05 Oct0149: Jaime Salm

  • Speaker: Jaime Salm, Designer
  • Time: Oct 5, 2008, 1400-1515
  • Venue: TCDC, Emporium
  • เขาเปิดบริษัทออกแบบชื่อ MIO กับน้องชายสองคน เขาเป็นนักออกแบบ น้องชายเป็นผู้จัดการธุรกิจ ออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

    การออกแบบจะคิดถึง พฤติกรรมและวัฒนธรรมก่อน ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีที่มี เพื่อให้เกิดเป็นโอกาสในการออกแบบ เขาคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลาที่อยู่บนท้องถนน

    ปรัชญา : responsible desire คือ ไม่ใช่ซื้อเพราะต้องรักษาโลกอย่างเดียว แต่ซื้อเพราะมันสวยดีด้วย

    • คนต้องการของแต่บ้านเยอะมากๆ หลายอย่างทำด้วยแก้ว ซึ่งทำให้โลกร้อนมาก (behavior/culture)
    • ขนแกะเป็นวัตถุดิบที่ไม่ทำให้โลกร้อน (Material/ Process/Technology)
    • ผลที่ได้คือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากขนแกะ

    วัสดุก่อสร้างใหม่ที่ไม่ทำให้โลกร้อน

    กลยุทธ์

    • Design Aikido (Aikido คือ เอาพลังงานของคู่ต่อสู้มาใช้เป็นอาวุธในการต่อกรกับคู่ต่อสู้) ยางรอพื้นรถสามารถเป็นเก้าอี้ได้
    • Producation (Product + Educate) คนชินกับเฟอร์ที่เป็นไม้หนักๆ เราสามารถเอาบอร์ดอัดมาทำเป็นเฟอร์หนักๆ ได้

    • Customization/Eco-centric Design โคมอันนี้มีวัสดุส่วนที่ต้องตัดทิ้งน้อยมากๆ
    • Active sustainable product

    Q&A

    อะไรยากที่สุด : การสื่อสารให้คนเข้าใจในตอนแรกครับ

    My comment

    ผมว่านักออกแบบคนนี้เหมือนนักขายมากครับ เชียร์เก่งมาก เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากสำหรับคนที่สามารถออกแบบได้ด้วย ขายไอเดียได้ด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลที่สำคัญอันหนึ่งที่ทำให้บริษัทสองคนของเขาประสบความสำเร็จก็ได้ครับ

    นักออกแบบให้ความสำคัญกับการติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องวัตถุ เพื่อหาโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากนวัตกรรมด้านวัสดุที่กำลังเกิดขึ้น

    VN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

    05 Oct0146: Marije Vogelzang

  • Speaker: Marije Vogelzang, นักออกแบบประสบการณ์การทานอาหาร
  • Time: Oct 5, 2008, 1100-1215
  • Venue: TCDC, Emporium 
  • เธอสร้างบริษัทตัวคนเดียวหลังเรียนจบเมื่อปี 2000 เธอทุกสิ่งทุกอย่างอย่างหนักตลอดสี่ปี วันหนึ่งก็มีคนเสนอว่าทำไมไม่เปิดร้านอาหาร เพื่อที่จะได้ทดลองสิ่งที่ออกแบบไปด้วย เธอออกแบบทุกอย่างในร้านด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งร้านหรือแม้แต่ผ้ากันเปื้อน ลูกค้าจะได้ทานอาหารที่เหมาะกับราศีของเขา ตามแนวคิดธาตุสี่อย่างของเทวนิยม สองชม.แรกมีแต่ลูกค้าธาตุลมและดินเข้ามา ทำให้อาหารสำหรับไฟและน้ำเหลือ ตอนหลังลูกค้าไฟและน้ำก็ทยอยมา มาเจอตอนหลังในตำราว่า คนไฟและน้ำมักมีนิสัยมาสาย

    งานคริสมาร์ตไม่จำเป็นต้องมีต้นคริสมาร์ตเสมอไป ประเด็นคือการได้แชร์อาหารร่วมกันเท่านั้น งานเลี้ยงคริสมาร์ตที่เธอออกแบบก็เลยเป็นอย่างนี้ ทุกคนไม่รู้จักกันมาก่อน จานแบ่งออกเป็นสองข้าง เพื่อให้คนมีเรื่องคุยกัน ทุกคนรู้จักที่จะแบ่งอาหารกันเองโดยไม่ต้องบอก

    ชั้นวางอาหารน่าจะอยู่ในระดับจมูกเพื่อให้คนได้กลิ่น

    งานศิลปะที่เธอทำให้พิพิษธภัณฑ์แวนโก๊ะ สีแดงๆ คือเนื้อแฮมที่สามารถทานได้ มีฉลากเขียนด้วยว่าทำจากเนื้ออะไร

    Food Tatoo เขียนไว้ว่ามีสรรพคุณเช่นไร

    ไส้กรอกทำให้เป็นรูปสัตว์เพื่อเตือนให้คนเห็นว่าไส้กรอกเหล่านี้มาจากไหน ในห้องแสดงจะต้องติดแอร์ทั้งห้อง

    เธอคิดว่าอาหารยังเป็นสิ่งที่มีอะไรให้ทำอีกมากมายมหาศาลเกี่ยวกับการออกแบบ สิ่งเฉพาะที่อาหารมีก็คือ Senses, Chemistry, Culture, Technique, Grow, Psychology, the action of food, Society

    Q&A คุณทานอาหารอะไร

    - ฉันชอบอาหารไทย ชอบอาหารเผ็ด ไม่ชอบอาหารที่ซับซ้อน ชอบอะไรที่แท้ๆ

    ถ้าต้องออกแบบอาหารเพื่องานนี้จะทำไง

    -ฉันชอบ street food ของที่นี่มาก ฉันอยากทำให้คนไทย aware ถึงความน่าสนใจเหล่านี้แต่จะต้องทำในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย

    คุณให้ความสำคัญกับเรื่องรสชาดมากแค่ไหน

    -ฉันทำงานกับ chef มาก และเขาก็เป็นผู้ทำหน้าที่ในเรื่องรสชาด ฉันต้องแน่ใจว่าฉันได้ร่วมงานกับ chef ที่ทำอาหารได้อร่อยด้วย มิฉะนั้นทุกอย่างก็หมดท่า

    VN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

    04 Oct0145: ดวงฤทธิ์ บุนนาค

  • Speaker: ดวงฤทธิ์ บุนนาค
  • Time: Oct 4, 2008, 1100-1215
  • Venue: TCDC, Emporium 
    • คุณดวงฤทธิ์ สถาปนิกระดับโลกจะมาคุยประสบการณ์ให้พวกเราฟังครับ
    • Out of Control เขียนโดย Kelvin Kelly อธิบายถึงหลักเก้าข้อที่ว่าถ้าเขาเป็นพระเจ้าจะทำอะไร
    • ความหลากหลายทำให้เกิดวิวัฒนาการ
    • การจะออกนอกกรอบได้จะต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้น วิวัฒนาการเป็นผลผลิตของความผิดพลาด ดังนั้นต้องไม่กล้วความผิดพลาด อาจเรียกว่า วิวัฒนาการคือการจัดการความผิดพลาดอย่างเป็นระบบนั่นเอง
    • ต้องมีความโลภ มีเป้าหมายหลายๆ อย่าง การออกแบบต้องสร้างเป้าหมายขึ้นมาเพื่อให้มันออกมาจนสำเร็จ
    • การออกแบบอยู่บนพื้นฐานของความเปลี่ยนแปลง
    • คนมีกล่องอยู่หลายใบ และพยายามจะยัดทุกสิ่งลงไปในกล่องนั้นให้ได้ เวลาเรามีไอเดียไปเสนอคนอื่น เขาจะพยายามยัดไอเดียของเราใส่กล่องของเขาให้ได้ ถ้าไม่ได้ เราก็ไม่เข้าพวก ทุกคนมีความเป็นปัจเจกมาก การออกแบบต้องทำเพื่อคนหมู่มาก แต่คนมีความหลากหลายมาก แต่มันก็จะขาดเอกลักษณ์ สไตล์ส่วนตัวของคุณดวงฤทธิ์ จะใช้กรอบใบเล็กๆ
    • นักการตลาดชอบสนองตลาด แต่นักออกแบบจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะคนจะพยายามฟิตตัวเองเขากับกรอบที่เขาชอบมากกว่า คุณดวงฤทธิ์เชื่อว่านักออกแบบน่าจะทำกรอบขึ้นมาหลายๆ กรอบมากกว่า ถ้าหากต้องการจะได้ตลาด
    • การพยายามยำข้อดีทุกอย่างเข้าไปในผลิตภัณฑ์เดียวก็ไม่ถูกต้อง
    • การออกแบบเป็นเรื่องของ purpose ตราบใดที่มี purpose เป็นใช้ได้ ไม่ว่า purpose จะเป็น ฟังกชั่น หรือความงาม ก็แล้วแต่ การขึ้นเขาต้องเห็นยอดเขาก่อนถึงจะไปถึงได้ การออกแบบไม่ใช่กระบวนการ แต่เป็นเป้าหมาย
    • ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากกรอบ กรอบทำให้เบื่อ เราต้องการออกจากกรอบ ความคิดสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้น
    • สมองเป็นเรื่องของ pattern คนจึงพยายามเอาสิ่งที่เห็นใส่กล่องให้ได้ ถึงจุดอิ่มตัวสมองจะดันคุณออกจากกล่อง ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ดังนั้น ใครๆ ก็คิดสร้างสรรค์ได้ การคิดไม่ออกเป็นเพราะเรายังรู้ไม่พอ ถ้ารู้พอ สมองจะดันคุณออกจากสิ่งที่คุณรู้เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ได้เอง
    • อยากคิดอะไรให้ออก หนึ่ง รวบรวมความรู้ให้มากพอ รับความรู้นั้นเข้าไปในแบบขนาน เสร็จแล้วความคิดสร้างสรรค์จะออกมาเอง ทำได้ทุกคนครับ
    • ความใหม่ เกิดจากแรงภายนอกสับลงบนแรงภายในเกิดสิ่งใหม่ เหมือนการเกิดใหม่ของตัวไฮดร้า
    • Grafting (เอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับงานเลยใส่ลงไปในงาน) ใช้สำหรับการสร้างสิ่งใหม่
    • ความจริงแบบสัมบูรณ์ไม่มีอยู่แล้วในโลก
    • หมากรุกกติกาซับซ้อนและเล่นแล้วไม่ซับซ้อน หมากล้อมกติกาง่ายมากแต่เกมซับซ้อนมาก Simplicity กับ Complexity กลายเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก
    • คุณสมบัติ Multiplicity ของธรรมชาติ ต้นไม้ขาดใบทุกใบไม่เป็นต้นไม้ ขาดแค่ใบเดียวยังเป็นต้นไม้ได้ การออกแบบทำอย่างไรให้เอาบางอย่างออกไปแล้วยังคงเป็นสิ่งนั้นอยู่
    • การทำอะไรให้ช้าลง อาจทำให้ทำได้ดีขึ้น การเดินทางมีค่ามากกว่าจุดหมาย
    • ความธรรมดา เป็นเรื่องยาก ออกแบบเก้าอี้ให้ธรรมดายากมาก เพราะความธรรมดาต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก
    • โรงแรมแรกที่ออกแบบ ทำเพราะอยากทำเฉยๆ ปรากฏว่า กลายเป็นสิ่งที่ฝรั่งชอบ แล้วมันก็แพร่หลายมากขึ้นเรือยๆ ๆๆ จนได้เป็นสมาชิกของ Design Hotel ตัวโรงแรมก็ธุรกิจดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ทำ marketing research เลยแท้ๆ
    • เชนชอบให้ทำโรงแรม 200 ห้องเพราะเขาได้เงินเยอะ แต่ทำให้ห้องว่างมาก เฉลี่ยแค่ 30% จำนวนห้องน้อย ค่าห้องจะได้มากกว่า การลงทุนน้อยกว่า เต็มกว่า สุดท้ายแล้ว 20-100 ห้องเป็นจุด optimal มากกว่า
    • H1 ช่วยเปลี่ยนภาพของทองหล่อไป กลายเป็นซอยที่ตึกมีต้นไม้มากๆ ได้
    • งานออกแบบต้องอาศัยการจัดการที่ดีด้วย ถึงจะเกิดได้
    • การออกแบบนำธุรกิจไม่ใช่ธุรกิจนำการออกแบบ

    • anyroom เกิดจากการสร้างเฟอร์นิเจอร์จากหน่วยเล็กๆ ที่ง่ายๆ จากนั้นก็พัฒนาไปด้วยการมองเมืองว่ามีจุดเล็กๆ อะไรที่น่าสนใจมาทำเป็น motif ในการออกแบบ anyroom บ้าง เอาความคิบๆ ของกทม. ไปทำโต๊ะที่ขายญี่ปุ่นได้เก้าหมืนบาท (ต้นทุนเจ็ดพัน)
    • การออกแบบควรสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ได้ใช้
    • การออกแบบเกิดจากการออกแบบก่อนหน้านี้
    • การออกแบบสร้างตัวสถาปนิก
    • X2 ที่กุยบุรี นักการตลาดบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ไกล ที่ไม่เหมาะทำ 24 ห้อง คุณดวงฤทธิ์พยายามใช้การออกแบบทำให้ได้ 24 ห้องได้ เน้นความสงบ ให้กับลูกค้าที่เขามองไว้ ทุกวันนี้ห้องเต็มตลอด การมีแต่ห้องอาหารและห้องพักทำให้ประหยัดต้นทุน
    • วงการสถาปัตย์อยู่ได้ด้วยสื่อ ตัวนักออกแบบเองก็ทำให้ประสบความสำเร็จการตลาดด้วย
    • คิดแล้วต้องทำ
    • ไม่ทำให้โต แต่ทำให้น้อย แต่ดีสุดๆ แต่คิดแพงๆ ด้วย รายได้เพิ่มขึ้น แต่งานเท่าเดิม ไม่เครียด

    Q&A

    - การออกแบบไม่ใช่กบฏกับฟังก์ชั่น แต่ต้องเจ้าเล่ห์พอที่จะไม่ทำให้ฟังก์ชั่นมาทำร้ายเรา

    - การออกแบบของคุณดวงฤทธิ์ ธรรมชาตินำสถาปัตย์ ธรรมชาติกลืนการออกแบบ

    - อยากออกแบบกทม.ให้มี 17 ศูนย์กลาง ประชากรตอนนี้มันมากเกินกว่าที่ได้ออกไว้แต่แรกแล้ว การจราจรจะลดลง

    - การจัดการในออฟฟิศจะไม่ควบคุมคน ปล่อยให้กบฏ ปล่อยให้คิดต่างกัน มิฉะนั้นความคิดสร้างสรรค์จะไม่ออกมา แบ่งคนเป็นเจ็ดกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีหัวหน้ากลุ่ม คุยกับห้วหน้ากลุ่มเป็นหลัก ฟังเหตุผลกัน ยกเว้นว่าเขาคิดตามไม่ทันก็อาจจะนำเขา คนที่จะทำงานได้ทันจะต้องคิดอยู่ตลอดเวลา

    - อย่าคล้ายตามฝ่ายการตลาด นำเขาให้ได้ นักออกแบบต้องเห็นอนาคต นักการตลาดส่วนใหญ่ไม่มีวิสัยทัศน์เพราะมองแต่ข้อมูล แต่นักออกแบบต้องรู้จริงต้วยจึงจะนำนักการตลาดได้

    - ถ้าให้ออกแบบสลัม คิดว่ากทม.ขาดสลัมไม่ได้เพราะคนทำงานของเมืองอาศัยในสลัมมาก ขอบังคับให้คนสร้างตึกในกทม.ต้องหักเงินส่วนหนึ่งไปสร้างห้องสมุดในสลัม

    - การทำบริษัทออกแบบยากมาก ทำให้ไม่เจ๊งยากสุดแล้ว ต้องคุมตัวเองให้ได้ คุมลูกน้องให้ได้ คุมลูกค้าให้ได้ ทำให้มันยากที่สุด มันเป็นเครื่องจักรที่ไม่วิ่งตามระบบแต่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตลอด

    VN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

    03 Oct0144: ประภาส ชลศรานนท์

  • Speaker: ประภาศ ชลศรานนท์
  • Time: Oct 3, 2008, 1645-1800
  • Venue: TCDC, Emporium 
  • Session นี้ฟังเพลินจนต้องเอากลับมา Blog ที่บ้าน เหอๆ

    วันนี้พี่จิกขอออกตัวก่อนว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายนะครับ อึม ขนาดไม่สบายนะเนี่ย สะกดคนฟังซะ พี่จิกมี Anecdotes มาเล่าให้พวกเราฟังเพียบเลย ผมจดมาไม่หมด เลยขอหยิบมาเล่าแค่บางส่วนให้พอได้บรรยากาศ ผมเห็นแววตาของผู้ชมหลายๆ คนแล้วบอกได้เลยว่า พี่จิกคือฮีโร่ของพวกเขาจริงๆ

    หัวข้อที่ทีมงานบอกพี่จิกไปก็คืออยากให้พี่จิกพูดเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ พี่จิกเปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า คนเราทุกคนคิดตลอดเวลา ความคิดของคนเราแบ่งออกได้เป็น  3 ชนิด

    1. คิดแบบเป๊ะๆ เช่น การบวกเลข (พี่จิกขอย้ำว่า “คิดแบบเป๊ะๆ” นี่เป็นคำศัพท์ทางวิชาการเชียวนะครับ อิอิ)
    2. คิดแบบกะๆ เช่น เวลาตักข้าวเราจะตักพอประมาณ แค่กะๆ เอา ไม่ต้องตวง (“คิดแบบกะๆ” ก็ด้วย)
    3. คิดแบบทางเลือก เช่น เมื่อวานฝนตก วันนี้คิดว่าจะเอาร่มไป

    พี่จิกเชื่อว่า ความคิดแบบที่สามนี่แหละที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์แล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง นอกจากนี้ ความคิดสองอย่างแรกนั้นเปรียบได้กับเชื้อเพลิง ส่วนความคิดอย่างที่สามเปรียบได้กับประกายไฟ ประกายไฟเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ให้เชื้อเพลิงนำไปทำต่อ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ที่เป็น original จริงๆนั้นไม่มี ทุกความคิดต้องต่อยอดมาจากความคิดเดิมทั้งสิ้น จะคิดว่าโลกกลมได้ ก็เพราะมึความคิดว่าโลกแบนอยู่ก่อนแล้ว

    พี่จิกพยายามทำให้เราเข้าใจง่ายๆ ต่อไปว่าความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาได้อย่างไรด้วยการเสนอว่า รูปแบบที่เป็นไปได้ของความคิดสร้างสรรค์นั้นมี 7 รูปแบบ เรียกว่า วิธีตีหินเจ็ดอย่าง

    1.ทำลายกรอบลวงตา พี่จิกบอกว่าที่จริงความคิดของเราไม่มีกรอบอยู่แล้ว แต่เราเองที่สร้างกรอบขึ้นมา แค่หลุดออกจากกรอบลวงให้ได้ก็จะได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ตัวอย่างเช่น จุด 9 จุดนี้จะลางเส้นเชื่อมถึงกันหมดโดยไม่ยกปากกาเลยได้อย่างไร คนเราจะคิดว่าการลากเส้นจะต้องลากให้เกิดมุมเฉพาะที่จุดทั้ง 9 เท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว ไม่ได้มีกฏอย่างนั้น เราคิดไปเองว่ามี เราสามารถลากเส้นได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างมุมที่ไม่ได้อยู่บนจุดทั้ง 9 นั้น นี่ไง เราทำลายกรอบลวงตาได้แล้ว (อึม คมจริงๆ คิดได้ไงเนี่ย)

    2. มองย้อนศร จากสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า พยายามมองย้อนกลับไปถึงที่มาของมันให้ได้ ก็จะได้ไอเดียใหม่ อย่างเพลงหลายๆ เพลงที่พี่จิกแต่งก็มีคอนเซปท์มาจากการมองย้อนศร

    3.หนามยอกเอาหนามบ่ง ปัญหาบางอย่างใช้เป็นตัวแก้ปัญหาได้ เช่น เอสกิโมใช้น้ำแข็งสร้างเป็น igloo เพื่อป้องกันความหนาวของน้ำแข็งอีกที หรือตอนที่ 3 เอ็มคิดกาวตราช้าง กาวที่ประดิษฐ์ขึ้นมาไม่แน่นเอาซะเลย เลยเอากาวที่ประดิษฐ์ได้ไปทำกาวแบบใหม่ที่ไม่ทำให้ฝาผนังเป็นรอยแทน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

    4. จับคู่ผสมพันธ์ เช่น ก๋วยเตี๋ยว + ต้มยำ กลายเป็น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

    5.อะไรหว่า ข้อนี้จำไม่ได้แล้ว

    6.สมมตินะสมมติ เช่น สมมติเล่นๆว่า ถ้าเทวดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์บ้างจะเป็นอย่างไร ทำให้เกิดพล็อตเรื่อง เทวดาตกสวรรค์ หนังหลายๆ เรื่อง เช่น  Wall E ก็เกิดมาจากการนั่งคิดว่า “ถ้า”อย่างโน้น “ถ้า”อย่างนี้ ทั้งนั้น

    7. ขีดๆ เขียนๆ ไปก่อน เดี๋ยวได้เอง เช่น เพลงเจ้าภาพจงเจริญตอนแรกพี่จิกแต่งว่า เจ้าหนี้จงเจริญ นั่งเขียนไปเขียนมาฟังดูไม่ได้ ก็เลยแก้เป็นเจ้าภาพจงเจริญ ถ้าคิดอะไรไม่ออก ขีดๆ เขียนๆ ไปก่อน เดี๋ยวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ได้เอง

    มีเกร็ดน่ารู้อยู่อันหนึ่ง วันหนึ่งพี่จิกนั่งฟังคอบอลสองคนคุยกันว่าเขารู้ว่าฤดูกาลที่แล้วนักฟุตบอลของลิเวอร์พูลใช้เท้าซ้ายยิงประตูไปทั้งหมดกี่ครั้ง พี่จิกได้ยินแล้วก็ปิ๊งไอเดียว่า ถ้าใครได้ยินสองคนนี้คุยกันจะรู้สึกว่า “ไอ้นี่มันจะรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไมว่ะ” ไอเดียนี้ทำให้เกิดรายการแฟนพันธ์แท้ขึ้นมา

    ช่วงถามตอบ มีคำถามนึง ถูกใจผมมาก เขาถามว่า พี่จิกคิดอย่างไรเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรมดั่งเดิมของไทย พี่จิกตอบได้ตรงใจผมมาก พี่จิกบอกว่า ปัญหาตอนนี้ของบ้านเราคือ มีคนคิดอยู่สองแบบ คือ เชย กับ เอาไว้บนหิ้ง คนที่ไม่ชอบโขนเพราะรู้สึกว่ามันเชย คนที่บอกว่าตัวเองรักษาโขน ก็บอกว่าต้องเอาโขนไว้บนหิ้งเท่านั้นห้ามดัดแปลงเด็ดขาด คิดกันอย่างนี้เลยไปไม่ได้ ตอนเริ่มทำรายการ คุณพระช่วย มีปัญหามาก เพราะคนหัวอนุรักษ์จะบอกว่า โขนจะเอามาทำรายการแบบนี้ได้ไง โขนเล่นสั้นไม่ได้ ก็ห้ามเปลี่ยนแปลงแบบนี้แหละ เด็กๆ เขาถึงได้รู้สึกว่าโขน เชย และไม่อยากดู ที่เกาหลีมีกองทุนวัฒนธรรม คือ บริษัทไหนจะเอาวัฒนธรรมเกาหลีมาสร้างหนัง สร้างละคร สามารถมาขอเงินได้เลย เขาสนับสนุนเต็มที่

    VN:F [1.8.4_1055]
    Rating: 0.0/5 (0 votes cast)