486: ใกล้ถึงสิ้นปีที่ 11 ของพอร์ต 7LTG แล้ว

เผลอแป๊บเดียวผ่านไปอีกหนึ่งปี การสรุปประจำสิ้นปีที่ 11 ของพอร์ต 7LTG ก็กำลังจะมาถึงอีกแล้ว ( 25 กันยายน ของทุกปี)

ตั้งแต่ต้นปีมา ยังไม่ได้เปิดดูพอร์ตเลย ไม่กล้าดู อีกอย่างหนึ่งคืออยากพิสูจน์ด้วยว่า การสร้างพอร์ตแบบนี้ขึ้นมา แล้ว DCA ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจความผันผวนระหว่างทางจะเป็นวิธีลงทุนที่ใช้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีวิกฤต พอร์ตจะผ่านวิกฤตไปได้หรือไม่ บ่อยครั้งพอร์ตของนักลงทุนไม่ได้พังเพราะมีวิกฤต แค่ถือต่อไปเรื่อยๆ มันก็กลับมาได้ แต่เพราะนักลงทุนไปนั่งมองมันทุกวัน ช่วงที่อยู่ในวิกฤตก็เลยจิตตก คัตลอส ขายขาดทุนออกมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว แค่รอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไป พอร์ตก็กลับมาได้เอง ง่ายๆ เลย

ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะปรับพอร์ตให้น้อยที่สุด ประมาณ 0-1 ตัวต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเริ่มเป็นห่วงหุ้นไทยในประเด็น Digital Disruption มากขึ้นเรื่อยๆ และพอมีโควิด ก็ยิ่งเร่งให้เห็นความน่ากลัวนี้มากขึ้นอีก อันที่จริงผมไม่ได้เป็นห่วงเรื่องโควิดเลย เพราะคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไงก็จบ แต่เป็นห่วงเรื่อง Digital Disruption มากกว่า โควิดแค่ทำให้ภาพของ Disruption มันชัดขึ้นอีกเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าเดือนกันยายนนี้จะมีการปรับพอร์ตใหญ่หนึ่งครั้ง โดยธีมสำคัญที่ใช้พิจารณาคือ ต้องการหุ้นที่ทนทานต่อ Digital Disruption เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องการให้พอร์ตของหุ้นเป็นพอร์ตที่ค่อนข้างตั้งรับ (Defensive) เพราะมองว่าห้าปีสุดท้ายของพอร์ต  (2020-2024) ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วง เลือกหุ้นที่แข็งแรงไว้ก่อนดีกว่า เอาตัวให้รอดให้ได้ก่อน อย่าไปหวังการเติบโตแบบเดียวกับห้าปีแรกของพอร์ตเลย

อย่างที่ได้เคยสัญญาไว้ว่าถ้ามีการปรับพอร์ตจะมีการแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ดังนั้นช่วงนี้ขอเวลาคิดให้รอบคอบก่อน แล้วจะมาประกาศก่อน วันที่ 25 สิงหาคม ศกนี้ ว่าจะปรับยังไงบ้าง แต่นอกเหนือจากธีมที่ได้บอกไป รอบนี้คิดๆ ไว้ว่า จะปรับเฉพาะรายชื่อหุ้นที่จะซื้อต่อไปเท่านั้น ส่วนหุ้นที่ถูกปรับออกจากรายชื่อจะคงไว้ในพอร์ตไม่ต้องขายออกมา เพราะผมมองว่าหุ้นท่ีโดนปรับออกไม่ได้เลวร้ายมากขนาดที่จะต้องขายทิ้ง ไม่อยากให้การบริหารจัดการพอร์ตยุ่งยากเกินไป ขอปรับแค่รายชื่อที่จะซื้อใหม่ต่อจากนี้อย่างเดียว

 

ป.ล. ตกลง MINT ในพอร์ต ผมได้ทำการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนไปแล้วนะครับ ส่วนวอร์แรนต์ที่จะออกมาในอนาคต ถ้าเข้าพอร์ตมาเมื่อไร คิดว่าน่าจะขายทิ้ง เพราะเป็นแนวทางที่พอร์ตนี้ใช้มาตลอด ทุกครั้งที่ได้รับแจกวอร์แรนต์

 

 

 

485: บทสรุปของการลงทุน

หลังจากอยู่ในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2003 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายรูปแบบ วิกฤตก็หลายหน ความคิดของผมเกี่ยวกับการลงทุนก็มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำหรือมองว่าคนเราควรลงทุนในหุ้นอย่างไร ผมคงสรุปออกมาเหลือแค่นี้

จงคัดเลือกหุ้นที่คิดว่าดีที่สุดในตลาดหุ้นไว้ 5-10 ตัว เก็บไว้ใน wish list ของเราเสมอ คำว่าหุ้นที่ดีที่สุดหมายถึง ธุรกิจที่มีความแข็งแรง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก อย่ายึดติดกับหุ้นราคาถูก หรือความสำเร็จในอดีตของบริษัทมากเกินไป ที่สำคัญก็คือ จงคัดเลือกด้วยตัวเอง อย่าเลือกตามกูรูหุ้นหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะจะติดกับของการแห่ตามกัน การเลือกหุ้นเก่งไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ

เมื่อมี wish list ในใจเรียบร้อยแล้ว เวลาจะซื้อ มีวิธีให้เลือกอยู่ 3 แบบ ดังนี้

วิธีที่ 1 คือ DCA หุ้นใน wish list เท่ากันทุกตัว ไปเรื่อยๆ จนกว่าเกษียณไปเลย ข้อดีของวิธีนี้คือจะเริ่มต้นซื้อเมื่อไรก็ได้ สามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เท่ากับตลาดหรือดีกว่าเล็กน้อยได้

วิธีที่ 2 คือ ถ้า P/E ของตลาดยังต่ำกว่า 15 เท่า ให้ซื้อหุ้นใน wish list อย่างน้อย 5 ตัว (ตัวละเท่าๆ กัน) เก็บไว้ ถือเต็มพอร์ตไปยาวๆ และไม่จำเป็นก็ไม่ควรขายเลย ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงมากแค่ไหน อดทนไปให้ได้ ถ้าจะขายจริงๆ เก็บไว้ล้างพอร์ตเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในสถานการณ์ที่แพงสุดขีดเท่านั้น เช่น  P/E ของตลาดสูงระดับ 25 เท่าขึ้นไป  ข้อเสียของวิธีนี้คือเริ่มทำไม่ได้ตอนที่พีอีตลาดหุ้นเกิน 15 เท่าอยู่  วิธีนี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 คือ รอซื้อทีเดียวเมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้นรอบใหญ่ และเมื่อซื้อแล้วก็ไม่ต้องขายหุ้นออกมาอีกเลย ในสภาวะปกติคืออยู่เฉยๆ อย่างเดียว ไม่ซื้อไม่ขายอะไรเลย (ถ้าจะซื้ออีกทีก็คือเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่เท่านั้น) ข้อดีคือ คาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับสูงสุด แต่ข้อเสียคือ อาจต้องรอนานมากๆ กว่าจะได้ซื้อจนเสียโอกาสลงทุน และเวลาซื้อจริงๆ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดของวิกฤตอยู่ตรงไหน ต่ำแค่ไหนถึงจะต่ำพอที่จะซื้อได้แล้ว เป็นต้น วิธีนี้จึงทำไม่ได้ทุกคน ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมากแล้วเท่านั้น คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าสองวิธีแรก

สิ่งที่เหลือนอกจากนี้คือ การอยู่เฉยๆ ให้ได้ในช่วงที่เวลาที่ห้ามซื้อหุ้น (ตามที่กำหนดไว้ในทั้ง 3 วิธี) ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นลงมากแค่ไหน การรักษาวินัยคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการลงทุนในหุ้น แค่ไม่ซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่ควรซื้อให้ได้ คุณก็มีผลตอบแทนที่ดีได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เลือกหุ้นเก่ง หรือมีความรู้เรื่องงบการเงินมากมายแต่อย่างใด

 

484: สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ

การวิเคราะห์แนวปัจจัยพื้นฐาน ต้องใช้เวลานานมาก กว่าสิ่งที่เรามองไว้จะสะท้อนออกมาให้เห็นในผลประกอบการ ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ในรูปแบบของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วหวังว่าราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นทันทีในวันต่อมา

ตรงกันข้าม ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วโอกาสที่หุ้นจะขึ้นเลยมีน้อยมาก บ่อยครั้งซื้อแล้วหุ้นลงด้วยซ้ำ จงเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ผลตอบแทน 1 วัน กับผลตอบแทนในอีก 1 ปี ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่น หุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้เขียว อีก 1 ปีอาจจะติดลบก็ได้ และหุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้แดง อีกหนึ่งปีก็อาจจะเขียวหนักๆ เลยก็ได้

ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นระยะยาวอะไรก็ตาม ทางที่ดี ควรจะปิดหน้าจอ เลิกสนใจไปเลย และอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาให้มาก เอาไว้สัก 6 เดือน หรือหนึ่งปี ค่อยมาเปิดดู เพราะการซื้อไปแล้วก็มานั่งตามดูราคามันทุกวัน เราจะอดใจไม่ได้ที่จะตัดสินผลงานจากผลตอบแทนระยะสั้น ถ้าเขียวเลย ก็อาจขายทิ้ง เพราะมือบอน สุดท้ายขายหมู หรือถ้าแดงเลย ก็อาจจิตตก ขายตัดขาดทุนทันที มาพบเอาอีกหนึ่งปีให้หลังว่า จริงๆ แล้วตัวเองคิดดู กลายเป็น “รู้งี้” ไปอีก

มองยาว ก็ต้องวัดผลระยะยาว ถึงจะถูกต้อง

นอกจากนี้การบริหารเงินหน้าตักที่ซับซ้อนเกินไป เช่น แบ่งเงินซื้อออกเป็นสองก้อน ซื้อทีละก้อน ถ้าลงต่อค่อยซื้อเพิ่มได้อีกก้อนหนึ่ง อะไรทำนองนี้ ดูเหมือนจะดี แต่ทำให้เราต้องพะวง และต้องคอยมานั่งตามหุ้นที่เราซื้อไปแล้วว่าราคาลงไปขนาดไหนแล้ว ควรซื้อเพิ่มหรือยังเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคของการลงทุน รอคอยให้มากพอ คิดให้รอบคอบ แล้วซื้อตูมเดียวจบ จะดีกว่า ระหว่างทางมันจะลง จะขึ้น ไม่ต้องสนใจ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องซื้อตรงก้นเหวให้ได้พอดี เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเสียเวลากับเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะพยายาม หันไปพยายามในเป้าหมายที่เป็นไปได้ดีกว่า ซื้อแล้วก็อาจลงต่อก็ได้ แต่ถ้าเรารอมามากพอ ซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว ก็ปล่อยมันเถอะ ไม่ต้องเล็งจะซื้อให้ได้ถูกที่สุดหรอก บริหารเงินด้วยวิธีที่ธรรมดาๆ เข้าไว้ดีกว่า