20 Mar0265: Poles Apart

Google Chart

(created by Google Chart)

 

บนโลกอันสับสนวุ่นวายทุกวันนี้ ถ้าหากเราจะพยายามมองแนวความคิดต่างๆ โดยใช้ “เสรีภาพทางด้านสังคม” กับ “เสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจ” เข้ามาจับ เราอาจเห็นแนวความคิดใหญ่ๆ สี่ขั้ว

ขั้วดั้งเดิมที่สุดคือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือสมัยก่อนอาจจะเรียกว่าเป็นพวกฝ่ายขวาก็ได้ ในด้านสังคม เน้นให้ยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งจารีต ขนมประเพณี ศาสนา เชื้อชาติ ต่างๆ ในอดีตชนชั้นปกครองซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมักเป็นฝ่ายขวา ทำให้ในด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายขวาสนับสนุนหลักการใดๆ ก็ตามที่เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าภาคแรงงาน เช่น ทุนนิยม เป็นต้น ฝ่ายขวาถ้าตกขอบมากๆ จะกลายเป็นแบบลัทธินาซี นาซี เชื่อว่า อารยันเป็นชาติพันธ์ที่ดีที่สุด (ลัทธิชาตินิยม) ถึงขั้นเหยียดคนชาติอื่น พยายามปกครองและ/หรือกำจัดเผ่าพันธ์อื่นที่เป็น “เชื้อที่ด้อยกว่า” เป็นต้น   

ในสมัยก่อนขั้วที่อยู่ตรงข้ามกับอนุรักษ์นิยมคือ ฝ่ายเสรีนิยม (Liberal) หรือพวกฝ่ายซ้าย ในด้านสังคมเป็นพวกหัวก้าวหน้า ชอบความเปลี่ยนแปลง เน้นเสรีภาพ ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้นเน้นความเท่าเทียมกันเป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทควบคุมปัจเจกชนมากๆ เพื่อช่วยจัดสรรทรัพยากรให้เท่าเทียมกันทุกคน ฝ่ายซ้ายที่สุดโต่งมากๆ ก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง คือให้รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการทุกอย่างแล้วแบ่งผลผลิตให้ทุกคนเท่ากัน ประชาชนไม่ต้องมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ

ในโลกสมัยใหม่ซึ่งไร้พรมแดน แนวคิดเริ่มซับซ้อนหลากหลายมากกว่าเดิม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสื่อมศรัทธาในการพึ่งพากลไกของรัฐฯ แก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะมองว่าภาครัฐฯ จะถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนเสมอ ประชาชนจึงต้องจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเองเพื่อกดดันรัฐบาลให้ผลักดันในสิ่งที่ตนต้องการอีกที หรือเรียกว่า Non-Goverment Organizations หรือ NGOs ในด้านสังคม NGOs ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมด) มีแนวคิดออกไปทางอนุรักษ์นิยม เช่น ต้องรักษาวิถีชีวิตของชาวบ้านให้เหมือนอย่างเดิมตลอดไป แต่ในด้านสังคม NGOs ปฏิเสธทุนเหมือนฝ่ายซ้าย คือต้องการให้รัฐบาลจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ทั้งหมดให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวกดดันมักต้องใช้ทุนด้วย ทำให้ NGOs ส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนเสียเอง ส่วนที่ไม่ยอมรับใช้กลุ่มทุน ก็มักเคลื่อนไหวได้จำกัด

กลุ่มสุดท้ายเป็นพวกฝ่ายซ้ายแบบใหม่ (Neo Liberalism) ที่เริ่มมีฐานะทางสังคมดี มีความรู้ เพราะโลกของเรามั่งคั่งกว่าแต่ก่อนมาก ในด้านสังคมพวกนี้ยังเป็นเสรีนิยมอยู่เหมือนเดิมคือหัวก้าวหน้า ชอบอิสระ ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ในด้านเศรษฐกิจพวกนี้เลิกเชื่อเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอาเงินคนรวยมาแบ่งคนจนไปแล้ว แต่หันมาเชื่อในกลไกการแข่งขันมากกว่าว่าจะช่วยขจัดความยากจนได้ดีกว่า กลุ่มนี้จึงหันมาสนับสนุนการแข่งขันและการค้าเสรี  (Free Market & Free Enterprise) แบบทุนนิยม หรือเรียกว่าเป็น พวกทุนนิยมเสรี นั่นเอง

ปัจจุบันทุนนิยมเสรีเป็นลัทธิที่มีอิทธิพลสูงสุดใน US และ UK และพยายามแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก กระแสการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นอิทธิพลจากแนวคิดนี้ด้วย (ประชาคมคือการกำจัดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ ให้หมดอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือพรมแดนอีกต่อไป) อย่างไรก็ตาม พวกนี้ถูกขั้วอื่นๆ โจมตีว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” เพราะฝ่ายขวาชอบทุนนิยมแต่ต้องเป็นแบบไม่เสรีเท่านั้น ส่วนฝ่ายซ้ายไม่ชอบทุนนิยมอยู่แล้ว ส่วน NGOs นั้นไม่ชอบทั้งสองอย่าง

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 4.7/5 (3 votes cast)

15 Mar0263: Thailand Labor Market

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือ เป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือ ต่ำกว่า 2% เกือบจะตลอดเวลา ขนาดปีที่แล้วมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังเป็นแบบนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ค่อยจะเหมือนกับเศรษฐกิจในตำราเรียน ที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นและลดลงไปตามวัฏจักรเท่าไรนัก

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment Rate) ของประเทศไทยอยู่ที่เท่าไร  แต่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เช่นนี้คงมีโอกาสผิดน้อยมาก ถ้าจะฟันธงว่า เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการว่างงานตามธรรมชาติอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานเสียด้วยซ้ำ

บางคนอาจโต้แย้งว่า อัตราว่างงานเป็นสถิติที่เก็บข้อมูลได้ไม่ค่อยดี หรือเป็นเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ แต่จากการสัมผัสจากชีวิตจริงก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลข ผมแทบไม่พบ blue-collar ปกติ ที่อยากได้งานทำ แต่หาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ตาม และที่เราบ่นกันว่า คนงานสมัยนี้อยู่ไม่ค่อยทน ผมก็เชื่อด้วยว่า ไม่ใช่เพราะคนงานสมัยนี้ เหยียบขึ้ไก่ไม่ฝ่อเท่ากับคนงานสมัยก่อน แต่เป็นเพราะคนงานสมัยนี้มีทางเลือกมาก ทุกวันนี้งานอย่าง คนใช้ตามบ้าน ลูกเรือประมง จับกัง ฯลฯ หาคนไทยทำไม่ได้เลย พวกเขาสามารถหางานทำในเซเว่น ในนิคม หรือแม้แต่เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เมื่อไรก็ได้ จะไปทำงานพวกนั้นทำไม ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การว่างงาน แต่เป็นขาดแคลนแรงงานบางประเภทอย่างรุนแรง 

ประเทศไทยเริ่มตกอยู่ในภาวะแรงงานขาดแคลนเช่นนี้มาตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 ที่เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก การส่งออกช่วยทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ได้ เพราะเป็นความต้องการที่มาจากภายนอกนั่นเอง

ถ้าอยากเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงจุด optimal ประเทศไทยควรใช้นโยบายเปิดรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าปิด เพราะคนงานที่เข้ามาไม่ได้มาแย่งงานคนไทยทำ แต่เข้ามาทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำ เราจึงได้ประโยชน์มากกว่าเสีย คล้ายๆ กับที่อาหรับหรือสิงคโปร์เปิดรับคนงานไทย เพราะประเทศเขาร่ำรวยขึ้น ประชากรของเขาจึงไม่ต้องทำงานหนักเองแล้ว แต่จ้างคนต่างด้าวทำ ส่วนที่กลัวว่า อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นนั้น ผมมองว่าบางครั้งอาจกลัวมากเกินไป ทุกวันนี้ มีคนงานพม่าในประเทศไทยหลายล้านคนแล้ว ดังนั้นข่าวอาชญากรรมต่างด้าวที่ปรากฏออกมา ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ถือว่ามากครับ

นอกจากนี้ ตราบใดที่ไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกอยู่ (ซึ่งผมคิดว่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป) Full Employment ก็ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยแบบสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ  แต่เราสามารถให้ priority กับเรื่องอื่นๆ แทนได้ครับ

ที่จริงผมว่า ปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญของไทยไม่ใข้อัตราการจ้างงาน แต่คือ ปัญหาค่าจ้าง ต่างหาก ผมมองว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของคนไทย ต่ำเกินไป คือ งานหาง่ายจริงครับ แต่ว่าเงินเดือนน้อย เงินเดือนคนงาน 7 พันบาท ในกทม.นั้น เป็นอัตราที่ต้องเรียกว่า แค่พอให้มีชีวิตอยู่เพื่อทำงานไปวันๆ ได้เท่านั้น ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเฉพาะ blue-collar เท่านั้น แต่ผมว่าเงินเดือนของ white collar ก็น้อยเกิน

แรงงานขาดแคลนแล้ว Real Wage ต่ำได้ไง ผิดหลักเศรษฐศาสตร์รึเปล่า?

บางคนอาจจะคิดว่าที่คนไทยเงินเดือนน้อยเป็นเพราะพวกนายทุนรวมหัวกันกดค่าแรงเอาไว้ ก็ฟังดูดราม่าดี แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ ทุกวันนี้คนงานไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับค่าจ้างที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่รายได้มันก็ยังน้อยอยู่ดี การแข่งขันของธุรกิจทุกวันนี้ผมว่าสูงมาก ฮั้วกันกดค่าแรงไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับ

ถ้าอย่างนั้น แล้วอะไรทำให้เงินเดือนน้อย?

ผมว่ามันเกิดมาจาก ในเวทีโลก ประเทศไทยเน้นยุทธศาสตร์ขายของให้ได้มากๆ ด้วยการอยู่แต่ในธุรกิจที่มูลค่าเพิ่มต่ำ กำไรน้อย การแข่งขันสูง ได้แก่ ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อทุกบริษัทล้วนขายสินค้าที่กำไรน้อยมาก ต่อให้แรงงานขาดแคลนอย่างไร เงินเดือนก็ไม่ขึ้น เพราะไม่มีบริษัทไหนสามารถ outbid บริษัทอื่นในตลาดแรงงานได้ (ไม่รู้จะเอากำไรเยอะๆ จากไหนมา outbid) การลดค่าเงินให้อ่อนเกินจริงเพื่อให้ส่งออกได้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ real wage ต่ำ เพราะทำให้ต้องซื้อสินค้านำเข้ามาใช้แพงๆ (น้ำมัน มือถือ ฯลฯ) การที่เงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศสูงขึ้นได้ แต่การว่างงานจะสูงขึ้นด้วย แต่ผมมองว่าเป็นการ trade-off ที่คุ้มค่า เพราะเราขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว คนตกงานเยอะขึ้นนิดหน่อย แต่ความเป็นอยู่สูงขึ้น คุ้มครับ 

ที่จริงแล้ว คนไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมหลายอย่าง แต่เพราะธุรกิจไทยเจาะตลาดเหล่านั้นไม่ได้ คนไทยจึงใช้ศักยภาพที่มีอยู่เหล่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไทยวาดการ์ตูนเก่งเยอะ ถ้าประเทศไทยสามารถเจาะตลาดการ์ตูนได้ เราก็ขายของมูลค่าเพิ่มสูงๆ ได้ (Intellectual Property เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง) แต่ปรากฏว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้แค่รับจ้างญี่ปุ่นวาดการ์ตูนของเขา กำไรจึงน้อยมาก เมื่อกำไรน้อยมาก ค่าแรงก็ต้องน้อยตามไปด้วย จะเห็นได้ว่า คนมีศักยภาพ แต่ประเทศเจาะตลาดที่ใช้ศักยภาพนั้นไม่ได้ ศักยภาพก็สูญเปล่า เปลี่ยนมาเป็นเงินไม่ได้ ฟิลิบปินส์ อินเดีย ผลิตคนไอทีเก่งๆ มาเยอะมาก แต่เจาะตลาดนี้ไม่ได้ คนฟิลิปปินส์และอินเดียจำนวนมากจึงต้องหลั่งไหลไปหางานทำนอกประเทศ  ประเทศไทยก็เริ่มจะเป็นแบบนี้ เราเรียนกันสูงมากขึ้น แต่เงินเดือนน้อยเหมือนเดิม เพราะไม่มีงานที่ตรงกับศักยภาพให้เราทำ มีแต่งานมูลค่าเพิ่มต่ำให้ทำในประเทศ เรียนเยอะแค่ไหน เงินเดือนก็น้อยเหมือนเดิม

ที่จริงประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำให้ได้แล้ว เพราะเรารับจ้างผลิตมาหลายปี จนประเทศที่ล้าหลังกว่าเราเขาตามเรามาทันหมดแล้ว ถ้าเราไม่รีบหาอะไรใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมมาทดแทน เราจะถอยลงเรื่อยๆ ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหามหภาค แต่เป็นปัญหาจุลภาคครับ สมัยก่อนไต้หวันใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นมาจากประเทศทำของปลอมขายให้กลายเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่สุดแล้วพอเขายกระดับได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้รอดตาย เวลานี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรายังคิดง่ายๆ แค่ว่า ต้องลดค่าเงิน ลดดอกเบี้ย แบบนี้ไปเรื่อยๆ ตายแน่

อุปสรรคด้านจุลภาคอีกด้านหนึ่งของไทยผมว่าคล้ายกับๆ อังกฤษในยุคตกอับ คือ เราขาดวัฒนธรรมแบบ Entrepreneurial Spirit คือมีแต่คนอยากเป็นลูกจ้าง ธุรกิจเองก็คิดแต่จะเลียนแบบกัน ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรใหม่ๆ วัฒนธรรมพวกนี้เป็นอุปสรรคในการเจาะตลาดสินค้าใหม่ๆ ให้กับประเทศครับ ยังไม่นับเรื่องที่เราชอบปลูกฝังให้คนไทยเกลียดเงินกันอีก ทัศนคติพวกนี้แหละที่ทำให้ประเทศๆ หนึ่งต้องเป็นประเทศที่ยากจนตลอดไป

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 5.0/5 (9 votes cast)

04 Mar0256: ป. and the three musketeers

การกลับมาครั้งที่สองของ ป. ภารกิจแรกคือการกลับมากำจัดพวกเสรีไทยในสภาที่เคยหักหลัง ป. โดย ป.ได้นำพรบ.คอมมิวนิสต์ของพระยามโนฯ มาปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มอำนาจให้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ง่ายขึ้น มีนักการเมืองและสื่อมวลชนที่ต่อต้าน ป. มากมายโดน “อุ้ม” โดยมี พ.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ หนึ่งในทหารเสือของ ป. เป็นหัวเรือใหญ่ในการกวาดล้าง 

การที่ ป.ไม่มีพวกคณะราษฏรในสภาคอยหนุนหลังเหมือนก่อน ทำให้ ป.ในยุคที่สองจึงเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาตำแหน่งนายกฯ ตลอดเวลา ป.หว่านล้อมหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่น้อยด้วยการเสนอผลประโยชน์และตำแหน่งรัฐมนตรีให้สารพัด ไม่เว้นแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอาใจฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในสภาที่มากพอ แนวคิดทางการเมืองหายไปหมด พรรคการเมืองในยุคนี้ได้กลายเป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ รองรับ อันกลายมาเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในยุคต่อๆ มา

พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหนึ่ง รัฐบาลของ ป.มีแนวโน้มว่าจะต้องล้มอย่างแน่นอน ป.ใช้ทีเด็ดด้วยการเรียกให้ พล.ต.อ.เผ่า เข้ามานั่งประชุมในสภาด้วย พล.ต.อ.เผ่า เพิ่งสังหารอดีต รมต.สี่คนที่เป็นพวกเสรีไทยอย่างโหดเหี้ยมไปหมาดๆ โดยพาไปยิงทิ้งที่ป่าละเมาะ ในครั้งนั้นสภาจึงพร้อมใจกันยกมือไว้วางใจรัฐบาลของป.ไปด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 63 ต่อ 31 แบบพลิกความคาดหมาย

ในปี 2494 ที่การประสานประโยชน์พรรคการเมืองของ ป.มาถึงทางตัน ป.ได้หยิบไพ่ใบสุดท้ายออกมา ด้วย “การปฏิวัติตัวเองทางวิทยุกระจายเสียง” โดยอ้างภัยคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อปฏิวัติแล้ว ก็ถึอโอกาสฉีกรัฐธรรมนูญปี 2492 ซึ่งเป็นฉบับที่ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญทิ้งด้วย โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 กลับมาใช้ใหม่ โดยอ้างว่าเป็นฉบับแรกจึงเป็นประชาธิปไตยแท้จริง จากนั้นก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม จุดประสงค์แท้จริงของ ป.คือ การยกเลิกข้อห้ามข้าราชการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสภาร่างได้ทิ้งบอมบ์เอาไว้เพื่อกันมิให้ ป.รวมอำนาจได้ง่าย และการยกเลิกวุฒิสภา ซึ่งชอบขัดขวางกฎหมายของ ป.อยู่ตลอดเวลา

ศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งของป.คือ กองทัพเรือ ซึ่งไม่พอใจที่กองทัพบกมีบทบาทมากกว่ามาตลอด ทั้งที่การปฏิวัติ 2475 เป็นการร่วมมือกันระหว่าง กองทัพบก กองทัพเรือ และพลเรือน กองทัพเรือได้ช่วยเหลือปรีดีในการก่อกบฏวังหลวงเพื่อต้าน ป. (เป็นที่น่าสังเกตว่า ยุคนี้แม้แต่รบ.พลเรือนยังหันมาใช้กำลัง เพราะกลไกต่างๆ ไม่ทำงานหมดแล้ว) และเมื่อไม่สำเร็จ ก็ก่อกบฏเองอีก (กบฏแมนฮัตตัน) ในการปราบกบฏทั้งสองครั้ง พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทหารเสืออีกคนหนึ่งของ ป.ได้แสดงบทบาทในการปราบกบฏอย่างห้าวหาญ กบฏแมนฮัตตันในครั้งนั้นได้ทำให้กองทัพเรือมีอิทธิพลทางการเมืองน้อยกว่ากองทัพบกอย่างถาวร มาจนถึงปัจจุบัน

 

จอมพล ผิน ชุนหะวัณ

ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกของ ป.ที่ดูเผด็จการมากกว่าสมัยแรกนั้น ที่จริงแล้วเบื้องหลังคือการที่ ป.จะต้องพึ่งพาอำนาจของคณะปฏิวัติ 2490 ซึ่งเป็นผู้ช่วยให้ ป.กลับมาเป็นนายกอีกครั้ง ภายในคณะปฏิวัติเองบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดสามคน คือ พล.อ.ผิน ชุนหะวัณ แห่งบ้านราชครู ผู้นำคณะปฏิวัติ, พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผบ.ทบ. แห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ป.ต้องใช้ศิลปะอย่างมากในการคานอำนาจของทหารเสือทั้งสามคนนี้ กลยุทธ์ที่ ป.ใช้คือการแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide and conquer) คือระวังมิให้ทหารเสือคนใดคนหนึ่งโดดเด่นเหนือกว่าคนที่เหลือมากจนเกินไป จะได้ไม่มีใครเด่นเทียบรัศมีของ ป.ได้

ในบรรดาทหารเสือทั้งสามคนดูเหมือนเผ่าจะเข้ากับป.ได้ดีที่สุด เพราะ ป.ล่อใจเผ่าด้วยการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากตนในอนาคต เพื่อแข่งขันกับทหารเสืออีกสองคน เผ่าจึงพยายามสร้างฐานอำนาจให้ตนเองด้วยการสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่กรมตำรวจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้สโลแกน ”ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้มีอะไรบ้างที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” มีการเพิ่มกำลังพลให้มากถึง 43,000 นาย ทหารบกมีอะไร ตำรวจก็ต้องมีบ้างไม่ให้น้อยหน้า ตำรวจในยุคของเผ่าเป็นยุคเดียวที่มีรถถังด้วย เผ่าช่วยป.กวาดล้างศัตรูทางการเมืองราวกับประเทศไทยเป็นรัฐตำรวจที่ตำรวจอยากอุ้มฆ่าใครก็ได้ เผ่ายังได้ช่วยหาทุนให้ ป.เพื่อมาใช้ซื้อตัวสส. ด้วยการลักลอบค้าฝิ่น และในเวลาเดียวกันเผ่าก็ใช้กำลังตำรวจเข้าปราบปรามผู้ค้าฝิ่นรายอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งของตนด้วย

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

ทหารเสือที่ดูเหมือนจะพยายามวัดรอยเท้า ป.มากที่สุดคือ สฤษดิ์ ซึ่งมีกองทัพราบที่ 1 รักษาพระองค์อยู่ในมือ ป.พยายามสกัดดาวรุ่งดวงนี้ด้วยการขอร้องมิให้ พล.อ.ผิน เลือกให้สฤษดิ์ขึ้นมาเป็นผบ.ทบ.แทน แต่ว่าไม่สำเร็จ ยุทธศาสตร์ของสฤษดิ์นั้นเฉียบคมกว่า ป. เพราะ สฤษดิ์รู้จักการเอาใจมวลชน อันเป็นเกมการเมืองยุคใหม่ที่ ป.ตามไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าสำคัญ ในด้านการหาทุนนั้น สฤษดิ์ คบหานักธุรกิจชาวจีน ซึ่งถูก ป.กดขี่อยู่ โดยเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทเอกชนมากถึง 22 แห่ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจเหล่านั้น และยังคุมรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองสลากกินแบ่งรัฐบาล

เมื่อ ป.เห็นสามทหารเสือเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ป.จึงหันไปเข้ากับสหรัฐฯ เพื่อหวังให้สหรัฐฯ มาช่วยคานอำนาจ ป.สัญญากับสหรัฐฯ ว่า จะช่วยปราบคอมมิวนิสต์จึงมีการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ทำให้ต้องมีการขึ้นภาษีอย่างมากมาย ซึ่งกลับทำให้ ป.เป็นที่รังเกียจของมวลชนมากขึ้น และภายหลัง ป.ก็ได้ค้นพบว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าด้วยสหรัฐฯ เพราะ สหรัฐฯ ให้เงินกับทุกฝ่ายที่บอกว่าจะช่วยสหรัฐฯ ปราบคอมมิวนิสต์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สฤษดิ์ นั่นเอง นับเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดของ ป.  

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากสวิสเซอร์แลนด์ ทรงเสด็จออกเยี่ยมประชาชนทั่วทุกสารทิศ ซึ่งทำให้ประชาชนนิยมชมชอบในพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก ป.เกรงว่าตนเองจะหมดความสำคัญลงในฐานะ”ท่านผู้นำ” ป.จึงสั่งให้ตัดงบประมาณเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจลง ซ้ำยังสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินเพื่อเป็นการลดพระเกียรติราชวงศ์จักรีอีกด้วย  ป.พยายามอ้างว่า ตนมีคุณูปการต่อประเทศในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะราษฏร ในกรณี ดร.หยุด ที่กล่าววาจาหมิ่นเบื้องสูง ป.ก็ยังแสดงท่าทีปกป้อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังที่ความนิยมของป.ลดลงมาก ป.เปลี่ยนมาเอาใจประชาชนบ้างด้วยการก่อสร้างพุทธมณฑลขึ้นในโอกาสฉลองกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500 ในพิธีเปิด ป.ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาร่วมพิธีด้วยเพื่อแสดงว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงก็สนับสนุนนโยบายของ ป. แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเสด็จมาร่วมพิธี

ในที่สุดความดันทุรังของป.ที่จะอยู่ในตำแหน่งนายกให้ได้ตลอดไปได้ทำให้ทุกภาคส่วนเบื่อหน่าย ป.ถึงขีดสุด ป.จึงพยายามลดแรงเสียดทานลงด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด เพื่อแสดงว่า ป.สนับสนุนประชาธิปไตย ในวันที่ 26 ก.พ. 2500 แต่กลายเป็นการเลือกตั้งที่มีการโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นักศึกษาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และเดินขบวนเข้าทำเนียบ เพื่อเรียกร้องให้ ป.ประกาศในการเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ป.แต่งตั้งให้สฤษดิ์เป็นผู้นำการสลายการชุมนุม แต่นักศึกษาไม่ถอย ในตอนนี้ สฤษดิ์ได้ถือโอกาสแสดงตัวว่า ตนไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับ ป. โดยไม่ยอมใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่เปิดทางให้ขบวนนักศึกษาเดินผ่านเข้ามาถึงกระทรวงมหาดไทยได้ เรื่องนี้ทำให้สฤษดิ์ได้ใจจากนักศึกษาเป็นอย่างมาก ป. พยายามเจรจากับนักศึกษาด้วยตนเอง แต่นักศึกษาบอกว่า ให้สฤษดิ์ออกมาพูดแทน เราอยากได้ยินจากท่านสฤษดิ์มากกว่า นั่นทำให้ ป.รู้สึกได้ทันทีว่าสฤษดิ์วัดรอยเท้าของตนได้แล้ว

หลังการชุมนุม ป.สั่งปลดสฤษดิ์ทันที และยังออกคำสั่งให้ทหารห้ามเป็นกรรมการบริษัทใดๆ อีกด้วย สฤษดิ์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศลาออกจากทุกตำแหน่ง และประกาศในวิทยุกระจายเสียงแบบทิ้งท้ายเป็นปริศนาไว้ว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” ซึ่งกลายเป็นวลีเด็ดของสฤษดิ์ ท่าทางของสฤษดิ์ในตอนนั้นได้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ขวัญใจประชาชนแบบชั่วข้ามคืน และนับว่าเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดมากอีกครั้งของ ป.

ในวันที่ 16 กันยายน ปี 2500 นั้นเอง สฤษดิ์ได้กลับมาตามสัญญาจริงๆ ด้วยการนำขบวนรถถังเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการทุกแห่ง โดยมี พล.ท.ถนอม กิตติขจร และพล.ท.ประภาส จารุเสถียร เข้าร่วมด้วย ในคืนนั้นเองสฤษดิ์ก็ยึดอำนาจไว้ได้ทั้งหมด ป.ต้องหลบหนีออกจากประเทศไปทางชายแดนเขมรและลี้ภัยไปญี่ปุ่น ทำให้ไม่ได้กลับมาอีกเลย  การหมดอำนาจของ ป.ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของคณะราษฏรด้วย

ประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานั้นยินดีกับการทำรัฐประหารของสฤษดิ์เพราะมองว่าในเวลานั้น กลไกต่างๆ ล้มเหลวไปหมดแล้ว รัฐประหารจึงน่าจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหยุด ป.ได้ การโค่น ป.ลงโดยสฤษดิ์ในครั้งนั้น ยังทำให้เกิดแนวความคิดว่า “ระบอบใดก็ไม่สำคัญ ขอให้ผู้นำเป็นคนดีก็พอ” แนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวความคิดแบบอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยในเวลาต่อมา

| ตอนที่แล้ว

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 5.0/5 (2 votes cast)

27 Feb0261: Ivy River

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทยได้เปลี่ยนจาก บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ครองตำแหน่งนี้มานานมาก ไปเป็น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เรียบร้อยแล้ว ด้วยรายได้ทั้งปี 2552 ของพฤกษาที่ 19,033 ล้านบาท ในขณะที่ของแลนด์เท่ากับ 17,912 ล้านบาท

เมื่อสามปีที่แล้ว พฤกษา ประกาศว่าจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ภายในปี 2553 ซึ่งเป็นที่ตลกโปกฮาของบรรดาเกจิอสังหาและเซียนหุ้นเป็นอย่างมาก แต่ผลปรากฏว่า บริษัทกลับสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่ประกาศไว้ถึงหนึ่งปีเต็ม ทำเอาบรรดาเซียนหน้าแตกไปตามๆ กัน

ยินดีด้วยครับ ผมพยายามไม่ลืมที่จะออกปากชื่นชมบริษัทจดทะเบียนที่พูดแล้วทำได้จริงเมื่อมีโอกาส เพราะบริษัทเหล่านี้มีอยู่ไม่มากนักในตลาดหุ้น โอกาสนี้ขอนำภาพโครงการคอนโดไอวี่ ริเวอร์ ของพฤกษา ซึ่งเพิ่งรับรู้รายได้ไปหมาดๆ เมื่อไตรมาส 4 มาให้ชมกันด้วย :-)  

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

23 Feb0260: ปฏิรูปรถเมล์ในกรุงโซล

ระบบขนส่งมวลชนเป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย เหตุเพราะรถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์ เมื่อรถติดมากๆ ทุกคนอยากไปได้เร็วกว่าจึงจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว เมื่อทุกคนเห็นแก่ตัวมีรถส่วนตัวกันหมด รถก็ยิ่งมากขึ้นทำให้การจราจรยิ่งติดขัดมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าหากทุกคนพร้อมใจกับหันมาใช้รถเมล์ รถบนถนนจะหายไปกว่า 80% รถก็จะไม่ติดไปเอง ไม่จำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่มเลย  

บางคนคิดว่าปัญหาทำนองนี้ต้องแก้ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึก คือ รณรงค์ให้คนเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วยการหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนกันให้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้คิดที่จะแก้ Reward System ยังปล่อยให้รถส่วนตัวไปได้เร็วกว่ารถเมล์อยู่เหมือนเดิม แบบนี้ก็เหมือนกับปากเราชื่นชมคนที่ขึ้นรถเมล์ แต่มือเรายังเอาแส้เฆี่ยนพวกเขาอยู่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นกันแทบทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้าง แต่บ้านเราดูเหมือนจะเป็นมากที่สุด ประมาณว่าจับคนขึ้นรถเมล์มาทรมานราวกับค่ายกักกันนาซี คือพวกมันอยากขึ้นรถเมล์กันดีนัก ให้พวกมันยืนรอรถให้นานๆ ตากแดด ตากลม สูดควันพิษสักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วค่อยจับพวกมันอัดก๊อบปี๊เป็นปลากระป่องอยู่บนรถที่ขับแบบอันตรายที่สุดเท่าที่จะอันตรายได้ พยายามทำให้พวกมันน่าสงสารที่สุด คือปิดทองหลังพระแล้วยังโดนทรมานอีก พวกมันจะได้ได้บุญมากขึ้นเป็นสองเท่าไง ดูซิจะยังกล้าขึ้นรถเมล์กันอีกมั้ย  

เรื่องรถเมล์บริการสุดห่วยนี่ผมยังพอรับได้ เพราะแน่นอนของราคาถูกมันก็ต้องห่วยเป็นธรรมดา แต่ Bad Reward System ที่ผมว่าเลวร้ายที่สุดคือ การให้รถเมล์วิ่งได้แค่เลนเดียว ในขณะที่รถส่วนตัวให้วิ่งกันไปเลยสี่เลน รถส่วนตัวจะได้ไปได้เร็วๆ แถมเวลารถเมล์ออกมาวิ่งนอกบัสเลน ยังโดนสาปแช่งอีก (ในขณะที่รถส่วนตัวเข้าไปวิ่งในบัสเลนสังคมไม่ว่าอะไร) ระบบแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะถนนเป็นของทุกคนเท่ากัน ไม่เกี่ยวกับราคาถูกหรือแพง ดังนั้นรถเมล์ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนควรจะได้พื้นที่ถนนไปมากกว่ารถส่วนตัวจึงจะถูก สังเกตว่า Bad Reward System เมื่อใช้ไปนานๆ แล้ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัว ทำให้ยินดีไปกับระบอบที่ผิดด้วย ทุกวันนี้ ถือกันว่าถนนเป็นของคนใช้รถส่วนตัว รถเมล์เป็นแค่ผู้มาขออาศัยเท่านั้น เป็น Reward System แบบกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

ในที่สุดก็มีรัฐบาลของประเทศหนึ่งที่กล้าออกมาปฏิรูป Reward System นี้เสียใหม่นั้นคือ ประเทศเกาหลีใต้ เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วของเกาหลีใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้การจราจรในกรุงโซลติดมากขึ้น (มากกว่ากรุงเทพ) รถเมล์ในโซลห่วยและไปได้ช้าทำให้ไม่มีใครอยากใช้ ผู้โดยสารลดลง ค่าโดยสารก็เลยยิ่งแพงขึ้น ยิ่งไม่น่าใช้เข้าไปใหญ่ รัฐบาลก็เลยออกนโยบายปฏิรูปรถเมล์ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนระบบจราจรใหม่โดยให้ตีเส้นสีแดงเพื่อให้รถเมล์ได้วิ่งเลนนอกสุดแทนเพื่อให้รถเมล์ไปได้เร็วที่สุด (ตลอดจนเปลี่ยนรถใหม่ให้น่าใช้ มีบัตรจ่ายเงินแบบ universal มีระบบจัดการจราจรอิเล็กทรอนิกส์) ช่วงแรกๆ นโยบายนี้ได้รับการด่าทออย่างรุนแรงจากผู้ใช้รถส่วนตัวอยู่ว่าทำให้รถติดมากขึ้น แต่หลังจากนั้น คนส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนมาใช้รถเมล์แทนในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเย็นวันศุกร์ เพราะจะไปได้เร็วกว่า คนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น การจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนในกรุงโซลก็เริ่มเบาบางลง ตอนนี้ชาวกรุงโซลเริ่มเคยชินกับบัสเลนที่อยู่เลนนอกสุดแล้ว และมีความสุขที่การจราจรติดขัดน้อยลงด้วย 

เห็นมั้ยครับ Bad Reward System แก้ได้ ถ้ายอมโดนด่าหน่อยและกล้าเอาจริง  สุดท้ายแล้ววิน-วินกันทุกฝ่าย นักการเมืองก็ได้หน้าด้วย

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)