200: พฤติกรรมแปลกๆ ในการเทรดหุ้นของเรา

2349268098_fdda9baf60

พฤติกรรมแปลกๆ อันแรก คือ สมมติว่า เราถือหุ้นตัวหนึ่งมานานมาก เช่น สามปี แต่มันก็เป็นหุ้นที่ค่อนข้างนิ่งมากในช่วงที่ถืออยู่ เช่น แกว่งในช่วงแคบๆ 10.1-10.5 บาท ไม่หนีไปจากนี้เลย

ถ้าวันหนึ่ง Continue reading “200: พฤติกรรมแปลกๆ ในการเทรดหุ้นของเรา”

188: การตั้งกฎเพื่อการควบคุมจิตใจ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “จิตวิทยา” หุ้นเป็นเรื่องยาก คือ  เวลาที่เรา Bias นั้น เรามักจะไม่รู้ตัวเสมอว่าเรากำลัง Bias แบบเดียวกับ คนเมาที่ชอบเถียงคนรอบข้างว่าไม่ได้เมา

เวลาเรา bias จิตใต้สำนึกของเราจะพยายามเลือกเหตุผลที่สอดคล้องกับการใช้อารมณ์ของเรามาสนับสนุน เพื่อให้เรารู้สึกว่า เรากำลังใช้เหตุผลอยู่ ที่ทั้งจริงๆ แล้ว เรากำลังใช้อารมณ์ แต่เลือกเหตุผลเฉพาะที่ถูกใจเรามาอธิบายเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะจับได้ว่า ตัวเองกำลัง bias อยู่

วิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการลดการใช้อารมณ์โดยเฉพาะ อารมณ์ชั่ววูบในการลงทุน คือ การปิดหน้าจอซื้อขายหุ้นไปโดยสิ้นเชิง ลองสังเกตตัวเองมั้ยครับว่า ถ้าให้นั่งอยู่หน้าจอเทรดที่มีราคาหุ้นกระพริบขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ประเดี๋ยวเราจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งกับพอร์ตของเรา อาจสั่งซื้อหรือสั่งขายอะไรสักอย่าง ถ้าจะให้นั่งอยู่หน้าจอตลอดเวลาโดยบังคับไม่ให้ตัวเองเทรดอะไรเลย จะพบว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่เรามองเห็นนี้แหละที่กระตุ้นการใช้อารมณ์ชั่ววูบมากที่สุด

ถ้าเป็นเอามากๆ ก็อาจต้องหยุดอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นรายวันไปด้วยเลย

นอกเหนือจากการลดการมองหน้าจอโดยไม่จำเป็นลงแล้ว มาตรการอีกอย่างหนึ่งที่อาจนำมาใช้ได้ คือ การตั้ง “กฎเหล็ก” บางอย่างให้กับตัวเอง โดยเป็นกฎที่เหมาะสมกับการจัดการกับจุดอ่อนของเราเองโดยเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น นักลงทุนบางคนเจอหุ้นที่น่าสนใจแล้ว ราคาปัจจุบันก็ซื้อได้ด้วย แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่ได้ซื้อทุกที เพราะว่าเป็นคนชอบ “ต่อราคา” เวลาจะซื้อหุ้นทีไรก็อดไม่ได้ที่จะขอตั้ง Bid แบบ “ต่อราคา” ลงมาอีกสัก 50 สต. ขนาดวัดมูลค่าหุ้นแล้วพบว่า หุ้นถูกไปตั้ง 20 บาท แต่ก็ยังขอต่อราคาอีก 50 สต. พอตั้งเสร็จแล้ว หุ้นถูกลงมา 25 สต.จริงๆ ก็ Bid หนีลงมาอีก 25 สต. เพราะหวังจะซื้อได้ถูกลงไปอีก พออยู่ดีๆ หุ้นกระตุกขึ้นทีเดียว 1 บาท ก็จะไม่กล้าซื้อ สุดท้ายมันก็ขึ้นไปอีก 2 บาท ก็ยิ่งไม่กล้าซื้อเข้าไปอีก ก็เลยตกรถไฟไปเลย ทุกที

คนที่รู้ตัวว่ามีจุดอ่อนแบบนี้ (คนเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย) อาจตั้งกฎเหล็กกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ การซื้อหุ้นทุกครั้ง เราจะเคาะขวาเสมอ ราวกับว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Limit Order อยู่ในโลก มีแต่ Market Order อย่างเดียว

กฎเหล็กแบบนี้มีข้อดีถึงสองต่อ ต่อแรกคือทำให้เราไม่พลาดหุ้นใดๆ ที่เราวิเคราะห์มาแล้วว่าซื้อเพราะราคายังถูกอย่างมีนัยสำคัญ ต่อที่สองคือ มันยังช่วยทำให้รอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจเก็บหุ้นสักตัวเข้าพอร์ตด้วย เพราะถ้าเรารู้ว่า เราตั้ง Limit Order ไม่ได้ ต้องเคาะขวาอย่างเดียวเท่านั้น ครั้งหน้าก่อนจะซื้อหุ้นสักตัว เราจะคิดให้หนักขึ้นก่อนเสมอ เพราะจะซื้อเพื่อหวังเก็งกำไรขำๆ แค่ 1-2 บาทไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พอร์ตของเราก็จะเป็นพอร์ตที่ Focus มากขึ้น ไม่เป็นเบี้ยหัวแตก ถือว่าเป็นผลพลอยได้อีกอย่าง

คนเรามักคิดว่าการที่เรามีทางเลือกมากๆ ย่อมดีกว่าการมีทางเลือกน้อยเสมอ แต่ในความเป็นจริงโดยเฉพาะสำหรับเรื่องการลงทุนแล้ว บ่อยครั้งการมีทางเลือกมากคืออุปสรรคของการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ การที่เรามีตลาดหุ้นที่ทำให้เราสามารถซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน เมื่อไรและเท่าไรก็ได้ ถ้ามองอย่างผิวเผินแล้ว มันคืออิสรภาพของการลงทุน ที่ผู้ประกอบการต้องอิจฉาพวกนักลงทุนเลย เพราะผู้ประกอบการสร้างธุรกิจอะไรขึ้นมาแล้วก็ต้องอยู่กับมันตลอดไป ถ้ามองไปข้างหน้าแล้วเจอปัจจัยลบชั่วคราว จะขายท้ิงไปก่อนแล้ว ค่อยกลับมาเก็บก็ไม่ได้ เพราะลูกจ้างยังอยู่กับเรา รอให้เราแก้ไขปัญหา หรือถ้าจะขายบริษัททันที ก็ไม่รู้จะขายใครด้วย ในขณะที่นักลงทุนนั้น ถ้าเห็นอะไรไม่ดีรออยู่ข้างหน้า ก็ขายหุ้นหนีได้ภายในหนึ่งนาที เอาเงินไปเล่นตัวอื่นที่ไม่่มีข่าวร้ายรออยู่ หมดข่าวร้ายแล้วค่อยกลับมาถือตัวเดิมต่อก็ได้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดี

แต่ที่จริง การที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าซื้อหุ้น ABC แล้ว จะขายทิ้งเสียเมื่อไรเลยก็ได้ มันทำให้เราใช้ความคิดน้อยมากก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้นสักหนึ่งตัวในกระดานหุ้น เพราะเรารู้ว่าถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไรก็ขายได้เลย นั่นแหละที่กลับกลายมาเป็นข้อด้อยของการเป็นนักลงทุน เพราะมันคือสาเหตุที่ทำให้เราลงทุนแบบ ชุ้ยๆ

เป็นเรื่่องแปลกมากที่เวลาเราจะซื้อมือถือสักเครื่องหรือเสื้อผ้าสักชิ้น เรายอมเดินวนไปวนมา ถามราคาทุกร้าน เพื่อที่จะซื้อได้ถูกลงอีก 50 บาท แต่เวลาเราซื้อหุ้นครั้งละแสนหรือล้าน เรากลับใช้เวลาคิดแค่เพียงไม่ถึง 5 นาทีเท่านั้น นั่นก็เพราะเรารู้ว่าซื้อแล้วจะขายทิ้งก็ขายได้ทันที ทำให้เราซื้อหุ้นโดยปราศจากการคิดที่รอบคอบพอ

ผมว่า วอเรน บัฟเฟต ก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้วิธีสร้างกฏเหล็กขึ้นมาเป็นอุบายในการควบคุมจิตใจ แทนที่จะใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นของตลาดทุนอย่างเต็มที่ เขากลับเลือกที่จะสร้างกฎเหล็กขึ้นมาเพื่อจำกัดทางเลือกของตัวเอง เป็นต้นว่า เขาจะจินตนาการว่าตนเองมีบัตรเจาะรู 20 ช่อง ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นหนึ่งตัว ก็จะเจาะรูเพิ่มหนึ่งรู และตลอดชีวิตจะเจาะได้แค่ 20 รูเท่านั้น ที่จริงแล้วตลอดชีวิตเขาจะซื้อหุ้นสักหมื่นครั้งก็ได้ แต่เขาจำกัดตัวเองลงให้ซื้อแค่ 20 ครั้ง (ครั้งใหญ่ๆ) นั่นก็เพื่อบังคับให้ตัวเองคิดอย่างถี่ถ้วนมากที่สุดก่อนที่จะลงทุนสักที

วอเรน บัฟเฟต ยังชอบจินตนาการด้วยว่า หุ้นทุกตัวที่ซื้อนั้น เมื่อซื้อไปแล้ว ตลาดหุ้นจะปิดทำการไปเลยห้าปี ทำให้ขายก่อนห้าปีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าโอกาสนั้นไม่ไช่โอกาสที่ดีมากถึงขนาดที่ว่า ต่อให้ซื้อไปแล้วขายไม่ได้เลยอีกห้าปีเลย ก็ยังน่าซื้ออยู่ดี เขาก็จะไม่ซื้อหุ้นนั้นเลยตั้งแต่แรก เหล่านี้ล้วนเป็นกุศโลบายที่ช่วยควบคุมการลงทุนของตัวเองให้ดีขึ้นทั้งสิ้น

หรือคนที่พบว่าตัวเองมันลงทุนสะเปะสะปะ เคยตั้งใจหลายครั้งแล้วว่า จะลงทุนกับหุ้นตัวไหนเพราะมองเห็นการเติบโตในระยะยาว แต่สุดท้ายก็ไม่เคยถือหุ้นตัวนั้นได้นานแบบที่คิดไว้สักที อาจตั้งกฎเหล็กว่า ต่อไปนี้ เราจะซื้อเฉพาะหุ้นที่ตัวเองคิดว่ามี Upside อย่างน้อย 100% ขึ้นไปเท่านั้นเข้าพอร์ต ถ้าพบโอกาสที่ดี แต่โอกาสน้นมี Upside ไม่ถึง 100% จะไม่เอาเลย

กฎข้อนี้นอกจากจะเพิ่มความ Focus ให้กับพอร์ตได้แล้ว ยังทำให้ไม่หวั่นไหวกับราคาหุ้นด้วย คนที่ซื้อหุ้นโดยคิดว่าหุ้นตัวนี้มี Upside แค่ 10-15% ถ้าหุ้นขึ้นไปนิดหน่อย ก็จะรีบขายออกมาทันที เพราะกลัวมันจะกลับลงมาใหม่ แต่ถ้าเราเชื่อว่าหุ้นตัวนี้มี Upside ประมาณ 100% ถ้าหุ้นขึ้นไป 10% หลังจากที่ซื้อไป เราจะไม่หวั่นไหว เพราะเรารู้ว่าจริงๆ แล้วมันต้องได้กำไรเยอะกว่านี้อีกมาก คนที่ซื้อหุ้นอะไรแล้วสามารถรอทำกำไรเป็นหลายๆ เด้งได้ ต้องเป็นคนที่มีอะไรบางอย่างทำให้เชื่อว่า หุ้นตัวนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ตลาดในขณะนั้นอย่างมาก (ความเชื่อนี้จะมาจากอะไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ประเด็น) ถ้าเรามัวแต่ลงทุนกับหุ้นโดยหวัง upside แค่ 10-15% ก็เอา ตลอดชีวิตเราจะไม่เคยกำไรกับหุ้นเป็นเด้งๆ เหมือนคนอื่นได้เลย เพราะหุ้นขึ้นนิดเดียวเราก็อยากขายหมดแล้ว

185: คุยกันเรื่องจิตวิทยาหุ้น ตอนที่ 2

ในตอนนี้จะขอพูดถึงอิทธิพลของราคาหุ้นที่มีต่อนักลงทุนที่อาศัยการหา Valuation (Fair Value) วิธีใดวิธีหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนโดยเฉพาะ

ตามหลัก Value Investment (แท้ๆ) นั้น มูลค่าของกิจการ (Fair Value) ต้องประเมินมาจากตัวธุรกิจล้วนๆ เช่น รายได้ กำไร กระแสเงินสด มูลค่าสินทรัพย์ เป็นต้น และไม่เกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้น

หมายความว่า ไม่ว่าตลาดหุ้นในเวลานั้นจะกำลังเป็นหมีหรือกระทิง ก็ไม่ควรส่งผลใดๆ ต่อมูลค่าของกิจการที่คำนวณได้ หรือที่เราเรียกว่าต้องเป็น Absolute Valuation

การประเมินมูลค่่าหุ้นใดๆ ที่อิงตลาดหุ้น ตัวอย่างเช่น หุ้นตัวนี้ราคาถูกอยู่ เพราะพีอียังต่ำที่สุดในกลุ่ม หรือที่เรียกว่า Relative Valuation นั้น เป็นสิ่งที่อันตราย เพราะถ้าหากเวลานั้น หุ้นกำลังแพงหมดทั้งตลาด การที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีพีอีต่ำกว่าตัวอื่นในตลาดก็ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นจะถูก แต่อาจจะเพียงแค่แพงน้อยกว่าตัวอื่นๆ เท่านั้น ถ้าเราใช้ Relative Valuation แล้วตลาด crash เราก็จะเจ๊งไปพร้อมๆ กับคนอื่นในตลาดด้วย เพราะเราใช้ตลาดเป็นตัวอ้างอิงมูลค่าของธุรกิจนั่นเอง

แต่เหตุที่ Relative Valuation เป็นนิยมเป็นเพราะ เป็นวิธีที่ทำให้เราหาหุ้นซื้อได้ตลอดเวลา เพราะไม่ว่าตลาดจะฟองสบู่มากแค่ไหน ยังไงก็ต้องมีหุ้นบางตัวยังที่มีพีอีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดเสมอ (ยกเว้นหุ้นทั้งตลาดจะพีอีเท่ากันหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้) ลงทุนแล้วสนุก เพราะมี activity ให้ทำอยู่ตลอด แต่หายนะ คือ ไม่ถูกต้อง แต่ว่าถูกใจ

คนที่ใช้ Absolute Valuation แท้ๆ นั้นในบางเวลาการเล่นหุ้นจะน่าเบื่อมาก เช่น ขอสมมติว่า พีอีที่เหมาะสมของหุ้นคือ 15 เท่า (ที่จริงพีอีที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวไม่ควรจะเท่ากันแต่เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายแนวคิด สมมติว่า มันเท่ากันคือ 15 ก็แล้วกัน) ในโลกของความเป็นจริงของตลาดหุ้น บางปีพีอีของหุ้นทั้งตลาดโดยเฉลี่ยอาจแกว่งไปมาอยู่ในกรอบ 8-10 เท่า และอาจเป็นอย่างนั้นติดต่อกันนาน 5-6 ปีเลยก็ได้ ในยุคนี้ Absolute Valuator ก็จะบอกว่า หุ้นถูกเต็มตลาดไปหมด ไม่ว่าพีอีตลาดจะอยู่ 10 เท่า ก็บอกว่าถูก พอตกลงมาเหลือ 8 เท่า ก็ยังบอกว่าถูกอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟังดูแปลกๆ สำหรับสามัญสำนึกของคนทั่วไป แต่นั่นเป็นหลักการที่ถูกต้อง

และสมมติว่าเราไปถามเซียนท่านนี้ตอนที่หุ้นตัวนี้อยู่ที่พีอี 10 เท่า แล้วก็ซื้อตามไป ปรากฏว่ามันแกว่งลงมาเหลือ 8 เท่า เราคงตัดสินไปแล้วว่าเซียนคนนี้ห่วย เพราะทำให้เราขาดทุนถึง 20% (ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า ตอนนี้ปัญจวัคคีย์ คงขอลาออกกันหมดแล้ว) แต่ VI แท้คนนี้ก็ยังยืนกรานแบบเดิมอยู่ว่าหุ้นถูก และอาจทนถึอหุ้นเขียวๆ แดงๆ แบบนี้ในพอร์ตไปอีกหลายปี โดยที่ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพราะทั้งพีอีที่ 8 หรือ 10 เท่า ก็ยังต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมอยู่

แล้วถ้าวันดีขึ้นดีพีอีตลาดพุ่งรวดเดียวไป 18 เท่าเลย แล้วหลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคที่ตลาดหุ้นแกว่งอยู่ในกรอบ 18-25 เท่าไปอีก 5-6 ปี ตอนนี้ถ้าไปถามกูรูคนเดียวกัน เค้าจะบอกว่า หุ้นแพงตลอด กี่ปีกี่ปีก็บอกว่าแพงไปเหมือนเดิม ดูแล้วไม่น่านับถือ เพราะเหมือนคนที่มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา ช่วงไหนที่พีอีลดจาก 25 เหลือแค่ 18 เท่า ลองไปถามดู ก็จะบอกว่า แพงอีกเหมือนเดิม ทั้งที่ราคาลดลงมาตั้ง 30% แล้วก็ยังไม่มีหุ้นน่าซื้ออีกเหรอ คุณว่าเพี้ยนมั้ยล่ะ แต่นั้นแหละคือ Absolute Valuation ที่แท้จริง ถูกต้อง แต่ว่าไม่ถูกใจ

พอเห็นภาพมั้ยครับว่าทำไมการทำ Valuation โดยไม่สนใจภาวะตลาดหุ้นเลยมันยาก มันฝืนโลกมากๆ

โดยประสบการณ์ของผมนั้น ผมเจอคนที่เป็น Value Investment แท้ๆ แบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่ว่ามีอยู่น้อยมาก ลักษณะของคนส่วนใหญ่ที่บอกว่าตัวเองเป็นพวกหา Fair Value ที่ผมเจอนั้น Fair Value ของเขาจะถูกสะกดจิตด้วยการเคลื่อนไหวของราคาตลาดกันทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น  เวลามีหุ้นตัวไหนราคาลดลงมามากๆ เช่น 30% ก็จะมีคนออกมาบอกทันทีว่า เป็นโอกาสซื้อ แล้วหรือถ้าอยู่ดีๆ หุ้นตัวไหนพุ่งขึ้น 50% ในสองสัปดาห์ ก็จะมีคนออกมาเตือนว่า ราคาหุ้นเกินพื้นฐานแล้ว ที่จริงแล้วทั้งสองกรณีนี้ หุ้นอาจจะแพงหรือถูกก็ได้ หุ้นที่ลงมาจาก 10 บาท เหลือ 7 บาทนั้น อาจจะยังแพงไป 50% ก็ได้หาก absolute valuation ที่เหมาะสมของมันคือ 3.5 บาท ในขณะที่หุ้นที่วิ่ง 50% ในสัปดาห์เดียวก็อาจยังถูกมากก็ได้ เพราะ absolute valuation ของมันอาจจะอยู่ที่ 20 บาทก็ได้ คนที่เป็น Absolute Valuator ตัวจริงนั้น การที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงต้องไม่มีผลต่อ Fair Value เลย

ที่มัน Irony มากก็คือ คนที่เห็นหุ้นตกมา 50% แล้วเข้าไปช้อนเพราะบอกว่าหุ้นถูกจะชอบบอกว่าเพราะตัวเองเป็น Value Investor ชอบซื้อของถูก และหุ้นตัวไหนวิ่งไป 50% อย่างรวดเร็ว ถ้าเขาเห็นคนอื่นซื้อก็จะประณามบอกว่า เป็นพวกนักเก็งกำไร ที่ไปซื้อหุ้นที่ิวิ่งขึ้นแรงๆ แต่ที่จริงๆ แล้ว คนที่ซืื้อหุ้นเพราะว่า “ราคา” มันตกลงมา 50% นั่นแหละที่ไม่ใช่ Value Investor เพราะเป็นคนที่ตัดสินใจซื้อจาก price ไม่ได้ดูจาก business value แต่กลับไม่รู้ตัวเอง

ถ้าคุณเป็น Value Investor ตัวจริง หุ้นบางตัวลงมา 80% คุณยังไม่ซื้อเลย หุ้นบางตัวขึ้นไปตั้ง 50% คุณก็ยังว่าถูกอยู่ เพราะคุณดูจาก Absolute Business Value ของมันเป็นเกณฑ์ไม่เกี่ยวกับว่ามันขึ้นหรือลงมาแล้วกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ราคาหุ้นยังสร้าง bias ต่อความคิดของเราตั้งแต่ตอนที่เราพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเลย ผมพบอยู่บ่อยๆ ว่า หุ้นตัวไหนที่ผมเคยกล่าวถึงไว้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจดี แต่ถ้าในตอนที่กล่าวถึงนั้น ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลย แถมบางทีก็ถอยลงนิดหน่อยเสียด้วยซ้ำ จะมีแต่คนสงสัยแล้วสงสัยอีกว่า มันดีจริงๆ หรือ และเหตุผลที่เค้าสงสัยนั้นก็มักจะเป็นเหตุผลในมุมของปัจจัยพื้นฐานซะด้วย

แต่พอวันดีคืนดีหุ้นตัวนี้ราคาพุ่งพรวดๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วราคาใหม่ยึนอยู่ได้นานๆ คำถามที่เข้ามาจะเริ่มเปลี่ยนไป นักลงทุนจะเปลี่ยนมาถามผมว่า หุ้นตัวนี้ขึ้นมาเยอะแล้วก็จริง แต่เขายังอยากจะซื้ออีก เพราะเห็นว่า “ปัจจัยพื้นฐาน” ดี เลยขอผมถามว่า ราคานี้ยังซื้อได้อีกมั้ย และพอผมตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ของดีจริง แต่ว่าตอนนี้ราคามันแพงขึ้นมามากกว่าตอนที่ผมเคยพูดถึงแล้วนะ ถ้าจะซื้อก็ต้องรับความเสี่ยงเรื่องราคาแพงเอาเอง นักลงทุนก็มักจะยืนกรานกลับมาว่า ยังไงก็จะขอซื้อ ถือระยะยาวก็ได้ เพราะว่าชอบพื้นฐาน เชื่อว่ามันดีในระยะยาว เรียกว่า หนนี้นักลงทุนจะหาเหตุผลมาสนับสนุนการอยากซื้อเองเลย และเหตุผลที่ว่่าจะเป็นด้านปัจจัยพื้นฐานซะด้วย ผมอยู่ตรงนี้มีคนมาถามผมแบบนี้บ่อยๆ จนสามารถสังเกตปรากฎการณ์แบบนี้เป็น pattern ได้เลยครับ ถ้าหุ้นวิ่งดี คนมักจะรู้สึกไปด้วยเองว่าพื้นฐานหุ้นดี แต่ถ้าราคาหุ้นไม่วิ่งเอาซะเลย ให้อธิบายให้ปากเปียกปากแฉะยังไง นักลงทุนก็ลังเลสงสัยอยู่ดี คือราคาหุ้นสร้างอิทธิพลต่อความคิดของมวลชนเกี่ยวกับพื้นฐานของหุ้นได้มากกว่าเหตุผลใดๆ ถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้นตลอด เราจะหา”เหตุผล”เกี่ยวกับพื้นฐานมาสนับสนุนกันเอง และการที่เราเป็นแบบนี้ก็จะทำให้เราซื้อหุ้นในตอนที่มันแพงแล้วอยู่เสมอๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบคิดว่าจะถือยาวด้วย ก็ยิ่งเป็น bias ที่อันตรายสุดๆ เพราะซื้อหุ้นตอนแพง หุ้นมักวิ่งได้เลย แต่ถือไปไว้นานๆ มักจะกลายเป็นขาดทุน

พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นเกี่ยวกับการทำ Valuation คือ บางคนทำ Valuation เสร็จแล้ว พอเห็นว่า Fair Value ที่ทำได้ ต่างจากราคาตลาดในเวลานั้นไปมาก ก็เกิดความไม่แน่ใจ แล้วกลับไปแก้ตัวเลขต่างๆ ใหม่ จนกว่าจะได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับราคาตลาด ????

ถ้าจะทำแบบนั้น ก็ไม่ต้องทำ Valuation แล้วครับ ใช้ราคาตลาดเป็น Fair Value ไปเลยก็ได้!

การทำ Valuation นั้น เราต้องการคิดกล้าทำไปเลย โดยไม่ต้องเหลือบไปมองราคาหุ้นในกระดาน ถ้ามูลค่าหุ้นที่่ประเมินได้มันออกมาสูงกว่าราคาตลาดมากๆ ก็เป็นเรื่องที่ควรดีใจ ไม่ใช่กังวล เราไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่า Valuation ของเราถูกหรือผิด แต่การที่เราคำนวณมูลค่าได้สูงกว่าราคาตลาดมาก แสดงว่าต่อให้เราใช้สมมติฐานที่ optimistic มากๆ โอกาสที่เราจะซื้อหุ้นแพงเกินไปก็ยังมีน้อย นั่นคือ ความปลอดภัยมีมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า มูลค่ากิจการมันจะต้องเท่ากับที่เราคำนวณได้ ไม่จำเป็นครับ เราไม่ได้ทำการบ้านส่งใคร

ในต่างประเทศก็มีการวิจัยค้นพบว่า ผลตอบแทน “ของผู้ถือหน่วย” กองทุนรวมโดยเฉลี่ย จะต่ำกว่าผลตอบแทน”ที่กองทุนรวม”นั้นทำได้เสมอ เนื่องจากกองทุนรวมจะต้องทำผลตอบแทนได้ดีก่อน นักลงทุนจึงจะหันมาสนใจและเริ่มอยากซื้อ คนส่วนใหญ่จึงมักเข้าซื้อกองทุนรวมนั้นในช่วงที่มันแพงแล้ว ทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือหน่วยน้อยกว่าผลงานที่กองทุนรวมนั้นๆ ทำได้เสมอ นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่าการขึ้นลงของราคาจะทำให้คนเรา bias เกี่ยวกับคุณค่าของสินทรัพย์นั้นๆ และเป็นสาเหตุที่หลายๆ คนมักอยากซื้อของตอนแพงเสมอ

178: คุยกันเรื่องจิตวิทยาหุ้น ตอนที่ 1

นักลงทุนในตลาดหุ้นจะได้เปรียบคนอื่นอยู่สามวิธีเท่านั้น หนึ่งคือข้อมูล สองคือวิสัยทัศน์ และสามคือจิตใจ ผมว่าอันหลังสุดเป็นอะไรที่ ทั้งง่ายที่สุดและยากที่สุดในเวลาเดียวกัน

มันง่ายเพราะมันไม่เกินศักยภาพที่ทุกคนจะฝึกให้เก่งกว่าคนอื่นได้ (ไม่มีภาษาอังกฤษหรือความรู้บัญชีเป็นกำแพง ฯลฯ)

แต่ที่มันยากคือ มันเป็นอะไรที่ลึกๆ อยู่ข้างในจิตใจ บางคนมีความรู้ท่วมหัว แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย  เพราะตกอยู่ใต้อิทธิพลของอารมณ์โดยที่ไม่เคยรู้ตัวเองเลย

ต่อไปนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่มาจากทฤษฎีอะไรที่ไหน แต่มาจากการสังเกตของผมเองตั้งแต่เริ่มต้นลงทุนมาและคิดว่าน่าจะนำมาแชร์ให้กับคนอื่นได้

ผมว่าแนวคิดที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับจิตวิทยาหุ้นก็คือ  การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะส่งผลต่อความคิดของเราเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นในแง่ปัจจัยพื้นฐานเสมอ” และอิทธิพลนี้มันรุนแรงมากๆ แทบไม่มีใครไม่ได้รับอิทธิพลนี้เลย แค่มากหรือน้อย หรือรู้ตัวได้มากแค่ไหนเท่านั้น

ถ้าลองคิดถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของนักลงทุนทั้งหลายในตลาดหุ้น เราจะพบว่า เกือบทุกพฤติกรรมล้วนมาหลักการนี้ทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือบทสรุปของเรื่องจิตวิทยาการลงทุนเลยก็ว่าได้ (IMHO)

ตัวอย่างแรกที่ง่ายที่สุด คุณเคยสงสัยหรือไม่ครับว่า ทำไมตอนหุ้นไทยวิ่งไป 1700 จุด ก่อนต้มยำกุ้ง แล้วหล่นกลับลงมาจนเหลือแค่ 200 จุดนั้น ทำไมถึงไม่มีใครรอดชีิวิตเลย ในเมื่อตอนที่หุ้นมันขึ้นไปถึง 1700 พีอีมันตั้ง 31 เท่า ไม่ต้องเก่งมากก็รู้แล้วว่าหุ้นมันแพงมากๆ ถ้าหุ้นมันเริ่มไหลลงมามากๆ ทำไมถึงไม่ขายออกมาให้หมดซะเลย ดูแล้วการรอดจากวิกฤตไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่มีใครทำ?

นั่นเป็นมุมมองของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง กล่าวคือ เป็นคนรุ่นหลังที่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แล้วจึงค่อยมองย้อนกลับไป แบบนี้ทุกอย่างจะดูง่ายไปหมดครับ (aka hindsight bias)

แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้โดยสารเรือไททานิคลำนั้น ในช่วงสามเดืือนสุดท้ายที่ SET วิ่งขึ้นอย่างเดียวไปจนถึง 1700 จุด มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่ความเห็นของเราเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นจะยังไม่ได้อิทธิพลใดๆ เลยจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนี้ หุ้นที่ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างแข็งแกร่งมันจะดูเหมือนขึ้นไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด และเราจะไม่ได้รู้ก่อนด้วยว่า สุดท้ายแล้วมันจะไปหยุดที่ 17xx จุด ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าที่ 1100 หุ้นก็แพงแบบบ้าๆ แล้วและขายทิ้ง สักพักคุณก็จะพบว่า มันขึ้นต่อไปอีกเป็นหลายร้อยจุด ทั้งๆ ที่มันแพงมากอยู่แล้ว ตอนแรก คุณอาจจะยังดื้อก่อน เพราะคุณไม่ยอมรับว่าคุณขายหมู คุณอาจสาบแช่งตลาดหุ้นว่าไม่มีเหตุผล แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก หากหุ้นขึ้นไปพักตัวอยู่แถวๆ 1300 (สมมติ) และอยู่นิ่งๆ แบบนั้นนานๆ (เช่นสักสองเดือน) ตอนนี้คุณจะเริ่มเปลี่ยนจุดยืนโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าหุ้นมันพักตัวอยู่แถวๆ 1300 ได้นานมาก เช่น เป็นปี คุณจะเริ่มรู้สึกไปเองว่า 1300 ไม่ได้น่ากลัว (ทั้งที่ตอน 1100 ที่คุณด่าว่ามันแพงมาก) ตอนนี้คุณทนถือเงินสดมานานมากแล้ว คุณจึงรู้สึกทนไม่ไหวและจะกลับเข้าไปซื้อหุ้นที่ 1300 ซึ่งแพงกว่าเดิม โดยจะหาเหตุผลร้อยแปดที่ฟังดูดีมาอธิบายการใช้อารมณ์อันนี้ของเรา ในที่สุดคุณก็กลับเข้ามาเต็มตัวจนได้ ทีนี้นึกออกมั้ยครับว่าทำไมเวลาตลาดหุ้น crash คนส่วนใหญ่ถึงไม่รอด

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าหุ้นจะราคาเท่าไรนั้น เราสามารถ “รู้สึก” ว่ามันถูกหรือแพงได้เสมอ อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงก่อนหน้า (การวิ่งขึ้น การวิ่งลง และการอยู่นิ่งๆ นานๆ) ที่ส่งอิทธิพลต่อความคิดของเราแบบไม่รู้ตัว

ในทางตรงกันข้ามก็เป็นแบบเดียวกันด้วย ถ้าหุ้นวิ่งต่อจาก 1300 ไปถึง 1700 ทุกคนก็จะบอกว่ามันแพงไปมากอีกแล้ว แต่ถ้าตอนนี้มันบังเอิญปรับฐานแบบไม่คาดคิด ทำให้ถอยกลับลงมาเหลือแค่ 1600 เชื่อมั้ยครับว่า จะเริ่มมีคนออกมาพูดว่า ตอนนี้หุ้นถูกมากแล้ว!!! (ที่พีอี 29 เท่า) ลงมาตั้ง 100 จุด ถือเป็นโอกาสซื้อ ดังนั้นจงอย่าแปลกใจว่า ทำไมไม่ว่าตลาดหุ้นจะแพงขนาดไหน ก็ยังมีคนคิดว่ามันถูกอยู่ได้เสมอ

ถ้าบางคนโชคดียังไม่กลับกลับเข้าช้อนซื้อตอน 1600 ก็อย่าเพิ่งดีใจว่าจะรอดจากวิกฤต เพราะพอหุ้นมันหลุดจาก 1600 ลงมาเหลือแค่ 1500 (ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน) แล้วก็ลงต่อไปที่ 1400 แล้วก็ 1300 คนที่เคยใจแข็งๆ ไม่รีบเข้าไปรับก็จะเร่ิมทนไม่ไหวที่เห็นมันถูกลงมาตั้ง 400 จุดแล้ว (สังเกตว่าไม่ใช่เพราะ 1300 เป็นราคาที่ถูกหรอกครับ แต่เป็นเพราะมันต่ำกว่า 1700 ถึง 400 จุดเท่านั้นเอง) อารมณ์ที่กลัวว่ามันจะเด้งขึ้นไปก่อนแล้วเก็บไม่ทันเลยจะทำให้คุณต้องกลับเข้าไปใหม่ แล้วสุดท้ายมันก็ลงต่อไปอีกเหลือแค่ 200 ทำให้ไม่มีใครรอดได้อีก เพราะต่อให้ขายหนีออกมาก่อนที่จุดไหนจุดหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ทนไม่ไหวต้องกลับเข้าไปใหม่ที่จุดใดจุดหนึ่งให้เจ็บปวดได้อีกอยู่ดี

บางคนเชื่อว่า ถ้าจะรอดจากวิกฤตต้องเล่นสั้นๆ แต่ถ้าคุณพิจารณาจากที่ผมเล่าให้ฟังไป คุณจะเห็นได้ว่า ต่อให้เป็นคนเล่นสั้นก็ไม่รอด เพราะถือสั้นก็กลับเข้าไปใหม่แล้วเจ๊งได้เหมือนกันได้ คนที่จะรอดจากวิกฤตได้อาจจะต้องมีอะไรบางอย่างที่แจ๋วยิ่งกว่าการถือสั้น ที่จริงนักลงทุนไทยสมัยก่อนนั้น 99% ก็เป็นพวกถือสั้นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีคนไหนรอดตายจากวิกฤตนี้ได้เลย

หุ้นอีกตัวที่น่าพูดถึงเป็นตัวอย่างได้ดี คือ ATC (สมัยนี้ คือส่วนหนึ่งของหุ้น PTTGC) หลังวิกฤตต้มยำกุ้งหุ้นตัวนี้มีราคาเหลือแค่ 3 บาท แต่พอหุ้นตัวนี้ฟื้น มันก็ถีบตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น 70 บาท ในเวลาแค่ 1-2 ปี (ถ้าจำไม่ผิด) ถ้าฟังแบบผิวเผินคุณคงจะคิดว่า บรรดาผู้ถือหุ้น ATC คงจะรวยไปเลยนะครับ เพราะขึ้นมาตั้ง 20 กว่าเด้ง แต่ว่าเชื่อขนมกินได้เลยครับว่า ในสถานการณ์แบบนั้น แทบไม่มีใครได้กำไร 20 กว่าเด้งจากหุ้น ATC หรอกครับ เหตุผลก็คือว่า ถ้าคุณเคยถือ ATC มานานหลายปีที่ราคา 3 บาท แบบไม่ไปไหนเลย ถ้าอยู่ดีๆ มันวิ่งไป 3.50 บาท ภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณก็คงลงแดงตายแล้วถ้าจะไม่รีบขายทำกำไร (ติดคุกมาตั้งนาน) หรือถ้าคุณใจแข็งจริงๆ ผมต่อให้คุณทนจนถึง 6 บาทเลยอ่ะ ถ้าถึงหกบาทแล้วคนที่ถือมาตลอดยังใจแข็งไม่ขายให้หมดพอร์ตก็ถือว่าเก่งมากๆ แล้ว บอกได้เลยว่า ตลอดทางที่มันขึ้นจาก 3 บาท  ไป 70 บาทนั้น มีนักลงทุนมากหน้าหลายตาผลัดกันเข้ามาได้กำไรกันไปคนละนิดคนละหน่อย แต่คนที่จะได้กำไรจาก 3 บาทไปจนถึง 70 บาทนั้นเลย แทบไม่มีเลยครับ เหตุผลหลักมาจากเรื่องเดียวคือ การขึ้นลงของราคาส่งผลต่อความรู้สึกเกี่ยวกับมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นของเรามากกว่าอย่างอื่น ต่อให้คุณทำ Valuation ไว้ที่ 40 บาท แต่ถ้ามันขึ้นจาก 3 มาสัก 10 บาท คุณก็ขาสั่นมากแล้ว ถ้าไม่รีบขายทิ้งให้หมดคงช็อคตายก่อน มันยากมากๆๆๆๆ ครับที่จะบอกตัวเองว่า 10 บาทก็ยังไม่แพง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ต่อให้คุณเลือกหุ้นถูกตัว เป็นตัว 20 เด้ง แต่คุณก็อาจไม่ได้กำไร 20 เด้งเสมอไป เพราะคุณคงรีบขายทิ้งก่อนตรงไหนสักจุด บางคนอาจจะขายหมดตั้งแต่เมื่อมันขึ้นมาวันแรกได้กำไรไปแค่ 5-10% เท่านั้น (แทนที่ควรจะได้ 2300% แค่ถือไว้) ผลตอบแทนของพอร์ตจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกหุ้นถูกตัวมากอย่างที่คุณเชื่อ แต่ขึ้นกับพฤติกรรมการเทรดหุ้นของแต่ละคนไม่น้อยเลยทีเดียว และพฤติกรรมการเทรดหุ้นก็เป็นเรื่องของอารมณ์ที่แก้ไขยากมากๆ ฆ่ากันให้ตายไปเลยยังง่ายกว่า

ที่สอนเราได้เยอะยิ่งกว่านั้นก็คือตอนขาที่ ATC มันกลับลงมาใหม่ คุณเชื่อมั้ยครับว่า ตอนที่มันวิ่งจาก 70 กลับลงมาเหลือแค่ 50 นั้น มีคนออกชี้ว่ามันถูกมาก เต็มตลาดไปหมด ทั้งที่ตอนที่มันขึ้นมาจาก 3 ไป 10 บาท มีแต่คนบอกว่า 10 บาทแพงมากๆๆๆๆๆ แต่ทำไมถึงมีคนจำนวนมากบอกว่า 50 บาทเป็นราคาที่ถูกๆๆๆ เหลือเกินได้ ลองคิดๆ กันดูเองนะครับ ทำไม 10 บาทถึงบอกว่าแพงมาก แต่ 50 บาทกลับบอกว่าถูกมากได้ เราใช้อะไรกันแน่ในการบอกว่าหุ้นถูกหรือแพง? แต่ที่แน่ๆ หลังจากนั้นมันก็หล่นฮวบลงไปอีก จำไม่ได้แน่ว่าเท่าไร แต่คล้ายๆ ว่าจะเหลืออยู่แถวๆ 26 บาทก่อนที่จะถูกควบรวมกลายเป็น PTTAR ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของ PTTGC ในเวลานี้

อาการอย่างที่ว่ามานี้ผมสังเกตว่ามันมีลักษณะแบบเดียวกับราคาน้ำมัน สมัยก่อนราคาน้ำมันอยู่แถวๆ 12 บาทนิ่งๆ ติดต่อกันมาสิบปี พอมันพุ่งพรวดเดียวเป็น 17 บาท ทุกคนรู้สึกว่ามันแพงมาก บอกว่าราคานี้คงดำรงชีวิตอยู่กันไม่ได้แน่ๆ บางคนซื้อน้ำมันมาตุนเก็บไว้ในบ้านกลัวมันจะแพงขึ้นไปอีก แต่พอราคามันขึ้นไปยืนอยู่แถว 30-40 บาทสักพักใหญ่ๆ ตอนนี้ไม่มีใครบ่นเวลาเติมน้ำมันแล้ว ทั้งที่มันแพงกว่า 17 บาทเป็นเท่าตัว

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่เรายังไม่ได้พูดถึงเลยนะครับว่า Valuation จริงๆ ของ ATC ควรจะเป็นกี่บาท บาทเดียว สามบาท สิบบาท เจ็ดสิบ หรือว่าร้อยบาท เพราะไม่ว่าคุณจะทำ Valuation หรือไม่ ความรู้สึกว่าหุ้นถูกหรือแพงของคุณก็ยังได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเช่นนี้อยู่ดี สำหรับตอนที่ 1 นี้ของเล่าแค่นี้ก่อน คราวหน้าจะขอมาเล่าต่อว่าในกรณีที่เรามีการทำ Valuation ร่วมด้วย จิตวิทยานี้จะเข้ามาทำให้ Valuation ของเรา Bias ได้อย่างไร