Skip to content

526: Inflation ของเหรียญบางเหรียญ

BTC

บิตคอยน์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วจะมีไม่เกิน 21 ล้านเหรียญ อัตราการเพิ่มขึ้นจะน้อยลงครึ่งหนึ่ง (Halving) ไปเรื่อย ๆ ทุกสี่ปี ทำให้ยังมีเหรียญเพิ่มขึ้นอีกนานแสนนาน แต่ด้วยอัตราที่น้อยมากๆ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นที่อัตรา 6.25 BTC ทุกๆ 10 นาที คิดเป็นเงินเฟ้อแค่ 1.7% ต่อปีเท่านั้น จึงถือว่า BTC มีเงินเฟ้อที่น้อยมากๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นเหรียญที่หาผลตอบแทนไม่ค่อยได้ ไม่รู้ว่าจะเอาไปฝากที่ไหนให้ได้ดอกเบี้ยสูงๆ

ETH

อีเธอร์ เป็นเหรียญที่มีเพิ่มขึ้นตลอดไป แต่ด้วยอัตราที่ลดลงเช่นกัน ปัจจุบันอยู่ที่ 3.7%. ต่อปี แต่ ETH มีการเผาเหรียญบางส่วนทุกครั้งที่มีค่าจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย ซึ่ง ณ ปริมาณธุรกรรมในปัจจุบัน ประมาณว่าในอนาคต ETH เผาเหรียญมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เข้าสู่โหมด Deflationary ในที่สุด

นอกจากนี้ คนที่ถือยาวยังสามารถเอาไป stake เพื่อรับเหรียญเพิ่มได้ด้วย (อัตราผลตอบแทนแปรผันขึ้นลงตามจำนวนคนที่เอาเหรียญมาวาง) ทำให้ HODL ไว้แล้ว นอกจากจะไม่เสื่อมค่าแล้ว ยังได้ดอกเบี้ยด้วย

BNB

BNB เป็นเหรียญที่จำกัดอยู่แค่ 200 ล้านเหรียญเท่านั้น และมีการเผาทิ้งทุกไตรมาส โดยเอาค่าธรรมเนียมที่ Binance เก็บได้ส่วนหนึ่งมาซื้อเหรียญเผา ซึ่งจะเผาไปเรื่อยๆ จนกว่าเหรียญจะเหลือแค่ 100 ล้านเหรียญ (น่าจะอีกนานแสนนาน) จึงถือได้ว่า BNB เป็นเหรียญที่ Deflationary แล้ว และค่อนข้างมากด้วย ปัจจุบันเหลืออยู่แค่ 165 ล้านเหรียญ

LUNA 

เป็นเหรียญที่มี tokenomics ที่แปลกกว่าทั่วไปคือมีการยืดได้หดได้อย่างรุนแรงตลอดเวลา เพราะมีการเผาและสร้างใหม่ตลอดเวลาตามปริมาณ UST ที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาเหรียญค่อนข้างผันผวน อย่างไรก็ตามมีจำกัดจำนวนทั้งหมดไว้ไม่เกิน 750 ล้านเหรียญ ซึ่งทุกวันนี้โอกาสที่เหรียญจะลดลงเรื่อยๆ มีสูง ตามความนิยมของ UST ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 350 ล้านเหรียญ

MANA

เหรียญของ Decentraland เป็นเหรียญที่ทาง Community โหวตไปแล้วไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนเหรียญอีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเหรียญที่เงินเฟ้อเป็น 0 แล้ว แต่ข้อเสียคือเป็นเหรียญที่แทบจะหาผลตอบแทนอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ นอกจากใช้ซื้อของใน Decentraland

SAND

เหรียญ SAND มีจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 3000 ล้านเหรียญ แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้เหรียญยังปล่อยเข้าสู่ระบบน้อยมาก แค่ประมาณ 40% เท่านั้น กว่าจะปล่อยออกมาจนหมดก็ต้องรอถึงสิ้นปี 2024 ดังนั้นในระหว่างนี้ ถ้าโครงการไม่เติบโตในอัตราที่สูงพอที่จะเอาชนะเหรียญใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาทุกปี ก็อาจจะเกิดการถล่มขายลงมาได้ทุกเมื่อ เป็นเหรียญที่ยังไม่พ้นขีดอันตราย คนที่ถือเหรียญนี้ควรจะ stake ไว้ตลอดเวลา เพื่อรับแจกเหรียญในอัตราที่ค่อนข้างสูง เพื่อต้านแรงเทขายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

BAT

มีจำกัดแค่ 1.5 พันล้านเหรียญ และปัจจุบันถูกปล่อยออกมาหมดแล้ว เท่ากับว่าเป็นเหรียญที่ไม่มีเงินเฟ้อเลย อนาคตของเหรียญจึงขึ้นอยู่กับการเติบโตของผู้ใช้งาน ข้อเสียของเหรียญคือไม่รู้จะเอาไปวางเพื่อหาผลตอบแทนได้ที่ไหน

FLUX

ถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 440 ล้านเหรียญ แต่ปัญหาคือ เพิ่งปล่อยออกมาแค่ 230 ล้านเหรียญ จึงยังมีเหรียญเกิดใหม่อยู่ในอัตราสูงทุกปี ส่วนใหญ่ก็คือ stake reward ที่ validator ได้รับ ซึ่งมีโอกาสมากที่จะโดนเทขายเพื่อถอนทุน เป็นเหรียญที่ยังไม่พ้นขีดอันตรายเช่นกัน ถ้าเราไม่ได้ขุดเหรียญนี้ไปด้วย หรือเอาไป stake ใน Zelcore ก็ยากจะต้านทานการเทเหรียญ

PRISM, WHALE, KUJI

ทั้งสามเหรียญนี้ มี Max supply และ vesting schedule ของ PRISM, KUJI จะหมดลงใน 2 ปี ส่วน WHALE ในอีก 5 ปี

บทสรุป

ตัวอย่างของเหรียญที่มีอัตราเงินเฟ้อที่สูงก็เช่น CAKE และ DOT แต่เหรียญเหล่านี้ก็มักให้ผลตอบแทนที่สูงเวลานำไป stake เช่นกัน ทำให้หากต้องการถือเหรียญเหล่านี้จริงๆ ก็ควรนำไป stake ไว้เสมอ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะถือไว้เฉยๆ โดยไม่หาผลตอบแทนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อเป็นอันขาด

เงินเฟ้อเป็นประเด็นหนึ่งในการพิจารณาถือเหรียญ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สำคัญเท่ากับ user adoption ต่อให้เหรียญมีเงินเฟ้อติดลบขนาดไหน แต่ถ้าผู้ใช้งานไม่เพิ่มขึ้น ก็ยากมากที่ราคาเหรียญจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

user adoption สำคัญที่สุด

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.