482: อุปสรรคการลงทุนมันลึกซึ้งกว่าที่คิด

มีพี่นักลงทุนคนหนึ่งเคยพูดตอนที่ตลาดหุ้นมันวิ่งๆ และทุกคนก็เฮโลกันเข้าไปว่า คอยดูเถอะ วันหนึ่งเวลาที่หุ้นตกมากๆ แล้วจะรู้ว่า หุ้นที่ทุกคนเคยบอกว่าพื้นฐานดีอย่างนั้นอย่างนี้ จะไม่มีใครเอาเลย ยิ่งถูกยิ่งไม่มีใครอยากได้ ทั้งที่มันเคยเป็นหุ้นไร้เทียมทานมาก่อน แล้วจะรู้ว่าพื้นฐานที่ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้เป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าคนจะไม่เอาหุ้นสักอย่าง หุ้นอะไรก็ไม่เหลือ

ตอนแรกที่ผมได้ยินคำพูดแบบนั้น ผมก็เหมือนกับทุกคน คือรู้สึกว่า พี่เขามองโลกในแง่ร้ายจัง ทำไมไม่คิดบวก คนคิดบวกประสบความสำเร็จเสมอ ไลฟ์โคชสอนไว้ แต่พอได้อยู่ในตลาดมานานพอ ได้เห็นเหตุการณ์ที่ว่าแบบนั้น ซ้ำๆ กันหลายๆ รอบ ถึงได้เห็นว่า พี่เขาพูดด้วยประสบการณ์ที่เห็นตลาดหุ้นมายาวนานกว่าเรามากจริงๆ

บางทีคนที่ขยันหาหุ้นทุกวัน ติดต่อกันสี่ห้าปี และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พอวันนั้นมาถึง ตลาดหุ้นพังทลาย กำไรที่หามาได้ทั้งหมด ก็หายไปในปีเดียว กลายเป็นขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่บางคนอาจจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย สี่ห้าปี แต่พอตลาดหุ้นพังทลายก็เข้ามาซื้อแค่ครั้งเดียว แล้วก็อยู่เฉยๆ ไปอีกสี่ห้าปี สรุปแล้วกลับกลายเป็นคนที่ทำกำไรได้อย่างแท้จริงทั้งที่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้ออกแรกอะไรเลย

การลงทุนมันแปลกๆ แบบนี้แหละ ทุกอย่างมันดูขัดแย้งกับสัญชาตญาณของเราไปหมด และเราก็มองไม่เห็น ทำให้เหนื่อยฟรีไปเยอะเลย

ผมเคยเห็นบทความหนึ่งที่เขาวิเคราะห์ว่าดัชนี S&P500 ในรอบสิบปี มีช่วงเวลาที่ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐานในทางทฤษฎีอยู่เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น นอกนั้นแพงกว่าพื้นฐานตลอดเวลา ในยุคที่เงินล้นโลก ตลาดหุ้นฟองสบู่ขนาดนี้ การคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานก็เหมือนเป็นกับดักเหมือนกัน เพราะคนเรามักถูกสะกดจิตให้ต้องซื้อหุ้นหรือคิดว่ามีหุ้นพื้นฐานดีราคาถูกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริง หุ้นอาจจะแพงตลอดเวลาอยู่ก็ได้ แต่เราก็รู้สึกแปลกๆ ที่จะบอกว่าหุ้นแพงทุกตัว ไม่มีหุ้นอะไรให้ซื้อ ติดต่อกันเป็นเวลาสี่ห้าปี สุดท้ายแล้วเราก็ซื้อหุ้นแพงไป โดยที่เข้าใจว่าเราซื้อหุ้นเพราะพื้นฐาน อะไรหลายอย่างในตลาดหุ้นทำให้เราผิดพลาด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

นักวิเคราะห์ที่ต้องเขียนคอลัมน์แนะนำหุ้นทุกวัน ก็จะมีหุ้นน่าซื้อทุกตัว ทั้งที่ในชีวิตจริงบางช่วงเวลาอาจไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลย แต่การที่ต้องเขียนคอลัมน์ทุกวัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลยติดต่อกันทุกวันสักสามเดือน บรรณาธิการคงมาไล่เขาออกแน่ๆ ความคิดของเราไม่สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

นักลงทุนมักต้องมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนไว้คุยกันด้วย เล่นหุ้นคนเดียวเหงามาก แต่ถ้าหากคุยกันทีไรเราก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อ บ่อยๆ เข้า บรรยากาศก็กร่อย สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยากซื้อหุ้นอะไรสักอย่าง เพื่อให้บทสนทนาในวงหุ้นมีรสชาติ เราติดกรอบพวกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

481: PE ตลาด 15x magic number?

มีแนวคิดหนึ่งบอกว่า ค่าเฉลี่ยพีอีระยะยาวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับว่าตลาดนั้นจะเติบโตมากแค่ไหนด้วย เป็นไปได้ว่า 15 เท่า หรือเทียบได้กับ earnings yield 6.7% เป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตราสารทุน

ถ้าเราจะเอาแนวคิดนี้มาใช้เป็นตัวชี้วัดความถูกแพงของหุ้น เช่น ถ้าพีอีตลาดสูงกว่า 15 ก็คือ หุ้นโดยรวมยังแพงเกินไป นักลงทุนระยะยาวควรอยู่เฉยๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่พีอีต่ำกว่า 15 ถือว่าตลาดหุ้นน่าซื้อ นักลงทุนระยะยาวควรลงทุนให้เต็มพอร์ตไปเลย แบบนี้จะดีมั้ย

โดยส่วนตัว ผมชอบเกณฑ์อันนี้อยู่พอสมควรเลย ข้อดีมากๆ คือ แทนที่เราจะคอยมาเก็งว่าตลาดหุ้นจะลงไปต่ำสุดแค่ไหน เราใช้เกณฑ์นี้ไปเลย ถ้าพีอีตลาดต่ำกว่า 15 ก็ลงทุน ไม่ต้องไปรอ วิธีนี้ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนได้ดีเลย

แต่วิธีนี้ก็มีข้อที่ควรพิจารณาหลายอย่าง ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าเมื่อตลาดหุ้นลงไปแตะ 15 เท่าแล้วลงทุน แล้วปีต่อมามันจะเพิ่มขึ้น แล้วเราก็ได้กำไรเลย แต่ตลาดอาจะแตะ 15 แล้วลงไปลึกกว่า แล้วก็ต่ำอยู่อย่างนั้น เช่น เหลือแค่ 10 เท่า อยู่นานหลายปี เช่น 4-5 ปี ก่อนที่จะทะลุ 15 เท่าอีกที นักลงทุนที่เห็นลงไปแตะ 15 ก็เข้าลงทุนเลย ก็ต้องทำใจว่า อาจจะต้องติดดอย เพราะตลาดหุ้นลงต่อไปเหลือแค่ 10 เท่า อีกหลายปี กว่าจะกลับตัวขึ้นไปใหม่ได้ แบบนี้เป็นต้น นักลงทุนเตรียมใจหรือยังที่จะเจอสภาพแบบนั้น

ปัญหาอีกอย่างคือคำว่า พีอี นั้นคือคำนวณมายังไง เช่น เป็นพีอีปัจจุบัน หรืออนาคต หรือปีหน้า หรือเฉลี่ยสิบสองเดือน บ่อยครั้งพีอีอาจลงไปแตะ 15 เท่า ชั่วคราว เพราะกำไรตลาดมีความผันผวนระยะสั้น เราจะถือว่านั้นคือพีอีของกำไรปกติได้หรือไม่ แบบนี้เป็นต้น ถึงเวลาจริงๆ นิยามที่ดิ้นได้ของพีอีอาจทำให้เราลังเลที่จะซื้อ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรายอมรับได้ว่าเราอาจจะซื้อจุดต่ำสุดไม่ได้ และยอมรับนิยามที่ดิ้นได้ของพีอี การยึดถือเกณฑ์ทำนองนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะรักษาวินัยการลงทุน หาเกณฑ์อะไรก็ดีที่มีความชัดเจนพอประมาณ แม้จะไปสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดีกว่าไม่มีหลักยึดอะไรเลย ใช้แต่ความรู้สึก สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือความแน่วแน่ที่จะลงทุนไปในระยะยาว เพื่อให้ time value of money ได้แสดงศักยภาพของมันออกมา

480: อะไรที่ดูง่ายนั้นยากที่สุด

เคยเห็นคนเล่นหมากรุกตามสวนสาธารณะมั้ยครับ ที่เขาเล่นค้างไว้ในกระดาน แล้วให้คนมามุงดูว่าอยากเล่นต่อกับเขามั้ย ใครแพ้เสียเงิน ซึ่งถ้าใครเล่นหมากรุกเป็น ดูแล้วจะเหมือนกับหมากเล่นค้างไว้ในแบบที่เราได้เปรียบมากๆ ยังไงก็ชนะ แต่พอตกลงเล่นกับเขาแล้ว ก็พบว่ามันยากกว่าที่คิดมาก สุดท้ายแล้วแพ้เขาทุกคน

เคยไปงานวัดมั้ยครับ ในงานวัดจะเต็มไปด้วยเกมที่ดูง่ายๆ เช่น ใช้กระชอนกระดาษตักปลา หรือสาวน้อยตกน้ำ หรือยิงปืนใส่ตุ๊กตา แต่สุดท้ายแล้ว ร้านจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำทุกคืน

อาชีพหากินแบบนี้จะทำเงินไม่ได้เลย ถ้าหากเกมเหล่านี้ไม่ดูง่ายๆ ในสายตาของลูกค้า ยิ่งดูง่ายเท่าไร ก็ยิ่งทำเงินมากเท่านั้น เพราะความง่ายเป็นสิ่งที่ล่อให้คนยอมเล่นด้วย ถ้าดูธรรมดา หรือดูยาก คงไม่มีใครอยากเล่น เพราะจะเล่นเกมที่ดูเสียเปรียบเพื่อให้ตัวเองแพ้ทำไม เราเล่นเพราะเราคิดว่าเราจะชนะได้ง่ายๆ

ตลาดหุ้นก็เหมือนกัน ตลาดหุ้นเป็นเกมที่ดูง่ายๆ แค่กดซื้อ กดขาย ก็ทำเงินได้แล้ว ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้าง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตาเหลือก หรือไปเป็นเจ้าของธุรกิจ ปวดหัวกับคนงาน เสี่ยงกับสต็อกสินค้า อะไรเลย

แต่ก็นั่นแหละครับ ในเกมที่ดูง่ายที่สุด มันคือความยากที่สุดด้วย ในเมื่อมันง่ายมากขนาดนั้น แค่กดซื้อขาย อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ มันย่อมดึงดูดคนจำนวนมหาศาลให้เข้ามา และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินคนอื่นในตลาดนี้ และนั่นแหละที่ทำให้ตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ไปขับแกร็บยังทำเงินได้ง่ายกว่า (เพราะมันเหนื่อยกว่า)

แต่เอาเถอะ ไหนๆ คุณก็ตกกระไดพลอยโจร หลงเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะความง่ายที่มันล่อตาล่อใจแล้ว คุณจะยังตาบอดต่อไป ด้วยการคิดว่าตลาดหุ้นมันง่ายๆ แล้วก็ขาดทุนเหมือนคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการแต่อะไรที่ง่ายๆ หรือว่าคุณจะปรับทัศนคติตัวเอง หันมาศึกษามันอย่างจริงจัง ทำให้เป็นเหมือนอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง ที่ก็ต้องพยายาม พยายาม พยายาม ให้มากกว่าคนทั่วไปถึงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ต่างจากอาชีพอื่น เพียงแต่สิ่งที่ต้องพยายามอาจจะต่างกัน เช่น ไม่ต้องเสียเหงื่อ แต่ต้องอ่านหนังสือหนัก ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา แต่ว่าต้องอดทนอยู่เฉยๆ ให้ได้ เป็นต้น

ภายในตลาดหุ้นเองก็มีหลากหลายอาชีพ บางวิธีดูง่าย บางวิธีดูยาก เช่น การเล่น DW หรือ ฟิวเจอร์นั้น ดูง่าย ดูรวยเร็ว ส่วนการลงทุนแนวพื้นฐานดูเหนื่อย ต้องอ่านหนังสือหาความรู้เยอะมาก ต้องมานั่งตามข่าวบริษัท แต่ในความเป็นจริง คนเล่นอนุพันธ์นั้นมีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่น้อยมากๆ ทั้งที่มันเป็นวิธีที่ดูง่ายที่สุดในการทำเงินในตลาดหุ้น

อะไรที่ดูง่ายนั้นยากที่สุดเสมอ