483: ผลพลอยได้ของการมีนโยบายไม่ขายหุ้น

การที่เราตั้งใจว่า ถ้าซื้อหุ้นอะไรก็จะถือไปตลอด ไม่มีนโยบายขาย นอกจากจะทำให้เราคิดรอบคอบมากขึ้นก่อนซื้อแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกข้อหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง

นั่นคือ มันช่วยทำให้เรามีโอกาสได้กำไรหุ้นแบบหลายเด้งด้วย เพราะการจะทำแบบนั้นได้นอกจากจะต้องเจอหุ้นหลายเด้งแล้ว คนที่เจอยังต้องกล้าถือไปเรื่อยๆ แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าตัวด้วย เพราะถ้าเจอหุ้นตัวดังกล่าว แต่พอมันขึ้นมาแค่ 20-30% ก็อดใจไม่ไหว ขายทิ้ง แบบนี้ก็จะพลาดอยู่ดี

ซึ่งการที่หุ้นขึ้นไป 30% แล้ว เรายังไม่ขาย เป็นอะไรที่ทำใจได้ยากมาก ถ้าใครเล่นหุ้นมานานก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี กลัวว่าหุ้นจะตกกลับลงไปใหม่ แล้วกำไรจะหายไปหมด จึงต้องรีบขาย สุดท้ายแล้ว มันก็ขึ้นต่อไปอีก 100% ขายหมูอีกตามเคย

คนที่จะอยู่จนกำไรเป็นเด้งๆ ได้ ถ้าไม่ใช่คนบ้า ก็ต้องมีความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นมากเป็นพิเศษ ระดับที่เชื่อเป็นลัทธิ ว่าธุรกิจนั้นวิเศษเลอเลิศ​ ซึ่งบ่อยครั้งก็เหมือนคนบ้าจริงๆ นั่นแหละ บางคนบ้าแล้วก็ผิดหวังก็มี ไม่ใช่บ้าแล้วจะรวยได้ทุกคน แต่อีกวิธีหนึ่งที่เราจะอยู่รอดไม่ขายจนได้กำไรหลายเด้ง โดยที่ไม่ต้องคลั่งลัทธิ คือเรามีนโยบายซื้อหุ้นอะไรแล้วไม่คิดจะขาย

บางคนอาจแย้งว่า แต่การทำแบบนั้น นอกจากจะพาเราไปสู่กำไรหลายเด้ง ก็อาจพาเราไปสู่ขาดทุนหลายเด้งด้วยเช่นกัน เพราะไม่ขายสักที ราคาหุ้นก็ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นการจะมีนโยบายไม่ขายหุ้นได้ จะต้องเป็นนักรอคอยที่จะซื้อด้วย คือซื้อหุ้นที่ถูกมากพอ ความถูกของราคาเข้าซื้อจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนแบบนั้น และการกระจายหุ้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะเลือกหุ้นแค่หนึ่งตัว โอกาสจะเจอหุ้นหลายเด้งคงมีน้อยมาก แต่ถ้าเลือกหลายๆ ตัว โอกาสที่จะเจอบ้างย่อมมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ดี “ก่อน” ซื้อหุ้น ไม่ใช่หลังจากซื้อหุ้นไปแล้ว เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ก็ควรปล่อยวาง ปล่อยให้ความดีที่เราทำก่อนซื้อแสดงผลลัพธ์ที่ดีออก ไม่ต้องไปกังวลหลังจากซื้อไปแล้ว เหมือนลูกธนูที่ยิงออกจากศรไปแล้ว ถ้าตอนเล็งทำได้ดี ธนูจะเข้าเป้าเอง ไม่ต้องกังวลตอนที่ธนูลอยอยู่บนท้องฟ้า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

482: อุปสรรคการลงทุนมันลึกซึ้งกว่าที่คิด

มีพี่นักลงทุนคนหนึ่งเคยพูดตอนที่ตลาดหุ้นมันวิ่งๆ และทุกคนก็เฮโลกันเข้าไปว่า คอยดูเถอะ วันหนึ่งเวลาที่หุ้นตกมากๆ แล้วจะรู้ว่า หุ้นที่ทุกคนเคยบอกว่าพื้นฐานดีอย่างนั้นอย่างนี้ จะไม่มีใครเอาเลย ยิ่งถูกยิ่งไม่มีใครอยากได้ ทั้งที่มันเคยเป็นหุ้นไร้เทียมทานมาก่อน แล้วจะรู้ว่าพื้นฐานที่ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้เป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าคนจะไม่เอาหุ้นสักอย่าง หุ้นอะไรก็ไม่เหลือ

ตอนแรกที่ผมได้ยินคำพูดแบบนั้น ผมก็เหมือนกับทุกคน คือรู้สึกว่า พี่เขามองโลกในแง่ร้ายจัง ทำไมไม่คิดบวก คนคิดบวกประสบความสำเร็จเสมอ ไลฟ์โคชสอนไว้ แต่พอได้อยู่ในตลาดมานานพอ ได้เห็นเหตุการณ์ที่ว่าแบบนั้น ซ้ำๆ กันหลายๆ รอบ ถึงได้เห็นว่า พี่เขาพูดด้วยประสบการณ์ที่เห็นตลาดหุ้นมายาวนานกว่าเรามากจริงๆ

บางทีคนที่ขยันหาหุ้นทุกวัน ติดต่อกันสี่ห้าปี และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พอวันนั้นมาถึง ตลาดหุ้นพังทลาย กำไรที่หามาได้ทั้งหมด ก็หายไปในปีเดียว กลายเป็นขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่บางคนอาจจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย สี่ห้าปี แต่พอตลาดหุ้นพังทลายก็เข้ามาซื้อแค่ครั้งเดียว แล้วก็อยู่เฉยๆ ไปอีกสี่ห้าปี สรุปแล้วกลับกลายเป็นคนที่ทำกำไรได้อย่างแท้จริงทั้งที่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้ออกแรกอะไรเลย

การลงทุนมันแปลกๆ แบบนี้แหละ ทุกอย่างมันดูขัดแย้งกับสัญชาตญาณของเราไปหมด และเราก็มองไม่เห็น ทำให้เหนื่อยฟรีไปเยอะเลย

ผมเคยเห็นบทความหนึ่งที่เขาวิเคราะห์ว่าดัชนี S&P500 ในรอบสิบปี มีช่วงเวลาที่ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐานในทางทฤษฎีอยู่เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น นอกนั้นแพงกว่าพื้นฐานตลอดเวลา ในยุคที่เงินล้นโลก ตลาดหุ้นฟองสบู่ขนาดนี้ การคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานก็เหมือนเป็นกับดักเหมือนกัน เพราะคนเรามักถูกสะกดจิตให้ต้องซื้อหุ้นหรือคิดว่ามีหุ้นพื้นฐานดีราคาถูกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริง หุ้นอาจจะแพงตลอดเวลาอยู่ก็ได้ แต่เราก็รู้สึกแปลกๆ ที่จะบอกว่าหุ้นแพงทุกตัว ไม่มีหุ้นอะไรให้ซื้อ ติดต่อกันเป็นเวลาสี่ห้าปี สุดท้ายแล้วเราก็ซื้อหุ้นแพงไป โดยที่เข้าใจว่าเราซื้อหุ้นเพราะพื้นฐาน อะไรหลายอย่างในตลาดหุ้นทำให้เราผิดพลาด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

นักวิเคราะห์ที่ต้องเขียนคอลัมน์แนะนำหุ้นทุกวัน ก็จะมีหุ้นน่าซื้อทุกตัว ทั้งที่ในชีวิตจริงบางช่วงเวลาอาจไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลย แต่การที่ต้องเขียนคอลัมน์ทุกวัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลยติดต่อกันทุกวันสักสามเดือน บรรณาธิการคงมาไล่เขาออกแน่ๆ ความคิดของเราไม่สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

นักลงทุนมักต้องมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนไว้คุยกันด้วย เล่นหุ้นคนเดียวเหงามาก แต่ถ้าหากคุยกันทีไรเราก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อ บ่อยๆ เข้า บรรยากาศก็กร่อย สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยากซื้อหุ้นอะไรสักอย่าง เพื่อให้บทสนทนาในวงหุ้นมีรสชาติ เราติดกรอบพวกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

481: PE ตลาด 15x magic number?

มีแนวคิดหนึ่งบอกว่า ค่าเฉลี่ยพีอีระยะยาวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับว่าตลาดนั้นจะเติบโตมากแค่ไหนด้วย เป็นไปได้ว่า 15 เท่า หรือเทียบได้กับ earnings yield 6.7% เป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตราสารทุน

ถ้าเราจะเอาแนวคิดนี้มาใช้เป็นตัวชี้วัดความถูกแพงของหุ้น เช่น ถ้าพีอีตลาดสูงกว่า 15 ก็คือ หุ้นโดยรวมยังแพงเกินไป นักลงทุนระยะยาวควรอยู่เฉยๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่พีอีต่ำกว่า 15 ถือว่าตลาดหุ้นน่าซื้อ นักลงทุนระยะยาวควรลงทุนให้เต็มพอร์ตไปเลย แบบนี้จะดีมั้ย

โดยส่วนตัว ผมชอบเกณฑ์อันนี้อยู่พอสมควรเลย ข้อดีมากๆ คือ แทนที่เราจะคอยมาเก็งว่าตลาดหุ้นจะลงไปต่ำสุดแค่ไหน เราใช้เกณฑ์นี้ไปเลย ถ้าพีอีตลาดต่ำกว่า 15 ก็ลงทุน ไม่ต้องไปรอ วิธีนี้ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนได้ดีเลย

แต่วิธีนี้ก็มีข้อที่ควรพิจารณาหลายอย่าง ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าเมื่อตลาดหุ้นลงไปแตะ 15 เท่าแล้วลงทุน แล้วปีต่อมามันจะเพิ่มขึ้น แล้วเราก็ได้กำไรเลย แต่ตลาดอาจะแตะ 15 แล้วลงไปลึกกว่า แล้วก็ต่ำอยู่อย่างนั้น เช่น เหลือแค่ 10 เท่า อยู่นานหลายปี เช่น 4-5 ปี ก่อนที่จะทะลุ 15 เท่าอีกที นักลงทุนที่เห็นลงไปแตะ 15 ก็เข้าลงทุนเลย ก็ต้องทำใจว่า อาจจะต้องติดดอย เพราะตลาดหุ้นลงต่อไปเหลือแค่ 10 เท่า อีกหลายปี กว่าจะกลับตัวขึ้นไปใหม่ได้ แบบนี้เป็นต้น นักลงทุนเตรียมใจหรือยังที่จะเจอสภาพแบบนั้น

ปัญหาอีกอย่างคือคำว่า พีอี นั้นคือคำนวณมายังไง เช่น เป็นพีอีปัจจุบัน หรืออนาคต หรือปีหน้า หรือเฉลี่ยสิบสองเดือน บ่อยครั้งพีอีอาจลงไปแตะ 15 เท่า ชั่วคราว เพราะกำไรตลาดมีความผันผวนระยะสั้น เราจะถือว่านั้นคือพีอีของกำไรปกติได้หรือไม่ แบบนี้เป็นต้น ถึงเวลาจริงๆ นิยามที่ดิ้นได้ของพีอีอาจทำให้เราลังเลที่จะซื้อ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรายอมรับได้ว่าเราอาจจะซื้อจุดต่ำสุดไม่ได้ และยอมรับนิยามที่ดิ้นได้ของพีอี การยึดถือเกณฑ์ทำนองนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะรักษาวินัยการลงทุน หาเกณฑ์อะไรก็ดีที่มีความชัดเจนพอประมาณ แม้จะไปสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดีกว่าไม่มีหลักยึดอะไรเลย ใช้แต่ความรู้สึก สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือความแน่วแน่ที่จะลงทุนไปในระยะยาว เพื่อให้ time value of money ได้แสดงศักยภาพของมันออกมา