487: การลงทุนภายใต้ภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อ

ย้อนอดีตที่ผ่านมา ได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง

ตลาดหุ้นไทยนี่กับระเบิดเยอะจริงๆ ขนาดพอร์ตนี้เลือกที่จะไม่ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่มากๆ อย่างหุ้นพลังงาน หรือหุ้นธนาคารเลย ซึ่งก็ช่วยทำให้พอร์ตนี้สามารถหลบราคาน้ำมันตกต่ำ และปัญหาหนี้เสียในภาคธนาคารไปได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอด สุดท้ายการท่องเที่ยวก็มาโดนโควิดอยู่ดี คือเรียกว่าไม่รู้ว่าจะหลบไปไหนแล้ว กับระเบิดมันเยอะจริงๆ

เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมมองว่า หุ้นไทยไม่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเท่ากับห้าปีแรกสุดของการลงทุน  เพราะห้าปีแรก ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวของการลงทุนในหุ้นไปมาก ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แนวคิดเรื่อง Regress to the means เป็นแนวคิดที่ใช้ได้

ถ้าให้มองต่อไปอีกห้าปี ซึ่งก็คือโค้งสุดท้ายของพอร์ตนี้ ผมก็มองว่าหุ้นไทยไม่น่าจะดีอีกเช่นเดียวกัน คิดว่าน่าจะแย่พอๆ กับห้าปีที่ผ่านมา หรืออาจจะแย่กว่านิดหน่อย ผมมองว่า ประเทศไทยขาดเสน่ห์ในความน่าลงทุนในโลกยุคปัจจุบัน บริษัทในตลาดเต็มไปด้วยบริษัทที่แก่ตัว แบบรอว่าจะโดน disrupt เมื่อไหร่ มากกว่าที่จะมีโอกาสได้ไป disrupt คนอื่น ลองสมมติว่าตัวเองเป็นคนต่างชาติแล้วมองหุ้นทั้งโลก ผมคิดว่าผมน่าจะไม่ได้เลือกลงทุนที่ไทยเลย เพราะไทยดูเป็นประเทศ middle income trap ไม่น่าลงทุน

ปัญหาอีกอย่างของไทยคือ โลกดิจิตอลมันเข้าทางบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งมันเป็นบริษัทระดับโลก ทำให้เศรษฐกิจของเรามีแนวโน้มจะโดนยึดครองโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งก็พบว่าหลายอุตสาหกรรมตอนนี้ โดนบริษัทต่างชาติยึดไปหมดแล้ว ทั้งเฟซบุ้ก กูเกิล เน็ตฟลิตซ์ ลาซาด้า และ GRAB ไม่มีบริษัทไหนเป็นของไทยเลย ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือ เราเหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่าโดนยึดครอง หรือว่ารู้ตัวแต่ปราศจากแรงจูงใจทางการเมืองที่จะทำอะไร แถมยังไปเชิญเขามาอีก แถมเงิน (tax incentive) ให้อีกต่างหาก อย่างในกรณีที่เราไปเชิญอาลีบาบามาถล่ม SME บ้านเรา ภูมิใจกันใหญ่ที่เขาซื้อทุเรียนเราไป 80 ล้านบาท (แต่มาตั้ง logistic warehouse เอาสินค้าจีนมาถล่มเรามูลค่านับหมื่นล้าน) เพราะว่าเรามี mindset แบบเดิมว่า ถ้าต่างชาติมาลงทุนซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ต้องเป็นเรื่องดี ในขณะที่โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนเกมไปเป็นดิจิตอลหมดแล้ว

อีกอย่างที่น่าห่วงมากคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศ ซึ่งเยอะและไม่ลดลงเสียที ปัญหานี้ทำให้กำลังซื้อในประเทศมีปัญหา คนที่มีหนี้ล้นอยู่จะไม่ใช้จ่าย ฉุดเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจที่ไม่ได้มีปัญหากลายเป็นมีปัญหาตามไปด้วย คนเป็น NPL ก็จะเพิ่มขึ้นอีก แบงก์ก็จะยิ่งไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ลงไปอีก วนไปเรื่อยๆ เป็นงูกินหาง ซึ่งผมมองว่า ที่ผ่านมา เรา passive กับปัญหานี้มากเกินไป ถ้าห้าปีก่อน รัฐหาวิธีเข้าไปจัดการแก้หนี้เสียในระบบอย่างจริงๆ จังๆ ทุกอย่างน่าจะดีกว่านี้ แต่รัฐก็ไม่ได้ทำ ปล่อยไปตามยัติถากรรม ถ้าจะกลับมาแก้ไขตอนนี้ก็ไม่รู้จะทันมั้ย เพราะธนาคารเองช่วงนี้ก็แบกหนี้เสียจากโควิดอีก ทำให้อาการหนักกว่าเดิม ตราบใดที่ไม่มีการแก้ปัญหานี้อย่างจริงๆ จังๆ เศรษฐกิจจะไม่มีทางโงหัวขึ้น เพราะเหมือนคนไข้ที่มีเนื้อร้าย (NPL) อยู่ในระบบ แต่ไม่ยอมผ่าตัด จะให้กินอาหารดียังไง (แจกเงิน) ก็ไม่หาย

นอกจากเศรษฐกิจที่ไม่สดใสแล้ว ประเทศไทยยังมีความเปราะบางด้านสังคมและการเมืองสูงมาก ปัญหาเศรษฐกิจที่ยิ่งเร่งให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมและการเมืองมากขึ้นอีก นับเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทยในเวลานี้ ยังไม่นับปัญหา aging society เรียกว่ามองไปข้างหน้า ปัญหารุมเร้าเยอะมากจริงๆ ยังหาไม่เจอปัจจัยที่ดีเลย

ผมยอมรับว่าผมมองประเทศไทยค่อนข้างแย่ แต่ก็ไม่ต้องตกใจครับ ถ้าใครยังเชื่อมั่นใน EEC อยู่ว่าจะกลับมาพลิกฟื้นประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นต้องมองร้ายเหมือนผม จะว่าไป EEC อาจเป็นความหวังเดียวที่ยังเหลืออยู่ของประเทศไทย แต่โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่า EEC จะพลิกเกมได้ เพราะสิ่งที่ EEC ทำเป็นสิ่งที่โลกเคยต้องการเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ตอบโจทย์โลกสมัยนี้แล้ว (ความเห็นส่วนตัว อย่าเชื่อมากครับ)

ผมอาจมองเศรษฐกิจไทยค่อนข้างแย่ แต่ตลาดหุ้นไทยผมคิดว่าอาจจะไม่ได้แย่มากเท่า เพราะผมมองว่าปัญหาเงินล้นแบงก์น่าจะยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะโอกาสในการลงทุนของคนรวยมีน้อยลง ดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้วดูแล้วก็น่าจะต่ำลงไปอีก อาจเห็นดอกเบี้ย 0 หรือ QE ของประเทศไทยในอนาคตก็ได้ ดังนั้นความต้องการของคนไทยที่จะขนเงินมาลงตลาดหุ้นยังมีอีกเยอะมาก ซึ่งจะช่วยหักล้างกับเงินทุนต่างชาติที่หายไปเรื่อยๆ ได้พอสมควร อาจเป็นเหตุผลเดียวด้วยซ้ำที่ผมยังลงทุนในหุ้นไทยอยู่

ปกติแล้ว ตราบใดที่เรายังมองตลาดหุ้นในแง่ดี หมายถึงตลาดที่ต่อให้ผันผวนในระยะสั้นขนาดไหน ก็ยังจะกลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อีกในอนาคต การลงทุนแบบ DCA จะยังเป็นทางเลือกที่ดีอยู่เสมอ แต่พอเราไม่ได้มองอนาคตดี อันนี้การลงทุนแบบ DCA ก็อาจไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ ทางเลือกอื่นในสถานการณ์แบบนี้คือการเปลี่ยนไปลงทุนต่างประเทศแทน หรือไม่ก็ต้องลงทุนแบบ bottom up เป็นหลัก มองหุ้นเป็นตัวๆ ขุดข้อมูลรายตัวหุ้นให้ลึกๆ  หาเพชรในกองขี้ให้เจอ ซึ่งก็อาจจะเป็นเจอหุ้นซิ๊ง หุ้นปั่น หุ้น fraud แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับเพิ่มเพื่อแลกกับผลตอบแทนคาดหวังในระดับสูงเป็นธรรมดา

แต่เอาเถอะ พอร์ตนี้ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะลงทุนให้ครบ 15 ปี the show must go on. ก็ถือว่าเป็นความท้าทายแบบใหม่ก็แล้วกันว่า ถ้าหากเรามองสถานการณ์ไม่ดี แล้วจะเราจัดพอร์ตแบบไหน เพื่อให้พอร์ตออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยนี้

ทั้งหมดคือมุมมองภาพรวมตลาดที่ผมมองอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าจะเลือกหุ้นเข้าพอร์ตยังไงดี ตอนนี้ผมได้รายชื่อหุ้นใหม่ในพอร์ตเรียบร้อยแล้ว เอาไว้โพสต์น่าเรามาคุยกันต่อว่าแต่ละตัวมาด้วยเหตุผลยังไง

 

 

486: ใกล้ถึงสิ้นปีที่ 11 ของพอร์ต 7LTG แล้ว

เผลอแป๊บเดียวผ่านไปอีกหนึ่งปี การสรุปประจำสิ้นปีที่ 11 ของพอร์ต 7LTG ก็กำลังจะมาถึงอีกแล้ว ( 25 กันยายน ของทุกปี)

ตั้งแต่ต้นปีมา ยังไม่ได้เปิดดูพอร์ตเลย ไม่กล้าดู อีกอย่างหนึ่งคืออยากพิสูจน์ด้วยว่า การสร้างพอร์ตแบบนี้ขึ้นมา แล้ว DCA ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจความผันผวนระหว่างทางจะเป็นวิธีลงทุนที่ใช้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีวิกฤต พอร์ตจะผ่านวิกฤตไปได้หรือไม่ บ่อยครั้งพอร์ตของนักลงทุนไม่ได้พังเพราะมีวิกฤต แค่ถือต่อไปเรื่อยๆ มันก็กลับมาได้ แต่เพราะนักลงทุนไปนั่งมองมันทุกวัน ช่วงที่อยู่ในวิกฤตก็เลยจิตตก คัตลอส ขายขาดทุนออกมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว แค่รอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไป พอร์ตก็กลับมาได้เอง ง่ายๆ เลย

ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะปรับพอร์ตให้น้อยที่สุด ประมาณ 0-1 ตัวต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเริ่มเป็นห่วงหุ้นไทยในประเด็น Digital Disruption มากขึ้นเรื่อยๆ และพอมีโควิด ก็ยิ่งเร่งให้เห็นความน่ากลัวนี้มากขึ้นอีก อันที่จริงผมไม่ได้เป็นห่วงเรื่องโควิดเลย เพราะคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไงก็จบ แต่เป็นห่วงเรื่อง Digital Disruption มากกว่า โควิดแค่ทำให้ภาพของ Disruption มันชัดขึ้นอีกเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าเดือนกันยายนนี้จะมีการปรับพอร์ตใหญ่หนึ่งครั้ง โดยธีมสำคัญที่ใช้พิจารณาคือ ต้องการหุ้นที่ทนทานต่อ Digital Disruption เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องการให้พอร์ตของหุ้นเป็นพอร์ตที่ค่อนข้างตั้งรับ (Defensive) เพราะมองว่าห้าปีสุดท้ายของพอร์ต  (2020-2024) ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วง เลือกหุ้นที่แข็งแรงไว้ก่อนดีกว่า เอาตัวให้รอดให้ได้ก่อน อย่าไปหวังการเติบโตแบบเดียวกับห้าปีแรกของพอร์ตเลย

อย่างที่ได้เคยสัญญาไว้ว่าถ้ามีการปรับพอร์ตจะมีการแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ดังนั้นช่วงนี้ขอเวลาคิดให้รอบคอบก่อน แล้วจะมาประกาศก่อน วันที่ 25 สิงหาคม ศกนี้ ว่าจะปรับยังไงบ้าง แต่นอกเหนือจากธีมที่ได้บอกไป รอบนี้คิดๆ ไว้ว่า จะปรับเฉพาะรายชื่อหุ้นที่จะซื้อต่อไปเท่านั้น ส่วนหุ้นที่ถูกปรับออกจากรายชื่อจะคงไว้ในพอร์ตไม่ต้องขายออกมา เพราะผมมองว่าหุ้นท่ีโดนปรับออกไม่ได้เลวร้ายมากขนาดที่จะต้องขายทิ้ง ไม่อยากให้การบริหารจัดการพอร์ตยุ่งยากเกินไป ขอปรับแค่รายชื่อที่จะซื้อใหม่ต่อจากนี้อย่างเดียว

 

ป.ล. ตกลง MINT ในพอร์ต ผมได้ทำการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนไปแล้วนะครับ ส่วนวอร์แรนต์ที่จะออกมาในอนาคต ถ้าเข้าพอร์ตมาเมื่อไร คิดว่าน่าจะขายทิ้ง เพราะเป็นแนวทางที่พอร์ตนี้ใช้มาตลอด ทุกครั้งที่ได้รับแจกวอร์แรนต์

 

 

 

485: บทสรุปของการลงทุน

หลังจากอยู่ในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2003 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายรูปแบบ วิกฤตก็หลายหน ความคิดของผมเกี่ยวกับการลงทุนก็มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำหรือมองว่าคนเราควรลงทุนในหุ้นอย่างไร ผมคงสรุปออกมาเหลือแค่นี้

จงคัดเลือกหุ้นที่คิดว่าดีที่สุดในตลาดหุ้นไว้ 5-10 ตัว เก็บไว้ใน wish list ของเราเสมอ คำว่าหุ้นที่ดีที่สุดหมายถึง ธุรกิจที่มีความแข็งแรง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก อย่ายึดติดกับหุ้นราคาถูก หรือความสำเร็จในอดีตของบริษัทมากเกินไป ที่สำคัญก็คือ จงคัดเลือกด้วยตัวเอง อย่าเลือกตามกูรูหุ้นหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะจะติดกับของการแห่ตามกัน การเลือกหุ้นเก่งไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ

เมื่อมี wish list ในใจเรียบร้อยแล้ว เวลาจะซื้อ มีวิธีให้เลือกอยู่ 3 แบบ ดังนี้

วิธีที่ 1 คือ DCA หุ้นใน wish list เท่ากันทุกตัว ไปเรื่อยๆ จนกว่าเกษียณไปเลย ข้อดีของวิธีนี้คือจะเริ่มต้นซื้อเมื่อไรก็ได้ สามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เท่ากับตลาดหรือดีกว่าเล็กน้อยได้

วิธีที่ 2 คือ ถ้า P/E ของตลาดยังต่ำกว่า 15 เท่า ให้ซื้อหุ้นใน wish list อย่างน้อย 5 ตัว (ตัวละเท่าๆ กัน) เก็บไว้ ถือเต็มพอร์ตไปยาวๆ และไม่จำเป็นก็ไม่ควรขายเลย ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงมากแค่ไหน อดทนไปให้ได้ ถ้าจะขายจริงๆ เก็บไว้ล้างพอร์ตเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในสถานการณ์ที่แพงสุดขีดเท่านั้น เช่น  P/E ของตลาดสูงระดับ 25 เท่าขึ้นไป  ข้อเสียของวิธีนี้คือเริ่มทำไม่ได้ตอนที่พีอีตลาดหุ้นเกิน 15 เท่าอยู่  วิธีนี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 คือ รอซื้อทีเดียวเมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้นรอบใหญ่ และเมื่อซื้อแล้วก็ไม่ต้องขายหุ้นออกมาอีกเลย ในสภาวะปกติคืออยู่เฉยๆ อย่างเดียว ไม่ซื้อไม่ขายอะไรเลย (ถ้าจะซื้ออีกทีก็คือเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่เท่านั้น) ข้อดีคือ คาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับสูงสุด แต่ข้อเสียคือ อาจต้องรอนานมากๆ กว่าจะได้ซื้อจนเสียโอกาสลงทุน และเวลาซื้อจริงๆ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดของวิกฤตอยู่ตรงไหน ต่ำแค่ไหนถึงจะต่ำพอที่จะซื้อได้แล้ว เป็นต้น วิธีนี้จึงทำไม่ได้ทุกคน ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมากแล้วเท่านั้น คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าสองวิธีแรก

สิ่งที่เหลือนอกจากนี้คือ การอยู่เฉยๆ ให้ได้ในช่วงที่เวลาที่ห้ามซื้อหุ้น (ตามที่กำหนดไว้ในทั้ง 3 วิธี) ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นลงมากแค่ไหน การรักษาวินัยคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการลงทุนในหุ้น แค่ไม่ซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่ควรซื้อให้ได้ คุณก็มีผลตอบแทนที่ดีได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เลือกหุ้นเก่ง หรือมีความรู้เรื่องงบการเงินมากมายแต่อย่างใด