0255: ป.และ ปรีดี, friend and foe

กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 8:00 am | In post 2475 | 36 Comments

ป. พิบูลสงคราม

การกลับมาครั้งที่สองของคณะราษฏรได้มีการยกเลิกการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า (พวกคณะเจ้า) โดยเฉพาะตำแหน่งทางการทหาร เพราะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของพระยามโนฯ มีการตัดเบี้ยหวัดที่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอลงถึง 80% รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ทรงพระชนมายุน้อยจึงต้องทรงใช้พระราชอำนาจผ่านทาง พระองค์เจ้าทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น ซึ่งพระองค์เจ้าทิพยอาภา ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่อ่อนน้อมต่อคณะราษฏร ความมั่นคงคือเป้าหมายที่สำคัญของคณะราษฏรยุคที่ 2

แต่การดึงอำนาจกลับมาที่คณะราษฏรก็ไม่ได้แปลว่า ปัญหาจะจบ รัฐบาลใหม่ที่มีพระยาพหลฯ เป็นนายกฯ ได้เกิดกบฏแย่งชิงอำนาจคืนอีกหลายครั้ง เช่น กบฏพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏนายสิบ เป็นต้น มันคือการต่อสู้กันระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่

ในยุคนี้ ร้อยโทแปลก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น ป.พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฏรฝ่ายทหารบกชั้นผู้น้อย เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเป็นผู้ที่ชักชวนพระยาพหลฯ ให้ยึดอำนาจคืนจากพระยามโนฯ และเมื่อเกิดกบฏบวรเดชขึ้น พระยาพหลฯ ก็แต่งตั้งให้ ป.เป็นผู้บัญชาการปราบกบฏจนได้รับชัยชนะอีก ป.จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และถือได้ว่าเป็นกำลังหลักของคณะราษฏรในการปราบพวกคณะเจ้า ที่ยังคิดจะกอบกู้ระบอบเก่าอยู่ ในช่วงนี้ ป.จึงได้สร้างศัตรูไว้อย่างมากมาย เคยถูกลอบยิงสองหน วางยาพิษอีกหนึ่งหน แต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้

ทางด้านรัฐสภาสมัยนั้น ผู้แทนส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คณะราษฏรจึงคุมเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะล้มกี่ครั้ง สภาก็โหวตเลือกพระยาพหลฯ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ จนสมัยที่ 5 รัฐบาลล้มเพราะโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งไม่ผ่าน พระยาพหลฯ ประกาศว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว สภาจึงได้เลือก ป. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน การมีหัวหน้ารัฐบาลเป็นทหารช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล ซึ่งยังเสี่ยงต่อการถูกยึดอำนาจได้เสมอ

เมื่อ ป.เป็นนายกฯ ได้แค่เดือนเศษก็เกิดการก่อหวอดขึ้นทันทีในพระนคร ป.จึงแสดงความเด็ดขาดด้วยการกวาดล้างศัตรูเก่า โดยให้ตำรวจเข้าจับกุมและแจ้งข้อหาวางแผนยึดอำนาจและลอบสังหารผู้นำ พระยาทรงสุรเดชต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ผู้ต้องหาส่วนหนึ่งก็โดนวิสามัญไปเลย (ป.อ้างว่า มีการบุกชิงตัวนักโทษเกิดขึ้น แล้วผู้ต้องหาแย่งปืน ทำให้ตำรวจต้องวิสามัญ ส่วนคนร้ายหนีไปได้ แต่สื่อมวลชนไม่เชื่อ) ผู้ต้องหาส่วนที่เหลือถูกนำขึ้นศาลพิเศษ มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปถึง 18 คน โดยถูกนำไปยิงเป้าวันละ 2-3 คนจนครบ สื่อมวลชนโจมตีว่า ป.เผด็จการ แต่ ป.ตอบว่า “ประหารชีวิตแค่ 18 คนเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรเลย การปฏิวัติใหญ่ที่ฝรั่งเศสเขาตัดหัวใส่เกวียนเป็นแถวๆ”

เมื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลของตนเองได้แล้ว ป.อยากเห็นสยามเจริญทัดเทียมชาติตะวันตก จึงนำนโยบายรัฐนิยมเพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นอารยะมาใช้ (มีหลวงวิจิตรวาทการรับหน้าที่เป็น Think Tank) มีการออกกฏหมายบังคับให้ประชาชนเลิกเคี้ยวหมาก ออกจากบ้านต้องใส่หมวก ใส่ถุงน่อง วัฒนธรรมไทยที่ดูโบราณถูกนำมาจัดระเบียบใหม่หมด (เหมือนในหนังเรื่องโหมโรง) ฯลฯ อีกมากมาย ไม่เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยอย่างมาก ดูแล้วเหมือนนโยบายยุโรปนิยมมากกว่า คือเลียนแบบชาติตะวันตกแต่เปลือกนอกแล้วบอกว่าเราเจริญเท่าเขาแล้ว

ป.ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย โดยให้เหตุผลว่า ชาวสยามชอบแบ่งแยกกันโดยเรียกตัวเองว่า ไทยใหญ่ ไทยอิสาน ไทยกลาง ฯลฯ ดังนั้นเพื่อความเป็นปึกแผ่น ทุกคนควรหันมาเรียกตัวเองว่า ไทย ให้เหมือนกันหมด ที่จริงแล้ว นโยบายของ ป.มีนัยทางการเมืองคือ การจำกัดคนจีนในประเทศไทย ซึ่ง ป.มองว่าเป็นส่วนเกินของสังคมไทย มีการสร้างทฤษฏีใหม่ว่าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน แต่มาจากเทือกเขาอัลไต เพื่อพยายามบอกว่า คนไทยกับคนจีนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มีการปิดโรงเรียนจีนและออกกฏหมายห้ามคนจีนส่งเงินออกนอกประเทศอีกด้วย (เป็นที่มาของคำว่า “เรียบร้อยโรงเรียนจีน”)

ที่จริงแล้ว ระบอบที่ ป.นำมาใช้ก็คือ ระบอบฟาสซิสต์ (เผด็จการอำนาจนิยม+ชาตินิยม) ที่ใช้กันในญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลีในเวลานั้นนั่นเอง เพราะประชาธิปไตยที่คณะราษฏรนำมาใช้ปรากฏว่าเป็นอะไรที่ชาวบ้านสมัยนั้นฟังไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านบางคนเข้าใจว่า ”ประชาธิปไตย” เป็นชื่อลูกชายคนหนึ่งของพระยาพหลฯ เพราะชาวบ้านรู้จักแต่ระบอบเจ้า ไม่สามารถคิดอะไรนอกกรอบนี้ได้ ในขณะที่ คอมมิวนิสต์ก็เป็นระบอบที่พระยามโนฯ สาดโคลนเสียจนชื่อเน่าเหม็นไปหมดแล้ว จึงเหลือแต่ระบอบฟาสซิสต์อีกแค่ระบอบเดียวเท่านั้นที่มีใช้กันอยู่ในโลกเวลานั้น และทำให้ป.เลือกนำมาใช้  มันเป็นระบอบเชื่อผู้นำ วลีเด็ดของ ป.คือ ”เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัยยยยยย” ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า ป.มีความจำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะในเวลานั้นไทยมีภัยคุกคามจากญี่ปุ่นในยุคสงครามโลก ประเทศจึงต้องการความเป็นปึกแผ่นภายในและมีผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่ง ป.เหมาะที่จะทำหน้าที่นี้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาล ป.  ปรีดีกับป.จากที่เคยร่วมมือกันอย่างดี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฏรมาด้วยกัน เริ่มมีความเห็นขัดแย้งกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ ป.เลือกที่จะเข้าด้วยญี่ปุ่น เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้าว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ความนิยมของ ป.จึงตกต่ำลง ในขณะที่ ปรีดี เริ่มหันไปสนับสนุนขบวนการเสรีไทย และล๊อบบี้ผู้แทนในสภาให้เลิกสนับสนุน ป. เพื่อป้องกันมิให้ ป.นำไทยไปสู่การเป็นประเทศแพ้สงคราม

เมื่อ ป.เสนอให้มีการย้ายเมืองหลวงไปที่เพชรบูรณ์แต่โหวตแพ้ ทำให้ ป.ต้องเลือกระหว่างการลาออกกับยุบสภาแต่ ป.ได้เลือกการลาออก เพราะ ป.ยังมั่นใจว่าสภาจะเลือกตนกลับเข้ามาเป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่ ป.คาดผิด สภาโหวตเลือกนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ แทน นายควงเป็นสภาชิกคณะราษฏรคนสำคัญอีกคนหนึ่ง แต่ลูกพรรคของนายควงนั้นเต็มไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยม+ลูกท่านหลานเธอ ซึ่งถูกพวกคณะราษฏรกดเอาไว้อย่างหนัก มารวมตัวกันที่นี่ นายควงจึงเป็นคนที่ดูค่อนข้างเป็นกลางในสภา กล่าวกันว่า ปรีดีจงใจปล่อยให้ควงเป็นนายกฯ เพื่อมิให้ตัวเองถูกมองว่า เป็นผู้ที่โค่น ป. โดยตรง ยังไงเสียควงก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของปรีดีเลย เพราะปรีดียังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่

ป.เจ็บใจมากที่โดนสภาหักหลัง จึงพาภรรยาไปทำสวนอยู่แถวจังหวัดปทุมธานี และประกาศว่า “เข็ดแล้วการเมือง จะไม่ขอกลับมาเล่นการเมืองอีกแล้ว” รวมเวลาที่ ป. ได้เป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 10 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น “นายกตลอดกาล”

รัฐบาลนายควงล้มเลิกนโยบายรัฐนิยมทุกอย่างที่ ป.เคยทำไว้ทั้งหมด แล้วลาออกทันทีเพื่อเปิดทางให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช ฑูตไทยประจำกรุงวอชิงตันเข้ามาเป็นนายกฯ เพราะเป็นคนไทยที่เจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดีที่สุดในเวลานั้น เมื่อ มรว.เสนีย์ ปฏิบัติหน้าที่เสร็จ ก็ลาออก สภาจึงโหวตให้นายควงกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ แต่นโยบายเศรษฐกิจของนายควงเป็นแบบตลาดเสรีซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของปรีดี ผู้แทนในสภาที่เป็นสาวกของนายปรีดี จึงช่วยกันดันให้รัฐบาลของนายควงล้มโดยให้รัฐบาลโหวตกฏหมายฉบับหนึ่งแพ้ นายควงเลือกยุบสภา คราวนี้ นายปรีดีจึงได้ลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อมาแข่งด้วย นายควงเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงไม่ได้ลงแข่ง นายปรีดีจึงได้รับการโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ คนใหม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้าน พวกอนุรักษ์นิยมสยองกันไปตามๆ กัน เพราะเกรงว่านโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของนายปรีดี กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่นายปรีดีจะได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแค่วันเดียว ก็เกิดเหตุลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ขึ้น

รัฐบาลของนายปรีดีพยายามสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าใครคือฆาตกร ฝ่ายค้านจึงโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายแค้นของนายปรีดีนอกสภาก็ให้คนออกไปปล่อยข่าวลือตามโรงหนังต่างๆ โดยร้องตะโกนว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” คนไทยชอบคำอธิบายของสิ่งที่ไม่มีคำตอบอยู่แล้ว ข่าวลือจึงหนาหูอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการพูดกันมากๆ พูดกันทุกวัน เรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อ ก็ฟังดูน่าเชื่อขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลต้องเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ที่กล่าวหานายปรีดี ในที่สุดนายปรีดีต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถให้ความกระจ่างกรณีสวรรคตได้

สภาได้โหวต พลเรือดรี ถวัลย์ ขึ้นมาเป็นนายกแทนนายปรีดี ซึ่งที่จริงแล้ว พลเรือตรีถวัลย์คือคนที่ปรีดีผลักดันอยู่เบื้องหลังนั่นเอง เพราะไม่ว่าพรรคใหญ่น้อยในสภาในเวลานั้น ก็ล้วนมีชื่อเล่นว่าพรรคปรีดีด้วยกันทั้งนั้น

ปรีดี พนมยงค์

รัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ เจอมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก ทั้งกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการถูกกล่าวหาว่า คอรัปชั่นอย่างมโหฬาร กินจอบกินเสียม มีแรงกดดันทางการเมืองหนักขึ้นเรื่อยๆ นักข่าวถามว่ากลัวโดนปฏิวัติมั้ย พลเรือถวัลย์ตอบว่า “ก็นอนรอการปฏิวัติอยู่แล้ว” เพราะความมั่นใจในแรงสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็โดนเลย….

เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะปฏิวัติประกอบด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ น.อ.กาจ กาจสงคราม พล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาศ จารุเสถียร ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เข้ายึดอำนาจจากพลเรือตรีถวัลย์ โดยอ้างปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และคดีสวรรคต มีการเข้าจับกุมนายปรีดี แต่นายปรีดีหลบหนีทัน ซึ่งสุดท้ายแล้วนายปรีดีต้องขอลี้ภัยทางการเมืองทำให้ไม่ได้กลับเมืองไทยอีกเลยตลอดชีวิต

คณะปฏิวัติบอกว่าไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตัวเองแต่ทำไปเพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น จึงได้แต่งตั้งให้ นายควง เป็นนายกฯ แทน (พึ่งรู้ว่า ปชป.เป็นพรรคตาอยู่มาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว) แต่ในงานๆ หนึ่งที่มีทั้ง จอมพล ป.และพล.ท.ผิน ไปร่วมงานด้วย ป.ได้จุดบุหรี่จากไฟแช็ค ที่พล.ท.ผินยื่นให้อย่างนอบน้อม นักข่าวก็รู้ได้ทันทีว่า ที่จริงแล้วใครน่าจะอยู่เืบื้องหลัง แต่คณะปฏิวัติก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่า จอมพล ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติในครั้งนี้ แต่เป็นความประสงค์ของคณะปฏิวัติเองที่ทนเห็นการคอรัปชั่นในบ้านเมืองไม่ได้ พล.ท.ผินมีการร้องไห้ออกทีวีด้วยจนได้รับฉายาว่าเป็น “วีรบุรุษเจ้าน้ำตา” อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะปฏิวัติได้พยายามหาหลักฐานการคอรัปชั่นของรัฐบาลถวัลย์ แต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อรัฐบาลของนายควงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มีการแจกใบปลิวสร้างกระแสว่า นโยบายเสรีของนายควงสู้นโยบายชาตินิยมของจอมพล ป.ไม่ได้ สมควรเรียกจอมพล ป.กลับมากันเถิด จากนั้นคณะปฏิวัติก็ได้เข้าทำการยึดอำนาจจากนายควงอีกครั้ง โดยเอาปืนจี้ให้นายควงลาออกเอง คราวนี้สภาได้ยกมือให้จอมพล ป.กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทันทีที่นายควงออกไป ราคาไข่ก็ลดลงทันทีอย่างน่าพิศวง 

การกลับมาครั้งนี้ ป.ได้กลับมากวาดล้างพวกของปรีดีจนหมดสิ้น ปรีดียังพยายามกลับมายึดอำนาจคืนจาก ป.อีกครั้งโดยสั่งการมาจากเมืองนอกในกบฏวังหลวง แต่ก่อการไม่ทำสำเร็จ ถือได้ว่า ป.คือผู้ที่ทำให้ฐานอำนาจของปรีดีหมดไปจากการเมืองไทยอย่างถาวร

การปฏิวัติ 8 พย 90 ถือกันว่าเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุด เพราะการเมืองไทยกำลังมาถึงจุดที่เป็นการแข่งขันกันระหว่างรัฐบาลพลเรือน (ปรีดี vs ควง) แล้ว แต่ก็ต้องมากลายเป็นรัฐทหารไปอีกถึง 26 ปี ต่อจากนั้น

0215: อนุรักษ์หรือทำลาย

มกราคม 27, 2010 at 3:04 pm | In สัพเพเหระ | 74 Comments

ภาษาไทย เป็นภาษาที่ยังไม่ตาย กล่าวคือ ยังเป็นภาษาที่มีคนพูดกันอยู่ จึงยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกยุคทุกสมัย เหมือนภาษาอื่นๆ ที่ยังไม่ตาย

ภาษาไทย สมัยสุโขทัย เขาเขียนกันแบบนี้ (จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง)

ภาษาไทยสมัยอยุธยา เขาเขียนกันแบบนี้ (จากหนังสือจินดามณี โปรดสังเกตตัวสะกดที่วงสีแดง)

ภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนแบบนี้ (จากพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5)

จะเห็นได้ว่า อักขระของภาษาไทยมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ถ้าหากเราจะบังคับ มิให้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย มันก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่ เพราะที่จริงแล้วภาษาไทยที่คนสมัยนี้บอกว่าเป็นแบบที่ถูกต้องนั้น สมัยก่อนมันคือภาษาไทยที่ผิด  ถ้าอักขระภาษาไทยไม่ควรเปลี่ยนแปลงเลย เราควรรณรงค์ให้กลับไปเขียนว่า “เปน” แทนที่จะเป็น “เป็น” ด้วยหรือไม่ การถือว่าภาษาไทยในยุคที่ผู้ใหญ่ยุคนี้ยังเป็นเด็กอยู่เท่านั้น ที่เป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ส่วนภาษาไทยทั้งก่อนและหลังยุคนั้น ถือว่าผิดทั้งหมด จะไม่ดูเป็นความใจแคบไปหน่อยหรือ ทำไมเราต้องมองว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเป็นการทำลายด้วย ผมว่าภาษาไทยเป็นของทุกๆ คน มันเป็นของเด็กเกรียนมากเท่าๆ กับที่มันเป็นของนักวิชาการด้วย ผมเห็น Longman เขาไม่เห็นออกมาต่อต้านศัพท์แสลงเลย แถมเขายังจดบันทึกคำแสลงที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาอย่างใจจดใจจ่อถึงขนาดจัดทำเป็นดิชชั่นนารีคำแสลงขึ้นมาเลยทีเดียว ผมว่านักวิชาการที่ Longman เขาไม่ได้มองว่า ภาษาอังกฤษเป็นของเขาคนเดียว เขาจึงมีหน้าที่แค่เฝ้าดูและบันทึกความเปลี่ยนแปลงของมันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ไปเจ้ากี้เจ้าการสั่งคนอื่น หรือยึดภาษาอังกฤษมาเป็นของตัวเองแค่กลุ่มเดียว

ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ศิลปะทุกแขนงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยทั้งนั้น จิตรกรรมก็มี ยุคเรเนซองต์ ยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ ยุคโมเดิร์น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการทำลาย ผมว่าภาษาก็เหมือนกัน สาเหตุที่ศิลปะไทยหลายอย่าง ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย รำไทย โขน ฯลฯ มันตายหมด ไม่ใช่เพราะเด็กรุ่นใหม่ขาดจิตสำนึกหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่า นักอนุรักษ์สมัยนี้ห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเด็ดขาดต่างหาก เมื่อศิลปะเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันก็ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ไม่ได้ ก็เลยตาย ภาษาไทยเป็นศิลปะไทยอย่างสุดท้ายแล้ว ที่คนรุ่นใหม่ยังใช้กันอยู่ อย่าทำให้มันตายตามอย่างอื่นไปอีกเลยครับ

ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ ผมอึดอัดมานานแล้ว

[แจ้งทราบ]: บทความในกรุงเทพธุรกิจ ย้ายมาวันพรุ่งนี้นะครับ

มกราคม 25, 2010 at 5:42 pm | In สัพเพเหระ | 1 Comment

เฉพาะสัปดาห์นี้เท่านั้น

0250: ธรรมเนียมรอคนมาสาย

มกราคม 24, 2010 at 1:52 am | In Bad Reward System, Economics | 25 Comments

บ้านเรามีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือ ให้รอคนมาสาย เสมอ

เวลามีแล็คเชอร์ งานสัมมนา งานพิธี หรือการจัดไปเที่ยวต่างๆ เป็นที่เข้าใจกันว่าต้องรอคนมาสาย ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมสังคมไทยถึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรทำอย่างนี้ เหตุผลที่พอจะจินตนาการได้อาจเป็น เรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คือ ผู้ที่มาสายเขาคงมีความจำเป็นล่ะมั้ง เช่น เขาอาจเป็นเหมือนเด็กหญิงวัลลี (the argument goes) ที่จะต้องอยู่ช่วยแม่แก่ๆ ขายของตอนเช้า เสร็จแล้วก็ต้องรีบวิ่งเท้าเปล่ามาโรงเรียนอีกสิบกิโล ทำให้มาสายก็ได้ 

และพอมาถึงแล้วครูถามว่า ทำไมมาถึงสาย เด็กหญิงวัลลีจะไม่ปริปากพูด เพราะเด็กหญิงวัลลีเป็นคนที่ไม่ชอบแก้ตัว ปล่อยให้ครูเข้าใจผิดและตีเธออย่างรุนแรงทุกวัน ดังนั้นถ้าหากพวกเราลงโทษคนที่มาสายด้วยการไม่รอ พวกเราอาจเผลอไปทำร้ายคนแบบเด็กหญิงวัลลีอยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเราเอง ที่จะไม่ก่อโศกนาฏกรรมกันขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรรอคนมาสายดีกว่า นั่นอาจเป็นตรรกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็ได้

วิธีคิดแบบไทยๆ นั้น ถ้าหมู่คณะไม่ยอมรอคนที่มาสาย คนที่มาสายจะดูน่าสงสารอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน การที่คนตรงเวลาอีก 99 คนที่ต้องมาทนนั่งรอคนๆ เดียวที่มาสายนั้น กลับดูไม่น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย  เวลาของคนมาสายมีค่าสุดๆ แต่เวลาของคนตรงเวลาไม่มีค่าเลย 

ในระหว่างที่รอคนมาสายนั้น อาจารย์ก็มักจะบ่นคนมาสายไปด้วย เช่น พวกเธอว์ไม่รู้จักเวร่ำเวลา พวกเธอว์ไม่เคยเห็นความสำคัญของวิชานี้ เป็นต้น ซึ่งเป็นการบ่นผิดคน เพราะคนที่ต้องทนฟังอาจารย์บ่นคือคนที่มาทัน ส่วนคนที่มาสาย นอกจากจะไม่ต้องหูชาแล้ว มาถึงปุ๊บก็ยังได้เรียนทันที ไม่ต้องเสียเวลารออีกต่างหาก

กติกาให้รอคนมาสายนี้ช่วยทำให้ ณ จุดสมดุล ทุกคนจะมาสายกันหมด เพราะการมาสายกลายเป็นกลยุทธ์เด่น โดยคนที่ได้ประโยชน์ไปมากที่สุดคือคนที่กะเวลาให้ตัวเองมาสายได้เป็นคนรองสุดท้ายได้พอดี เพราะคนๆ นี้จะเสียเวลานั่งรอน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันยังไม่ถูกเพื่อน ประณามอีกด้วย เพราะอ้างได้ว่า ยังไงก็ต้องรอคนสุดท้ายอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ทำให้ทุกคนช้าลงแต่อย่างใดๆ

และเพราะเกมนี้เป็นเกมแบบ infinte repetitive game ด้วย ทำให้ในที่สุด บ้านเราจึงเกิดธรรมเนียมการนัดแบบไทยๆ ขึ้น คือ ถ้านัดแปดโมงก็ให้เป็นที่เข้าใจกันเองว่าหมายถึงล้อหมุนจริงๆ สิบโมง ถ้านัดเก้าโมงก็หมายถึงล้อหมุนสิบเอ็ดโมง เป็นต้น เป็นธรรมเนียมที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน เพราะฉะนั้น ที่จริงแล้วใครที่มาแปดโมงเองก็ต้องถือว่าเป็นความผิดของคนที่มาตรงเวลาเอง (โง่เอง) ที่ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียม ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาสายอีกต่อไป

ธรรมเนียมรอคนมาสายเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของ Bad Reward System เท่านั้นนะครับ

0254: Mutual Fund Watchdog #2

มกราคม 13, 2010 at 5:07 pm | In Investing | 13 Comments

ซื้อได้แล้วนะครับ กองทุนรวมหุ้นแบบไม่ปันผลของบลจ.ต่างๆ ทุกบลจ.มีหน้าที่สู้กับ TMB50 ซึ่งเป็นกองทุนดัชนีให้ได้ในระยะยาวนะครับ

ของ BBLAM ต้องซื้อต่างหากเพราะฟิลิปไม่ได้เป็นตัวแทนนะครับ

ยังมีบลจ.อื่นอีก แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่มีกองทุนหุ้นแบบที่ไม่ปันผลนะครับ ส่วนกองทุนหุ้นบางกองที่มีปันผลที่แนะนำผมกันมา ผมซื้อไว้ดูเองครับ เหอๆ

พอร์ตนี้จะถือแช่ไว้เลย แบบนานแสนนาน Once in a blue moon จะเอาพอร์ตนี้กลับมาดูสักที เราจะได้รู้ว่า บลจ.ไหนสร้าง wealth ให้ผู้ถือหุ้นได้จริงๆ บ้าง

(Please Refer to http://dekisugi.net/2009/12/25/0227-mutual-funds-watchdog/ )

0248: คณะราษฏร พ.ศ.2475

มกราคม 9, 2010 at 1:29 am | In post 2475 | 39 Comments

คณะราษฏร ก่อตั้งโดยกลุ่มนักเรียนไทยในฝรั่งเศส 7 คน คนสำคัญได้แก่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) และหลวงพิบูลสงคราม (ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ) เป็นต้น ทั้งหมดมีอายุเพียงแค่ 26-29 ปีเท่านั้น

กระแสเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นมีมาก่อนคณะราษฏรแล้ว เพราะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกโดยเริ่มจากการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้วลามไปทั่วโลก ในเวลานั้นเหลือแค่สยามประเทศเดียวในเอเชียเท่านั้น ที่ไม่ใช่ประเทศอาณานิคม ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มชนชั้นกลางโดยเฉพาะพวกที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งเริ่มจะมีมากขึ้นแล้วในสมัยนั้น เริ่มเกิดกระแสว่า สยามควรเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย สมัยนั้นมีการพูดสอดเสียดทั่วไปว่า สยามเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวในโลกที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ

ในเวลานั้น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ประกอบกับปัญหาขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากมีการใช้จ่ายอย่างมากในรัชกาลก่อน รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ปัญหาด้วยการดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าราชการจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบเป็นชนชั้นกลาง เมื่อกลุ่มนักเรียนนอกกลับมารับราชการก็เริ่มชักชวนข้าราชการให้เข้าร่วมขบวนการอย่างลับๆ ซึ่งทำได้ไม่ยากนัก เพราะความรู้สึกไม่พอใจมีอยู่แล้ว ตอนแรกสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมเป็นคนหนุ่ม ไม่มีอำนาจ จึงเกรงว่าอาจทำการกันไม่สำเร็จ คณะราษฏรจึงพยายามติดต่อเพื่อเกลี่ยกล่อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้เข้าร่วมด้วย ทำให้ได้พบว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งก็คิดจะปฏิวัติด้วยอยู่ด้วยเหมือนกัน จึงรวมกลุ่มกัน โดยมีพระยาพหลฯ รองจเรทหารบก เป็นหัวหน้าสายทหารบก หลวงสินธ์สงครามชัย เป็นหัวหน้าสายทหารเรือ นายปรีดี เป็นหัวหน้าสายพลเรือน กลายเป็นคณะราษฏรรวมทั้งสิ้น 102 คน ให้พระยาพหลฯ เป็นหัวหน้าคณะเพราะมีอาวุโสสูงสุด

ทีแรก นายปรีดีลังเลว่าควรปฏิวัติแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยการปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐฯ แบบในประเทศอื่นๆ ดี หรือว่าควรปฏิวัติแบบเฉียบพลันโดยใช้กำลังทหาร แต่ตอนหลัง นายปรีดีก็เห็นว่า ควรปฏิวัติแบบเฉียบพลันมากกว่า เหตุเพราะคนไทยส่วนใหญ่นิยมเจ้า เห็นทีจะปลุกระดมยาก การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจึงนับได้ว่ามาจากคนชั้นกลางล้วนๆ ไม่ได้เกิดจากคนชั้นล่างลุกฮือแบบในประเทศอื่นๆ

ในช่วงก่อนปฏิวัติมีข่าวลือเกิดขึ้นก่อนหลายครั้ง จอมพล ป. (ร้อยโทแปลก ขิตตะสังคะ) สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเคยออกมาเฉลยว่า ที่จริงแล้ว คณะราษฏรเป็นผู้ปล่อยข่าวลือออกไปเอง คือปล่อยข่าวแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายๆ ครั้ง รัฐบาลจะได้ตายใจ คิดว่าไม่มีจริง พอปฏิวัติจริงจะได้ทำการได้ง่ายขึ้น นับว่า การปล่อยข่าวลือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้การได้ดีเสมอมาในสังคมไทย เพราะคนไทยชอบเชื่อข่าวลืออยู่แล้ว  การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นหลังการดุลข้าราชการออกเป็นรอบที่สาม ซึ่งเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด เพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในเช้าวันที่ 24 มิย 2475 นั้น นับว่าใช้เวลาสั้นที่สุดในโลก คือจบสิ้นภายใน 3 ชั่วโมง อีกทั้งยังไม่มีใครเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บเพียงแค่หนึ่งรายเท่านั้น สะท้อนถึงความพร้อมของคณะราษฏรและความอ่อนแอของรัฐบาลในเวลานั้นเป็นอย่างมาก คณะราษฏรอาศัยโอกาสที่ ร.7 แปรพระราชฐานไปหัวหินแบ่งกำลังกันบุกเข้าไปยึดกรมไปรษณีย์โทรเลข ไฟฟ้า ฯลฯ และจับตัว กรมพระนครสวรรค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในนครหลวง และสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาคนอื่นๆ ตลอดจนเสนาบดีหลายคนเป็นตัวประกัน การยึดกรมไปรษณีย์โทรเลขคือการตัดการสื่อสารทั้งหมด ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสั่งการใดๆ ได้เลย คณะราษฏรได้วิธีการนี้มาจากหนังสือเทคนิครัฐประหารที่นายปรีดีนำมาจากประเทศอิตาลี หนังสือเล่มนี้แนะนำว่า การตัดการสื่อสารทั้งหมดเป็นวิธีปฏิวัติที่ง่ายที่สุด เสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด หลักการนี้ได้ถูกนำมาเลียนแบบในการทำรัฐประหารของไทยอีกหลายครั้ง (ปฏิวัติทีไร ยึดสนามเป้าทุกที) คณะราษฏรได้ยื่นข้อเสนอให้รัชกาลที่ 7 ทรงร่วมมือกับคณะราษฏรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันรุ่งขึ้นรัชกาลที่ 7 ทรงรับข้อเสนอ เป็นอันสิ้นสุดการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อปฏิวัติได้แล้ว คณะราษฏรฝ่ายทหารได้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญของกองทัพไว้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มีความมั่นคงนัก เพราะเกรงว่าฝ่ายข้าราชการที่นิยมระบอบเก่า ซึ่งสูญเสียอำนาจไป จะกลับมายึดอำนาจคืนได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังต้องการแสดงด้วยว่า คณะราษฏรไม่ได้ต้องการยึดอำนาจมาเป็นของตนเอง ในการแต่งตั้งสภาชั่วคราว 70 คน จึงได้เลือกสมาชิกคณะราษฏรเข้าไปเพียงแค่ 33 คนเท่านั้น ที่เหลือให้เป็นโควต้าของพวกที่ฝักใฝ่ระบอบเก่าและอื่นๆ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดตำรามาก เพราะประเทศอื่นเวลาปฏิวัติแล้วจะเอาฝ่ายที่ฝักใฝ่ระบอบเก่าไปฆ่าให้หมด หลังการปฏิวัติในฝรั่งเศสและรัสเซียนั้นมีการประหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม แต่นี่นอกจากจะไม่ได้ฆ่าแล้ว ยังให้อำนาจอีก อันเป็นเหตุให้เกิดความโกลาหลทางการเมืองไทยอย่างมากในเวลาต่อมา

ในด้านฝ่ายบริหาร นายปรีดีได้เสนอพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าเป็นนักเรียนนอก แต่เคยรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท จึงน่าจะเป็นคนกลางที่ดีได้ ทำให้บุญหล่นทับ พระยามโนฯ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดของนายปรีดี เพราะที่จริงแล้ว พระยามโนฯ เป็นผู้ที่มีหัวคิดฝักใฝ่ระบอบเก่าเป็นอย่างมาก

ตอนแรก รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่คณะราษฏรร่างขึ้นกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจมากกว่ารัฐบาล แต่ฝ่ายนิยมระบอบเก่าในสภาได้ต่อรองจนทำให้ในฉบับจริง (10 ธค 2475) อำนาจเปลี่ยนไปอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าช่วยให้พระยามโนฯ ซึ่งพวกนิยมระบอบเก่าหนุนหลังอยู่ มีอำนาจมาก (ในสภา นายปรีดีคุมเสียงข้างมากอยู่) และกลายเป็นลักษณะประหลาดของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

พระยามโนฯ ค่อยๆ ล๊อบบี้ให้ พระยาทรงสุรเดช แกนนำคณะราษฏรคนสำคัญ หันมาฝักใฝ่ระบอบเก่า ช่วยให้รัฐบาลของพระยามโนฯ มีกองทหารหนุนหลังด้วย ต่อมาก็ออกกฏห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอีก เพื่อมิให้สมาคมคณะราษฏรซื่งเปิดรับสมาชิกอยู่ในเวลานั้น เติบใหญ่ได้ เป็ฯการลดทอนอำนาจของคณะราษฏรลงไปอีก ตอนนี้ นสพ.เริ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพระยามโนแล้วว่าเป็นเผด็จการชัดๆ เพราะออกกฏอะไรก็ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องผ่านสภา จนได้รับฉายาว่า ระบอบ “มโนเครซี” และกลายเป็นคำที่ฮิตติดปากสมัยนั้นไปเลย

เมื่อพระยามโนฯ ได้ทั้งอำนาจรัฐบาลและมีกองทหารหนุนหลังแล้วก็คิดต่อไปว่า ยังเหลือแต่สภาเท่านั้น ที่พวกคณะราษฏรยังมีอำนาจอยู่ เพราะมีพวกของนายปรีดีคุมเสียงข้างมาก จึงลดทอนอำนาจของสภาต่อไป ด้วยการออกพระราชกฤษฏีกาให้ปิดประชุมสภาและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ พระยามโนฯ ได้ตัดนายปรีดีและพวกออกจากคณะรัฐมนตรีหมด เหลือแต่พวกนิยมระบอบเก่าเท่านั้น มีการปล่อยข่าวลือว่านายปรีดีมีแผนจะยึดทรัพย์ของเอกชนทั้งหมดมาเป็นของรัฐฯ เพื่อกล่าวหาว่าเค้าโครงเศรษฐกิจที่นายปรีดีเป็นคนร่างเป็นคอมมิวนิสต์  จากนั้นก็ออก พรบ.คอมมิวนิสต์ ฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อให้นายปรีดีมีความผิดและต้องถูกเนรเทศออกไปนอกประเทศในที่สุด เป็นการกำจัดผู้ที่ให้ตนเป็นนายกฯ และถือได้ว่าเป็นการยึดอำนาจคืนจากพวกคณะราษฏรได้หมดแล้ว  

แต่สิ่งที่พระยามโนฯ พลาดไปก็คือ ปล่อยให้ ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ หนึ่งในแกนนำคณะราษฏร ดำรงตำแหน่งที่คุมกำลังทหารในพระนครไว้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นแค่ทหารบกชั้นผู้น้อย และร้อยโทแปลกเองก็ทำตัวเงียบๆ มาตลอดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร้อยโทแปลกได้ชักชวน พระยาพหลฯ ให้ทำรัฐประหารยึดอำนาจคืนกลับมาจากพระยามโนฯ อีกครั้ง โดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกเช่นเคย พระยามโนฯ ยอมลี้ภัยไปต่างประเทศ พระยาพหลฯ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย รัฐบาลชุดใหม่เลิกประนีประนอมกับพวกนิยมระบอบเก่าและได้เชิญนายปรีดีให้กลับมาเมืองไทยเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว คณะราษฏรก็ต้องยึดอำนาจเอาไว้เองจนได้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การปฏิวัติที่ไม่ยึดอำนาจเอาไว้เองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะต่อให้เจตนาเช่นนั้นจริง แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามขึ้นสู่อำนาจได้แทน ภัยย่อมมาถึงตัว ฉะนั้นใครก็ตามที่ปฏิวัติ ก็จำเป็นต้องยึดอำนาจเอาไว้เอง เพื่อความปลอดภัยของคณะปฏิวัติ

0253: Management Watchdog

มกราคม 4, 2010 at 9:05 pm | In Investing | 11 Comments

บังเอิญกรุงเทพธุรกิจ Bizweek หน้า 7 ของวันนี้ สรุปเป้ารายได้ปี 2553 ของบมจ.ต่างๆ เอาไว้ให้อ่านกันพอดี เลยต้องขอบันทึกไว้หน่อย

  เป้ารายได้ หมายเหตุ
CPF + 5-7% กำไรสุทธิเยอะกว่าปีก่อน เงินปันผล 1H สูงกว่าเดิม
CK +10% ไม่ขาดทุน
PS   พรีเซล 3 หมื่นล้าน
SPALI 1 หมื่นล้าน พรีเซล 1.4 หมื่นล้าน
CPN Double digit growth  
THAI + 20.7%  
SAT + 25% Gross 20-25%
JAS > 1 หมื่นล้าน  
PRIN   พรีเซล 5.5 พันล้าน
CMO + 20%  
MCOT + 5%  
NWR + 10%  
TNDT + 20%  
LANNA เท่าเดิม ขอรับรองว่าปี 54 ก้าวกระโดด
ETG +40% Net Margin 3-4%
LIVE 500 ล้าน  
ROBINS 3-4%  
PLE เท่าเดิม  
SNC 4800-5000 ล้าน  
AGE +20%  
DRT +10%  
MFEC +15-20%  
BAFS + 3% Net Margin 28%
UMS > 20% Gross 25-30%
AH เท่าปี 2551  

 

ไว้ปลายปีนี้ เรามาดูกันว่า ผู้บริหารคนไหน นิสัยเป็นยังไงกันบ้าง

เป้าอนาคตไม่จำเป็นต้องทำได้เสมอไปก็ได้ เพราะธุรกิจย่อมมีความไม่แน่นอนเป็นธรรมดา แต่ผู้บริหารบางคนที่สัญญาอะไรไว้ แล้วไม่เคยทำได้เลยสักปี พอปีหน้าก็เอาฝันใหม่มาขายให้นักลงทุนเคลิ้มอีก แบบนี้ใช้ไม่ได้ ฉะนั้นควรอัดเทปไว้ จะได้ระวังตัวได้ถูกคน

0252: Guru Watchdog

มกราคม 3, 2010 at 5:36 pm | In สัพเพเหระ | 7 Comments

Jim Rogers (Source 1 2 3 )

- ช่วงนี้ผมสะสมดอลลาร์เพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าทุกคนมองดอลลาร์ร้ายกันหมด แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยกว่าเงินสกุลอื่นๆ ที่ผมถืออยู่ เพราะยังไงๆ ดอลลาร์ก็จะแย่ลงเรื่อยๆ ในระยะยาว ผมแค่อยากจะลองทำกำไรระยะสั้นเท่านั้น แต่ผมไม่ใช่คนเล่นสั้นที่เก่งเลย

- ตอนนี้ ผมยังไม่ซื้อทองคำเพิ่ม เพราะผมถือทองคำอยู่แล้ว แต่จะไม่ขายมันด้วย ถ้าหากทองคำลงไปแตะต่ำกว่าพันเหรียญ ผมก็จะซื้อเพิ่มอีก เพราะภายในปี 2019 ทองคำจะต้องยืนเหนือระดับ $2,000 ได้อย่างแน่นอน และนั่นไม่ใช่สมมติฐานที่มากเกินไปเลย

- ปีหน้าเราอาจจะเห็นรัฐบาลของบางประเทศประสบปัญหาทางการเงินเพิ่มอีก อาจจะเป็น อาร์เจนติน่า ยูเครน หรือแม้แต่ UK ก็เป็นไปได้ ในช่วงสองสามปีนี้จะต้องมีวิกฤตการเงินอีกอย่างแน่นอน นอกเหนือจากทองคำแล้ว silver และเงินสกุลเอเชียบางประเทศก็น่าสนใจด้วย

- สินค้าเกษตรน่าสนใจมาก เพราะว่าราคาของมันตกต่ำมาเป็นทศวรรษแล้ว ผมว่ามันเป็นสินทรัพย์ที่ราคาถูกที่สุดในตอนนี้ เรากำลังจะมีวิกฤตอาหาร ตอนนี้ข้าวสร้าง all time high ได้แล้ว แต่น้ำตาลยังห่าง all time high อยู่มาก

- ช่วงนี้เป็นช่วงที่แปลกมาก เพราะผมไม่ได้ short อะไรเลย ผมหาไม่เจอว่ามีอะไรที่ราคาแพงมากๆ แต่ถ้าจะให้ short ผมคงเลือก US Government Bond

Marc Faber (Source)

-A stronger dollar will be positive for equities based on historical market data.
-The U.S. market will outperform emerging markets for the first half of 2010.
-Stocks and associated indices may have 10-20% correction, followed by another rally.
-The worst thing you can do for a long-term buy is purchase Treasuries.
-The private sector is de-leveraging while the government levers up. This process is expected to continue

Overall, 2010 will not be one for the record books, as 2009 was. He’s looking at a more normal 5%-10% rate of return for global investors.

Here are Faber’s views on other markets and asset classes:

Asia: “Longer term we’ll have still favorable growth,” he says. He thinks India and Japan both offer opportunities. In his eyes, this view gained even more credibility after they were not mentioned once during the Barron’s round-table discussion.

Bonds: The bull market in Treasuries that lasted from 1980-2008 is a thing of the past. Near term: after a dismal 2009 the bond market could be in for a rebound. Longer term: look for exit opportunities in Treasuries.

Gold: Still a long-term buy.

Oil: Prices in the $80s make sense since the marginal cost to find a barrel is about $70. Longer term he expects prices to continue rising as demand increases from the developing world.

Agricultural commodities: In the short term, Faber’s favorite commodity is wheat. He advises against buying the wheat ETFs because they’re relatively expensive. Instead, play it through farm land or potash companies, he says.

โทมัส ตัน (ที่มา)

ผู้มีประสบการณ์ในตลาดโภคภัณฑ์ ด้วยเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานมากว่า 15 ปี ได้เขียนคำทำนายเศรษฐกิจทุกปี ตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งคราวนั้นทำนายว่า ทองคำจะแตะระดับ 1000 เหรียญได้เป็นครั้งแรก ปีนี้มีคำทำนาย น่าสนใจอีกจนอดไม่ได้ที่จะแปลมาให้อ่านกัน

ผมได้เขียน 10 คำทำนายมา 2 ปีติดต่อกันแล้ว นับตั้งแต่ปี 2008 เดิมทีได้ไอเดียจากคุณ Byron Wien ซึ่งได้เผยแพร่คำทำนายออกมาทุกปีนับตั้งแต่ปี 1980 ขณะที่เขาอยู่ที่ Morgan Stanley แล้วก็ไปอยู่กับ Pequot Capital ตามด้วยปัจจุบัน อยู่ที่ Blackstone.

คำทำนายในปี 2008 ของผมค่อนข้างตรงและได้ทำนายทิศทางหลักๆเกือบทั้งหมด เนื้อหาดีกว่าของคุณ Byron บางอย่าง ผมเรียกว่า เป็นความโชคดีของมือใหม่อย่างผม แต่ในปี 2009 Byron ก็สามารถเอาคืนได้ ด้วยคำทำนายที่ถูกต้องมากกว่า การอ่านลูกแก้วแบบนี้ ไม่มีใครชนะได้ตลอด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าสนุกที่จะทำ โดยเฉพาะเมื่อมันถูกต้องขึ้นมา ผมตั้งใจจะทำมันทุกๆปี ไม่ว่าปีก่อนผลจะผิดหรือถูกมากกว่า และโดยไม่รอช้า คำ 10 ทำนายของผม มีดังนี้

1. ทองคำ จะแตะระดับ 1500 เหรียญต่อออนซ์ในปี 2010 หรือหมายถึงขึ้นไปอีก 50% จากระดับปัจจุบัน ส่วนโลหะเงินก็จะตามกันไป แตะระดับ 25 เหรียญต่อออนซ์ ส่วนดัชนีหุ้นเหมืองทองคำ HUI จะขึ้นผ่าน 600 เหรียญด้วยเหมืองทองคำ/เงิน ขนาดเล็กๆหลายแห่ง จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่า ทองคำจะถูกจัดเป็นสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวที่วางใจได้ ทั้งจากประชาชนทั่วไปและจากธนาคารกลางต่างๆ จากการเสื่อมค่าลงของเงินกระดาษ (fiat money)

2. ดัชนี USD index จะเหลือ 60 จุด การรีบาวน์ของ US ดอลล่าร์ขณะนี้จะอยู่ได้เพียงแค่ช่วงสั้นๆ หลังจากแตะระดับ 80 จุดได้ไม่นาน เพื่อจะบีบและเขย่าขวัญขา Short US ดอลล่าร์จะกลับสู่ trend ขาลงซึ่งจะเป็น trend หลักที่จะเกิดขึ้นในปี 2010 จนกว่าจะถึงระดับ 60 จุด ธนาคารกลางส่วนใหญ่ จะไม่ต้องการถือ US ดอลล่าร์อีกต่อไป แต่พวกเขาก็จะประสบกับความยากลำบากในการที่จะออกจากสถานการณ์เช่นนี้โดยที่ตัวเองจะไม่ได้รับกระทบ หนทางที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย (ธนาคารกลางอื่น กับ เฟด) คือการที่จะต้องประคองให้มีการลดค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปราว 20% ต่อปี

3. ตลาดหมีใน S&P ที่รีบาวน์อยู่ในตอนนี้ จะขึ้นต่อได้อีกราว 7 เดือน จากเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม แล้วหลังจากนั้น ตลาดจะต้องเผชิญกับหน้าผาสูงชันที่จะมาเขย่าขวัญอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งจะไม่เหมือนกับรูปแบบปกติที่เกิดขึ้นในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ที่ปกติ จะแย่ในช่วงครึ่งแรกของปี และดีขึ้นในช่วงครึ่งหลัง แต่จะกลับไปสอดคล้องกับความคิดและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในวอลล์สตรีท ที่จะสูบ รีดเอาน้ำผลไม้ และโบนัสสำหรับตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจระลอก 2 จะเกิดขึ้น

4. หุ้น Citigroup จะลดลงเหลือต่ำกว่า 2 เหรียญอีกครั้ง (ปัจจุบัน 3.30 อดีตก่อนเกิดวิกฤติอยู่ที่เกิน 50) ความยากลำบากในการหาทุนเพิ่มที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้ บอกเรามากเกินพอสำหรับสถานการณ์ภัยพิบัติของสถาบันแห่งนี้ นี่เป็นหายนะที่น่าสยดสยองสำหรับ Citi และการตัดสินใจที่แย่ๆ ที่ทำโดยคณะผู้บริหาร จนเดี๋ยวนี้ ใครๆในโลกก็รู้ว่า จุดประสงค์เดียวที่จ่ายเงินคืนแก่ TARP เพราะต้องการจ่ายโบนัสก้อนโตให้แก่แมวอ้วนคณะผู้บริหาร Citi พอร์ทของ Citi ในจำนวนหลายล้านๆ ยังคงเสื่อมค่าลงทั้งส่วนของที่อยู่อาศัยและตลาดอสังหาฯเชิงพาณิชย์ แค่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการล่มสลายในหนี้จำนองและอนุพันธ์ในพอร์ทของมัน ก็สามารถกวาดล้างผู้ถือหุ้นรายย่อยออกไปได้อย่างเร็ว และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาอาจจะขอความช่วยเหลือจาก TARP อีกครั้ง (TARP เป็นหน่วยงานของสหรัฐ ที่เข้าอุ้มสถาบันการเงินสหรัฐจำนวนมากอยู่เวลานี้)

5. ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐ จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก 1.5% ในปัจจุบันเป็น 3% ซึ่งนี่จะเป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ ของทั้งเฟดและนักลงทุน เฟดทำได้แค่ควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ตลาดหนี้เริ่มได้กลิ่นและเริ่มรู้สึกว่าอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นอย่างผิดปกติมากๆในค่าเงิน และหนี้ของสหรัฐ – กระบวนการเทของจะเกิดขึ้นอย่างเร็ว ความกังวลเรื่องเงินฝืดจะกลับกลายเป็นความกังวลเงินเฟ้อแทน และไม่ใช่เงินเฟ้อธรรมดา แต่เป็นภาวะเงินเฟ้ออย่างมาก ( hyperinflation ) ได้เกิดขึ้นแล้ว การร่วงลงอย่างต่อเนื่องของค่าเงิน US ดอลล่าร์, ซัพพลายเงินที่คุมไม่อยู่ และการขาดสภาพคล่องของรัฐบาลที่ไร้ขอบเขต จะทำให้นักลงทุน ไม่สามารถมองเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ได้ (มองไม่เห็นทางออก) ซึ่งจะแย่กว่าสมัยทศวรรษก่อนของญี่ปุ่น นับจากที่ความยุติธรรมของระบบของเราถูกตั้งข้อสงสัยโดยการออมเพียงน้อยนิดแต่รายจ่ายมหาศาล

6. การรีบาวน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของดัชนี S&P/Case-Schiller จะเกิดแค่ช่วงสั้นๆ ดัชนี Schiller จะร่วงลงมากกว่า 15% ในปี 2010 ต่ำกว่า 120 ตลาดอสังหาฯส่วนที่อยู่อาศัยจะเผชิญกับแรงกดดันที่น่ากลัวเพราะการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายเพราะถึงกำหนดการปรับดอกเบี้ยที่ต้องลอยตัวแล้ว โดยหนี้ที่ต้องมีการปรับอัตราดอกเบี้ย (ARM reset)จะทะยอยปรับในช่วงปี 2010-2012 ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจะลามไปตลาดอสังหาฯเชิงพาณิชย์ โครงการขนาดใหญ่ๆจะล้มเหลวในปีต่อไป เหมือนพลุบนท้องฟ้า ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นใน 2 ตลาดนี้ อาจต้องใช้เวลาน้อยๆก็ 1 – 2 ทศวรรษในการฟื้นฟู ต้องขอบคุณวิศวกรรมการเงินของวอลล์สตรีท

7. หลังจากซื้อเวลาได้อีกครึ่งปี หุ้นอุตสาหกรรมส่วนบุคคล (PE) จะเผชิญแรงกดดันในปี 2010 โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง นักลงทุนส่วนบุคคลจะเรียกร้องความโปร่งใสในการแสดงมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่พวกเขาลงทุนไป แล้วพวกเขาจะเริ่มค้นพบว่า ระบบ leverage หรือการลงทุนที่ใช้อัตราทดมันไม่ work เฮดฟันด์จะทะยอยปิดตัวเพิ่มขึ้นในปี 2010 หลังเศรษฐกิจฟุบรอบ 2

8. จีนจะยังคงอัตราการเติบโตราว 9% ในปี 2010 หลังจากทำได้ 9% ในปี2009 ความพยายามของจีนในการที่จะชวนให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น ออมน้อยลง จะยังคงดำเนินต่อไป รัฐบาลกลางจะเริ่มโปรแกรมความปลอดภัยทางสังคม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอย่าง Health care ซึ่งจะตามมาหลังการเติบโตต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ปัญหาปวดหัวของจีน คงจะเป็นการหาทางรับมือกับทุนสำรอง 80% ที่มีมูลค่าในเทอมดอลล่าร์และกำลังเผชิญกับการเสื่อมค่าลงทุกวัน

9. เงินเฟ้อจะแตะระดับ 10% วัดจากฐาน CPI ก่อนยุคคลินตัน ใช้เกณฑ์จาก www.shadowstats.com ในการเปรียบเทียบแอปเปิ้ลกับแอปเปิ้ลในปี 1970 มันเป็นการควร ที่น่าจะใช้สูตรคำนวน CPI เดียวกันคือยุคก่อนสมัยคลินตัน เมื่อเงินเฟ้อหลุดออกจากกรง (การควบคุม) แล้ว อย่างที่ผมเชื่อว่ามันจะเกิดในปี 2010 มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปควบคุมมัน โดยไม่ทำอย่าง Paul Volcker อดีตประธานเฟด (ที่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างแรง )ในปี 1980

10. น้ำมันจะแตะระดับ 3 หลัก (100 เหรียญ) อีกครั้งในปี 2010 ราคาปัจจุบันราว 70 เหรียญ กับซัพพลายที่จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันจาก ทราย tar ยังไม่คุ้มที่จะผลิต พลังงานนิวเคลียร์จะได้รับความสนใจ เมื่อซัพพลายยูเรเนียมจากอดีตสหภาพโซเวียตใกล้หมด เทคโนโลยีสีเขียวจะมีการโอ้อวดเกินจริงและมีแผนการณ์อื่นมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง ภัยคุกคามจากโลกร้อนจะถูกขยายจนเกินจริงจากนักการเมืองและสื่อ ประชาชนยังคงจำได้ว่าในปี 1970 ทุกคนได้รับฟังจากนักการเมืองและสื่อว่า อุณหภูมิของโลกกำลังลดลงและเราจะกลับสู่ยุคน้ำแข็ง เพียงแค่ 3 ทศวรรษต่อมา เราถูกบอกในทางตรงกันข้าม เรื่องจริงคือมนุษย์ไม่สามารถควบคุมอะไรเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกได้ ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น มันแค่ตัวอย่างที่นักการเมืองตบตา และทำให้เสียงบประมาณมหาศาลไปตลอดทาง

หมอไพศาล

สำหรับภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นในปี 2553 หมอไพศาล พยากรณ์ให้ฟังว่า ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2553 “ตลาดหุ้นจะไม่ดีอย่างแรง” โอกาสปรับตัวลงมาอยู่ระดับ 400 จุดอาจมีให้เห็นได้ ช่วงนี้เหมาะสมมากที่นักลงทุนจะหาจังหวะช้อนหุ้นที่ชื่นชอบเก็บเอาไว้โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ถ่านหิน และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น เนื่องจากพระราหูย้ายเข้ามาอยู่ในราศีธนู ซึ่งบ่งบอกว่าธุรกิจประเภทดังกล่าวจะรุ่งเรืองมาก

หลังจากนั้นตั้งแต่ในเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2553 ตลาดหุ้นจะมีอาการ “ทรงตัว” ก่อนจะทะยานขึ้นไปสู่ “จุดสูงสุด” ในระหว่างเดือนกันยายน – ธันวาคม 2553 ซึ่งมีโอกาสจะทะลุ 700 จุดหรือ 800 จุดได้ ในแง่ของเศรษฐกิจในปี 2553 ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนราคาทองคำมีโอกาสทะลุ 20,000 บาท ใครมีเงินซื้อทองคำ (แท่ง) เก็บเอาไว้ได้กำไรแน่นอน

=========================================

ไว้จบปี 2010 เรามาดูกันนะครับ

0251: Economist Watchdog

มกราคม 2, 2010 at 4:24 pm | In Economics | 4 Comments

Thailand’s 2010 GDP Forecast (as of now)

  • ธปท. 3.3-5.3%
  • สภาพัฒน์ 3-4%
  • สศค. 3.3%
  • ศูนย์วิจัยกสิกร 2.5-3.5%
  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย 3.2%
  • ธนาคารโลก 3.5%
  • ADB 3.5%
  • มาร์ค โมเบียส 2-3%
  • โอบามาร์ค 3.5%

ไว้สิ้นปี 2553 เรามาดูกันครับ

0249: Analyst Watchdog

ธันวาคม 25, 2009 at 8:51 pm | In Investing | 20 Comments

ปลายปี สมาคมนักวิเคราะห์จะออกบทวิเคราะห์หุ้นสำหรับปีถัดไป

http://www.saa-thai.org/download/Summary_%20Analysts_Survey_5_52_as_24_Dec_09.doc

หุ้นเด่นที่ทุกสำนักฟันธงตรงกันมากที่สุดประจำปีนี้ได้แก่ (แนะนำหุ้นอยู่ตอนท้ายสุดของบทความข้างบน)

ADVANC, BAY, KBANK, PTTEP, QH, SCB, TASCO

ฉะนั้นเราจะมาทำการทดสอบกันว่า กลยุทธ์ซื้อตามนักวิเคราะห์จะใช้ได้ผลหรือไม่ เราจะมา track ผลตอบแทนของหุ้นเหล่านี้ดู

ข่าวนี้ออกเมื่อวันที่ 24 ธค 2552 เราจะมาดูกันว่าอีก 3m, 6m, 9m, 1yr performance ของหุ้นเหล่านี้จะเป็นเช่นไร (ดูมันทุกช่วงเลย เพราะไม่แน่ใจว่านักวิเคราะห์แต่ละคนให้กรอบเวลาไว้แค่ไหน แต่จะดูช่วงแค่ไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น เพราะเข้าใจว่าทุกวันนี้ไม่มีนักวิเคราะห์คนไหนที่แนะนำหุ้นเป้าหมายยาวกว่าหนึ่งปีแล้ว)

เราจะมาทำแบบนี้กันทุกปีนะครับ (เผื่อว่าถ้ากลยุทธ์นี้ได้ผล จะได้เลิกหาหุ้นเอง รอลอกนักวิเคราะห์ตอนปลายปีแทน ไงล่ะครับ เหอๆ)

(ราคาปิด ณ 24/12/2552 ADVANC 84.5, BAY 22.1, KBANK 84.75, PTTEP 143.5,  QH 2.66,  SCB 86, TASCO 36.25)

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.