<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Dekisugi.net</title>
	<atom:link href="http://dekisugi.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://dekisugi.net</link>
	<description>a little blog of Economics and Strategy</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Mar 2010 08:51:17 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>0265: Poles Apart</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/03/0265-poles-apart/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/03/0265-poles-apart/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Mar 2010 05:16:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[NGO]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยมเสรี]]></category>
		<category><![CDATA[ฝ่ายขวา]]></category>
		<category><![CDATA[ฝ่ายซ้าย]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์นิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=5371</guid>
		<description><![CDATA[ 
(created by Google Chart)
 
บนโลกอันสับสนวุ่นวายทุกวันนี้ ถ้าหากเราจะพยายามมองแนวความคิดต่างๆ โดยใช้ &#8220;เสรีภาพทางด้านสังคม&#8221; กับ &#8220;เสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจ&#8221; เข้ามาจับ เราอาจเห็นแนวความคิดใหญ่ๆ สี่ขั้ว
ขั้วดั้งเดิมที่สุดคือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือสมัยก่อนอาจจะเรียกว่าเป็นพวกฝ่ายขวาก็ได้ ในด้านสังคม เน้นให้ยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งจารีต ขนมประเพณี ศาสนา เชื้อชาติ ต่างๆ ในอดีตชนชั้นปกครองซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมักเป็นฝ่ายขวา ทำให้ในด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายขวาสนับสนุนหลักการใดๆ ก็ตามที่เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าภาคแรงงาน เช่น ทุนนิยม เป็นต้น ฝ่ายขวาถ้าตกขอบมากๆ จะกลายเป็นแบบลัทธินาซี นาซี เชื่อว่า อารยันเป็นชาติพันธ์ที่ดีที่สุด (ลัทธิชาตินิยม) ถึงขั้นเหยียดคนชาติอื่น พยายามปกครองและ/หรือกำจัดเผ่าพันธ์อื่นที่เป็น &#8220;เชื้อที่ด้อยกว่า&#8221; เป็นต้น   
ในสมัยก่อนขั้วที่อยู่ตรงข้ามกับอนุรักษ์นิยมคือ ฝ่ายเสรีนิยม (Liberal) หรือพวกฝ่ายซ้าย ในด้านสังคมเป็นพวกหัวก้าวหน้า ชอบความเปลี่ยนแปลง เน้นเสรีภาพ ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้นเน้นความเท่าเทียมกันเป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทควบคุมปัจเจกชนมากๆ เพื่อช่วยจัดสรรทรัพยากรให้เท่าเทียมกันทุกคน ฝ่ายซ้ายที่สุดโต่งมากๆ ก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง คือให้รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการทุกอย่างแล้วแบ่งผลผลิตให้ทุกคนเท่ากัน ประชาชนไม่ต้องมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ
ในโลกสมัยใหม่ซึ่งไร้พรมแดน แนวคิดเริ่มซับซ้อนหลากหลายมากกว่าเดิม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสื่อมศรัทธาในการพึ่งพากลไกของรัฐฯ แก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะมองว่าภาครัฐฯ จะถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนเสมอ ประชาชนจึงต้องจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเองเพื่อกดดันรัฐบาลให้ผลักดันในสิ่งที่ตนต้องการอีกที หรือเรียกว่า Non-Goverment Organizations หรือ NGOs ในด้านสังคม NGOs [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p><img src="http://chart.apis.google.com/chart?cht=s&amp;chg=50,50&amp;chs=500x500&amp;chxl=0:||Low|Economic+Freedom|High||1:||Low|Social+Freedom|High|&amp;chxt=x,y&amp;chd=t:15,15,65,65|25,75,25,75&amp;chm=t,FFFFFF,0,2,20|tNGOs,000000,0,0,20|tConservative,000000,0,2,20|tLiberal,000000,0,1,20|tFree+Market,000000,0,3,20" alt="Google Chart" /></p>
<p style="text-align: center;">(created by Google Chart)</p>
<p> </p>
<p>บนโลกอันสับสนวุ่นวายทุกวันนี้ ถ้าหากเราจะพยายามมองแนวความคิดต่างๆ โดยใช้ &#8220;เสรีภาพทางด้านสังคม&#8221; กับ &#8220;เสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจ&#8221; เข้ามาจับ เราอาจเห็นแนวความคิดใหญ่ๆ สี่ขั้ว</p>
<p>ขั้วดั้งเดิมที่สุดคือ <strong>ฝ่ายอนุรักษ์นิยม</strong> (Conservative) หรือสมัยก่อนอาจจะเรียกว่าเป็นพวกฝ่ายขวาก็ได้ ในด้านสังคม เน้นให้ยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งจารีต ขนมประเพณี ศาสนา เชื้อชาติ ต่างๆ ในอดีตชนชั้นปกครองซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมักเป็นฝ่ายขวา ทำให้ในด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายขวาสนับสนุนหลักการใดๆ ก็ตามที่เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าภาคแรงงาน เช่น ทุนนิยม เป็นต้น ฝ่ายขวาถ้าตกขอบมากๆ จะกลายเป็นแบบลัทธินาซี นาซี เชื่อว่า อารยันเป็นชาติพันธ์ที่ดีที่สุด (ลัทธิชาตินิยม) ถึงขั้นเหยียดคนชาติอื่น พยายามปกครองและ/หรือกำจัดเผ่าพันธ์อื่นที่เป็น &#8220;เชื้อที่ด้อยกว่า&#8221; เป็นต้น   </p>
<p>ในสมัยก่อนขั้วที่อยู่ตรงข้ามกับอนุรักษ์นิยมคือ <strong>ฝ่ายเสรีนิยม</strong> (Liberal) หรือพวกฝ่ายซ้าย ในด้านสังคมเป็นพวกหัวก้าวหน้า ชอบความเปลี่ยนแปลง เน้นเสรีภาพ ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้นเน้นความเท่าเทียมกันเป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทควบคุมปัจเจกชนมากๆ เพื่อช่วยจัดสรรทรัพยากรให้เท่าเทียมกันทุกคน ฝ่ายซ้ายที่สุดโต่งมากๆ ก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง คือให้รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการทุกอย่างแล้วแบ่งผลผลิตให้ทุกคนเท่ากัน ประชาชนไม่ต้องมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ</p>
<p>ในโลกสมัยใหม่ซึ่งไร้พรมแดน แนวคิดเริ่มซับซ้อนหลากหลายมากกว่าเดิม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสื่อมศรัทธาในการพึ่งพากลไกของรัฐฯ แก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะมองว่าภาครัฐฯ จะถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนเสมอ ประชาชนจึงต้องจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเองเพื่อกดดันรัฐบาลให้ผลักดันในสิ่งที่ตนต้องการอีกที หรือเรียกว่า Non-Goverment Organizations หรือ NGOs ในด้านสังคม <strong>NGOs</strong> ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมด) มีแนวคิดออกไปทางอนุรักษ์นิยม เช่น ต้องรักษาวิถีชีวิตของชาวบ้านให้เหมือนอย่างเดิมตลอดไป แต่ในด้านสังคม NGOs ปฏิเสธทุนเหมือนฝ่ายซ้าย คือต้องการให้รัฐบาลจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ทั้งหมดให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวกดดันมักต้องใช้ทุนด้วย ทำให้ NGOs ส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนเสียเอง ส่วนที่ไม่ยอมรับใช้กลุ่มทุน ก็มักเคลื่อนไหวได้จำกัด</p>
<p>กลุ่มสุดท้ายเป็นพวกฝ่ายซ้ายแบบใหม่ (Neo Liberalism) ที่เริ่มมีฐานะทางสังคมดี มีความรู้ เพราะโลกของเรามั่งคั่งกว่าแต่ก่อนมาก ในด้านสังคมพวกนี้ยังเป็นเสรีนิยมอยู่เหมือนเดิมคือหัวก้าวหน้า ชอบอิสระ ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ในด้านเศรษฐกิจพวกนี้เลิกเชื่อเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอาเงินคนรวยมาแบ่งคนจนไปแล้ว แต่หันมาเชื่อในกลไกการแข่งขันมากกว่าว่าจะช่วยขจัดความยากจนได้ดีกว่า กลุ่มนี้จึงหันมาสนับสนุนการแข่งขันและการค้าเสรี  (Free Market &amp; Free Enterprise) แบบทุนนิยม หรือเรียกว่าเป็น <strong>พวกทุนนิยมเสรี</strong> นั่นเอง</p>
<p>ปัจจุบันทุนนิยมเสรีเป็นลัทธิที่มีอิทธิพลสูงสุดใน US และ UK และพยายามแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก กระแสการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นอิทธิพลจากแนวคิดนี้ด้วย (ประชาคมคือการกำจัดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ ให้หมดอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือพรมแดนอีกต่อไป) อย่างไรก็ตาม พวกนี้ถูกขั้วอื่นๆ โจมตีว่าเป็น &#8220;ทุนนิยมสามานย์&#8221; เพราะฝ่ายขวาชอบทุนนิยมแต่ต้องเป็นแบบไม่เสรีเท่านั้น ส่วนฝ่ายซ้ายไม่ชอบทุนนิยมอยู่แล้ว ส่วน NGOs นั้นไม่ชอบทั้งสองอย่าง</p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/03/0265-poles-apart/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0263: Thailand Labor Market</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/03/0263-thailand-labor-market/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/03/0263-thailand-labor-market/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2010 10:41:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราการว่างงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=5325</guid>
		<description><![CDATA[ ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือ เป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 2% เกือบจะตลอดเวลา ขนาดปีที่แล้วมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังเป็นแบบนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ค่อยจะเหมือนกับเศรษฐกิจในตำราเรียน ที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นและลดลงไปตามวัฏจักรเท่าไรนัก
ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment Rate) ของประเทศไทยอยู่ที่เท่าไร  แต่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เช่นนี้คงมีโอกาสผิดน้อยมาก ถ้าจะฟันธงว่า เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ
บางคนอาจโต้แย้งว่า อัตราว่างงานเป็นสถิติที่เก็บข้อมูลได้ไม่ค่อยดี หรือเป็นเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ แต่จากการสัมผัสจากชีวิตจริงก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลข ผมแทบไม่พบ blue-collar ปกติ ที่อยากได้งานทำ แต่หาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ตาม และที่เราบ่นกันว่า คนงานสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยทน ผมก็เชื่อด้วยว่า ไม่ใช่เพราะคนงานสมัยนี้ เหยียบขึ้ไก่ไม่ฝ่อเท่ากับคนงานสมัยก่อน แต่เป็นเพราะคนงานสมัยนี้มีทางเลือกมาก ทุกวันนี้งานอย่าง คนใช้ตามบ้าน ลูกเรือประมง จับกัง ฯลฯ หาคนไทยทำไม่ได้เลย พวกเขาสามารถหางานทำในเซเว่น ในนิคม หรือแม้แต่เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เมื่อไรก็ได้ จะไปทำงานพวกนั้นทำไม ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การว่างงาน แต่เป็นขาดแคลนแรงงานบางประเภทอย่างรุนแรง 
ประเทศไทยเริ่มตกอยู่ในภาวะแรงงานขาดแคลนเช่นนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 ที่เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก การส่งออกช่วยทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ได้ เพราะเป็นความต้องการที่มาจากภายนอกนั่นเอง
ถ้าอยากเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงจุด optimal ประเทศไทยควรใช้นโยบายเปิดรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าปิด เพราะคนงานที่เข้ามาไม่ได้มาแย่งงานคนไทยทำ แต่เข้ามาทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำ เราจึงได้ประโยชน์มากกว่าเสีย คล้ายๆ กับที่อาหรับหรือสิงคโปร์เปิดรับคนงานไทย เพราะประเทศเขาร่ำรวยขึ้น ประชากรของเขาจึงไม่ต้องทำงานหนักเองแล้ว แต่จ้างคนต่างด้าวทำ ส่วนที่กลัวว่า อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นนั้น ผมมองว่าบางครั้งอาจกลัวมากเกินไป ทุกวันนี้ มีคนงานพม่าในประเทศไทยหลายล้านคนแล้ว ดังนั้นข่าวอาชญากรรมต่างด้าวที่ปรากฏออกมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p>ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือ เป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 2% เกือบจะตลอดเวลา ขนาดปีที่แล้วมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังเป็นแบบนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ค่อยจะเหมือนกับเศรษฐกิจในตำราเรียน ที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นและลดลงไปตามวัฏจักรเท่าไรนัก</p>
<p>ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment Rate) ของประเทศไทยอยู่ที่เท่าไร  แต่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เช่นนี้คงมีโอกาสผิดน้อยมาก ถ้าจะฟันธงว่า เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>บางคนอาจโต้แย้งว่า อัตราว่างงานเป็นสถิติที่เก็บข้อมูลได้ไม่ค่อยดี หรือเป็นเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ แต่จากการสัมผัสจากชีวิตจริงก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลข ผมแทบไม่พบ blue-collar ปกติ ที่อยากได้งานทำ แต่หาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ตาม และที่เราบ่นกันว่า คนงานสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยทน ผมก็เชื่อด้วยว่า ไม่ใช่เพราะคนงานสมัยนี้ เหยียบขึ้ไก่ไม่ฝ่อเท่ากับคนงานสมัยก่อน แต่เป็นเพราะคนงานสมัยนี้มีทางเลือกมาก ทุกวันนี้งานอย่าง คนใช้ตามบ้าน ลูกเรือประมง จับกัง ฯลฯ หาคนไทยทำไม่ได้เลย พวกเขาสามารถหางานทำในเซเว่น ในนิคม หรือแม้แต่เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เมื่อไรก็ได้ จะไปทำงานพวกนั้นทำไม ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การว่างงาน แต่เป็นขาดแคลนแรงงานบางประเภทอย่างรุนแรง </p>
<p>ประเทศไทยเริ่มตกอยู่ในภาวะแรงงานขาดแคลนเช่นนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 ที่เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก การส่งออกช่วยทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ได้ เพราะเป็นความต้องการที่มาจากภายนอกนั่นเอง</p>
<p>ถ้าอยากเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงจุด optimal ประเทศไทยควรใช้นโยบายเปิดรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าปิด เพราะคนงานที่เข้ามาไม่ได้มาแย่งงานคนไทยทำ แต่เข้ามาทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำ เราจึงได้ประโยชน์มากกว่าเสีย คล้ายๆ กับที่อาหรับหรือสิงคโปร์เปิดรับคนงานไทย เพราะประเทศเขาร่ำรวยขึ้น ประชากรของเขาจึงไม่ต้องทำงานหนักเองแล้ว แต่จ้างคนต่างด้าวทำ ส่วนที่กลัวว่า อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นนั้น ผมมองว่าบางครั้งอาจกลัวมากเกินไป ทุกวันนี้ มีคนงานพม่าในประเทศไทยหลายล้านคนแล้ว ดังนั้นข่าวอาชญากรรมต่างด้าวที่ปรากฏออกมา ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ถือว่ามากครับ</p>
<p>นอกจากนี้ ตราบใดที่ไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกอยู่ (ซึ่งผมคิดว่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป) Full Employment ก็ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยแบบสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ  แต่เราสามารถให้ priority กับเรื่องอื่นๆ แทนได้ครับ</p>
<p>ที่จริงผมว่า ปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญของไทยไม่ใข้อัตราการจ้างงาน แต่คือ ปัญหาค่าจ้าง ต่างหาก ผมมองว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของคนไทย ต่ำเกินไป คือ งานหาง่ายจริงครับ แต่ว่าเงินเดือนน้อย เงินเดือนคนงาน 7 พันบาท ในกทม.นั้น เป็นอัตราที่ต้องเรียกว่า แค่พอให้มีชีวิตอยู่เพื่อทำงานไปวันๆ ได้เท่านั้น ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเฉพาะ blue-collar เท่านั้น แต่ผมว่าเงินเดือนของ white collar ก็น้อยเกิน</p>
<p>แรงงานขาดแคลนแล้ว Real Wage ต่ำได้ไง ผิดหลักเศรษฐศาสตร์รึเปล่า?</p>
<p>บางคนอาจจะคิดว่าที่คนไทยเงินเดือนน้อยเป็นเพราะพวกนายทุนรวมหัวกันกดค่าแรงเอาไว้ ก็ฟังดูดราม่าดี แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ ทุกวันนี้คนงานไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับค่าจ้างที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่รายได้มันก็ยังน้อยอยู่ดี การแข่งขันของธุรกิจทุกวันนี้ผมว่าสูงมาก ฮั้วกันกดค่าแรงไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ</p>
<p>ถ้าอย่างนั้น แล้วอะไรทำให้เงินเดือนน้อย?</p>
<p>ผมว่ามันเกิดมาจาก ในเวทีโลก ประเทศไทยเน้นยุทธศาสตร์ขายของให้ได้มากๆ ด้วยการอยู่แต่ในธุรกิจที่มูลค่าเพิ่มต่ำ กำไรน้อย การแข่งขันสูง ได้แก่ ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อทุกบริษัทล้วนขายสินค้าที่กำไรน้อยมาก ต่อให้แรงงานขาดแคลนอย่างไร เงินเดือนก็ไม่ขึ้น เพราะไม่มีบริษัทไหนสามารถ outbid บริษัทอื่นในตลาดแรงงานได้ (ไม่รู้จะเอากำไรเยอะๆ จากไหนมา outbid) การลดค่าเงินให้อ่อนเกินจริงเพื่อให้ส่งออกได้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ real wage ต่ำ เพราะทำให้ต้องซื้อสินค้านำเข้ามาใช้แพงๆ (น้ำมัน มือถือ ฯลฯ) การที่เงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศสูงขึ้นได้ แต่การว่างงานจะสูงขึ้นด้วย แต่ผมมองว่าเป็นการ trade-off ที่คุ้มค่า เพราะเราขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว คนตกงานเยอะขึ้นนิดหน่อย แต่ความเป็นอยู่สูงขึ้น คุ้มครับ </p>
<p>ที่จริงแล้ว คนไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมหลายอย่าง แต่เพราะธุรกิจไทยเจาะตลาดเหล่านั้นไม่ได้ คนไทยจึงใช้ศักยภาพที่มีอยู่เหล่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไทยวาดการ์ตูนเก่งเยอะ ถ้าประเทศไทยสามารถเจาะตลาดการ์ตูนได้ เราก็ขายของมูลค่าเพิ่มสูงๆ ได้ (Intellectual Property เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง) แต่ปรากฏว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้แค่รับจ้างญี่ปุ่นวาดการ์ตูนของเขา กำไรจึงน้อยมาก เมื่อกำไรน้อยมาก ค่าแรงก็ต้องน้อยตามไปด้วย จะเห็นได้ว่า คนมีศักยภาพ แต่ประเทศเจาะตลาดที่ใช้ศักยภาพนั้นไม่ได้ ศักยภาพก็สูญเปล่า เปลี่ยนมาเป็นเงินไม่ได้ ฟิลิบปินส์ อินเดีย ผลิตคนไอทีเก่งๆ มาเยอะมาก แต่เจาะตลาดนี้ไม่ได้ คนฟิลิปปินส์และอินเดียจำนวนมากจึงต้องหลั่งไหลไปหางานทำนอกประเทศ  ประเทศไทยก็เริ่มจะเป็นแบบนี้ เราเรียนกันสูงมากขึ้น แต่เงินเดือนน้อยเหมือนเดิม เพราะไม่มีงานที่ตรงกับศักยภาพให้เราทำ มีแต่งานมูลค่าเพิ่มต่ำให้ทำในประเทศ เรียนเยอะแค่ไหน เงินเดือนก็น้อยเหมือนเดิม</p>
<p>ที่จริงประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำให้ได้แล้ว เพราะเรารับจ้างผลิตมาหลายปี จนประเทศที่ล้าหลังกว่าเราเขาตามเรามาทันหมดแล้ว ถ้าเราไม่รีบหาอะไรใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมมาทดแทน เราจะถอยลงเรื่อยๆ ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหามหภาค แต่เป็นปัญหาจุลภาคครับ สมัยก่อนไต้หวันใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นมาจากประเทศทำของปลอมขายให้กลายเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่สุดแล้วพอเขายกระดับได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้รอดตาย เวลานี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรายังคิดง่ายๆ แค่ว่า ต้องลดค่าเงิน ลดดอกเบี้ย แบบนี้ไปเรื่อยๆ ตายแน่</p>
<p>อุปสรรคด้านจุลภาคอีกด้านหนึ่งของไทยผมว่าคล้ายกับๆ อังกฤษในยุคตกอับ คือ เราขาดวัฒนธรรมแบบ Entrepreneurial Spirit คือมีแต่คนอยากเป็นลูกจ้าง ธุรกิจเองก็คิดแต่จะเลียนแบบกัน ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรใหม่ๆ วัฒนธรรมพวกนี้เป็นอุปสรรคในการเจาะตลาดสินค้าใหม่ๆ ให้กับประเทศครับ ยังไม่นับเรื่องที่เราชอบปลูกฝังให้คนไทยเกลียดเงินกันอีก ทัศนคติพวกนี้แหละที่ทำให้ประเทศๆ หนึ่งต้องเป็นประเทศที่ยากจนตลอดไป</p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/03/0263-thailand-labor-market/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>25</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0256: ป. and the three musketeers</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/03/0256/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/03/0256/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 01:43:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[post 2475]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=4384</guid>
		<description><![CDATA[การกลับมาครั้งที่สองของ ป. ภารกิจแรกคือการกลับมากำจัดพวกเสรีไทยในสภาที่เคยหักหลัง ป. โดย ป.ได้นำพรบ.คอมมิวนิสต์ของพระยามโนฯ มาปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มอำนาจให้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ง่ายขึ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p>การกลับมาครั้งที่สองของ ป. ภารกิจแรกคือการกลับมากำจัดพวกเสรีไทยในสภาที่เคยหักหลัง ป. โดย ป.ได้นำพรบ.คอมมิวนิสต์ของพระยามโนฯ มาปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มอำนาจให้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ง่ายขึ้น มีนักการเมืองและสื่อมวลชนที่ต่อต้าน ป. มากมายโดน &#8220;อุ้ม&#8221; โดยมี พ.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ หนึ่งในทหารเสือของ ป. เป็นหัวเรือใหญ่ในการกวาดล้าง </p>
<p>การที่ ป.ไม่มีพวกคณะราษฏรในสภาคอยหนุนหลังเหมือนก่อน ทำให้ ป.ในยุคที่สองจึงเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาตำแหน่งนายกฯ ตลอดเวลา ป.หว่านล้อมหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่น้อยด้วยการเสนอผลประโยชน์และตำแหน่งรัฐมนตรีให้สารพัด ไม่เว้นแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอาใจฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในสภาที่มากพอ แนวคิดทางการเมืองหายไปหมด พรรคการเมืองในยุคนี้ได้กลายเป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ รองรับ อันกลายมาเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในยุคต่อๆ มา</p>
<div id="attachment_5101" class="wp-caption aligncenter" style="width: 226px"><a href="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/paw.jpg"><img class="size-medium wp-image-5101" title="paw" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/paw.jpg?w=216" alt="" width="216" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์</p></div>
<p>ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหนึ่ง รัฐบาลของ ป.มีแนวโน้มว่าจะต้องล้มอย่างแน่นอน ป.ใช้ทีเด็ดด้วยการเรียกให้ พล.ต.อ.เผ่า เข้ามานั่งประชุมในสภาด้วย พล.ต.อ.เผ่า เพิ่งสังหารอดีต รมต.สี่คนที่เป็นพวกเสรีไทยอย่างโหดเหี้ยมไปหมาดๆ โดยพาไปยิงทิ้งที่ป่าละเมาะ ในครั้งนั้นสภาจึงพร้อมใจกันยกมือไว้วางใจรัฐบาลของป.ไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 63 ต่อ 31 แบบพลิกความคาดหมาย</p>
<p>ในปี 2494 ที่การประสานประโยชน์พรรคการเมืองของ ป.มาถึงทางตัน ป.ได้หยิบไพ่ใบสุดท้ายออกมา ด้วย &#8220;การปฏิวัติตัวเองทางวิทยุกระจายเสียง&#8221; โดยอ้างภัยคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อปฏิวัติแล้ว ก็ถึอโอกาสฉีกรัฐธรรมนูญปี 2492 ซึ่งเป็นฉบับที่ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญทิ้งด้วย โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 กลับมาใช้ใหม่ โดยอ้างว่าเป็นฉบับแรกจึงเป็นประชาธิปไตยแท้จริง จากนั้นก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม จุดประสงค์แท้จริงของ ป.คือ การยกเลิกข้อห้ามข้าราชการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสภาร่างได้ทิ้งบอมบ์เอาไว้เพื่อกันมิให้ ป.รวมอำนาจได้ง่าย และการยกเลิกวุฒิสภา ซึ่งชอบขัดขวางกฎหมายของ ป.อยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งของป.คือ กองทัพเรือ ซึ่งไม่พอใจที่กองทัพบกมีบทบาทมากกว่ามาตลอด ทั้งที่การปฏิวัติ 2475 เป็นการร่วมมือกันระหว่าง กองทัพบก กองทัพเรือ และพลเรือน กองทัพเรือได้ช่วยเหลือปรีดีในการก่อกบฏวังหลวงเพื่อต้าน ป. (เป็นที่น่าสังเกตว่า ยุคนี้แม้แต่รบ.พลเรือนยังหันมาใช้กำลัง เพราะกลไกต่างๆ ไม่ทำงานหมดแล้ว) และเมื่อไม่สำเร็จ ก็ก่อกบฏเองอีก (กบฏแมนฮัตตัน) ในการปราบกบฏทั้งสองครั้ง พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทหารเสืออีกคนหนึ่งของ ป.ได้แสดงบทบาทในการปราบกบฏอย่างห้าวหาญ กบฏแมนฮัตตันในครั้งนั้นได้ทำให้กองทัพเรือมีอิทธิพลทางการเมืองน้อยกว่ากองทัพบกอย่างถาวร มาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<div id="attachment_5112" class="wp-caption aligncenter" style="width: 243px"><a href="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/thpm-20.jpg"><img class="size-medium wp-image-5112" title="thpm-20" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/thpm-20.jpg?w=233" alt="" width="233" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">จอมพล ผิน ชุนหะวัณ</p></div>
<p style="text-align: center;"><a href="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/thpm-20.jpg"></a></p>
<p>ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกของ ป.ที่ดูเผด็จการมากกว่าสมัยแรกนั้น ที่จริงแล้วเบื้องหลังคือการที่ ป.จะต้องพึ่งพาอำนาจของคณะปฏิวัติ 2490 ซึ่งเป็นผู้ช่วยให้ ป.กลับมาเป็นนายกอีกครั้ง ภายในคณะปฏิวัติเองบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดสามคน คือ พล.อ.ผิน ชุนหะวัณ แห่งบ้านราชครู ผู้นำคณะปฏิวัติ, พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผบ.ทบ. แห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ป.ต้องใช้ศิลปะอย่างมากในการคานอำนาจของทหารเสือทั้งสามคนนี้ กลยุทธ์ที่ ป.ใช้คือการแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide and conquer) คือระวังมิให้ทหารเสือคนใดคนหนึ่งโดดเด่นเหนือกว่าคนที่เหลือมากจนเกินไป จะได้ไม่มีใครเด่นเทียบรัศมีของ ป.ได้</p>
<p>ในบรรดาทหารเสือทั้งสามคนดูเหมือนเผ่าจะเข้ากับป.ได้ดีที่สุด เพราะ ป.ล่อใจเผ่าด้วยการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากตนในอนาคต เพื่อแข่งขันกับทหารเสืออีกสองคน เผ่าจึงพยายามสร้างฐานอำนาจให้ตนเองด้วยการสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่กรมตำรวจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้สโลแกน &#8221;ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้มีอะไรบ้างที่ตำรวจไทยทำไม่ได้&#8221; มีการเพิ่มกำลังพลให้มากถึง 43,000 นาย ทหารบกมีอะไร ตำรวจก็ต้องมีบ้างไม่ให้น้อยหน้า ตำรวจในยุคของเผ่าเป็นยุคเดียวที่มีรถถังด้วย เผ่าช่วยป.กวาดล้างศัตรูทางการเมืองราวกับประเทศไทยเป็นรัฐตำรวจที่ตำรวจอยากอุ้มฆ่าใครก็ได้ เผ่ายังได้ช่วยหาทุนให้ ป.เพื่อมาใช้ซื้อตัวสส. ด้วยการลักลอบค้าฝิ่น และในเวลาเดียวกันเผ่าก็ใช้กำลังตำรวจเข้าปราบปรามผู้ค้าฝิ่นรายอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งของตนด้วย</p>
<div id="attachment_5105" class="wp-caption aligncenter" style="width: 163px"><a href="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/salit_thanarat.jpg"><img class="size-full wp-image-5105" title="Salit_thanarat" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/salit_thanarat.jpg" alt="" width="153" height="218" /></a><p class="wp-caption-text">จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์</p></div>
<p>ทหารเสือที่ดูเหมือนจะพยายามวัดรอยเท้า ป.มากที่สุดคือ สฤษดิ์ ซึ่งมีกองทัพราบที่ 1 รักษาพระองค์อยู่ในมือ ป.พยายามสกัดดาวรุ่งดวงนี้ด้วยการขอร้องมิให้ พล.อ.ผิน เลือกให้สฤษดิ์ขึ้นมาเป็นผบ.ทบ.แทน แต่ว่าไม่สำเร็จ ยุทธศาสตร์ของสฤษดิ์นั้นเฉียบคมกว่า ป. เพราะ สฤษดิ์รู้จักการเอาใจมวลชน อันเป็นเกมการเมืองยุคใหม่ที่ ป.ตามไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าสำคัญ ในด้านการหาทุนนั้น สฤษดิ์ คบหานักธุรกิจชาวจีน ซึ่งถูก ป.กดขี่อยู่ โดยเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทเอกชนมากถึง 22 แห่ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจเหล่านั้น และยังคุมรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองสลากกินแบ่งรัฐบาล</p>
<p>เมื่อ ป.เห็นสามทหารเสือเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ป.จึงหันไปเข้ากับสหรัฐฯ เพื่อหวังให้สหรัฐฯ มาช่วยคานอำนาจ ป.สัญญากับสหรัฐฯ ว่า จะช่วยปราบคอมมิวนิสต์จึงมีการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ทำให้ต้องมีการขึ้นภาษีอย่างมากมาย ซึ่งกลับทำให้ ป.เป็นที่รังเกียจของมวลชนมากขึ้น และภายหลัง ป.ก็ได้ค้นพบว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าด้วยสหรัฐฯ เพราะ สหรัฐฯ ให้เงินกับทุกฝ่ายที่บอกว่าจะช่วยสหรัฐฯ ปราบคอมมิวนิสต์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สฤษดิ์ นั่นเอง นับเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดของ ป.  </p>
<p>เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากสวิสเซอร์แลนด์ ทรงเสด็จออกเยี่ยมประชาชนทั่วทุกสารทิศ ซึ่งทำให้ประชาชนนิยมชมชอบในพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก ป.เกรงว่าตนเองจะหมดความสำคัญลงในฐานะ&#8221;ท่านผู้นำ&#8221; ป.จึงสั่งให้ตัดงบประมาณเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจลง ซ้ำยังสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินเพื่อเป็นการลดพระเกียรติราชวงศ์จักรีอีกด้วย  ป.พยายามอ้างว่า ตนมีคุณูปการต่อประเทศในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะราษฏร ในกรณี ดร.หยุด ที่กล่าววาจาหมิ่นเบื้องสูง ป.ก็ยังแสดงท่าทีปกป้อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังที่ความนิยมของป.ลดลงมาก ป.เปลี่ยนมาเอาใจประชาชนบ้างด้วยการก่อสร้างพุทธมณฑลขึ้นในโอกาสฉลองกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500 ในพิธีเปิด ป.ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาร่วมพิธีด้วยเพื่อแสดงว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงก็สนับสนุนนโยบายของ ป. แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเสด็จมาร่วมพิธี</p>
<p>ในที่สุดความดันทุรังของป.ที่จะอยู่ในตำแหน่งนายกให้ได้ตลอดไปได้ทำให้ทุกภาคส่วนเบื่อหน่าย ป.ถึงขีดสุด ป.จึงพยายามลดแรงเสียดทานลงด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด เพื่อแสดงว่า ป.สนับสนุนประชาธิปไตย ในวันที่ 26 ก.พ. 2500 แต่กลายเป็นการเลือกตั้งที่มีการโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นักศึกษาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และเดินขบวนเข้าทำเนียบ เพื่อเรียกร้องให้ ป.ประกาศในการเลือกตั้งเป็นโมฆะ</p>
<p>ป.แต่งตั้งให้สฤษดิ์เป็นผู้นำการสลายการชุมนุม แต่นักศึกษาไม่ถอย ในตอนนี้ สฤษดิ์ได้ถือโอกาสแสดงตัวว่า ตนไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับ ป. โดยไม่ยอมใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่เปิดทางให้ขบวนนักศึกษาเดินผ่านเข้ามาถึงกระทรวงมหาดไทยได้ เรื่องนี้ทำให้สฤษดิ์ได้ใจจากนักศึกษาเป็นอย่างมาก ป. พยายามเจรจากับนักศึกษาด้วยตนเอง แต่นักศึกษาบอกว่า ให้สฤษดิ์ออกมาพูดแทน เราอยากได้ยินจากท่านสฤษดิ์มากกว่า นั่นทำให้ ป.รู้สึกได้ทันทีว่าสฤษดิ์วัดรอยเท้าของตนได้แล้ว</p>
<p>หลังการชุมนุม ป.สั่งปลดสฤษดิ์ทันที และยังออกคำสั่งให้ทหารห้ามเป็นกรรมการบริษัทใดๆ อีกด้วย สฤษดิ์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศลาออกจากทุกตำแหน่ง และประกาศในวิทยุกระจายเสียงแบบทิ้งท้ายเป็นปริศนาไว้ว่า &#8220;พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ&#8221; ซึ่งกลายเป็นวลีเด็ดของสฤษดิ์ ท่าทางของสฤษดิ์ในตอนนั้นได้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ขวัญใจประชาชนแบบชั่วข้ามคืน และนับว่าเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดมากอีกครั้งของ ป.</p>
<p>ในวันที่ 16 กันยายน ปี 2500 นั้นเอง สฤษดิ์ได้กลับมาตามสัญญาจริงๆ ด้วยการนำขบวนรถถังเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการทุกแห่ง โดยมี พล.ท.ถนอม กิตติขจร และพล.ท.ประภาส จารุเสถียร เข้าร่วมด้วย ในคืนนั้นเองสฤษดิ์ก็ยึดอำนาจไว้ได้ทั้งหมด ป.ต้องหลบหนีออกจากประเทศไปทางชายแดนเขมรและลี้ภัยไปญี่ปุ่น ทำให้ไม่ได้กลับมาอีกเลย  การหมดอำนาจของ ป.ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของคณะราษฏรด้วย</p>
<p>ประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานั้นยินดีกับการทำรัฐประหารของสฤษดิ์เพราะมองว่าในเวลานั้น กลไกต่างๆ ล้มเหลวไปหมดแล้ว รัฐประหารจึงน่าจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหยุด ป.ได้ การโค่น ป.ลงโดยสฤษดิ์ในครั้งนั้น ยังทำให้เกิดแนวความคิดว่า &#8220;ระบอบใดก็ไม่สำคัญ ขอให้ผู้นำเป็นคนดีก็พอ&#8221; แนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวความคิดแบบอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยในเวลาต่อมา</p>
<p>| <a href="http://dekisugi.net/2010/02/0255">ตอนที่แล้ว</a></p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/03/0256/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0261: Ivy River</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Feb 2010 10:19:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=4820</guid>
		<description><![CDATA[ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทยได้เปลี่ยนจาก บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ครองตำแหน่งนี้มานานมาก ไปเป็น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เรียบร้อยแล้ว ด้วยรายได้ทั้งปี 2552 ของพฤกษาที่ 19,033 ล้านบาท ในขณะที่ของแลนด์เท่ากับ 17,912 ล้านบาท
เมื่อสามปีที่แล้ว พฤกษา ประกาศว่าจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ภายในปี 2553 ซึ่งเป็นที่ตลกโปกฮาของบรรดาเกจิอสังหาและเซียนหุ้นเป็นอย่างมาก แต่ผลปรากฏว่า บริษัทกลับสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่ประกาศไว้ถึงหนึ่งปีเต็ม ทำเอาบรรดาเซียนหน้าแตกไปตามๆ กัน
ยินดีด้วยครับ ผมพยายามไม่ลืมที่จะออกปากชื่นชมบริษัทจดทะเบียนที่พูดแล้วทำได้จริงเมื่อมีโอกาส เพราะบริษัทเหล่านี้มีอยู่ไม่มากนักในตลาดหุ้น โอกาสนี้ขอนำภาพโครงการคอนโดไอวี่ ริเวอร์ ของพฤกษา ซึ่งเพิ่งรับรู้รายได้ไปหมาดๆ เมื่อไตรมาส 4 มาให้ชมกันด้วย :-)  
 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p>เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทยได้เปลี่ยนจาก บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ครองตำแหน่งนี้มานานมาก ไปเป็น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เรียบร้อยแล้ว ด้วยรายได้ทั้งปี 2552 ของพฤกษาที่ 19,033 ล้านบาท ในขณะที่ของแลนด์เท่ากับ 17,912 ล้านบาท</p>
<p>เมื่อสามปีที่แล้ว พฤกษา ประกาศว่าจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ภายในปี 2553 ซึ่งเป็นที่ตลกโปกฮาของบรรดาเกจิอสังหาและเซียนหุ้นเป็นอย่างมาก แต่ผลปรากฏว่า บริษัทกลับสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่ประกาศไว้ถึงหนึ่งปีเต็ม ทำเอาบรรดาเซียนหน้าแตกไปตามๆ กัน</p>
<p>ยินดีด้วยครับ ผมพยายามไม่ลืมที่จะออกปากชื่นชมบริษัทจดทะเบียนที่พูดแล้วทำได้จริงเมื่อมีโอกาส เพราะบริษัทเหล่านี้มีอยู่ไม่มากนักในตลาดหุ้น โอกาสนี้ขอนำภาพโครงการคอนโดไอวี่ ริเวอร์ ของพฤกษา ซึ่งเพิ่งรับรู้รายได้ไปหมาดๆ เมื่อไตรมาส 4 มาให้ชมกันด้วย :-)  </p>

<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/firstpic/' title='firstpic'><img width="375" height="500" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/firstpic.jpg" class="attachment-full" alt="ไอวี่ ริเวอร์ ราษฏร์บูรณะ" title="firstpic" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/towerandthesky/' title='ตึกแฝดสูงเสียดฟ้า'><img width="366" height="500" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/towerandthesky.jpg" class="attachment-full" alt="ตึกแฝดสูงเสียดฟ้า" title="ตึกแฝดสูงเสียดฟ้า" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/kbank/' title='วิวด้านสะพานพระราม 9 เห็นสำนักงานใหญ่ ธ.กสิกรไทย'><img width="500" height="375" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/kbank.jpg" class="attachment-full" alt="วิวด้านสะพานพระราม 9 เห็นสำนักงานใหญ่ ธ.กสิกรไทย" title="วิวด้านสะพานพระราม 9 เห็นสำนักงานใหญ่ ธ.กสิกรไทย" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/spali/' title='วิวด้านสะพานกรุงเทพ เห็นโครงการของศุภาลัย'><img width="500" height="375" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/spali.jpg" class="attachment-full" alt="วิวด้านสะพานกรุงเทพ เห็นโครงการของศุภาลัย" title="วิวด้านสะพานกรุงเทพ เห็นโครงการของศุภาลัย" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/top-2/' title='ส่วนบนของตึก'><img width="500" height="375" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/top.jpg" class="attachment-full" alt="ส่วนบนของตึก" title="ส่วนบนของตึก" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/compound/' title='อาณาบริเวณภายใน'><img width="375" height="500" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/compound.jpg" class="attachment-full" alt="อาณาบริเวณภายใน" title="อาณาบริเวณภายใน" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/clubhouse/' title='คลับเฮ้าส์ของโครงการ'><img width="500" height="333" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/clubhouse.jpg" class="attachment-full" alt="คลับเฮ้าส์ของโครงการ" title="คลับเฮ้าส์ของโครงการ" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/bldgb/' title='อาคาร B เป็นแบบ Low Rise'><img width="333" height="500" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/bldgb.jpg" class="attachment-full" alt="อาคาร B เป็นแบบ Low Rise" title="อาคาร B เป็นแบบ Low Rise" /></a>
<a href='http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/shuttleboat/' title='เรือของโครงการ พาลูกบ้านไปส่ง BTS ตากสิน'><img width="485" height="303" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/shuttleboat.jpg" class="attachment-full" alt="เรือของโครงการ พาลูกบ้านไปส่ง BTS ตากสิน" title="เรือของโครงการ พาลูกบ้านไปส่ง BTS ตากสิน" /></a>

 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/02/0256-ivy-river/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>23</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0260: ปฏิรูปรถเมล์ในกรุงโซล</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/02/0260-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/02/0260-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Feb 2010 02:36:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bad Reward System]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=5032</guid>
		<description><![CDATA[ 
ระบบขนส่งมวลชนเป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย เหตุเพราะรถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์ เมื่อรถติดมากๆ ทุกคนอยากไปได้เร็วกว่าจึงจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว เมื่อทุกคนเห็นแก่ตัวมีรถส่วนตัวกันหมด รถก็ยิ่งมากขึ้นทำให้การจราจรยิ่งติดขัดมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าหากทุกคนพร้อมใจกับหันมาใช้รถเมล์ รถบนถนนจะหายไปกว่า 80% รถก็จะไม่ติดไปเอง ไม่จำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่มเลย  
บางคนคิดว่าปัญหาทำนองนี้ต้องแก้ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึก คือ รณรงค์ให้คนเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วยการหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนกันให้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้คิดที่จะแก้ Reward System ยังปล่อยให้รถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์อยู่เหมือนเดิม แบบนี้ก็เหมือนกับปากเราชื่นชมคนที่ขึ้นรถเมล์ แต่มือเรายังเอาแส้เฆี่ยนพวกเขาอยู่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นกันแทบทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้าง แต่บ้านเราดูเหมือนจะเป็นมากที่สุด ประมาณว่าจับคนขึ้นรถเมล์มาทรมานราวกับค่ายกักกันนาซี คือพวกมันอยากขึ้นรถเมล์กันดีนัก ให้พวกมันยืนรอรถให้นานๆ ตากแดด ตากลม สูดควันพิษสักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วค่อยจับพวกมันอัดก๊อบปี๊เป็นปลากระป่องอยู่บนรถที่ขับแบบอันตรายที่สุดเท่าที่จะอันตรายได้ พยายามทำให้พวกมันน่าสงสารที่สุด คือปิดทองหลังพระแล้วยังโดนทรมานอีก พวกมันจะได้ได้บุญมากขึ้นเป็นสองเท่าไง ดูซิจะยังกล้าขึ้นรถเมล์กันอีกมั้ย  
เรื่องรถเมล์บริการสุดห่วยนี่ผมยังพอรับได้ เพราะแน่นอนของราคาถูกมันก็ต้องห่วยเป็นธรรมดา แต่ Bad Reward System ที่ผมว่าเลวร้ายที่สุดคือ การให้รถเมล์วิ่งได้แค่เลนเดียว ในขณะที่รถส่วนตัวให้วิ่งกันไปเลยสี่เลน รถส่วนตัวจะได้ไปได้เร็วๆ แถมเวลารถเมล์ออกมาวิ่งนอกบัสเลน ยังโดนสาปแช่งอีก (ในขณะที่รถส่วนตัวเข้าไปวิ่งในบัสเลนสังคมไม่ว่าอะไร) ระบบแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะถนนเป็นของทุกคนเท่ากัน ไม่เกี่ยวกับราคาถูกหรือแพง ดังนั้นรถเมล์ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนควรจะได้พื้นที่ถนนไปมากกว่ารถส่วนตัวจึงจะถูก สังเกตว่า Bad Reward System เมื่อใช้ไปนานๆ แล้ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัว ทำให้ยินดีไปกับระบอบที่ผิดด้วย ทุกวันนี้ ถือกันว่าถนนเป็นของคนใช้รถส่วนตัว รถเมล์เป็นแค่ผู้มาขออาศัยเท่านั้น เป็น Reward System แบบกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว
ในที่สุดก็มีรัฐบาลของประเทศหนึ่งที่กล้าออกมาปฏิรูป Reward System นี้เสียใหม่นั้นคือ ประเทศเกาหลีใต้ เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วของเกาหลีใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้การจราจรในกรุงโซลติดมากขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p style="text-align: center;"><a href="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/seoul_centre_bus_lanes1.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-5033" title="Seoul_Centre_Bus_Lanes1" src="http://dekisugi.net/wp-content/uploads/2010/02/seoul_centre_bus_lanes1.jpg" alt="" width="426" height="284" /></a></p>
<p>ระบบขนส่งมวลชนเป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย เหตุเพราะรถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์ เมื่อรถติดมากๆ ทุกคนอยากไปได้เร็วกว่าจึงจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว เมื่อทุกคนเห็นแก่ตัวมีรถส่วนตัวกันหมด รถก็ยิ่งมากขึ้นทำให้การจราจรยิ่งติดขัดมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าหากทุกคนพร้อมใจกับหันมาใช้รถเมล์ รถบนถนนจะหายไปกว่า 80% รถก็จะไม่ติดไปเอง ไม่จำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่มเลย  </p>
<p>บางคนคิดว่าปัญหาทำนองนี้ต้องแก้ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึก คือ รณรงค์ให้คนเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วยการหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนกันให้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้คิดที่จะแก้ Reward System ยังปล่อยให้รถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์อยู่เหมือนเดิม แบบนี้ก็เหมือนกับปากเราชื่นชมคนที่ขึ้นรถเมล์ แต่มือเรายังเอาแส้เฆี่ยนพวกเขาอยู่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นกันแทบทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้าง แต่บ้านเราดูเหมือนจะเป็นมากที่สุด ประมาณว่าจับคนขึ้นรถเมล์มาทรมานราวกับค่ายกักกันนาซี คือพวกมันอยากขึ้นรถเมล์กันดีนัก ให้พวกมันยืนรอรถให้นานๆ ตากแดด ตากลม สูดควันพิษสักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วค่อยจับพวกมันอัดก๊อบปี๊เป็นปลากระป่องอยู่บนรถที่ขับแบบอันตรายที่สุดเท่าที่จะอันตรายได้ พยายามทำให้พวกมันน่าสงสารที่สุด คือปิดทองหลังพระแล้วยังโดนทรมานอีก พวกมันจะได้ได้บุญมากขึ้นเป็นสองเท่าไง ดูซิจะยังกล้าขึ้นรถเมล์กันอีกมั้ย  </p>
<p>เรื่องรถเมล์บริการสุดห่วยนี่ผมยังพอรับได้ เพราะแน่นอนของราคาถูกมันก็ต้องห่วยเป็นธรรมดา แต่ Bad Reward System ที่ผมว่าเลวร้ายที่สุดคือ การให้รถเมล์วิ่งได้แค่เลนเดียว ในขณะที่รถส่วนตัวให้วิ่งกันไปเลยสี่เลน รถส่วนตัวจะได้ไปได้เร็วๆ แถมเวลารถเมล์ออกมาวิ่งนอกบัสเลน ยังโดนสาปแช่งอีก (ในขณะที่รถส่วนตัวเข้าไปวิ่งในบัสเลนสังคมไม่ว่าอะไร) ระบบแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะถนนเป็นของทุกคนเท่ากัน ไม่เกี่ยวกับราคาถูกหรือแพง ดังนั้นรถเมล์ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนควรจะได้พื้นที่ถนนไปมากกว่ารถส่วนตัวจึงจะถูก สังเกตว่า Bad Reward System เมื่อใช้ไปนานๆ แล้ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัว ทำให้ยินดีไปกับระบอบที่ผิดด้วย ทุกวันนี้ ถือกันว่าถนนเป็นของคนใช้รถส่วนตัว รถเมล์เป็นแค่ผู้มาขออาศัยเท่านั้น เป็น Reward System แบบกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว</p>
<p>ในที่สุดก็มีรัฐบาลของประเทศหนึ่งที่กล้าออกมาปฏิรูป Reward System นี้เสียใหม่นั้นคือ ประเทศเกาหลีใต้ เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วของเกาหลีใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้การจราจรในกรุงโซลติดมากขึ้น (มากกว่ากรุงเทพ) รถเมล์ในโซลห่วยและไปได้ช้าทำให้ไม่มีใครอยากใช้ ผู้โดยสารลดลง ค่าโดยสารก็เลยยิ่งแพงขึ้น ยิ่งไม่น่าใช้เข้าไปใหญ่ รัฐบาลก็เลยออกนโยบายปฏิรูปรถเมล์ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนระบบจราจรใหม่โดยให้ตีเส้นสีแดงเพื่อให้รถเมล์ได้วิ่งเลนนอกสุดแทนเพื่อให้รถเมล์ไปได้เร็วที่สุด (ตลอดจนเปลี่ยนรถใหม่ให้น่าใช้ มีบัตรจ่ายเงินแบบ universal มีระบบจัดการจราจรอิเล็กทรอนิกส์) ช่วงแรกๆ นโยบายนี้ได้รับการด่าทออย่างรุนแรงจากผู้ใช้รถส่วนตัวอยู่ว่าทำให้รถติดมากขึ้น แต่หลังจากนั้น คนส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนมาใช้รถเมล์แทนในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเย็นวันศุกร์ เพราะจะไปได้เร็วกว่า คนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น การจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนในกรุงโซลก็เริ่มเบาบางลง ตอนนี้ชาวกรุงโซลเริ่มเคยชินกับบัสเลนที่อยู่เลนนอกสุดแล้ว และมีความสุขที่การจราจรติดขัดน้อยลงด้วย </p>
<p>เห็นมั้ยครับ Bad Reward System แก้ได้ ถ้ายอมโดนด่าหน่อยและกล้าเอาจริง  สุดท้ายแล้ววิน-วินกันทุกฝ่าย นักการเมืองก็ได้หน้าด้วย</p>
<p><object width="500" height="400"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/povmIqmJlbQ&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/povmIqmJlbQ&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" width="500" height="400" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/02/0260-%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>37</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0259: Dekisugi.net on ThaiPBS</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/02/0259-dekisugi-net-on-thaipbs/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/02/0259-dekisugi-net-on-thaipbs/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Feb 2010 07:08:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=5016</guid>
		<description><![CDATA[ 
(ออกอากาศเมื่อวันที่ 14 กพ 2553 เวลา 3 ทุ่ม)
 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p><object width="384" height="313"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/W3LR2m2Spik&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/W3LR2m2Spik&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" width="384" height="313" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>(ออกอากาศเมื่อวันที่ 14 กพ 2553 เวลา 3 ทุ่ม)</p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/02/0259-dekisugi-net-on-thaipbs/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0257: Dekisugi.net on Money Channel</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/02/0260/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/02/0260/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 04:17:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=4941</guid>
		<description><![CDATA[ 
ขอ archive ไว้ในนี้หน่อยนะครับ ช่วงนี้กำลังหัด edit วีดีโออยู่  
 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p><object width="500" height="400"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/6HstdR0P-e0&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/6HstdR0P-e0&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" width="500" height="400" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>ขอ archive ไว้ในนี้หน่อยนะครับ ช่วงนี้กำลังหัด edit วีดีโออยู่ <img src='http://dekisugi.net/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':-)' class='wp-smiley' /> </p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/02/0260/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>29</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0255: ป.และ ปรีดี, friend and foe</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/02/0255/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/02/0255/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Feb 2010 01:00:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[post 2475]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=4303</guid>
		<description><![CDATA[ การกลับมาครั้งที่สองของคณะราษฏรได้มีการยกเลิกการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า (พวกคณะเจ้า) โดยเฉพาะตำแหน่งทางการทหาร เพราะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของพระยามโนฯ มีการตัดเบี้ยหวัดที่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอลงถึง 80% รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ทรงพระชนมายุน้อยจึงต้องทรงใช้พระราชอำนาจผ่านทาง พระองค์เจ้าทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น ซึ่งพระองค์เจ้าทิพยอาภา ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่อ่อนน้อมต่อคณะราษฏร ความมั่นคงคือเป้าหมายที่สำคัญของคณะราษฏรยุคที่ 2
แต่การดึงอำนาจกลับมาที่คณะราษฏรก็ไม่ได้แปลว่า ปัญหาจะจบ รัฐบาลใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกฯ ได้เกิดกบฏแย่งชิงอำนาจคืนอีกหลายครั้ง เช่น กบฏพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏนายสิบ เป็นต้น มันคือการต่อสู้กันระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่
ในยุคนี้ ร้อยโทแปลก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น ป.พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฏรฝ่ายทหารบกชั้นผู้น้อย เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเป็นผู้ที่ชักชวนพระยาพหลฯ ให้ยึดอำนาจคืนจากพระยามโนฯ และเมื่อเกิดกบฏบวรเดชขึ้น พระยาพหลฯ ก็แต่งตั้งให้ ป.เป็นผู้บัญชาการปราบกบฏจนได้รับชัยชนะอีก ป.จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และถือได้ว่าเป็นกำลังหลักของคณะราษฏรในการปราบพวกคณะเจ้า ที่ยังคิดจะกอบกู้ระบอบเก่าอยู่ ในช่วงนี้ ป.จึงได้สร้างศัตรูไว้อย่างมากมาย เคยถูกลอบยิงสองหน วางยาพิษอีกหนึ่งหน แต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้
ทางด้านรัฐสภาสมัยนั้น ผู้แทนส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คณะราษฏรจึงคุมเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะล้มกี่ครั้ง สภาก็โหวตเลือกพระยาพหลฯ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ จนสมัยที่ 5 รัฐบาลล้มเพราะโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งไม่ผ่าน พระยาพหลฯ ประกาศว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว สภาจึงได้เลือก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <div id="attachment_4315" class="wp-caption aligncenter" style="width: 201px"><a href="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/351px-pps_2.jpg"><img class="size-full wp-image-4315" title="351px-PPS_2" src="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/351px-pps_2.jpg" alt="" width="191" height="307" /></a><p class="wp-caption-text">ป. พิบูลสงคราม</p></div>
<p>การกลับมาครั้งที่สองของ<a href="http://dekisugi.net/2010/01/09/2475/">คณะราษฏร</a>ได้มีการยกเลิกการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า (พวกคณะเจ้า) โดยเฉพาะตำแหน่งทางการทหาร เพราะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของพระยามโนฯ มีการตัดเบี้ยหวัดที่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอลงถึง 80% รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ทรงพระชนมายุน้อยจึงต้องทรงใช้พระราชอำนาจผ่านทาง พระองค์เจ้าทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น ซึ่งพระองค์เจ้าทิพยอาภา ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่อ่อนน้อมต่อคณะราษฏร ความมั่นคงคือเป้าหมายที่สำคัญของคณะราษฏรยุคที่ 2</p>
<p>แต่การดึงอำนาจกลับมาที่คณะราษฏรก็ไม่ได้แปลว่า ปัญหาจะจบ รัฐบาลใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกฯ ได้เกิดกบฏแย่งชิงอำนาจคืนอีกหลายครั้ง เช่น กบฏพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏนายสิบ เป็นต้น มันคือการต่อสู้กันระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่</p>
<p>ในยุคนี้ ร้อยโทแปลก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น ป.พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฏรฝ่ายทหารบกชั้นผู้น้อย เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเป็นผู้ที่ชักชวนพระยาพหลฯ ให้ยึดอำนาจคืนจากพระยามโนฯ และเมื่อเกิดกบฏบวรเดชขึ้น พระยาพหลฯ ก็แต่งตั้งให้ ป.เป็นผู้บัญชาการปราบกบฏจนได้รับชัยชนะอีก ป.จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และถือได้ว่าเป็นกำลังหลักของคณะราษฏรในการปราบพวกคณะเจ้า ที่ยังคิดจะกอบกู้ระบอบเก่าอยู่ ในช่วงนี้ ป.จึงได้สร้างศัตรูไว้อย่างมากมาย เคยถูกลอบยิงสองหน วางยาพิษอีกหนึ่งหน แต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้</p>
<p>ทางด้านรัฐสภาสมัยนั้น ผู้แทนส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คณะราษฏรจึงคุมเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะล้มกี่ครั้ง สภาก็โหวตเลือกพระยาพหลฯ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ จนสมัยที่ 5 รัฐบาลล้มเพราะโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งไม่ผ่าน พระยาพหลฯ ประกาศว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว สภาจึงได้เลือก ป. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน การมีหัวหน้ารัฐบาลเป็นทหารช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล ซึ่งยังเสี่ยงต่อการถูกยึดอำนาจได้เสมอ</p>
<p>เมื่อ ป.เป็นนายกฯ ได้แค่เดือนเศษก็เกิดการก่อหวอดขึ้นทันทีในพระนคร ป.จึงแสดงความเด็ดขาดด้วยการกวาดล้างศัตรูเก่า โดยให้ตำรวจเข้าจับกุมและแจ้งข้อหาวางแผนยึดอำนาจและลอบสังหารผู้นำ พระยาทรงสุรเดชต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ผู้ต้องหาส่วนหนึ่งก็โดนวิสามัญไปเลย (ป.อ้างว่า มีการบุกชิงตัวนักโทษเกิดขึ้น แล้วผู้ต้องหาแย่งปืน ทำให้ตำรวจต้องวิสามัญ ส่วนคนร้ายหนีไปได้ แต่สื่อมวลชนไม่เชื่อ) ผู้ต้องหาส่วนที่เหลือถูกนำขึ้นศาลพิเศษ มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปถึง 18 คน โดยถูกนำไปยิงเป้าวันละ 2-3 คนจนครบ สื่อมวลชนโจมตีว่า ป.เผด็จการ แต่ ป.ตอบว่า &#8220;ประหารชีวิตแค่ 18 คนเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรเลย การปฏิวัติใหญ่ที่ฝรั่งเศสเขาตัดหัวใส่เกวียนเป็นแถวๆ&#8221;</p>
<p>เมื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลของตนเองได้แล้ว ป.อยากเห็นสยามเจริญทัดเทียมชาติตะวันตก จึงนำนโยบายรัฐนิยมเพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นอารยะมาใช้ (มีหลวงวิจิตรวาทการรับหน้าที่เป็น Think Tank) มีการออกกฏหมายบังคับให้ประชาชนเลิกเคี้ยวหมาก ออกจากบ้านต้องใส่หมวก ใส่ถุงน่อง วัฒนธรรมไทยที่ดูโบราณถูกนำมาจัดระเบียบใหม่หมด (เหมือนในหนังเรื่องโหมโรง) ฯลฯ อีกมากมาย ไม่เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยอย่างมาก ดูแล้วเหมือนนโยบายยุโรปนิยมมากกว่า คือเลียนแบบชาติตะวันตกแต่เปลือกนอกแล้วบอกว่าเราเจริญเท่าเขาแล้ว</p>
<p>ป.ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย โดยให้เหตุผลว่า ชาวสยามชอบแบ่งแยกกันโดยเรียกตัวเองว่า ไทยใหญ่ ไทยอิสาน ไทยกลาง ฯลฯ ดังนั้นเพื่อความเป็นปึกแผ่น ทุกคนควรหันมาเรียกตัวเองว่า ไทย ให้เหมือนกันหมด ที่จริงแล้ว นโยบายของ ป.มีนัยทางการเมืองคือ การจำกัดคนจีนในประเทศไทย ซึ่ง ป.มองว่าเป็นส่วนเกินของสังคมไทย มีการสร้างทฤษฏีใหม่ว่าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน แต่มาจากเทือกเขาอัลไต เพื่อพยายามบอกว่า คนไทยกับคนจีนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มีการปิดโรงเรียนจีนและออกกฏหมายห้ามคนจีนส่งเงินออกนอกประเทศอีกด้วย (เป็นที่มาของคำว่า &#8220;เรียบร้อยโรงเรียนจีน&#8221;)</p>
<p>ที่จริงแล้ว ระบอบที่ ป.นำมาใช้ก็คือ ระบอบฟาสซิสต์ (เผด็จการอำนาจนิยม+ชาตินิยม) ที่ใช้กันในญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลีในเวลานั้นนั่นเอง เพราะประชาธิปไตยที่คณะราษฏรนำมาใช้ปรากฏว่าเป็นอะไรที่ชาวบ้านสมัยนั้นฟังไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านบางคนเข้าใจว่า &#8221;ประชาธิปไตย&#8221; เป็นชื่อลูกชายคนหนึ่งของพระยาพหลฯ เพราะชาวบ้านรู้จักแต่ระบอบเจ้า ไม่สามารถคิดอะไรนอกกรอบนี้ได้ ในขณะที่ คอมมิวนิสต์ก็เป็นระบอบที่พระยามโนฯ สาดโคลนเสียจนชื่อเน่าเหม็นไปหมดแล้ว จึงเหลือแต่ระบอบฟาสซิสต์อีกแค่ระบอบเดียวเท่านั้นที่มีใช้กันอยู่ในโลกเวลานั้น และทำให้ป.เลือกนำมาใช้  มันเป็นระบอบเชื่อผู้นำ วลีเด็ดของ ป.คือ &#8221;เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัยยยยยย&#8221; ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า ป.มีความจำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะในเวลานั้นไทยมีภัยคุกคามจากญี่ปุ่นในยุคสงครามโลก ประเทศจึงต้องการความเป็นปึกแผ่นภายในและมีผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่ง ป.เหมาะที่จะทำหน้าที่นี้อย่างมาก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาล ป.  ปรีดีกับป.จากที่เคยร่วมมือกันอย่างดี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฏรมาด้วยกัน เริ่มมีความเห็นขัดแย้งกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ ป.เลือกที่จะเข้าด้วยญี่ปุ่น เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้าว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ความนิยมของ ป.จึงตกต่ำลง ในขณะที่ ปรีดี เริ่มหันไปสนับสนุนขบวนการเสรีไทย และล๊อบบี้ผู้แทนในสภาให้เลิกสนับสนุน ป. เพื่อป้องกันมิให้ ป.นำไทยไปสู่การเป็นประเทศแพ้สงคราม</p>
<p>เมื่อ ป.เสนอให้มีการย้ายเมืองหลวงไปที่เพชรบูรณ์แต่โหวตแพ้ ทำให้ ป.ต้องเลือกระหว่างการลาออกกับยุบสภาแต่ ป.ได้เลือกการลาออก เพราะ ป.ยังมั่นใจว่าสภาจะเลือกตนกลับเข้ามาเป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่ ป.คาดผิด สภาโหวตเลือกนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ แทน นายควงเป็นสภาชิกคณะราษฏรคนสำคัญอีกคนหนึ่ง แต่ลูกพรรคของนายควงนั้นเต็มไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยม+ลูกท่านหลานเธอ ซึ่งถูกพวกคณะราษฏรกดเอาไว้อย่างหนัก มารวมตัวกันที่นี่ นายควงจึงเป็นคนที่ดูค่อนข้างเป็นกลางในสภา กล่าวกันว่า ปรีดีจงใจปล่อยให้ควงเป็นนายกฯ เพื่อมิให้ตัวเองถูกมองว่า เป็นผู้ที่โค่น ป. โดยตรง ยังไงเสียควงก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของปรีดีเลย เพราะปรีดียังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่</p>
<p>ป.เจ็บใจมากที่โดนสภาหักหลัง จึงพาภรรยาไปทำสวนอยู่แถวจังหวัดปทุมธานี และประกาศว่า &#8220;เข็ดแล้วการเมือง จะไม่ขอกลับมาเล่นการเมืองอีกแล้ว&#8221; รวมเวลาที่ ป. ได้เป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 10 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น &#8220;นายกตลอดกาล&#8221;</p>
<p>รัฐบาลนายควงล้มเลิกนโยบายรัฐนิยมทุกอย่างที่ ป.เคยทำไว้ทั้งหมด แล้วลาออกทันทีเพื่อเปิดทางให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช ฑูตไทยประจำกรุงวอชิงตันเข้ามาเป็นนายกฯ เพราะเป็นคนไทยที่เจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดีที่สุดในเวลานั้น เมื่อ มรว.เสนีย์ ปฏิบัติหน้าที่เสร็จ ก็ลาออก สภาจึงโหวตให้นายควงกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ แต่นโยบายเศรษฐกิจของนายควงเป็นแบบตลาดเสรีซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของปรีดี ผู้แทนในสภาที่เป็นสาวกของนายปรีดี จึงช่วยกันดันให้รัฐบาลของนายควงล้มโดยให้รัฐบาลโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งแพ้ นายควงเลือกยุบสภา คราวนี้ นายปรีดีจึงได้ลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อมาแข่งด้วย นายควงเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงไม่ได้ลงแข่ง นายปรีดีจึงได้รับการโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ คนใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้าน พวกอนุรักษ์นิยมสยองกันไปตามๆ กัน เพราะเกรงว่านโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของนายปรีดี กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่นายปรีดีจะได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแค่วันเดียว ก็เกิดเหตุลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ขึ้น</p>
<p>รัฐบาลของนายปรีดีพยายามสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าใครคือฆาตกร ฝ่ายค้านจึงโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายแค้นของนายปรีดีนอกสภาก็ให้คนออกไปปล่อยข่าวลือตามโรงหนังต่างๆ โดยร้องตะโกนว่า &#8220;ปรีดีฆ่าในหลวง&#8221; คนไทยชอบคำอธิบายของสิ่งที่ไม่มีคำตอบอยู่แล้ว ข่าวลือจึงหนาหูอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการพูดกันมากๆ พูดกันทุกวัน เรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อ ก็ฟังดูน่าเชื่อขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลต้องเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ที่กล่าวหานายปรีดี ในที่สุดนายปรีดีต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถให้ความกระจ่างกรณีสวรรคตได้</p>
<p>สภาได้โหวต พลเรือดรี ถวัลย์ ขึ้นมาเป็นนายกแทนนายปรีดี ซึ่งที่จริงแล้ว พลเรือตรีถวัลย์คือคนที่ปรีดีผลักดันอยู่เบื้องหลังนั่นเอง เพราะไม่ว่าพรรคใหญ่น้อยในสภาในเวลานั้น ก็ล้วนมีชื่อเล่นว่าพรรคปรีดีด้วยกันทั้งนั้น</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 330px"><img title="f_011m_dacd9ac" src="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/02/f_011m_dacd9ac.png" alt="" width="320" height="264" /><p class="wp-caption-text">ปรีดี พนมยงค์</p></div>
<p>รัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ เจอมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก ทั้งกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการถูกกล่าวหาว่า คอรัปชั่นอย่างมโหฬาร กินจอบกินเสียม มีแรงกดดันทางการเมืองหนักขึ้นเรื่อยๆ นักข่าวถามว่ากลัวโดนปฏิวัติมั้ย พลเรือถวัลย์ตอบว่า &#8220;ก็นอนรอการปฏิวัติอยู่แล้ว&#8221; เพราะความมั่นใจในแรงสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็โดนเลย&#8230;.</p>
<p>เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะปฏิวัติประกอบด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ น.อ.กาจ กาจสงคราม พล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาศ จารุเสถียร ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เข้ายึดอำนาจจากพลเรือตรีถวัลย์ โดยอ้างปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และคดีสวรรคต มีการเข้าจับกุมนายปรีดี แต่นายปรีดีหลบหนีทัน ซึ่งสุดท้ายแล้วนายปรีดีต้องขอลี้ภัยทางการเมืองทำให้ไม่ได้กลับเมืองไทยอีกเลยตลอดชีวิต</p>
<p>คณะปฏิวัติบอกว่าไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตัวเองแต่ทำไปเพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น จึงได้แต่งตั้งให้ นายควง เป็นนายกฯ แทน (พึ่งรู้ว่า ปชป.เป็นพรรคตาอยู่มาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว) แต่ในงานๆ หนึ่งที่มีทั้ง จอมพล ป.และพล.ท.ผิน ไปร่วมงานด้วย ป.ได้จุดบุหรี่จากไฟแช็ค ที่พล.ท.ผินยื่นให้อย่างนอบน้อม นักข่าวก็รู้ได้ทันทีว่า ที่จริงแล้วใครน่าจะอยู่เืบื้องหลัง แต่คณะปฏิวัติก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่า จอมพล ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติในครั้งนี้ แต่เป็นความประสงค์ของคณะปฏิวัติเองที่ทนเห็นการคอรัปชั่นในบ้านเมืองไม่ได้ พล.ท.ผินมีการร้องไห้ออกทีวีด้วยจนได้รับฉายาว่าเป็น &#8220;วีรบุรุษเจ้าน้ำตา&#8221; อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะปฏิวัติได้พยายามหาหลักฐานการคอรัปชั่นของรัฐบาลถวัลย์ แต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด</p>
<p>หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อรัฐบาลของนายควงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มีการแจกใบปลิวสร้างกระแสว่า นโยบายเสรีของนายควงสู้นโยบายชาตินิยมของจอมพล ป.ไม่ได้ สมควรเรียกจอมพล ป.กลับมากันเถิด จากนั้นคณะปฏิวัติก็ได้เข้าทำการยึดอำนาจจากนายควงอีกครั้ง โดยเอาปืนจี้ให้นายควงลาออกเอง คราวนี้สภาได้ยกมือให้จอมพล ป.กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทันทีที่นายควงออกไป ราคาไข่ก็ลดลงทันทีอย่างน่าพิศวง </p>
<p>การกลับมาครั้งนี้ ป.ได้กลับมากวาดล้างพวกของปรีดีจนหมดสิ้น ปรีดียังพยายามกลับมายึดอำนาจคืนจาก ป.อีกครั้งโดยสั่งการมาจากเมืองนอกในกบฏวังหลวง แต่ก่อการไม่ทำสำเร็จ ถือได้ว่า ป.คือผู้ที่ทำให้ฐานอำนาจของปรีดีหมดไปจากการเมืองไทยอย่างถาวร</p>
<p>การปฏิวัติ 8 พย 90 ถือกันว่าเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุด เพราะการเมืองไทยกำลังมาถึงจุดที่เป็นการแข่งขันกันระหว่างรัฐบาลพลเรือน (ปรีดี vs ควง) แล้ว แต่ก็ต้องมากลายเป็นรัฐทหารไปอีกถึง 26 ปี ต่อจากนั้น</p>
<p><a href="http://dekisugi.net/2010/03/0256/">ตอนต่อไป</a> | <a href="http://dekisugi.net/2010/01/2475/">ตอนที่แล้ว</a></p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/02/0255/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>48</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>0215: อนุรักษ์หรือทำลาย</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/01/0215/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/01/0215/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 Jan 2010 08:04:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=2124</guid>
		<description><![CDATA[ ภาษาไทย เป็นภาษาที่ยังไม่ตาย กล่าวคือ ยังเป็นภาษาที่มีคนพูดกันอยู่ จึงยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกยุคทุกสมัย เหมือนภาษาอื่นๆ ที่ยังไม่ตาย
ภาษาไทย สมัยสุโขทัย เขาเขียนกันแบบนี้ (จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง)

ภาษาไทยสมัยอยุธยา เขาเขียนกันแบบนี้ (จากหนังสือจินดามณี โปรดสังเกตตัวสะกดที่วงสีแดง)

ภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนแบบนี้ (จากพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5)

จะเห็นได้ว่า อักขระของภาษาไทยมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ถ้าหากเราจะบังคับ มิให้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย มันก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่ เพราะที่จริงแล้วภาษาไทยที่คนสมัยนี้บอกว่าเป็นแบบที่ถูกต้องนั้น สมัยก่อนมันคือภาษาไทยที่ผิด  ถ้าอักขระภาษาไทยไม่ควรเปลี่ยนแปลงเลย เราควรรณรงค์ให้กลับไปเขียนว่า &#8220;เปน&#8221; แทนที่จะเป็น &#8220;เป็น&#8221; ด้วยหรือไม่ การถือว่าภาษาไทยในยุคที่ผู้ใหญ่ยุคนี้ยังเป็นเด็กอยู่เท่านั้น ที่เป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ส่วนภาษาไทยทั้งก่อนและหลังยุคนั้น ถือว่าผิดทั้งหมด จะไม่ดูเป็นความใจแคบไปหน่อยหรือ ทำไมเราต้องมองว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเป็นการทำลายด้วย ผมว่าภาษาไทยเป็นของทุกๆ คน มันเป็นของเด็กเกรียนมากเท่าๆ กับที่มันเป็นของนักวิชาการด้วย ผมเห็น Longman เขาไม่เห็นออกมาต่อต้านศัพท์แสลงเลย แถมเขายังจดบันทึกคำแสลงที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาอย่างใจจดใจจ่อถึงขนาดจัดทำเป็นดิชชั่นนารีคำแสลงขึ้นมาเลยทีเดียว ผมว่านักวิชาการที่ Longman เขาไม่ได้มองว่า ภาษาอังกฤษเป็นของเขาคนเดียว เขาจึงมีหน้าที่แค่เฝ้าดูและบันทึกความเปลี่ยนแปลงของมันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ไปเจ้ากี้เจ้าการสั่งคนอื่น หรือยึดภาษาอังกฤษมาเป็นของตัวเองแค่กลุ่มเดียว
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ศิลปะทุกแขนงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยทั้งนั้น จิตรกรรมก็มี ยุคเรเนซองต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p>ภาษาไทย เป็นภาษาที่ยังไม่ตาย กล่าวคือ ยังเป็นภาษาที่มีคนพูดกันอยู่ จึงยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกยุคทุกสมัย เหมือนภาษาอื่นๆ ที่ยังไม่ตาย</p>
<p>ภาษาไทย สมัยสุโขทัย เขาเขียนกันแบบนี้ (จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง)</p>
<p><a href="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/silaside121.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-4664" title="silaside12" src="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/silaside121.jpg" alt="" width="437" height="65" /></a></p>
<p>ภาษาไทยสมัยอยุธยา เขาเขียนกันแบบนี้ (จากหนังสือจินดามณี โปรดสังเกตตัวสะกดที่วงสีแดง)</p>
<p><a href="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/cintamani022.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-4665" title="Cintamani022" src="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/cintamani022.jpg" alt="" width="550" height="200" /></a></p>
<p>ภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนแบบนี้ (จากพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5)</p>
<p><a href="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/chula.gif"><img class="aligncenter size-full wp-image-4667" title="chula" src="http://1001ii.files.wordpress.com/2010/01/chula.gif" alt="" width="550" height="93" /></a></p>
<p>จะเห็นได้ว่า อักขระของภาษาไทยมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ถ้าหากเราจะบังคับ มิให้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย มันก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่ เพราะที่จริงแล้วภาษาไทยที่คนสมัยนี้บอกว่าเป็นแบบที่ถูกต้องนั้น สมัยก่อนมันคือภาษาไทยที่ผิด  ถ้าอักขระภาษาไทยไม่ควรเปลี่ยนแปลงเลย เราควรรณรงค์ให้กลับไปเขียนว่า &#8220;เปน&#8221; แทนที่จะเป็น &#8220;เป็น&#8221; ด้วยหรือไม่ การถือว่าภาษาไทยในยุคที่ผู้ใหญ่ยุคนี้ยังเป็นเด็กอยู่เท่านั้น ที่เป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ส่วนภาษาไทยทั้งก่อนและหลังยุคนั้น ถือว่าผิดทั้งหมด จะไม่ดูเป็นความใจแคบไปหน่อยหรือ ทำไมเราต้องมองว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเป็นการทำลายด้วย ผมว่าภาษาไทยเป็นของทุกๆ คน มันเป็นของเด็กเกรียนมากเท่าๆ กับที่มันเป็นของนักวิชาการด้วย ผมเห็น Longman เขาไม่เห็นออกมาต่อต้านศัพท์แสลงเลย แถมเขายังจดบันทึกคำแสลงที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาอย่างใจจดใจจ่อถึงขนาดจัดทำเป็นดิชชั่นนารีคำแสลงขึ้นมาเลยทีเดียว ผมว่านักวิชาการที่ Longman เขาไม่ได้มองว่า ภาษาอังกฤษเป็นของเขาคนเดียว เขาจึงมีหน้าที่แค่เฝ้าดูและบันทึกความเปลี่ยนแปลงของมันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ไปเจ้ากี้เจ้าการสั่งคนอื่น หรือยึดภาษาอังกฤษมาเป็นของตัวเองแค่กลุ่มเดียว</p>
<p>ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ศิลปะทุกแขนงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยทั้งนั้น จิตรกรรมก็มี ยุคเรเนซองต์ ยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ ยุคโมเดิร์น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการทำลาย ผมว่าภาษาก็เหมือนกัน สาเหตุที่ศิลปะไทยหลายอย่าง ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย รำไทย โขน ฯลฯ มันตายหมด ไม่ใช่เพราะเด็กรุ่นใหม่ขาดจิตสำนึกหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่า นักอนุรักษ์สมัยนี้ห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเด็ดขาดต่างหาก เมื่อศิลปะเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันก็ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ไม่ได้ ก็เลยตาย ภาษาไทยเป็นศิลปะไทยอย่างสุดท้ายแล้ว ที่คนรุ่นใหม่ยังใช้กันอยู่ อย่าทำให้มันตายตามอย่างอื่นไปอีกเลยครับ</p>
<p>ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ ผมอึดอัดมานานแล้ว</p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/01/0215/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>80</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[แจ้งทราบ]: บทความในกรุงเทพธุรกิจ ย้ายมาวันพรุ่งนี้นะครับ</title>
		<link>http://dekisugi.net/2010/01/%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://dekisugi.net/2010/01/%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Jan 2010 10:42:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dekisugi</dc:creator>
				<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dekisugi.net/?p=4613</guid>
		<description><![CDATA[ เฉพาะสัปดาห์นี้เท่านั้น
 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ <p>เฉพาะสัปดาห์นี้เท่านั้น</p>
 ]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dekisugi.net/2010/01/%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
