141: 0474: The Bottom Lines

ตัวเลขที่ใช้อ้างอิงถึงมากที่สุด เวลาพูดถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน คือ กำไรสุทธิ (“Net Profit” หรือ “Net Income” หรือ “Earnings”) เพราะเป็นตัวเลขที่อยู่ตรงบรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) ของงบกำไรขาดทุนแล้วนั่นเอง Continue reading “141: 0474: The Bottom Lines”

140: 0465: All about Gross Margin

Gross Margin เป็นข้อมูลสำคัญตัวถัดมาจากบรรทัดของรายได้ในงบการเงิน เกิดจากการเอากำไรขั้นต้น (Gross Profit) มาเทียบกับ (หารด้วย) รายได้

ในเบื้องต้นที่สุด GM ช่วยบอกเราว่า Continue reading “140: 0465: All about Gross Margin”

139: 0378: Medium-term Oil Market Outlook (2012-2015)

World Oil Demand vs.Supply Outlook (mb/day)

ข้อมูลจาก OPEC Oil Market Report 2011 ชี้ให้เห็นว่า หลังจากเกิดวิกฤตซับไพรม์ เศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ช้าลงมาก จนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันไม่ได้อยู่สูงกว่าอุปทานอีกต่อไป

โลกของเราช่วงในเวลานี้จึงไม่ได้อยู่ในภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวเหมือนที่ผ่านมา เราสามารถเพ่ิมกำลังการผลิตน้ำมันได้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าอุปทานยังคงเพื่มขึ้นได้ช้ามากเหมือนเคย (กำลังการผลิตนอกกลุ่มโอเปกยังมีแนวโน้มลดลงทุกปี ส่วนที่เพิ่มขึ้นได้มาจากโอเปคเป็นหลัก) แต่ เพราะความต้องการใช้เพิ่มขึ้นช้าลงมากนั่นเอง

แต่การที่เราเห็นราคาน้ำมันแพงในเวลานี้ เป็นเพราะ ความเสี่ยงทางการเมืองมากกว่า (เช่น กรณีอิหร่านในเวลานี้  แม้การ sanction จะยังไม่เริ่มจริงจนกว่าจะถึงกลางปีนี้ แต่ลูกค้าของอิหร่านก็เริ่มหาซัพพลายเออร์ใหม่ล่วงหน้ากันแล้ว) นอกจากนี้ผลของการพิมพ์เงินดอลล่าร์ก็มีส่วนทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้นเมื่อคิดเป็นดอลล่าร์ด้วย

ส่วนเหตุผลที่ทำให้น้ำมันแพงเพราะเกิดอุปทานตึงตัวแบบก่อนวิกฤตซับไพร์มนั้นยากที่จะเกิดขึ้นตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่กลับมาเติบโตในอัตราเดิม (Full Production) กลุ่มโอเปคยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เสมอหากน้ำมันบางส่วนหายไปจากตลาดเพราะยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของซาอุดิอารเบีย

ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในระยะกลางคือ การที่สหรัฐฯ นำน้ำมันของตัวเองออกมาขาย เพื่อกดราคาน้ำมัน ทุกครั้งที่เห็นว่าราคาน้ำมันแพงเกินไป จนอาจส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองได้ สหรัฐฯ ทำเช่นนี้หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา และทำให้ราคาน้ำมันจะถูก Capped ไว้ไม่ให้สูงเกินระดับหนึ่ง ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

138: 0370: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ 7thLTG

ทำไมไม่เลือกหุ้นด้วยพีอีเรโช : ผมไม่เชื่อว่าวิธีอะไรก็ตามที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำแทนได้หมด 100% จะเป็นวิธีที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ ผมเชื่อว่าการลงทุนเป็นศิลปะ ดังนั้นยังไงก็ต้องมีบางส่วนที่เป็น Qualitative อยู่ด้วย และส่วนนี้แหละที่จะทำให้เราเอาชนะตลาดได้ แม้ว่าบางทีเราจะไม่ชอบก็ตาม

ที่จริงผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าการเลือกหุ้นโดยดูจากพีอีต่ำเป็นวิธีที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพราะถ้าราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าเมื่อไร แต่กำไรไม่เพิ่มต่อไปอีก ถือต่อไปก็จะไม่มีประโยชน์อะไร ต่างกับหุ้นของกิจการที่กำไรเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถือไว้นานๆ ย่อมมีประโยชน์

ทำไมต้องเป็น established company ด้วย : เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น หุ้นทุกตัวลงแรงเหมือนกันหมด แต่หลังจากนั้น บริษัทที่ไม่มีฐานธุรกิจที่มั่นคงมากพอจะหายไปเลย ในขณะที่พวก established company ส่วนใหญ่มักจะกลับมาได้ในที่สุด ดังนั้น ในการลงทุนระยะยาว ต้องเลือก established company เพราะ ถึงแม้จะลงหนักเมื่อมีวิกฤตเหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ จะกลับมาเป็นปกติเอง

ทำไมต้อง 7 ตัว : มีการวิจัยพบว่าการกระจายหุ้นเกิน 15 ตัวขึ้นไป ผลของการลดความเสี่ยงโดยหุ้นตัวที่ 16 เป็นต้นไปแทบจะไม่มีนัยสำคัญเลย ดังนั้นจึงไม่ควรกระจายหุ้นเกิน 15 ตัว ในทางตรงกันข้าม การซื้อหุ้นแค่ 2-3 ตัว จะทำให้มีโอกาสเอาชนะตลาดแบบมากๆ ได้ แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้วิธีการลงทุนนี้จะต้องพึ่งพาฝีมือของผู้ลงทุนอย่างมากทันที ซึ่งไม่ใช่เป้าหมาย ดังนั้น จำนวนหุ้นกลางๆ น่าจะเหมาะ แต่ไม่มีกฏตายตัวว่าต้องเท่าไรแน่ บังเอิญ 7 อยู่ตรงกลางพอดี และผมชอบเลข 7 เหอๆ การบังคับให้ต้องลงทุนถึง 7 ตัว จะทำให้ average person กับ expert ทำผลงานได้ไม่ต่างกันมากนักโดยอัตโนมัติ ทำให้วิธีนี้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ลงทุนมากจนเกินไป

ดังนั้นในการเลือกหุ้นตามวิธีนี้จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเลือกหุ้นไม่เก่งด้วย เพราะสุดท้ายแล้วผลตอบแทนจะไม่ต่างจากของ expert มากนักอยู่ดี เนื่องจากถูกบังคับให้ลงทุนถึง 7 ตัว แต่ข้อสำคัญคือต้องเลือกโดยพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ข้อที่กล่าวไปแล้ว ห้ามเลือกเพราะเหตุผลอย่างอื่น เช่น ปันผลสูง พีอีต่ำ โดยเด็ดขาด

ทำไมต้องทยอยซื้อ ทำไมไม่ลงตูมเดียวไปเลย : Feedback ที่ผมได้รับจากนักลงทุนสมัครเล่นส่วนใหญ่ก็คือเขาบอกว่าการหาว่ามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นเป็นเท่าไรนั้นเป็นส่วนที่ยากที่สุดของการลงทุน และยากเกินไปสำหรับ average person ดังนั้นผมจึงออกแบบวิธีนี้ให้ลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาว จะได้ไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการวัดมูลค่าหุ้น การลงตูมเดียวไปเลยอาจได้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ต้องพึ่งพาความสามารถในการวัดมูลค่าหุ้นเป็นอย่างมาก จึงไม่เหมาะกับ average person ครับ

ทำไมต้อง 15 ปี : ถ้าเป็นยุคบัฟเฟตยังหนุ่ม ผมว่าแค่ 7 ปีก็พอ แต่ผมมองว่าตลาดหุ้นยุคนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะเต็มไปด้วยฟองสบู่ ที่เกิดจากความพยายามบิดเบือนปัจจัยมหภาคของธนาคารกลางต่างๆ  เช่น การตึงค่าเงิน การลดดอกเบี้ยมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งธนาคารกลางมีความสามารถในการบิดเบือนพื้นฐานได้นาน 7-8 ปี เลยทีเดียว ดังนั้นการลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนไม่นานพอจะเสี่ยงต่อวิกฤต การลงทุนติดต่อกันนานถึง 15 ปี จะช่วยทำให้มีการเฉลี่ยต้นทุนครบวัฏจักรอย่างน้อยหนึ่งรอบ จึงเป็นวิธีการลงทุนที่ผลตอบแทนรวมไม่ขึ้นกับวิกฤต (crisis-proof) ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างของวิธีการนี้จึงได้แก่ การที่สามารถเริ่มต้นเมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องพะวงว่าจะเกิดวิกฤตเมื่อไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำนายได้ยากมากอีกเรื่องหนึ่ง

ทำไมต้อง 21000 บาทต่อเดือน : เพื่อประหยัดค่าคอมฯขั้นต่ำเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็น วิธีนี้จะใช้เงินน้อยกว่านี้ก็ได้ เช่น เดือนละ 7, 000 บาท (ตัวละพัน) ก็พอแล้ว เป็นต้น การเสียค่าคอมขั้นต่ำทุกเดือนเดือนละ 53.5 บาท ในเวลา 15 ปี คุณเสียค่าคอมไปทั้งสิ้นแค่ 9630 บาทเท่านั้น ดังนั้น ถ้าลงทุนไม่ถึง 24000 บาทต่อเดือน จริงๆ แล้วคุณก็ไม่ได้เสียค่าคอมแพงเกินไปเท่าไรนักหรอก

สำหรับคนที่มีเงินน้อยกว่านั้น อาจลดจำนวนตัวหุ้นลงอีกก็ได้ เช่น 4 ตัว ก็พอ (ไม่แนะนำให้ลดลงน้อยกว่าสี่ตัว) ก็เท่ากับต้องออมเงินแค่เดือนละ 4 พันเท่านั้น

หุ้นไทยถือยาวไม่ได้หรอก : ขนาดบอกแล้วว่าโครงการนี้เกิดขึ้นมาก็เพื่อพิสูจน์ความเชื่ออันนี้นี่แหละ แต่ก็ยังมีคนถามคำถามนี้ซ้ำๆ กับผมบ่อยมาก แสดงว่า ความเชื่อนนี้เป็นความเชื่อที่ฝังหัวนักลงทุนไทยจริงๆ

ดร.นิเวศน์ ไม่ได้ซื้อๆ ขายๆ บ่อยๆ แต่กลับรวยเป็นพันล้านได้ แต่คนที่เชื่อว่าหุ้นไทยถือยาวไม่ได้กลับไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ยังคงเชื่ออะไรแบบเก่าๆ กันอยู่แบบไม่ลืมหูลืมตา ในขณะที่ สมัยก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็เห็นนักลงทุนไทยถือหุ้นสั้นกันทุกคน ก็ไม่เห็นว่าจะมีคนไหนรอดจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ผมว่าที่จริงแล้ว การเล่นหุ้นให้ได้เงินอย่างยั่งยืน มันมีอะไรมากกว่าแค่คำว่า “ถือสั้นหรือถือยาว” มันเป็นเรื่องของกระบวนการทั้งหมดที่แต่ละคนใช้ในการลงทุน และลักษณะของธุรกิจที่เลือกลงทุนมากกว่า

คุณนรินทร์ลงทุน 7thLTG อย่างเดียวหรือครับ : ไม่ใช่ครับ 7thLTG เป็นเพียงพอร์ตทดลองแนวคิดที่ผมลงทุนเป็นตัวอย่างเท่านั้น มีลงทุนในพอร์ตส่วนตัวของผมเองอีกต่างหาก และใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ต่างออกไป ( มอง valuation ประกอบด้วย และมีระยะเวลาการลงทุนสั้นกว่า active กว่า) ดังนั้นหากการลงทุน 7thLTG เกิดได้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ไม่ดี ผมก็ยังมีพอร์ตหลักของผมอยู่เช่นเดิม นักลงทุนท่านอื่นก็เช่นกัน ควรมีทางเลือกอื่นๆ ไว้ด้วย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

137: 0467: การเติบโตที่แท้จริงของบาง บจ.

การประมาณอัตราการเติบโตที่แท้จริงของธุรกิจในระยะยาวนั้น เราควรดูจากด้านของรายได้มากกว่ากำไร (Top line growth vs. Bottom line growth) เพราะยิ่งตัวเลขอยู่บรรทัดล่างๆ ของงบกำไรขาดทุนมากเท่าไร ก็จะยิ่งถูกกระทบด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของตัวธุรกิจมากเท่านั้น (non-recuring items, gains from asset sales, choice of depreciation methods เป็นต้น ) จนแทบไม่เหลือภาพของการเติบโตที่แท้จริงให้เรามองออกเลย Continue reading “137: 0467: การเติบโตที่แท้จริงของบาง บจ.”