0226: มองประวัติศาสตร์จีน

พฤศจิกายน 19, 2009 at 3:16 pm | In สัพเพเหระ | 21 Comments

ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์จีนมากๆ จะเห็นอะไรบางอย่างที่ซ้ำๆ กัน อาณาจักรที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้ หลายยุคหลายสมัย มักมาจากเหตุผลหนึ่งที่คล้ายกัน..

รัฐฉินแต่เดิมเป็นเพียงรัฐขนาดเล็ก ไกลปืนเที่ยง แต่ ฉินมู่กง เจ้ารัฐฉิน รู้จักหว่านล้อมดึงดูดคนเก่งจากทุกแคว้นให้มาช่วยงานโดยไม่เกี่ยงว่าคนเหล่านั้นจะมีบ้านเกิดอยู่ที่รัฐใด รัฐฉินจึงเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกลายเป็นรัฐขนาดใหญ่ในที่สุด 

ครั้งหนึ่ง เจ้ารัฐฉีเดินทางไปรัฐหลู่ เมื่อทราบว่า ขงจื้อ มหาปราชญ์อยู่ที่รัฐนี้ จึงถือโอกาสไปขอคำแนะนำ เจ้ารัฐฉี ถามขงจื้อว่า เหตุใดรัฐฉินถึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างนี้ ขงจื้อตอบว่า เป็นเพราะรัฐฉินใช้คนตามความสามารถโดยไม่แบ่งแยก เจ้ารัฐฉีฟังแล้วไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไร และเปลี่ยนใจไม่ชวนขงจื้อมาช่วยงานที่รัฐฉี (ขงจื้อตกสัมภาษณ์นะครับ แซว อิอิ)

เมื่อรัฐอื่นเห็นรัฐฉินเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดรัฐอื่นๆ ก็หันมาเลียนแบบวิธีการของรัฐฉินบ้าง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ในที่สุดรัฐฉินก็สามารถยึดครองรัฐอื่นๆ ได้ทั้งหมด รวมทั้งรัฐฉีซึ่งเคยเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย รัฐฉินจึงเป็นรัฐแรกที่สามารถรวมจีนได้ทั้งหมดแล้วสถาปนาจักรวรรดิ์จีนขึ้นมาในสมัยของ ฉินสือหวง หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ นั่นเอง

ในสมัยถัง จักรวรรดิจีนถือว่ามั่งคั่งถึงขีดสุด เรียกว่าเป็นยุคทองของจีน เลยทีเดียว ฮ่องเต้ถังไท้จง ทรงเป็นฮ่องเต้ที่มีพระปรีชาสามารถและอัจฉริยภาพสูงมาก

ครั้งหนึ่งถังไท้จงถามคำถามหนึ่งกับขุนนางชื่อเว่ยเจิ้ง เว่ยเจิ้งตอบถังไท้จงแบบขวานผ่าซากโดยไม่เกรงกลัวพระราชอาญา ถังไท้จงเห็นว่า เว่ยเจิ้งคนนี้เป็นคนตรงไปตรงมาดี จึงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางจอมทัดทานประจำราชสำนัก

ถังไท้จงเคยถามเว่ยเจิ้งว่า เหตุใดฮ่องเต้สุยหยางตี้ผู้ปรีชาจึงพบกับหายนะ เว่ยเจิ้ง ตอบว่า ฮ่องเต้ปรีชาอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นด้วย สุยหยางตี้เก่งจริงแต่ฟังแต่คำสอพลอของเจี้ยโจ้ว ไม่ฟังคำซื่อของเหยาซุ่น จึงต้องพบกับหายนะ ถังไท้จงได้ฟังดังนั้นก็รับสั่งให้ขุนนางทั้งหลายกล้าทัดทานตนให้มากๆ เว่ยเจิ้งกล่าวว่า เป็นบุญของพสกนิกรแท้ๆ ที่ได้ฮ่องเต้อย่างถังไท้จง 

ในท้องพระโรง เว่ยเจิ้งมักทัดทานถังไท้จงแบบไม่ไว้หน้าเสมอ ครั้งหนึ่งเว่ยเจิ้งเถียงกับถังไท้จงอย่างรุนแรงมากจนถังไท้จงถึงกับจะสั่งประหารเว่ยเจิ้ง แต่มเหสีเตือนสติไว้ ถังไท้จงจึงใจเย็นลงได้ ครั้งเมื่อเว่ยเจิ้งถึงแก่กรรม ถังไท้จงกล่าวว่า บัดนี้เราได้เสียกระจกเงาบานหนึ่งไปแล้ว

นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น พงศาวดารจีนเต็มไปด้วยยุคที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้เมื่อผู้นำให้โอกาสคนเก่งได้ทำงานตามความสามารถ และยุคที่เสื่อมลงเมื่อฮ่องเต้เอาแต่เชื่อฟังคำสอพลอของบรรดาขุนนางกังฉิน ขุนนางได้ดีตามคอนเน็คชั่น ไม่ใช่ตามความสามารถ

เติ้งเสี่ยวผิงกล่าวว่า “แมวจับหนูได้เป็นพอ ไม่ต้องไปสนใจว่าสีขาวหรือสีดำ” สังคมใดที่ให้โอกาสคนตามความสามารถ ไม่มีชนชั้น เชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด สายสัมพันธ์ ที่เครื่องสกัดดาวรุ่ง ฯลฯ สังคมนั้นย่อมเจริญรุดหน้า  ผมมองว่า สหรัฐฯ ก็รุ่งเรืองขึ้นมาเพราะในช่วงหนึ่ง สหรัฐฯ ทำตัวให้แตกต่างจากโลกเก่าด้วยการเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพที่เปิดรับคนจากทั่วโลกที่ต้องการแสวงหาโอกาสโดยไม่ต้องถูกกีดกันเรื่องเชื้อชาติ ทำให้สหรัฐฯ ดึงดูดคนเก่งได้มากมายจนแซงหน้าอังกฤษในฐานะมหาอำนาจได้ที่สุด   

การสร้าง incentive system ในสังคมให้ดีนี่แหละครับที่ผมเชื่อว่าคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองขึ้นมาได้จากภายใน ไม่ต้องนั่งรอให้ปัจจัยภายนอกเอื้ออำนวย

ถ้าระบบดี ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย หรือให้รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเลยครับ นโยบายพวกนั้นจริงๆ แล้วได้ผลน้อยมาก

0243: Growth vs. Value (Results)

พฤศจิกายน 18, 2009 at 6:43 pm | In Investing | 6 Comments

สามปีผ่านไปไวเหมือนโกหก…

ในที่สุดก็ครบกำหนดของการทดลอง Growth vs. Value ที่ได้ริเริ่มเอาไว้เมื่อสามปีก่อน (บล็อกนี้อยู่มานานแล้วเหมือนกันนะเนี่ย) 

  ต้นทุน ปันผล ราคาปัจจุบัน คิดเป็นผลตอบแทน
TF 444 54.66 660 61%
WG 46 10.14 48.75 28%
RATCH 42.25 6.5 37 3%
MINT 11 0.656 10.6 2.3%
BGH 30 1.6 24.6 -13%
ERAWAN 4.38 0.12 2.46 -41%

หมายเหตุ

  1. ผลตอบแทนของหุ้นแต่ละตัวคิดจากสูตร (ราคาปัจจุบัน+ เงินปันผล)/ต้นทุน แล้วทำให้เป็นร้อยละ 
  2. MINT มีปันผลเป็นหุ้นด้วยหนึ่งครั้ง ในอัตรา 10ต่อ1 ดังนั้นเงินปันผลหลังจากนั้นจึงได้นำไปคูณ 1.1

ผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ต Value Stocks =30.7% คิดเป็น IRR 9.3% ต่อปี 

ผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ต Growth Stocks =-17.2% คิดเป็น IRR -6.1% ต่อปี 

สรุปว่า จากที่ Growth เคยนำอยู่เมื่อผ่านไปหนึ่งปี เมื่อครบสามปี ปรากฏว่า Value พลิกเอาชนะไปนะครับ คงเดาได้ไม่ยากว่าเพราะอะไร เมื่อปีที่แล้วเราเจอวิกฤตที่แรงที่สุดในรอบสิบปีพอดี หุ้นพีอีสูงซึ่งมูลค่ามักจะขึ้นอยู่กับความคาดหวังในอนาคตเป็นหลัก ย่อมได้รับผลกระทบรุนแรงเมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง

อนึ่ง ขอย้ำแนวคิดของผมที่เคยเขียนไว้เมื่อสามปีก่อนอีกครั้งว่า ผมเห็นว่าทั้งสองวิธีเป็นวิธีที่การลงทุนที่ไม่ถูกต้อง พอร์ต Value มองแต่ราคา (พีอี) โดยไม่สนใจ Value ส่วนพอร์ต Growth มองแต่สตอรี่ (คุณค่า) โดยไม่เกี่ยงราคา

ที่จริงแล้ว นักลงทุนต้องสนใจทั้งคุณค่าและราคาประกอบกัน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Value Stocks หรือ Growth Stock อยู่ในโลกนี้ (มีแต่หลักการลงทุนที่เรียกว่า Value Investment เท่านั้น) นักลงทุนต้องตีคุณค่าหุ้นตามโอกาสเติบโตและคุณภาพของกำไรของหุ้นแต่ละตัวซึ่งไม่มีทางเท่ากัน และซื้อลงทุนที่ราคาต่ำกว่าคุณค่าที่เหมาะสมนั้นเสมอ (ไม่ว่านักลงทุนจะกำลังซื้อหุ้นเติบโตหรือหุ้นปันผลก็ตาม)

0244: มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 สัปดาห์นี้ย้ายมาวันอังคาร

พฤศจิกายน 16, 2009 at 4:20 pm | In สัพเพเหระ | 11 Comments

คอล้มน์มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 ในกรุงเทพธุรกิจ สัปดาห์นี้ย้ายมาวันอังคาร (วันพรุ่งนี้) นะครับ

เฉพาะสัปดาห์นี้เท่านั้น

0242: ทำไมการปฏิวัิติอุตสาหกรรมจึงเริ่มที่อังกฤษ

พฤศจิกายน 13, 2009 at 4:11 pm | In สัพเพเหระ | 12 Comments

ปรากฏการณ์ที่ถือว่าช่วยเพิ่มความกินดีอยู่ดีให้กับมนุษยชาติมากที่สุดในรอบห้าร้อยปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกิน การปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) มันทำให้มนุษย์รู้จักใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นครั้งแรก และทำให้ความกินดีอยู่ดีขึ้นมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

อังกฤษเป็นประเทศที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก และนั่นก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อังกฤษการเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งได้ในเวลาต่อมา

แต่ว่าอะไรล่ะที่ทำให้อังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ก่อนประเทศอื่น? เพราะคนอังกฤษเก่งกว่าคนยุโรปชาติอื่นอย่างนั้นหรือ?

หนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย Robert Allen นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ชื่อ The British Industrial Revolution in Global Perspective (New Approaches to Economic and Social History) ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

อังกฤษไม่ใช่เป็นประเทศแรกที่ค้นคว้าเกี่ยวกับ กลจักรไอน้ำ ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอุตสาหกรรม แต่อิตาลีและเยอรมันต่างหากที่ค้นคว้าเรื่องนี้มาก่อน คนอังกฤษไม่ได้เก่งเรื่องเครื่องกลมากกว่าคนเยอรมัน

ความเป็นทุนนิยมของอังกฤษในเวลานั้นก็สู้ฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้นำเรื่อง property right ในเวลานั้นไม่ได้ ฮอลันดาในเวลานั้นก็มีความเป็นสังคมเมืองที่ทันสมัยกว่าอังกฤษ อังกฤษจึงไม่ได้เปรียบประเทศอื่นในยุโรปในด้านเหล่านี้อย่างโดดเด่นเลยแม้แต่ด้านเดียว

ในเวลานั้นสิ่งที่อังกฤษมีไม่เหมือนประเทศอื่นและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่อังกฤษได้ก่อนก็คือ อังกฤษมีข้อเสียเปรียบประเทศอื่นในยุโรปมากในเรื่องค่าแรงที่แพงเกินไป ในขณะที่ค่าพลังงานถูกมาก (เพราะเกาะอังกฤษเต็มไปด้วยถ่านหิน) 

ประเทศที่ค่าแรงแพงเกินไป ได้ทำให้ การนำเครื่องจักรมาใช้ทำงานแทนคนในอังกฤษจะสร้างมูลค่าเพิ่ม (ผลกำไร) ได้ชัดเจนกว่าประเทศอื่น อีกทั้งค่าพลังงานที่ถูกยังทำให้การเดินเครื่องจักรไอน้ำที่อังกฤษมีต้นทุนต่ำที่สุดในยุโรป

สภาวะแวดล้อมที่อาจเป็นข้อเสียเปรียบหรือได้เปรียบก็ได้ แต่บังเอิญเหมาะเจาะกับเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นพอดีมากกว่าประเทศอื่น ทำให้อังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สำเร็จก่อนประเทศใดในยุโรป

หากสืบค้นต่อไปอีกว่า แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ค่าแรงที่อังกฤษแพง ก็พบว่าเป็นเพราะ ช่วงก่อนหน้านั้น อังกฤษเกิดภาวะโรคระบาดทำให้มีคนตายมาก ทำให้ค่าแรงแพงขึ้น อีกทั้งยังทำให้อังกฤษจำเป็นต้องค้าขายกับประเทศอื่นให้มากขึ้นด้วย การค้าต่างประเทศที่มากขึ้นดึงกำลังคนส่วนหนึ่งออกจากกำลังการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ค่าแรงในอังกฤษยืนอยู่ในระดับสูง

ได้อ่านเรื่องนี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อขึ้นอีกแล้วกว่าการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยากปรับตัวมากกว่าชาติอื่น มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายในอดีตรุ่งเรืองขึ้นมาได้ (บ่อยครั้งสภาพแวดล้อมเหล่านั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ) คนเราทำอะไรไปตามแรงจูงใจครับ

0221: อะไรทำให้ประเทศเจริญ (ทางวัตถุ)

พฤศจิกายน 7, 2009 at 11:19 am | In Economics | 63 Comments

เคยสงสัยกันใช่หรือไม่ครับว่า ที่จริงแล้วอะไรกันแน่ทำให้ประเทศหนึ่งกลายเป็นประเทศที่เจริญขึ้นมา

หลายคนบอกว่า การศึกษา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่า มีหลายประเทศที่คนเรียนสูงมากๆ แล้วไม่มีงานให้ทำ อินเดียกับฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยดีๆ เยอะมาก แต่จบออกมาแล้วก็หางานที่เหมาะกับวุฒิการศึกษาในประเทศตัวเองไม่ได้ ต้องออกไปหางานโปรแกรมเมอร์หรือบุรุษพยาบาลในต่างประเทศแทน  เพื่อนผมไปเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล พบว่าลูกหาบหลายคนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก พอถามว่าทำไมต้องมาทำงานแบบนี้ เขาบอกว่ามันคือเป็นงานที่ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในประเทศแล้ว 

การศึกษามีประโยชน์แน่ แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ

ถ้าถามผมว่าประเทศเจริญได้อย่างไร ผมเชื่อในกฏข้อแรกสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดครับ นั่นคือ “พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามแรงจูงใจ” ถ้าอยากให้ประเทศเจริญมาก ต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามากๆ ครับ แค่นั้นแหละครับ

ถ้าลองสังเกตดูจะพบว่า ประเทศที่เจริญที่สุดในยุโรปคือ เยอรมัน ส่วนประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียคือ ญี่ปุ่น ใช่มั้ยครับ ทั้งสองประเทศนี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเลยก็คือ เคยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองทั้งคู่ ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองจะถูกผู้ชนะกดให้ทำงานหนักเพื่อชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล การที่ประชาชนถูกกดให้อยู่ในสภาพที่บีบคั้นเช่นนี้เป็นเวลานานได้กลายเป็นแรงผลักดันให้คนในชาติถีบตัวเองอย่างหนักเพื่อทำชีวิตให้ดีขึ้น ในที่สุดทั้งสองประเทศนี้ก็เลยพลิกกลับมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดได้ในเวลาต่อมา รวยกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก

เห็นมั้ยครับว่าการมีแรงจูงใจมีผลมากแค่ไหน 

หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่อาจสนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ ประเทศเขตหนาวมักเจริญมากกว่าประเทศที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปี อากาศหนาวทำให้วิถีชีวิตจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาจึงช่วยบ่มเพาะนิสัยในการถีบตัวเองด้วย ถ้าในน้ำมีปลาในนามีข้าว ดินปลูกอะไรก็ขึ้น เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเท่าไร เพราะไม่รู้จะต้องดิ้นรนไปทำไม แบบเดิมก็สบายอยู่แล้ว

ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Dutch Disease แนวคิดนี้บอกว่า ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศนั้นไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะเมื่อประเทศสามารถขายทรัพยากรกินไปเรื่อยๆ ได้ ย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนพัฒนาอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ประเทศในตะวันออกกลางก็กำลังเป็นโรคนี้อยู่ วันหนึ่งเมื่อน้ำมันหมดลง ประเทศเหล่านี้จะลำบาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาภาคอุตสาหกรรมไว้รองรับเท่าที่ควร โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ มักถูกเลื่อนออกไป เพราะอุตสาหกรรมเหนื่อยกว่า กำไรน้อยกว่า การขายน้ำมัน ไม่มีใครอยากทำ 

ผมเชื่อในทฤษฏีเรื่องกบในน้ำอุ่น ที่บอกว่า มีกบอยู่สองบ่อ บ่อแรกเอาน้ำเดือดสาดลงไป กบจะรีบกระโดดออกมาทันทีทำให้รอดตาย แต่บ่อที่สองค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิแบบช้าๆ กบจะไม่ดิ้นรนทำอะไรเลย จนกระทั้งอุณหภูมิไปถึงจุดเดือด กบก็จะตายอยู่ในบ่อโดยไม่รู้ตัว คนเราก็เป็นเหมือนกบนั่นแหละครับ คนสองคนที่เหมือนกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดันต่างกัน ผลผลิตก็ต่างกันครับ 

การมีภัยคุกคามจากภายนอกกลับเป็นของดี เพราะกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเราเพื่อให้เราสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา นั่นแหละครับ 

อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากภัยคุกคามเท่านั้น ที่จริงแล้ว อะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศอยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ย่อมป็นสาเหตุทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งนั้น ที่จริงแล้ว หลายประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ก็มาจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วต้นเหตุจริงๆ ก็มาจากการมีแรงจูงใจอันนี้แหละครับ ผมจึงมีทฤษฏีว่า ประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นให้อยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าเดิมมากกว่า จะมีโอกาสเจริญได้มากกว่าประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องรอให้มีภัยคุกคามจากภายนอกมากระตุ้น คือ การสร้าง Reward Systems ของสังคมที่ดี ขึ้นมา สิ่งนี้ส่งผลต่อแรงจูงใจของประชาชนโดยตรงเลย เอาผมไว้จะมาเขียนถึงเรื่องนี้ต่อครับ

0239: God Particles

ตุลาคม 28, 2009 at 2:41 pm | In สัพเพเหระ | 15 Comments

แต่เดิมเราเชื่อว่าอนุภาคพื้นฐานที่เล็กที่สุดที่เป็นส่วนประกอบของทุกสิ่งคือ อะตอม (คำว่าอะตอมเป็นภาษากรีกแปลว่า แบ่งแยกไม่ได้)

ต่อมาเราก็เชื่อว่าอะตอมประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานที่สำคัญคือ นิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอน อะตอมของธาตุแต่ละอย่างมีจำนวนนิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอนไม่เท่ากัน ทำให้ธาตุมีคุณสมบัติเฉพาะที่ต่างกันไป

ต่อมาเราก็เชื่อว่าที่จริงแล้ว นิวตรอนและโปรตอนไม่ใช่อนุภาคพื้นฐาน แต่ประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานที่เรียกว่า ควากส์ ซึ่งมีสองแบบคือ ขึ้น และ ลง (ตั้งชื่อง่ายไปหน่อยรึเปล่า?) โปรตอนประกอบด้วย ควากส์ขึ้น 2 ตัว กับควาส์กลง 1 ตัว ส่วนนิวตรอนประกอบด้วยควาสก์ลง 2 ตัวกับควากส์ขึ้น 1 ตัว

นั่นทำให้ความเชื่อเรื่องอนุภาคพื้นฐานเปลี่ยนไป เราเชื่อใหม่ว่า อนุภาคพื้นฐานของอะตอมจริงๆ แล้วประกอบด้วย อิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น และควาสก์ลง ต่างหาก หลังจากนั้นก็มีคนค้นพบอนุภาคอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีอิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น หรือควากส์ลง เป็นส่วนประกอบ ชื่อว่า นิวตริโน ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีอยู่ทั่วไป แต่ตรวจจับยากมากเพราะมีขนาดเล็กว่าอิเล็กตรอนอย่างมาก สรุปแล้ว อนุภาคพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นเอกภพมีทั้งสิ้น 4 อย่างเท่านั้น คือ อิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น ควากส์ลง และ (อิเล็กตรอน)นิวตริโน

นึกว่าทุกอย่างจะจบแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ดันมีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบอนุภาคอย่างใหม่ที่ไม่ได้มีอนุภาคพื้นฐานทั้งสี่ที่ว่ามาเป็นองค์ประกอบอีก เรียกว่า มิวออน ซึ่งสร้างความขัดใจให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งประกอบขึ้นจาก อิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น ควากส์ลง และนิวตริโน นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดไปเสียอีกแล้ว

หลังจากนั้นด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบอนุภาคใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากอนุภาคพื้นฐานทั้งสี่อีกหลายตัว เช่น เทา มิวออนนิวตริโน ชามควากส์ ฯลฯ รวมแล้ว เราเจออนุภาคพื้นฐานไปแล้วทั้งสิ้น 12 อย่าง (ปวดหัว)

ที่น่าแปลกก็คือ อนุภาคเหล่านี้มีคุณสมบัติที่สามารถจับคู่กันได้อย่างน่าประหลาด ราวกับว่าธรรมชาติสร้างอนุภาคเหล่านี้ขึ้นมาอย่างจงใจ ตัวอย่างเช่น อนุภาคสามอย่างที่ไม่ใช่ควากส์ ได้แก่ อิเล็กตรอน มิวออน และเทา นั้นล้วนมีนิวตริโนเป็นคู่ของมันด้วยเสมอ (อิเล็กตรอนนิวตริโน มิวออนนิวตริโน เทานิวตริโน)

นอกจากอนุภาคพื้นฐานทั้ง 12 อย่าง ซึ่งเป็นอนุภาคที่มวลแล้ว โลกของเราก็ยังมีอนุภาคพื้นฐานอีก 3 อย่างที่ไม่มีมวล ได้แก่ กลูออน โฟตอน โบซอนz และโบซอนw อีกด้วย อนุภาคที่ไม่มีมวลเหล่านี้ทุกตัวสามารถจับคู่กับแรงพื้นฐานของเอกภาพได้ทั้งหมด กล่าวคือ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อย่างแรง และแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน เช่น กลูออนเกิดจากแรงนิวเคลียร์อย่างแรง โฟตอนเกิดจากแรงแม่เหล็กไฟฟ้า โบซอนz และโบซอนw เกิดจากแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (จะมีแต่แรงโน้มถ่วงเท่านั้นที่ยังหาอนุภาคที่เป็นคู่ของมันไม่พบ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะต้องอยู่อย่างแน่นอน ตั้งชื่อไว้แล้วล่วงหน้าว่า เรียกว่า กราวิตอน)

จากการศึกษาสมบัติของอนุภาคพื้นฐานทั้งมีมวลและไม่มีมวลทั้ง 16 อย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์เจอช่องโหว่บางอย่าง ที่ทำให้เชื่อว่าจะต้องมีอนุภาคพื้นฐานอีกหนึ่งชนิด เรียกว่า Higgs Boson อยู่ด้วยอย่างแน่นอน อนุภาคที่ว่านี้จะเป็นตัวที่อธิบายว่าทำไมอนุภาคที่มีมวลทั้ง 12 ชนิดถึงมีมวล อนุภาคนี้จึงมีชื่อเล่นว่า God Particle เมื่อไรก็ตามที่มีการค้นพบ God Particle ทฤษฏีที่ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานทั้งสิ้น 16 อย่าง บวกกับ God Particle ก็จะได้รับการยืนยันทันที

lhc_hall_1

นักวิทยาศาสตร์ค้นหาอนุภาคใหม่ๆ ได้ด้วยการใช้เครื่องเร่งอนุภาค เร่งอนุภาคสองตัวให้วิ่งชนกันแรงๆ เพื่อให้พลังงานถูกเปลี่ยนเป็นมวล (ตามกฏของไอน์สไตน์ E=mc^2) ซึ่งจะเกิดอนุภาคแปลกๆ ขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากตามทฤษฏีแล้ว God Particle น่าจะเป็นอนุภาคที่มีมวลสูงมาก เครื่องเร่งอนุภาคที่ผ่านมายังจึงไม่มีเครื่องใดที่มีกำลังมากพอที่จะสังเคราะห์ God Particle ได้ โลกจึงกำลังตั้งความหวังกับเครื่องเร่งอนุภาค LHC ของสถาบัน CERN ซึ่งเป็นเครื่องยิงอนุภาคที่มีกำลังสูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ที่จะค้นพบ God Particle ด้วยการเร่งให้โปรตอนวิ่งชนกันเองอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการทดลองมา

อย่างไรก็ตาม ถึง CERN จะค้นพบ God Particle แต่ก็สายไปแล้ว เพราะปัจจุบันโมเดลมาตรฐานดังกล่าวนี้ อธิบายทั้งหมดของเอกภพไม่ได้แล้ว เนื่องจากมันไม่สามารถอธิบาย antimatter, dark matter และ dark energy ซึ่งเรารู้ว่ามีอยู่ด้วยเหมือนกัน (นอกเหนือจากอนุภาคพื้นฐานทั้ง 17)  สิ่งเหล่านี้กำลังถูกอธิบายด้วยทฤษฏีใหม่ๆ เช่น supersymmetry, superstring ซึ่งยังเป็นแนวคิดที่ยังต้องการหลักฐาน เพื่อพิสูจน์อีกมาก งานของนักฟิสิกส์ยังต้องมีอีกเยอะครับ

19019541_w434_h_q80

(สงสัยช่วงนี้ผมจะดูหนังมากเกินไป)

0240: Capture the moment at B2S Chidlom

ตุลาคม 28, 2009 at 12:20 pm | In สัพเพเหระ | 12 Comments

ประมวลภาพถ่าย (บางส่วน) ของงาน 1001ii live at B2S Chidlom เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา (เอื้อเฟื้อภาพโดย หมอนุ่น)

คลิก เพื่อไปยังอัลบั้มภาพ

0211: อิสรภาพทางการเงิน???

ตุลาคม 19, 2009 at 7:49 pm | In Economics, สัพเพเหระ | 52 Comments

ยุคนี้คำว่า อิสรภาพทางการเงิน มาแรงมาก

ผมตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า อิสรภาพทางการเงิน โดนใจ Gen Y (คนที่เกิดหลัง 1976) มากที่สุด ส่วนพวก Gen X นั้น เท่าที่ได้สัมผัส ดูจะโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง ส่วนถ้าเป็นพวก Babyboomers นั้นแทบจะไม่โดนเลย โลกตอนวัยเด็ก ที่ไม่เหมือนกันส่งผลต่อมุมมองชีวิตของคนแต่ละรุ่น ที่ไม่เหมือนกันด้วย

สำหรับตัวผมเอง คำว่า อิสรภาพทางการเงิน ไม่ค่อยโดนเท่าไร (ผมเกิด 1975) เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ ผมชอบวิธีคิดแบบบัฟเฟตมากกว่า ปู่บัฟ บอกว่า คนที่โชคดีที่สุดคือ คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ

ผมรู้จักคนใกล้ชิดคนหนึ่งที่รวยมาก รวยจนไม่ต้องทำงานเลย คุณรู้มั้ยว่า ความทุกข์ของเขาคืออะไร ความทุกข์ของเขาคือ การตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วต้องคิดให้ออกว่า วันนี้จะทำอะไรดี เพื่อจะได้ไม่ต้องทนเบื่อ มันเป็นสภาวะที่อึดอัดมาก คุณลองไปเดินห้างฯ ทุกวันสิครับ สองสามวันแรก คุณอาจรู้สึกดี แต่ลองไปทุกวัน สักสามเดือนสิครับ คุณจะพบว่า มันน่าเบื่อที่สุด จะให้ไปเที่ยวต่างประเทศแทนหรือครับ เหอๆ คนนี้เขาไปมาหมดแล้ว ประเทศละหลายรอบแล้วด้วย ผมว่าถ้ามีทัวร์ไปดวงจันทร์เมื่อไร เขาคงจะรีบสมัครทันที เพราะเป็นที่ที่เขายังไม่เคยไป มันคงช่วยทำให้เขาหายเบื่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

ผมว่างานเป็นด้านหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ ผมสังเกตว่าผมเป็นคนที่ตีค่าตัวเองจากงานที่ตัวเองทำ ดังนั้นถ้าให้อยู่เฉยๆ ใช้เงินไปเรื่อยๆ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าแน่ๆ

มนุษย์ใช้เวลาตลอดชีวิตไปกับการทำงานมากที่สุด (ถ้าไม่นับตอนนอน) เราทำงานสัปดาห์ละตั้งห้าวัน หยุดแค่สองวัน คนที่ทำงานที่ไม่ชอบจะมีความสุขแค่ 2 วันเท่านั้น ในขณะที่ คนที่ได้ทำงานที่ชอบจะมีความสุขถึง 5 วัน ส่วนอีก 2 วันคือการพักผ่อนเพื่อสะสมพลังงานเพื่อใช้ทำงานที่ชอบในช่วงห้าวันถัดไป คนที่ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปทำงานเป็นคนที่น่าอิจฉาอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายชีวิตของผมจึงไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน แต่คือการมีโอกาสได้ทำงานที่ชอบไปตลอดชีวิต ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้หมายความว่า คนเราต้องทำแต่งานที่ชอบอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจเลยว่างานนั้นจะได้เงินเดือนพอกินหรือไม่ แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ ถ้าเรายังหางานที่ตอบสนองเราทั้งเรื่องเงินและความชอบไม่ได้ เราควรอดทนทำงานที่ตอบสนองเราเรื่องเงินได้อย่างเดียวไปก่อน แต่ควรหาโอกาสและวางแผนไปด้วยว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้ทำงานที่ตอบสนองเราได้ทั้งเรื่องเงินและความชอบได้อย่างไร ส่วนคนที่ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วแต่รับผิดชอบตัวเองเรื่องการเงินไม่ได้ ผมถือว่ายังเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่ ในขณะที่คนที่ได้รายได้สูงมากๆ แต่เป็นงานที่ไม่ชอบ ต่อให้ได้รายได้สูงแค่ไหน ผมก็ยังถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ

มีหลายครั้งที่มีนักลงทุนที่เจอผมแล้วถามผมว่า ตอนนี้ผมเล่นหุ้นอย่างเดียวหรือเปล่า พอผมตอบว่า อาชีพหลักของผมตอนนี้คือ การทำหนังสือ ครับ ส่วนหุ้นเป็นแค่ hobby ที่สนใจ เพราะผมไม่ชอบฝากธนาคาร นักลงทุนก็มักจะทำหน้าผิดหวังกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมนักลงทุนหลายคนถึงเข้าใจว่า ผมอยากเป็นเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ทั้งที่ผมก็ไม่เคยบอกอย่างนั้นเลย

ทุกวันนี้ ผมโชคดี ที่ผมได้ทำงานที่ผมอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน และเป็นงานที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการไปทำงานประจำด้วย ความท้าทายต่อไปก็คือผมจะสามารถรักษามันให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ได้หรือเปล่า ส่วนความคิดที่จะเกษียณนั้น ไม่มีเลยครับ กลัวเบื่อมาก

แล้วเป้าหมายของคุณล่ะครับ เล่าสู่กันฟังได้

(ปล. คำว่างานที่ชอบนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องชอบทุกอย่างของงานนั้น ทั้ง 100% นะครับ ผมมองว่า งานอย่างนั้นหายากมากจนถึงหาไม่ได้เลย งานที่เราชอบประมาณ 75% ของเนื้องานทั้งหมด แล้วมีอีกสัก 25% ที่เป็นส่วนที่เราอาจจะไม่ชอบบ้าง ผมก็ถือว่าเป็นงานที่น่าทำแล้วล่ะครับ)

0237: มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 (พอกเก็ตบุ้ค)

ตุลาคม 18, 2009 at 12:35 pm | In Economics | 19 Comments

econman2

หนังสือเล่มใหม่ของผม เป็นการรวมเล่มคอลัมน์ มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 ที่ผมเขียนลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทุกวันพุธเว้นพุธ เล่มนี้เป็นเหมือนหนังสือการเงินส่วนบุคคลในสไตล์ของผมเอง จัดทำโดย เนชั่นบุ้คส์ ครับ

0236: หัวข้อสัมมนา 1001ii @ B2S Chidlom

ตุลาคม 6, 2009 at 1:45 pm | In สัพเพเหระ | 52 Comments

chidlom

Title :  ออกแบบสไตล์การลงทุนของคุณ

Synopsis : ครั้งที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังถึงสไตล์การลงทุนของตัวผมเองไปแล้ว ในครั้งนี้ผมจะพูดถึงการเลือกสไตล์การลงทุนสำหรับแต่ละบุคคลบ้างว่ามีหลักการอย่างไร มีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง เพื่อให้คุณสามารถกำหนดสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด

Subtopics :

  • ความแตกต่างระหว่างคำว่า “หลักการลงทุน” กับ “สไตล์การลงทุน”
  • อะไรคือสิ่งที่ทำให้สไตล์การลงทุนหนึ่งเป็นสไตล์การลงทุนที่ดี
  • The 7 aspects of an Investment Style
  • วิเคราะห์สไตล์การลงทุนของวอเรน บัฟเฟต
  • เลือกสไตล์การลงทุนของคุณเอง และทำให้มันเป็นสไตล์การลงทุนที่ดี
  • คุยกันเรื่องภาวะตลาดในช่วงต่อไป

Venue : ร้านบีทูเอส เซ็นทรัลชิดลม วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ศกนี้ เวลา 1400-1600 น

ป.ล. ท่านที่ซื้อหนังสือของผมในวันงาน (มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 หรือเล่มอื่นๆ ก็ได้) จะได้รับลายเซ็น พร้อมของขวัญจากผมด้วย (ของขวัญมีจำนวนจำกัดนะครับ)

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.