166: โหงวเฮ้งหุ้นเติบโต

การมองหาหุ้นเติบโตนั้นเป็นการมองไปข้างหน้า จึงเป็นการมองเชิงคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถตั้งเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวออกมาได้ แต่ถ้าจะพยายามสร้างเป็นกฎเกณฑ์ที่ง่ายๆ ขึ้นมา เพื่อช่วยให้มองหาหุ้นเติบโตเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือคุณลักษณะหรือ “โหวงเฮ้ง” ของหุ้นที่อาจจะเข้าข่ายเป็นเป้าหมายของนักลงทุนได้ครับ
[premium level=”1″ teaser=”yes” message=”โปรดล็อกอินเพื่ออ่านบทความเต็ม หรือสมัครสมาชิกรายปี”]

1. รายได้เติบโตได้อย่างน้อย 10% แทบทุกปี
ข้อนี้สำคัญที่สุดแล้วมังครับ เพราะถ้ารายได้ไม่โตแล้วจะเรียกว่า หุ้นเติบโต ได้ยังไง หุ้นเติบโตที่ดีต้องอยู่ในธุรกิจที่การทำรายได้ให้เติบโตเกิน 10% ต่อปีได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก ถ้าหากเป็นปีที่เศรษฐกิจโดยรวมย่ำแย่จริงๆ ก็อาจยกเว้นให้โตน้อยกว่า 10% ได้ในปีนั้น แต่ก็ยังควรทำได้สูงกว่าตลาดโดยรวม นอกจากนี้ การเติบโตที่ดีควรมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการปรับราคา เพราะการปรับราคาไม่สามารถทำติดต่อกันได้นานๆ จึงไม่ยั่งยืนมากพอ

บริษัทที่รายได้โตอยู่ในช่วง 10-20% ต่อปี เป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นระดับที่ธุรกิจส่วนใหญ่สามารถทำให้ต่อเนื่องได้ ถ้าหากโตกว่า 20% ต่อปีไปมากๆ กลับไม่น่าสนใจเท่าไหร เพราะการเติบโตในระดับสูงขนาดนั้น มักไม่ใช่การเติบโตแบบยั่งยืน แต่อาจเกิดจากการกลับตัวในช่วงสั้นมากกว่า

เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การเติบโตของรายได้ไม่ควรพิจารณาจากผลการดำเนินงานในอตีตแต่เพียงอย่างเดียว ควรสนใจว่าบริษัทเติบโตได้เพราะปัจจัยอะไร แล้วตรวจสอบต่อไปว่า ปัจจัยนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคตหรือไม่ ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะเติบโตแบบเดิมได้อีกในช่วงต่อไป

2. บริษัทกำลังมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยก็ต้องเท่าเดิมเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมหรือคู่แข่งขัน
ส่วนแบ่งตลาดเป็นตัวเลขที่บ่งบอกความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยต้องไม่ลดลงช่วยประกันว่า บริษัทโตไปเรื่อยๆ แล้วจะไม่ไปตายเอาตอนจบ เพราะบางทีตลาดโดยรวมกำลังโตสูงอยู่ เลยทำให้รายได้ของทุกบริษัทโตด้วยตัวเลขที่ดูสูงตามไปด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้ว บริษัทกำลังเสียทีคู่แข่งไปเรื่อยๆ ถ้าวันหนึ่งตลาดโดยรวมโตช้าลงหรือหยุดโต จะเกิดการแข่งขันด้านราคา เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกัน ทีนี้บริษัทที่ไม่ได้เก่งจริง แต่โตได้เพราะตลาดรวมโต จะเริ่มแสดงเนื้อแท้ออกมา การเติบโตจะหยุดลงเอาดื้อๆ ได้

ในทางตรงกันข้าม บางบริษัทอาจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตต่ำ แต่มีความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งมาก ก็ยังสามารถทำรายได้ให้เติบโตสูงได้ ด้วยการกินส่วนแบ่งตลาดคนอื่น เวลาอุตสาหกรรมโดยรวมมีปัญหาก็เอาตัวรอดได้ดีกว่าคนอื่นอีกด้วย ดังนั้นถ้าเติบโตด ส่วนแบ่งตลาดจึงเป็นตัวเลขสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

3. มีROE อย่างน้อย 10%
ROE เป็นมาตรวัตอย่างคร่าวๆ ตัวหนึ่ง ที่ช่วยบอกได้ว่า ธุรกิจสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับต้นทุนของเงินทุนอยู่หรือไม่ บริษัทที่ดีควรทำ ROE ได้อย่างน้อย 10% เพราะถือเป็นระดับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการทำธุรกิจ นอกจากนี้ การมี ROE สูงยังทำให้สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนอยู่เรื่อยๆ เพราะบริษัทสร้างกำไรได้มากพอที่จะใช้กำไรเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับ finance การลงทุนใหม่ๆ ด้วยตัวเองได้ บริษัทที่เติบโตเฉลี่ย x% ต่อปี ควรมี ROE อย่างน้อย x% ต่อปีด้วย หากต้องการเติบโตด้วยกำไรสะสมล้วนๆ ไม่ต้องเพิ่มทุน

4. D/E ratio ไม่สูงจนผิดปกติ
ที่จริงแล้ว การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับธุรกิจ ตรงกันข้ามธุรกิจที่ดีควรมีหนี้บ้าง เพราะทำให้ใช้ประโยชน์จากทุนได้เต็มที่มากขึ้น และหนี้ยังก่อให้เกิดการประหยัดภาษีได้ด้วย (tax shield) แต่แบบที่เราไม่เอาคือ การมีหนี้มากจนเกินพอดี เพราะหากมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดฝันมากระทบ หนี้ที่มากเกินไปจะทำให้บริษัทลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ

ธุรกิจการผลิตทั่วไปควรมี D/E ต่ำกว่า 1 เท่า (มีหนี้สินน้อยกว่าทุน) ถ้าเป็นธุรกิจซิ้อมาขายไปก็ยอมให้มี D/E ต่ำกว่า 3 เท่าได้ (หรือ 1 เท่าเมื่อกัน หากไม่นับเจ้าหนี้การค้าเป็นส่วนหนึ่งของหนี้) สำหรับพวกสถาบันการเงินนั้นอนุญาตให้มี D/E ได้ถึง 10-15 เท่า เพราะธุรกิจการเงินมักเป็น ROA ต่ำโดยธรรมชาติ จึงต้องอาศัยหนี้ เพื่อสร้าง ROE ให้เทียบเท่ากับธุรกิจภาคจริง

การมี D/E ratio ที่ไม่สูงเกินไปยังเป็นการประกันว่า ROE ที่เกิน 10% ของบริษัท ไม่ได้เกิดจากการอาศัยหนี้เป็นตัวดัน ROE แต่เกิดจากตัวธุรกิจจริงๆ นอกจากนี้ D/E ratio ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสไตล์การบริหารงานของบริษัทได้เป็นอย่างดี บริษัทที่ไม่มีหนี้เลยอาจเป็นบริษัทที่มีวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยมมากเกินไป (ไม่เหมาะกับ Growth Business) ในขณะที่ บริษัทที่ชอบมีหนี้สูงๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะชอบกู้เงินมาขยายให้เต็มที่ ย่อมสะท้อนถึงนิสัยการบริหารงานแบบนักพนัน และขาดความระมัดระวัง

5. P/E ratio ยังไม่สูงกว่าอัตราการเติบโตที่เป็นไปได้ของธุรกิจ
เช่น ถ้ารายได้โตเฉลี่ยปีละ 10% ก็ไม่ควรมี P/E เกิน 10 เท่า ถ้ารายได้โตปีละ 15% ก็ไม่ควรมี P/E เกิน 15 เท่า เป็นต้น (อย่าลืมทำ P/E ให้เป็น P/E ปกติ (normalized) ก่อน) โดยปกติแล้วการลงทุนในแนวเติบโตนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นที่พีอีต่ำมากๆ เพราะอาจไม่มีวันได้ซื้อ แต่ในทำนองเดียวกันก็ต้องไม่ซื้อหุ้นที่พีอีสูงเลยการเติบโตไปแล้ว เพราะลงทุนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเช่นกัน การซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาสมเหตุสมผลกับระดับของการเติบโตนั้นถือว่าเหมาะสมที่สุด

สุดท้ายนี้ขอย้ำว่า การใช้เกณฑ์ห้าข้อเพื่อเลือกหุ้นเติบโตนั้นไม่อาจแทนที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพได้ทั้งหมด เราอาจใช้เกณฑ์ทั้งห้าข้อนี้เป็นเพียงตัวกรองหุ้นเบื้องต้น เพื่อที่เราจะนำมาหุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนมาศึกษาแบบเจาะลึกต่อไป จะได้ประหยัดเวลา แต่ไม่ควรใช้เกณฑ์ห้าข้อนี้เพียงวิธีเดียวในการเลือกหุ้นเติบโตเข้าพอร์ตแล้วจบ เพราะการตัดสิน Growth จากตัวเลขการในปัจจุบันล้วนๆ โดยที่ไม่สนใจเลยว่าตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยอะไรอยู่เบื้องหลัง (ขายสินค้าอะไร ขยายลูกค้าไปกลุ่มไหน ฯลฯ) และปัจจัยนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคตอีกหรือไม่ ก็เหมือนกับคนที่ขับรถด้วยการมองแต่กระจกหลังนั่นเอง

41 Replies to “166: โหงวเฮ้งหุ้นเติบโต”

  1. ขอบคุณครับ ผมคิดว่าที่สำคัญอีกอย่างหนี่งคือ ความอดทนที่จะรอราคาหุ้นให้อยู่ในช่วง ที่พอจะซื้อลงทุนได้ ซึ่งคิดว่าทำได้ยากจริงๆเลยครับ หุ้นเติบโตคุณภาพดี แต่ซื้อในราคาที่สูงเกินไป ก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดีใช่มั้ยครับ

  2. อยากถามพี่โจ้กนิดนึงครับว่าในกรณีเราเจอหุ้นเติบโตที่ราคาแพงมากจนPEG>1 แต่บริษัทนั้นดีมากเช่น cpall bgh bh เราควรจะทำอย่างไรดี ระหว่างทะยอยซื้อไปเรื่อยๆแบบ7thLTGแล้วอัดเต็มแมกซ์เมื่อตลาดแคลชหรือเกิดปัจจัยลบชั่วคราวจนทำให้PEGกลับมาน้อยกว่า1 หรือว่าเราควรจะไม่สนใจหุ้นพวกนี้เลยแล้วไปหาหุ้นตัวอื่นลงทุนแทน เช่น หุ้นเกรดB+ (เอาความเห็นส่วนตัวของพี่เลยนะครับ)

  3. p/e ปกตินี่ยังไงครับ อธิบายให้ผมเข้าใจนิดนึงได้ไหมครับคุณโจ๊ก

  4. หุ้นดีและเติบโตแต่รู้ดีว่าซื้อมาแพงเกินไป ถ้าจะซื้อก็ต้องไม่คิดว่าจะต้องถือเพื่อการลงทุนครับ ให้มองเป็นแนวโมเมนตัมไป วิธีง่ายที่สุดก็คือตั้งจุด stop เอาไว้ ถ้าลงมาถึงให้ขายออกไป แต่ถ้าหุ้นขึ้นไปต่อ ก็ค่อยขยับ stop ใหม่ให้สูงขึ้นอีก

    กำไรปกติคือ เช็คดูด้วยว่า มีรายการพิเศษอะไรรึเปล่า เช่น มีรายได้จากการขายสินทรัพย์หนเดียว มีการขาดทุนจากสินทรัพย์ด้อยค่า เป็นต้น รายการพิเศษพวกนี้คงไม่ได้เกิดทุกปี ก็ควรตัดออกไปจากกำไรสุทธิ เพื่อให้เหลือเป็นกำไรปกติที่เกิดจากธุรกิจหลักจริงๆ

    1. PE คือ ราคาหุ้นหารด้วยEPS ปกติ

      EPS ปกติ คือ กำไรปกติ หารด้วย จำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท

      กำไรปกติคือกำไรที่ตัดรายการพิเศษที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นทุกปีออกไป เช่น บริษัทอาจจะขายสินทรัพย์เก่า แล้วได้กำไรพิเศษในปีนั้น แต่ว่าบริษัทคงไม่ได้ขายของเก่าทุกปี แบบนี้ เราควรตัดกำไรจากการสินทรัพย์เก่าให้ปีนั้นออกไปจากกำไร เพื่อให้เป็นกำไรปกติของปีครับ

  5. อ่านไม่ได้ใน ไอแพดครับ ทั้ง ๆ ที่ ล๊อคอินแล้วครับ

  6. อ่นได้แล้ว ครับ แต่เหมือนต้อง โพสต์ข้อความ ถึงจะอ่านได้

  7. ขอบคุณมุมมองดีๆครับ
    เพราะตอนนี้กำลังเริ่มลงทุนในหุ้นรายตัว เพิ่มเติมจากการซื้อกองทุนรวม

  8. ขอบคุณมากครับคุณโจ๊ก ผมเห็นด้วยทุกข้อเลยครับ เหนือสิ่งอื่นใดคือ การประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ งบการเงินหรือตัวเลขเป็นกระจกหลังที่ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และจะดีขึ้นไปอีกถ้าเราสามารถทำเชิงเปรียบดทียบกับกิจการที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน ตอนนี้ผมหันมาสนใจปัจจัยเชิงคุณภาพมากขึ้นมาก เพราะคำว่า sustainable ในทุกพารามีเตอร์สำคัญและมีผลต่อ durable competitive advantage ซึ่งยอดขายโตแบบ unit sales growth ซึ่งเป็นการโตจากความสามารถมากกว่าการปรับราคาหรือจากต้นทุนขายที่ลดลง และเห็นด้วยเรื่อง ROE ซึ่งต้องดูควบคู่กับ D/E และ ROA

  9. โอ้วว ได้ความรู้เน้นๆ เชิงคุณภาพจริงๆ ครับ
    ไม่ได้เข้ามาใน blog นานเลยครับ วันนี้ สมัครสมาชิกเลย

    มาเจอ บทความดีๆ เพียบเลยครับ

  10. รบกวนช่วยดูให้หน่อยครับ ล็อกอินแล้วแต่ไม่สามารถอ่านบทความนี้ได้ครับ
    ขอบคุณครับ

  11. เริ่มจากหาหุ้นเติบโตแบบภาพใหญ่ก่อน เนื่องจากหาได้ง่ายกว่า

  12. ขอบคุณบทความดีๆ อีกครั้งครับ

    ผมรบกวนสอบถามคุณสุมาอี้หน่อยครับ แต่อาจไม่ตรงกับประเด็นที่โพสต์บทความ

    เรื่องการขายหุ้นที่ตัวเองซื้อมาเช่นของ DEMCO ปกติเคยเห็นแต่การซื้อหุ้นของตนเองคืนซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ถือหุ้น แล้วการขายหุ้นของตนเองกลับ ผมเข้าใจว่าเป็นรูปแบบการเพิ่มทุนอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างครับสำหรับผู้ถือหุ้น และเรื่อง Dilution ของราคาหุ้นในตลาดจะมีผลมากไหมครับ หรือเราจะมีวิธีคิดราคาที่มันจะลดลงมาอย่างไร

    พอดีวันนี้แอบเห็นมันลงเยอะ เพื่อนๆที่ถืออยู่เลยเดือดร้อนกันใหญ่ (ส่วนตัวไม่ได้ถือครับ แต่อยากรู้เหมือนกัน) ผมเลยให้ความเห็นว่าน่าจะตรงกันข้ามกับการซื้อหุ้นกลับ เป็นเรื่องที่ไม่แฟร์สำหรับคนที่ซื้อและสะสมมานาน EPS ของผู้ถือหุ้นที่จะได้รับน้อยลงเพราะแชร์ หรือตัวหารมากขึ้น สรุปถามมองในแง่ผู้ถือหุ้นเสียมากกว่าได้หรือเปล่า จึงอยากเรียนถามมุมมองของคุณสุมาอี้ ที่มองได้ดีกว่าผมมาก แล้วจะได้บอกเพื่อนๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ……….ขอบคุณครับ

  13. ขอบคุณมากครับ

    เยี่ยมเลยครับ ครบถ้วน เข้าใจง่ายครับ^^

  14. สมัครสมาชิกแล้วยังอ่านไม่ครับ

    รบกวนเช็คให้ด้วยนะครับ

    1. จากการตรวจสอบดู account ที่สมัครไว้ยังไปไม่ถึงขั้นตอนการชำระเงินเสร็จสิ้นทำให้ยังไม่มีการตัดเงิน และ account ยังไม่ activate จะ login ได้ แต่ยังอ่านไม่ได้ครับ

      แก้ไขได้โดยล็อกอินแล้วชำระเงินใหม่ หรือมิฉะนั้นก็ใช้วิธีโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารแทนก็ได้ หรือถ้าหากโอนมาแล้วช่วยแจ้งรายละเอียดการโอนให้ผมทาง [email protected] ด้วยคับผม

  15. สมัครแล้วแต่ยังอ่านไม่ได้รบกวน เช็ตให้หน่อย ครับ โอนเงินเรียบร้อยแล้วครับ ผม ขอบคุณคร้าบบบ

  16. ผมได้แจ้งรายละเอียดไปใน [email protected] ตั้งแต่ตอนหลังโอนเงินแล้วนะครับ
    รบกวนพี่ช่วยเร่งหน่อยนะครับเดือนร้อนมากครับ เพราะต้องการติดตามผลงานพี่อย่างรุนแรงครับ

  17. ขอบคุณพี่มากครับ พี่คือสุดยอดนักลงทุนคนนึงที่ผมประทับใจมากที่สุด ยินดีที่ได้ติดตามนะครับ

  18. ขอบคุณครับ 🙂 จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เลยครับ

  19. มาสมัครสมาชิกรายปีแล้วนะครับ คุณนรินทร์ 🙂

  20. เรียนอาจารย์ นรินทร์

    สอบถามเรื่อง P/E ปกติ หมายถึงอะไรครับ รบกวนยกตัวอย่างจากของจริงด้วยได้ไหมครับ

    ขอบคุณครับ
    ^__^

    top_cat

  21. อ่านบทความได้ทันทีหลังจากชำระค่าสมาชิกผ่านทาง paypal แสดงว่า activate เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยคะ ^_^

  22. เกณฑ์ข้อ 5 คุณนรินทร์ดูจากการเติบโตของรายได้ ไม่ได้ดูจากการเติบโตของกำไรหรือครับ? ทำไมถึงดูการเติบโตรายได้ แทนที่จะเป็นการเติบโตของกำไรครับ? ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.