485: บทสรุปของการลงทุน

หลังจากอยู่ในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2003 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายรูปแบบ วิกฤตก็หลายหน ความคิดของผมเกี่ยวกับการลงทุนก็มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำหรือมองว่าคนเราควรลงทุนในหุ้นอย่างไร ผมคงสรุปออกมาเหลือแค่นี้

จงคัดเลือกหุ้นที่คิดว่าดีที่สุดในตลาดหุ้นไว้ 5-10 ตัว เก็บไว้ใน wish list ของเราเสมอ คำว่าหุ้นที่ดีที่สุดหมายถึง ธุรกิจที่มีความแข็งแรง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก อย่ายึดติดกับหุ้นราคาถูก หรือความสำเร็จในอดีตของบริษัทมากเกินไป ที่สำคัญก็คือ จงคัดเลือกด้วยตัวเอง อย่าเลือกตามกูรูหุ้นหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะจะติดกับของการแห่ตามกัน การเลือกหุ้นเก่งไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ

เมื่อมี wish list ในใจเรียบร้อยแล้ว เวลาจะซื้อ มีวิธีให้เลือกอยู่ 3 แบบ ดังนี้

วิธีที่ 1 คือ DCA หุ้นใน wish list เท่ากันทุกตัว ไปเรื่อยๆ จนกว่าเกษียณไปเลย ข้อดีของวิธีนี้คือจะเริ่มต้นซื้อเมื่อไรก็ได้ สามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เท่ากับตลาดหรือดีกว่าเล็กน้อยได้

วิธีที่ 2 คือ ถ้า P/E ของตลาดยังต่ำกว่า 15 เท่า ให้ซื้อหุ้นใน wish list อย่างน้อย 5 ตัว (ตัวละเท่าๆ กัน) เก็บไว้ ถือเต็มพอร์ตไปยาวๆ และไม่จำเป็นก็ไม่ควรขายเลย ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงมากแค่ไหน อดทนไปให้ได้ ถ้าจะขายจริงๆ เก็บไว้ล้างพอร์ตเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในสถานการณ์ที่แพงสุดขีดเท่านั้น เช่น  P/E ของตลาดสูงระดับ 25 เท่าขึ้นไป  ข้อเสียของวิธีนี้คือเริ่มทำไม่ได้ตอนที่พีอีตลาดหุ้นเกิน 15 เท่าอยู่  วิธีนี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 คือ รอซื้อทีเดียวเมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้นรอบใหญ่ และเมื่อซื้อแล้วก็ไม่ต้องขายหุ้นออกมาอีกเลย ในสภาวะปกติคืออยู่เฉยๆ อย่างเดียว ไม่ซื้อไม่ขายอะไรเลย (ถ้าจะซื้ออีกทีก็คือเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่เท่านั้น) ข้อดีคือ คาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับสูงสุด แต่ข้อเสียคือ อาจต้องรอนานมากๆ กว่าจะได้ซื้อจนเสียโอกาสลงทุน และเวลาซื้อจริงๆ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดของวิกฤตอยู่ตรงไหน ต่ำแค่ไหนถึงจะต่ำพอที่จะซื้อได้แล้ว เป็นต้น วิธีนี้จึงทำไม่ได้ทุกคน ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมากแล้วเท่านั้น คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าสองวิธีแรก

สิ่งที่เหลือนอกจากนี้คือ การอยู่เฉยๆ ให้ได้ในช่วงที่เวลาที่ห้ามซื้อหุ้น (ตามที่กำหนดไว้ในทั้ง 3 วิธี) ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นลงมากแค่ไหน การรักษาวินัยคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการลงทุนในหุ้น แค่ไม่ซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่ควรซื้อให้ได้ คุณก็มีผลตอบแทนที่ดีได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เลือกหุ้นเก่ง หรือมีความรู้เรื่องงบการเงินมากมายแต่อย่างใด

 

484: สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ

การวิเคราะห์แนวปัจจัยพื้นฐาน ต้องใช้เวลานานมาก กว่าสิ่งที่เรามองไว้จะสะท้อนออกมาให้เห็นในผลประกอบการ ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ในรูปแบบของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วหวังว่าราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นทันทีในวันต่อมา

ตรงกันข้าม ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วโอกาสที่หุ้นจะขึ้นเลยมีน้อยมาก บ่อยครั้งซื้อแล้วหุ้นลงด้วยซ้ำ จงเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ผลตอบแทน 1 วัน กับผลตอบแทนในอีก 1 ปี ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่น หุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้เขียว อีก 1 ปีอาจจะติดลบก็ได้ และหุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้แดง อีกหนึ่งปีก็อาจจะเขียวหนักๆ เลยก็ได้

ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นระยะยาวอะไรก็ตาม ทางที่ดี ควรจะปิดหน้าจอ เลิกสนใจไปเลย และอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาให้มาก เอาไว้สัก 6 เดือน หรือหนึ่งปี ค่อยมาเปิดดู เพราะการซื้อไปแล้วก็มานั่งตามดูราคามันทุกวัน เราจะอดใจไม่ได้ที่จะตัดสินผลงานจากผลตอบแทนระยะสั้น ถ้าเขียวเลย ก็อาจขายทิ้ง เพราะมือบอน สุดท้ายขายหมู หรือถ้าแดงเลย ก็อาจจิตตก ขายตัดขาดทุนทันที มาพบเอาอีกหนึ่งปีให้หลังว่า จริงๆ แล้วตัวเองคิดดู กลายเป็น “รู้งี้” ไปอีก

มองยาว ก็ต้องวัดผลระยะยาว ถึงจะถูกต้อง

นอกจากนี้การบริหารเงินหน้าตักที่ซับซ้อนเกินไป เช่น แบ่งเงินซื้อออกเป็นสองก้อน ซื้อทีละก้อน ถ้าลงต่อค่อยซื้อเพิ่มได้อีกก้อนหนึ่ง อะไรทำนองนี้ ดูเหมือนจะดี แต่ทำให้เราต้องพะวง และต้องคอยมานั่งตามหุ้นที่เราซื้อไปแล้วว่าราคาลงไปขนาดไหนแล้ว ควรซื้อเพิ่มหรือยังเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคของการลงทุน รอคอยให้มากพอ คิดให้รอบคอบ แล้วซื้อตูมเดียวจบ จะดีกว่า ระหว่างทางมันจะลง จะขึ้น ไม่ต้องสนใจ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องซื้อตรงก้นเหวให้ได้พอดี เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเสียเวลากับเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะพยายาม หันไปพยายามในเป้าหมายที่เป็นไปได้ดีกว่า ซื้อแล้วก็อาจลงต่อก็ได้ แต่ถ้าเรารอมามากพอ ซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว ก็ปล่อยมันเถอะ ไม่ต้องเล็งจะซื้อให้ได้ถูกที่สุดหรอก บริหารเงินด้วยวิธีที่ธรรมดาๆ เข้าไว้ดีกว่า

483: ผลพลอยได้ของการมีนโยบายไม่ขายหุ้น

การที่เราตั้งใจว่า ถ้าซื้อหุ้นอะไรก็จะถือไปตลอด ไม่มีนโยบายขาย นอกจากจะทำให้เราคิดรอบคอบมากขึ้นก่อนซื้อแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกข้อหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง

นั่นคือ มันช่วยทำให้เรามีโอกาสได้กำไรหุ้นแบบหลายเด้งด้วย เพราะการจะทำแบบนั้นได้นอกจากจะต้องเจอหุ้นหลายเด้งแล้ว คนที่เจอยังต้องกล้าถือไปเรื่อยๆ แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าตัวด้วย เพราะถ้าเจอหุ้นตัวดังกล่าว แต่พอมันขึ้นมาแค่ 20-30% ก็อดใจไม่ไหว ขายทิ้ง แบบนี้ก็จะพลาดอยู่ดี

ซึ่งการที่หุ้นขึ้นไป 30% แล้ว เรายังไม่ขาย เป็นอะไรที่ทำใจได้ยากมาก ถ้าใครเล่นหุ้นมานานก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี กลัวว่าหุ้นจะตกกลับลงไปใหม่ แล้วกำไรจะหายไปหมด จึงต้องรีบขาย สุดท้ายแล้ว มันก็ขึ้นต่อไปอีก 100% ขายหมูอีกตามเคย

คนที่จะอยู่จนกำไรเป็นเด้งๆ ได้ ถ้าไม่ใช่คนบ้า ก็ต้องมีความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นมากเป็นพิเศษ ระดับที่เชื่อเป็นลัทธิ ว่าธุรกิจนั้นวิเศษเลอเลิศ​ ซึ่งบ่อยครั้งก็เหมือนคนบ้าจริงๆ นั่นแหละ บางคนบ้าแล้วก็ผิดหวังก็มี ไม่ใช่บ้าแล้วจะรวยได้ทุกคน แต่อีกวิธีหนึ่งที่เราจะอยู่รอดไม่ขายจนได้กำไรหลายเด้ง โดยที่ไม่ต้องคลั่งลัทธิ คือเรามีนโยบายซื้อหุ้นอะไรแล้วไม่คิดจะขาย

บางคนอาจแย้งว่า แต่การทำแบบนั้น นอกจากจะพาเราไปสู่กำไรหลายเด้ง ก็อาจพาเราไปสู่ขาดทุนหลายเด้งด้วยเช่นกัน เพราะไม่ขายสักที ราคาหุ้นก็ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นการจะมีนโยบายไม่ขายหุ้นได้ จะต้องเป็นนักรอคอยที่จะซื้อด้วย คือซื้อหุ้นที่ถูกมากพอ ความถูกของราคาเข้าซื้อจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนแบบนั้น และการกระจายหุ้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะเลือกหุ้นแค่หนึ่งตัว โอกาสจะเจอหุ้นหลายเด้งคงมีน้อยมาก แต่ถ้าเลือกหลายๆ ตัว โอกาสที่จะเจอบ้างย่อมมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ดี “ก่อน” ซื้อหุ้น ไม่ใช่หลังจากซื้อหุ้นไปแล้ว เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ก็ควรปล่อยวาง ปล่อยให้ความดีที่เราทำก่อนซื้อแสดงผลลัพธ์ที่ดีออก ไม่ต้องไปกังวลหลังจากซื้อไปแล้ว เหมือนลูกธนูที่ยิงออกจากศรไปแล้ว ถ้าตอนเล็งทำได้ดี ธนูจะเข้าเป้าเอง ไม่ต้องกังวลตอนที่ธนูลอยอยู่บนท้องฟ้า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย