206: แรงผลักดัน

หัวหน้างานที่เก่งจะสร้างสภาวะแวดล้อมของการทำงานให้ลูกน้องมีความรู้สึกว่า กดดันนิดๆ กล่าวคือมีความเครียดอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มากเกินไป และในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้ลูกน้องรู้สึกสบายเสียจนไม่มีความกดดันอะไรเลย

เพราะคนเรามักทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแรงกดดันนิดๆ ..

199: Generational Wealth Gap

เวลาพูดถึงความไม่เท่าเทียมกันของสังคม เรามักพูดถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้น แต่สถาบันวิจัย PEW รายงานไว้เมื่อปี 2011 ว่า ความมั่งคั่งของคนอเมริกันที่อยู่ในวัยกว่า 65 ปี ในเวลานี้ ได้ทิ้งห่างคนอเมริกันในวัย 24-35 ปี เป็นช่วงกว้างที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างวัยที่มีนัยสำคัญมากด้วย

คนอเมริกันวัย 65 ขึ้นไปมีความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับสถิติเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ในขณะที่คนอเมริกันที่เป็นหัวหน้าครอบครัวในวัย 35 ลงไปกลับมีความมั่งคั่งน้อยลง 68% เมื่อเทียบกับ 25 ปีก่อน ด้วยเหตุนี้คนอายุ 65 จึงรวยกว่าคนอายุ 35 ถึง 47 เท่าโดยเฉลี่ย แทนที่จะรวยกว่าเพียงแค่ 10 เท่าอย่างเมื่อ 25 ปีก่อน

อาจกล่าวได้ว่า พวก Babyboomer ในสหรัฐฯ เกิดมาในจังหวะที่เอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองเป็นอย่างมาก

เริ่มตั้งแต่การที่ Babyboomer เริ่มผ่อนบ้านในยุคที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้แพง เมื่อผ่อนเสร็จในอีก 20 ปีต่อมาก็ได้เป็นเจ้าของบ้านที่มีราคาตลาดเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว ในขณะที่ Gen Y เร่ิมผ่อนบ้านในช่วงฟองสบู่พอดี พอฟองสบู่ Subprime แตก ความมั่งคั่งของพวกเขาก็กลับถอยลงแทนที่จะพอกพูนขึ้นจากการซื้อบ้าน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เป็นภาพที่คล้ายๆ กันครับ

ในแง่ของสวัสดิการสังคม สวัสดิการสังคมใดให้แล้วลดยาก ยุคไหนพรรคการเมืองสร้างคะแนนเสียงด้วยการเพิ่มสวัสดิการสังคมมากจนเกินไป รัฐบาลยุคต่อมาก็ต้องแบกต่อไปให้ได้ ไม่มีใครกล้าปล่อยให้ล้มในยุคของตัวเอง สุดท้ายก็ไปเกิดวิกฤตใหญ่ตูมเดียวในอีกหลายสิบปีต่อมา คนที่ได้รับผลประโยชน์ไปก่อนเพราะเข้าสู่วัยเกษียณพอดีก็เป็นคนกลุ่มที่โชคดีไป ในขณะที่คนที่จ่อรอเกษียณอยู่พอดีและคนรุ่นหลังจากนั้นก็เสียเปรียบเพราะถูกรัฐฯ ตัดสิทธิประโยชน์เพื่อแก้ไขฐานะการคลัง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของคนต่างรุ่นแบบมีนัยสำคัญได้

พูดง่ายๆ ก็คือ สวัสดิการสังคมที่ไม่ยั่งยืน จะทำให้เกิดการโอนย้ายความมั่งคั่งจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งและส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนรุ่นในอนาคตที่ต้องแบกรับภาระหนี้แทนคนรุ่นก่อนที่ได้รับสวัสดิการไปแล้ว

เรื่องนี้ Gen Y ในสหรัฐฯ ก็เกิดมาใน Timing ที่ไม่ค่อยจะโชคดีเท่าไรอีกเช่นกัน เพราะตอนนี้สหรัฐฯ กำลังแบกหนี้สาธารณะอ่วม

หันมาดูเรื่องความสามารถในการหารายได้ Gen Y ก็เสียเปรียบ Babyboomer เพราะในเวลานี้ อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ก็อยู่ในระดับสูงสุด งานหายาก เงินเดือนก็ขึ้นช้า ต่างกับพวก Babyboomer ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานหลังจากวิกฤตปี 1929 ผ่านพ้นไปนานหลายปีจนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องแล้ว ทำให้เป็นขาขึ้นที่ยาวนานตลอดช่วงอายุของพวกเขา

ทั้งหมดนี้ทำให้เวลานี้ครัวเรือนอเมริกันที่มีผู้นำครอบครัวอยู่ในวัย 24-35 ปี มีเงินออมเฉลี่ยเพียงแค่ $3, 662 ต่อครัวเรือนหรือประมาณแสนกว่าบาทเท่านั้น และฐานะการเงินของ Gen Y ก็แย่ลงมากถึงขนาดที่มีสถิติพบว่า คนอเมริกันวัยเร่ิ่มต้นทำงานในยุคปัจจุบันยังคงอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่มากถึง 30% สูงกว่าสมัยที่ Babyboomer อยู่ในวัยเริ่มต้นงานที่อยู่ที่ 11% อย่างมาก เนื่องจากยังดูแลตัวเองด้านการเงินกันไม่ไหว

ไม่รู้ว่าบ้านเรามีใครเก็บสถิติทำนองนี้ไว้บ้างหรือเปล่า แต่ถ้าให้ผมประเมินก็คิดว่าน่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับของสหรัฐฯ แต่ระดับความแตกต่างอาจจะมากน้อยต่างกัน ในกรณีของบ้านเรานั้น คนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีน้อยกว่าในสหรัฐฯ มาก ดังนั้นการที่ฟองสบู่ตลาดหุ้นแตกจึงส่งผลกระทบกับคนเฉพาะกลุ่มมากกว่าที่จะมีผลโดยตรงต่อครัวเรือนทั้งประเทศ อีกทั้งสวัสดิการสังคมของบ้านเราก็เพิ่งจะมาเริ่มต้นอย่างจริงๆ จังๆ ในยุคสิบกว่าปีหลังเท่านั้นเอง มันจึงยังไม่น่าส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของคนระหว่างรุ่นในช่วงที่ผ่านมามากนัก ที่จริงแล้วปัจจัยเหล่านี้น่าจะเอื้อประโยชน์ต่อการสร้างความมั่งคั่งของ Gen Y ในประเทศไทย ที่จะเห็นผลเมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยเกษียณในอีก 25 ปีข้างหน้าถ้าหากพวกเขามองเห็นโอกาสตั้งแต่วันนี้ด้วยซ้ำ แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ Babyboomer ของสหรัฐฯ เมื่อ 25 ปีที่แล้ว

แต่เรื่องที่ผมเห็นว่า Gen Y บ้านเรามีโอกาสด้อยกว่าคนรุ่นก่อนหน้าน่าจะเป็นเรื่องของโอกาสในการหารายได้ เพราะยุคที่ Babyboomer ในบ้านเราเริ่มเข้าสู่วัยทำงานเป็นยุคที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสะสมทุน(เอกชน)พอดี ทำให้มีโอกาสสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากมาย จนทำให้ Babyboomer ทุกวันนี้เป็นเจ้าของ SME กันจำนวนไม่น้อย ในขณะที่ยุคนี้เป็นยุคที่องค์กรขนาดใหญ่ดูจะได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็กแทบทุกประตู ทำให้โอกาสที่ใครจะเริ่มต้นสร้างธุรกิจจากศูนย์ได้สำเร็จมีน้อยลงมาก ทุกคนเลือกที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนกันหมด (คล้ายกับโครงสร้างของประเทศญี่ปุ่น) แต่พอมาดูในองค์กรขนาดใหญ่ก็ดูเหมือนโอกาสจะเป็นของพวก Gen X อีก เพราะพวก Gen X เริ่มเข้าสู่วัยทำงานในยุคที่องค์กรขนาดใหญ่เริ่มผงาดพอดี ทำให้ Gen X มี โอกาสก้าวหน้าเป็นผู้บริหารได้เร็วกว่า Gen Y ซึ่งการแข่งขันในองค์กรจะค่อนข้างสูงแล้ว

สังคมที่่คนทำงานกินเงินเดือนเป็นหลักนั้น การเลื่อนชั้นทางสังคมจะค่อนข้างยาก การส่งผ่าน Wealth จากรุ่นสู่รุ่นน่าจะมาโดยทางมรดกเสียเยอะ แอบคิดขำๆ ว่า Gen Y บ้านเราอาจจะกลับมาได้เปรียบแบบหนักๆ อีกทีก็ตอนได้รับมรดกจาก Babyboomer นี่แหละ

198: สุขนิยมแบบ Epicurus

Epicurus คือ ปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ผู้ก่อตั้งสำนัก “สุขนิยม” มุมมองเกี่ยวกับคำว่า “ความสุข” ของเขานั้นเป็นอะไรที่น่าสนใจมากทีเดียว

Epicurus เชื่อว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตของคนเรานั้นไม่ใช่อะไรอย่างอื่นนอกจากการแสวงหา “ความสุข” อันได้แก่ การทำชีวิตให้มีความสุขมากที่สุดตลอดเวลาที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ใช่เพื่อชีวิตในโลกหน้า หรือเพื่ออุดมคติอย่างอื่น เพราะ Epicurus เชื่อว่า นามธรรมทุกชนิดล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากความสุขและความทุกข์ทั้งสิ้น คนที่บอกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อความดีหรือความยุติธรรม แต่วันๆ เอาแต่ปั้นหน้ายักษ์ใส่คนอื่น เพราะยังเป็นคนที่ไม่มีความสุขนั้น Epicurus ถือว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ Epicurus จะบอกว่า เป้าหมายชีวิตคือการแสวงหาความสุข แต่เขาก็บอกว่า ความสุขที่แสวงหาต้องเป็นความสุขชนิดที่ไม่นำมาซึ่งความทุกข์ในภายหลังเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การดื่มสุราทำให้เรามีความสุขได้ในทันทีที่ดื่ม แต่ก็นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในภายหลัง ดังนั้นคนเราจึงไม่ควรแสวงหาความสุขจากการดื่มสุรา เป็นต้น พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องฉลาดเลือกในการหาความสุขด้วย

สุขนิยมแบบ Epicurus มักถูกนำมาอธิบายแบบผิดๆ แก่คนทั่วไปว่า เป็นแนวคิดที่สอนให้ทุกคนมุ่งหาความสุขด้านกามารมณ์ คำว่า “Epicure” ในภาษาอังกฤษหมายถึง คนที่อุทิศตัวให้กับการแสวงหาแต่ความสุขในกาม และวิถีชีวิตที่หรูหรา แต่ที่จริงแล้ว Epicurus มองว่า สุขจากกามส่วนใหญ่ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ในภายหลัง (เช่น กินมากก็อ้วน เป็นต้น) ชีวิตที่มีความสุขมากกว่าจึงได้แก่ ชีวิตที่ต้องพึ่งพาความสุขจากกามน้อยที่สุดต่างหาก Epicurus ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างเรียบง่ายมากถึงขั้นสมถะ ซึ่งตรงข้ามกับความหมายของคำว่า Epicure โดยสิ้นเชิง

Epicurus เชื่อว่านอกเหนือจากการทำตัวให้ติดดินแล้ว คนเราควรมุ่งแสวงหาความสุขจาก 3 ด้านของชีวิตเป็นหลัก อันได้แก่ ความสุขจากการมีอิสระภาพ ความสุขจากการมีเพื่อนดี และความสุขจากการมีชีวิตอยู่อย่างคนที่มีความคิดความอ่าน Epicurus มองว่าความสุขทั้งสามอย่างนี้ เป็นความสุขด้านจิตใจ ซึ่งหาได้ง่ายกว่าวัตถุมาก แต่กลับสร้างความสุขให้เราได้มากกว่า และมักไม่ค่อยนำมาซึ่งความทุกข์ในภายหลังอย่างความสุขทางวัตถุ คนที่ต้องการชีวิตแบบหรูหราแล้ว ทำให้ต้องเครียดตลอดเวลา เพราะทำงานตัวเป็นเกลียวไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ครอบครัว อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่า กำลังหาความสุขตามแนวคิดสุขนิยมอยู่

Epicurus มองว่า ชีวิตในสังคมเมืองอย่างเอเธนส์นั้นยากที่จะมีความสุขตามแนวคิดของเขาได้ เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ต้องคอยทำตามความคาดหวังของสังคมทำให้ขาดอิสระภาพ เขาจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบเงียบๆ ในบ้านของเขาเองมากกว่า และเปิดบ้านและสวนของเขาให้แก่ชาวเอเธนส์ทุกคน ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองให้เข้ามาพักผ่อน เพื่อให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบกินน้อย ใช้น้อย ได้ผูกมิตร และเสวนาเรื่องปรัชญากับคนอื่น

Epicurus จัดเป็นนักปราชญ์จำพวกสสารนิยม จึงเชื่อว่า เมื่อคนเราตายไปแล้ว จิตก็ตายไปด้วย เราจึงไม่รู้สึกอะไรอีกหลังจากที่ตาย ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวความตายแต่อย่างใด

ในช่วงที่ Epicurus มีชีวิตอยู่นั้น สำนักสุขนิยมของเขาได้รับความนิยมในวงที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมุมมองของเขาเกี่ยวกับเรื่องศาสนาที่ไม่ค่อยถูกใจคนส่วนใหญ่ บางคนมองว่าเขาเป็นพวกต่อต้านศาสนา แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยปี แนวคิดของเขาได้ถูกนำมาอ้างถึงโดยนักปรัชญาตะวันตกชั้นนำเป็นจำนวนมากทำให้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และยังกลายเป็นแนวความคิดที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ด้วย

ที่จริงแล้ว Epicurus ไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้า เขาเพียงแต่เห็นว่า ถ้าหากเทพเจ้าทั้งหลายมีจริง พวกเขาก็คงสนใจแต่เรื่องของพวกเขาเองเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องมาสนใจมนุษย์ด้วย มนุษย์จึงควรหันมาเน้นการพึ่งพาตนเองจะดีกว่า