หุ้น margin สูงๆ หรือ ROE อ่ะ แต่พอมีกำไรสะสม ถ้ากำไรเท่าเดิม ROE ก้ลดลงอยู่ดี ตัวหารมันมากขึ้น ) แต่ถ้าแก้ปัญหานี้โดยทำลายกลไกตลาดให้หมดสิ้นเพื่อมิให้เกิดการแสวงหากำไร จะเกิดปัญหาว่าสังคมย่อมขาดกลไกในการจัดสรรทรัพยากร โอ้ย กลุ้ม มีปัญหาประเภทไม่มากไปก็น้อยไป ต้องหาจุดพอดีละครับ
แต่ทัศนคติผม ผมว่าอัปยศของมนุษย์ชาติ ควรเป็นของภาษีที่รบกวนการผลิตหรือการบริโภคครับ
ว่าแต่เมืองจีนตอนนี้ คงไม่ใช่สังคมนิยมแล้วซิครับ ดูจากโพสต์เซียงไฮ้ครั้งก่อน ( C & D ) แต่ปัจเจกยังมีเสรีภาพด้วยไหมเอย
ผมว่าถ้าใช้ทฤษฎีของ Animal planet แล้วนะครับ (ผมเพิ่งดูมา อิอิ) ผมว่าทุนนิยมดีกว่าครับ เพราะ การแข่งขัน และความทะเยอทะยานอยาก ของประชาชน จะนำไปสู่การพัฒนา “เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา” และสิ่งนี้แหละครับ จะนำสังคมมนุษย์ไปสู่จุดดุลยภาพ ที่มีเสถียรภาพมากกว่าในปัจจุบัน อย่างเช่น Ham Crisis ที่เกิดขึ้นขณะนี้ มนุษย์เราจะผ่านปัญหานี้ ด้วยการแก้ปัญหา และนำไปสู่การเรียนรู้และป้องกันปัญหาในอนาคต เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เข้าสู่ Infinity เราจะเข้าสู่ดุลยภาพ ซึ่งก็คือ จุดที่ระบบทุนนิยมจะลบจุดอ่อนของมันออกไปแทบทั้งหมด ในขณะที่ ถ้าเราใช้ระบบสังคมนิยม “เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา” นี้ก็จะไม่เกิดขึ้น จุดอ่อนที่มีอยู่ในระบบสังคมนิยมก็จะไม่มีวันลบมันออกไปได้
วิธีที่น่าจะเป็นการรวมกันที่ดีระหว่าง 2 ระบบนี้ ที่รัฐของทุกประเทศกำลังพยายามทำ ก็คือ ทุนนิยมที่ยังคงไว้ซึ่งความเสมอภาค หรือก็คือการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมนั่นเอง สำหรับผมการใช้คำว่ากระจายรายได้ ดูจะไม่เหมาะสม สิ่งที่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การกระจายการศึกษา มากกว่า ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะนำคนไปสู่จุดที่ว่า “แม้มันไม่เสมอภาค แต่เราก็มีรายได้ในระดับมีความสุข” จากความรู้ที่มีไปใช้ทำงาน แม้คนที่รวยอยู่แล้วจะยิ่งรวยห่างจากเราไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็พอใจกับรายได้ที่มีอยู่และมีความสุข ซึ่งน่าจะพูดได้ว่าประเทศไทยเราเองก็น่าจะมาถูกทางแล้ว จากการเน้นการพัฒนาการศึกษากับเศรษฐกิจพอเพียง
จึงอยากออกความเห็นซักนิดว่า การรวม 2 ระบบนี้ด้วยกัน ซึ่งผมว่ามันก็น่าจะเป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของเศรษฐกิจพอเพียง
ขอโทษด้วยนะครับ ยาวไปหน่อย อิอิ พิมพ์ ๆ แล้วมันก็มันส์มือ
ขอบคุณครับ
พี่นรินทร์ครับ พอดีผมอ่านหนังสือ”วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง” ของพี่อะครับ แล้วมีข้อสงสัย จากสูตร
r=E/(D+E) x ke + D/(D+E) x (1-T) x kd
D คือ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยใช่ไหมครับ
ถ้าเกิดว่าบริษัทที่หามูลค่านั้น ไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยล่ะครับ จะคิดยังไงดีครับ ให้แทน 0 ไปเลยจะได้รึป่าวครับ
ขอบคุณสำหรับคำตอบล่วงหน้านะครับ
Ps: ถ้าไม่รบกวนพี่เกินไปช่วยตอบมาในอีเมลได้ไหมครับ ขอบคุณมากๆครับ i.am.chwin@hotmail.com
คล้ายกับที่มิวตัน ฟรีแมน บอกไว้ ทุนนิยมก็มีข้อเสียอยู่มากเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของทุนนิยมคือ ปัจเจกยังมีเสรีภาพอยู่
เพราะคนมีหลากหลาย จะให้ถูกใจทุกคนมันเป็นไปไม่ได้
ถ้ามีเมืองให้เลือกอยู่ ปกครองไม่เหมือนกัน แล้วให้คนย้ายเข้าออกได้อิสระล่ะ
สุดท้าย จะเข้าสู่สมดุลหรือไม่
หรือสุดท้าย มนุษย์ก็กลับสู่ยุคหินอยู่ดี
ตายมากที่สุดก็น่าจะเป็นยุคสตาลินที่ใช้ “ความตาย” เป็นเครื่องกระตุ้นให้คนทำงานหนัก และยุคเหมาที่ให้คอมมูนทำทุกอย่างด้วยตนเองไม่เว้นแม้แต่ถลุงเหล็กจนทำให้มีคนขาดอาหารตายไป 20 ล้านคน
โลกสังคมนิยมเป็นความอัปยศของมนุษย์ชาติ แต่ก็ยังมีคนชอบอยู่ อย่างที่ว่าไป
น่าจะเป็นระบบจับสลากครับ ดูตอน assignment day
We saw both “ระบบ” had failed. i think neither ระบบทุนนิยม nor ระบบสังคมนิยม good for every society (country). Both has pros and cons. it has to adapt for individual country.
I agree with you about “changing” or “evolution”.
น่าจะเป็นระบอบสตาลินหรือเขมรแดงหรือเกาหลีเหนือมากกว่า ที่ทำให้คนตายหลักสิบล้าน
แต่ระบอบเชาเชสกุได้ผลตรงกันข้าม ประชากรล้นโรมาเนีย แล้วมาโค่นเชาเชสกุซะเอง