162: The Equity Analysis Critique Project

ถ้าใครเคยอีเมลมาถามผมว่า “คุณสุมาอี้คิดว่าหุ้น XYZ เป็นอย่างไร?” จะสังเกตได้ว่า ผมมักจะตอบแบบเลี่ยงๆ อยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ตามหุ้นแบบลึกๆ ทุกตัวในตลาด เพราะผมมี short list ของผมอยู่ว่าผมจะสนใจหุ้นที่มีลักษณะแบบไหนและจะติดตามแต่หุ้นในกลุ่มนั้นเท่านั้น (Focus Strategy) ซึ่งมันมีอยู่แค่ไม่กี่ตัวในตลาด ผมจึงไม่มีข้อมูลมากพอที่จะรับปรึกษาหุ้นรายตัวให้ใครได้เลย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดโครงการ Equity Analysis Critique นี้ขึ้นมา สำหรับใครที่มีความคึกมากพอยากจะลองหัดเขียนบทวิเคราะห์หุ้นเองดูบ้าง คือ แทนที่จะเขียนเมลมาถามผมเฉยๆ ว่าหุ้น XYZ ดีมั้ย ลองไปทำการบ้านมาแล้วเขียนเป็นบทวิเคราะห์มาให้ผมเลย ผมจะได้ช่วยให้ความเห็นส่วนตัวของผมเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นแก่คุณได้

กติกาในการส่งบทวิเคราะห์หุ้น
1. มีความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ A4 (Font 16) จะส่งมาเป็น .doc, .pdf หรือเขียนใส่อีเมลมาเลยก็ได้ โดยส่งมาที่ [email protected] กฎข้อนี้ไม่ได้ strict มากนักแต่ถ้ามันยาวเกินกว่าที่จะบรรจุลง 3 หน้ากระดาษ A4 ไปเยอะมากๆ บทวิเคราะห์ของคุณอาจไม่ได้รับการตอบใดๆ จากผม

2. บทวิเคราะห์ที่ดีไม่จำเป็นต้องยาวเหยียด (ไม่เหมือนการทำรายงานส่งอาจารย์ ที่ต้องเขียนเยอะไว้ก่อน ผมไม่ใช่อาจารย์แบบนั้นครับ) สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับผมคือ มันสามารถส่ง message ที่สร้าง impression ให้กับคนอ่านได้มากแค่ไหน เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่จำกัดรูปแบบของบทวิเคราะห์ด้วย

3. สิ่งที่ผมคาดหวังจากบทวิเคราะห์ คือ
3.1 message เคลียร์ กล่าวคือ อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายและไม่สับสนว่าจุดยืนของคนเขียนคืออะไรกันแน่ หรือไม่เป็นบทวิเคราะห์ที่โยนข้อมูลดิบใส่คนอ่านเยอะๆ จนอ่านไม่รู้เรื่อง
3.2 การให้มุมมองมีเหตุผลรองรับหรือไม่ ไม่ใช่บอกว่า มีความเห็นอย่างนี้ แต่ไม่บอกว่า เหตุผลที่มาสนับสนุนคืออะไร ซึ่งทำให้ความเห็นขาดน้ำหนัก
3.3 มีการมองปัจจัยต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน และไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของบริษัทนั้นไป (ส่วนสิ่งที่ไม่สำคัญนั้น ไม่ต้องพูดถึงเลยได้ยิ่งดี) ลองสมมติว่าเราเป็น fund analyst ของกองทุนรวมที่เขียนบทวิเคราะห์นี้ให้ fund manager ภายในบริษัทอ่าน มากกว่าที่จะเป็น broker analyst ที่เขียนบทวิเคราะห์ให้ public อ่าน พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ควรวิเคราะห์ทั้งข้อดีและข้อเสียของหุ้นด้วย แทนที่จะเน้นนำเสนอแต่ด้านดีด้านเดียวเพื่อให้นักลงทุนอยากซื้อเป็นหลัก คุณจะวิเคราะห์มายาวเหยียดแล้วสรุปว่า “ไม่น่าลงทุน” ก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์แล้วน่าลงทุนเสมอไป

4. ให้เวลาผม 1-2 สัปดาห์ในการตอบกลับ และเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลยว่า ผมจะตอบกลับมา เพื่อบอกให้ไปทำการบ้านบางส่วนเพิ่มเดิมอีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมอยากรู้ในประเด็นเหล่านั้นเพิ่มเติมจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ผมต้องการทดสอบว่า คุณทำการบ้านมามากแค่ไหน เมื่อบทวิเคราะห์ปรับปรุงจนมีความสมบูรณ์แล้ว ผมจะให้ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นกลับไปด้วย และถ้าใครเขียนได้ดีเป็นพิเศษ ผมจะขออนุญาตนำไปเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนคนอื่นๆ นะครับ (จะแสดงตัวหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ครับ)

ใครอยากลองก็ส่งกันมาดูครับ โครงการนี้ไม่มีวันหมดอายุ ถ้าอ่านเจอแล้วอยากส่ง ก็ส่งมาได้เสมอครับ

13 Replies to “162: The Equity Analysis Critique Project”

  1. รู้สึกว่าถ้าพี่โจ้กเป็นอาจารย์คงจะเขี้ยวน่าดู…

  2. เหมาะมากพี่โจ๊ก เดี๋ยวเสร็จแล้วลองส่งให้ดูครับ

  3. น่าสนใจสุดๆครับ กำลังอยากจะฝึกวิเคราะห์เลยครับ ^^

  4. น่าสนใจครับ จะลองหาตัวที่ผมชอบเเล้วส่งไปให้อ่านนะครับ อยากฝึกวิเคราะห์บ้าง^^

  5. น่าสนใจมากๆค่ะ อยากร่วมด้วย แต่ความรู้ไม่ถึงขั้น คงต้องพัฒนาอีกเยอะค่ะ งั้นรออ่านของคนอื่นไปก่อนแล้วกัน อิอิ

  6. Superb ka! คิดว่าจะมีต้องสมาชิกเข้าร่วมโครงการลันหลามคะ
    ตื่นเต้นคะจะคอยติดตามคะ x

  7. ผมขออนุญาตินำเสนอ SVH ครับ
    แม้เป็นหุ้นที่มี Free Float ต่ำ
    แต่เป็นหุ้นที่มี growth ค่อนข้างสม่ำเสมอหลังบริษัทขจัดหนี้เสียทิ้ง
    ปกติบริษัทนี้ growth ประมาณ 20% ต่อปีครับปกติ รพ.รับคนไข้ High Medium – High End ครับ

    หลังจากไปประชุมผู้ถือหุ้น และได้ติดตาม บ.มาเป็นเวลา 1 ปี
    ผมพบว่า บ.ทำตามที่สัญญากับผู้ถือหุ้นเสมอ
    เช่น บ.สัญญาว่า จะพัฒนาศูนย์ stem cell ,sport center ฯลฯ

    ยังมีห้องพักอีกหลายห้อง(ที่ ศูนย์ศรีนครินทร์) ที่ยังสามารถ growth ได้อีก เพราะ capacitation rate(ผมเขียนผิดไหมเอ่ย ><) ยังใช้ไปไม่มากครับ

    ปัจจุบัน รพ.เปิดรับคนไข้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ ชาวพม่ามากขึ้น
    (พม่าเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น และรายได้ของเศรษฐีพม่า มากขึ้นครับ)

  8. ทาง รพ.มีขายบัตรสุขภาพ
    คตอนที่ผมอ่านในงบการเงิน + รายงานประจำปี
    ผมคิดว่า ค่าใช้จ่ายตรงนี้ทำไมมันดูสูงจัง
    พอสอบถามในที่ประชุม ผถห.
    ผมพึ่งทราบว่า ค่าบัตรตรวจสุขภาพ ราคาอย่างต่ำ 1 แสนบาท
    เพราะจะเป็นบัตรที่ผู้ถือบัตรสามารถใช้เป็นส่วนลดค่ารักษา
    และยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยไปรับบริการที่แผนกอื่นๆของ รพ.ครับ
    (จากการตอบคำถามของ คณะกรรมการ บริษัทครับ)

    ช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ คนไข้ไข้หวัดค่อนข้างมากครับ
    กำไรไม่หนีจากปีที่แล้วแน่ๆครับ

  9. พี่โจ๊กวิจารณ์ได้ตามสบายนะครับ ผมจะได้เรียนรู้มากขึ้นค้าบ
    ขอบคุณนะครับผม

    ติดตามอ่านอยู่เสมอ และเป็นกำลังใจให้เสมอครับพี่ครับ / หมอนุ่น

  10. กลุ่มรพ.มี organic growth ชัดเจน และ SVH ก็ถือว่ามีความพร้อมสูง (ได้ JCI) ในตลาด ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้เติบโตต่อเนื่องได้โดยไม่ยากครับหมอนุ่น ^_^

    ท่านที่ส่งบทวิเคราะห์กันมา ประเดี๋ยวสุดสัปดาห์นี้ ผมจะใช้เวลานั่งเขียนตอบ และส่งกลับไปให้ทางอีเมลครับ 🙂

Leave a Reply to marcus_mxx Cancel reply

Your email address will not be published.