0221: อะไรทำให้ประเทศเจริญ (ทางวัตถุ)
พฤศจิกายน 7, 2009 at 11:19 am | In Economics | 52 Commentsเคยสงสัยกันใช่หรือไม่ครับว่า ที่จริงแล้วอะไรกันแน่ทำให้ประเทศหนึ่งกลายเป็นประเทศที่เจริญขึ้นมา
หลายคนบอกว่า การศึกษา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่า มีหลายประเทศที่คนเรียนสูงมากๆ แล้วไม่มีงานให้ทำ อินเดียกับฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยดีๆ เยอะมาก แต่จบออกมาแล้วก็หางานที่เหมาะกับวุฒิการศึกษาในประเทศตัวเองไม่ได้ ต้องออกไปหางานโปรแกรมเมอร์หรือบุรุษพยาบาลในต่างประเทศแทน เพื่อนผมไปเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล พบว่าลูกหาบหลายคนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก พอถามว่าทำไมต้องมาทำงานแบบนี้ เขาบอกว่ามันคือเป็นงานที่ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในประเทศแล้ว
การศึกษามีประโยชน์แน่ แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ
ถ้าถามผมว่าประเทศเจริญได้อย่างไร ผมเชื่อในกฏข้อแรกสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดครับ นั่นคือ “พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามแรงจูงใจ” ถ้าอยากให้ประเทศเจริญมาก ต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนามากๆ ครับ แค่นั้นแหละครับ
ถ้าลองสังเกตดูจะพบว่า ประเทศที่เจริญที่สุดในยุโรปคือ เยอรมัน ส่วนประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียคือ ญี่ปุ่น ใช่มั้ยครับ ทั้งสองประเทศนี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเลยก็คือ เคยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองทั้งคู่ ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองจะถูกผู้ชนะกดให้ทำงานหนักเพื่อชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล การที่ประชาชนถูกกดให้อยู่ในสภาพที่บีบคั้นเช่นนี้เป็นเวลานานได้กลายเป็นแรงผลักดันให้คนในชาติถีบตัวเองอย่างหนักเพื่อทำชีวิตให้ดีขึ้น ในที่สุดทั้งสองประเทศนี้ก็เลยพลิกกลับมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดได้ในเวลาต่อมา รวยกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก
เห็นมั้ยครับว่าการมีแรงจูงใจมีผลมากแค่ไหน
หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่อาจสนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ ประเทศเขตหนาวมักเจริญมากกว่าประเทศที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปี อากาศหนาวทำให้วิถีชีวิตจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาจึงช่วยบ่มเพาะนิสัยในการถีบตัวเองด้วย ถ้าในน้ำมีปลาในนามีข้าว ดินปลูกอะไรก็ขึ้น เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเท่าไร เพราะไม่รู้จะต้องดิ้นรนไปทำไม แบบเดิมก็สบายอยู่แล้ว
ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Dutch Disease แนวคิดนี้บอกว่า ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศนั้นไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะเมื่อประเทศสามารถขายทรัพยากรกินไปเรื่อยๆ ได้ ย่อมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนพัฒนาอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ประเทศในตะวันออกกลางก็กำลังเป็นโรคนี้อยู่ วันหนึ่งเมื่อน้ำมันหมดลง ประเทศเหล่านี้จะลำบาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาภาคอุตสาหกรรมไว้รองรับเท่าที่ควร โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ มักถูกเลื่อนออกไป เพราะอุตสาหกรรมเหนื่อยกว่า กำไรน้อยกว่า การขายน้ำมัน ไม่มีใครอยากทำ
ผมเชื่อในทฤษฏีเรื่องกบในน้ำอุ่น ที่บอกว่า มีกบอยู่สองบ่อ บ่อแรกเอาน้ำเดือดสาดลงไป กบจะรีบกระโดดออกมาทันทีทำให้รอดตาย แต่บ่อที่สองค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิแบบช้าๆ กบจะไม่ดิ้นรนทำอะไรเลย จนกระทั้งอุณหภูมิไปถึงจุดเดือด กบก็จะตายอยู่ในบ่อโดยไม่รู้ตัว คนเราก็เป็นเหมือนกบนั่นแหละครับ คนสองคนที่เหมือนกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดันต่างกัน ผลผลิตก็ต่างกันครับ
การมีภัยคุกคามจากภายนอกกลับเป็นของดี เพราะกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเราเพื่อให้เราสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา นั่นแหละครับ
อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากภัยคุกคามเท่านั้น ที่จริงแล้ว อะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศอยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ย่อมป็นสาเหตุทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งนั้น ที่จริงแล้ว หลายประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ก็มาจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วต้นเหตุจริงๆ ก็มาจากการมีแรงจูงใจอันนี้แหละครับ ผมจึงมีทฤษฏีว่า ประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นให้อยากปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดีกว่าเดิมมากกว่า จะมีโอกาสเจริญได้มากกว่าประเทศที่มีสิ่งกระตุ้นน้อย
อีกปัจจัยหนึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องรอให้มีภัยคุกคามจากภายนอกมากระตุ้น คือ การสร้าง Reward Systems ของสังคมที่ดี ขึ้นมา สิ่งนี้ส่งผลต่อแรงจูงใจของประชาชนโดยตรงเลย เอาผมไว้จะมาเขียนถึงเรื่องนี้ต่อครับ
0239: God Particles
ตุลาคม 28, 2009 at 2:41 pm | In สัพเพเหระ | 11 Commentsแต่เดิมเราเชื่อว่าอนุภาคพื้นฐานที่เล็กที่สุดที่เป็นส่วนประกอบของทุกสิ่งคือ อะตอม (คำว่าอะตอมเป็นภาษากรีกแปลว่า แบ่งแยกไม่ได้)
ต่อมาเราก็เชื่อว่าอะตอมประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานที่สำคัญคือ นิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอน อะตอมของธาตุแต่ละอย่างมีจำนวนนิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอนไม่เท่ากัน ทำให้ธาตุมีคุณสมบัติเฉพาะที่ต่างกันไป
ต่อมาเราก็เชื่อว่าที่จริงแล้ว นิวตรอนและโปรตอนไม่ใช่อนุภาคพื้นฐาน แต่ประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานที่เรียกว่า ควากส์ ซึ่งมีสองแบบคือ ขึ้น และ ลง (ตั้งชื่อง่ายไปหน่อยรึเปล่า?) โปรตอนประกอบด้วย ควากส์ขึ้น 2 ตัว กับควาส์กลง 1 ตัว ส่วนนิวตรอนประกอบด้วยควาสก์ลง 2 ตัวกับควากส์ขึ้น 1 ตัว
นั่นทำให้ความเชื่อเรื่องอนุภาคพื้นฐานเปลี่ยนไป เราเชื่อใหม่ว่า อนุภาคพื้นฐานของอะตอมจริงๆ แล้วประกอบด้วย อิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น และควาสก์ลง ต่างหาก หลังจากนั้นก็มีคนค้นพบอนุภาคอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีอิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น หรือควากส์ลง เป็นส่วนประกอบ ชื่อว่า นิวตริโน ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีอยู่ทั่วไป แต่ตรวจจับยากมากเพราะมีขนาดเล็กว่าอิเล็กตรอนอย่างมาก สรุปแล้ว อนุภาคพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นเอกภพมีทั้งสิ้น 4 อย่างเท่านั้น คือ อิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น ควากส์ลง และ (อิเล็กตรอน)นิวตริโน
นึกว่าทุกอย่างจะจบแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ดันมีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบอนุภาคอย่างใหม่ที่ไม่ได้มีอนุภาคพื้นฐานทั้งสี่ที่ว่ามาเป็นองค์ประกอบอีก เรียกว่า มิวออน ซึ่งสร้างความขัดใจให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งประกอบขึ้นจาก อิเล็กตรอน ควากส์ขึ้น ควากส์ลง และนิวตริโน นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดไปเสียอีกแล้ว
หลังจากนั้นด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบอนุภาคใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากอนุภาคพื้นฐานทั้งสี่อีกหลายตัว เช่น เทา มิวออนนิวตริโน ชามควากส์ ฯลฯ รวมแล้ว เราเจออนุภาคพื้นฐานไปแล้วทั้งสิ้น 12 อย่าง (ปวดหัว)
ที่น่าแปลกก็คือ อนุภาคเหล่านี้มีคุณสมบัติที่สามารถจับคู่กันได้อย่างน่าประหลาด ราวกับว่าธรรมชาติสร้างอนุภาคเหล่านี้ขึ้นมาอย่างจงใจ ตัวอย่างเช่น อนุภาคสามอย่างที่ไม่ใช่ควากส์ ได้แก่ อิเล็กตรอน มิวออน และเทา นั้นล้วนมีนิวตริโนเป็นคู่ของมันด้วยเสมอ (อิเล็กตรอนนิวตริโน มิวออนนิวตริโน เทานิวตริโน)
นอกจากอนุภาคพื้นฐานทั้ง 12 อย่าง ซึ่งเป็นอนุภาคที่มวลแล้ว โลกของเราก็ยังมีอนุภาคพื้นฐานอีก 3 อย่างที่ไม่มีมวล ได้แก่ กลูออน โฟตอน โบซอนz และโบซอนw อีกด้วย อนุภาคที่ไม่มีมวลเหล่านี้ทุกตัวสามารถจับคู่กับแรงพื้นฐานของเอกภาพได้ทั้งหมด กล่าวคือ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อย่างแรง และแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน เช่น กลูออนเกิดจากแรงนิวเคลียร์อย่างแรง โฟตอนเกิดจากแรงแม่เหล็กไฟฟ้า โบซอนz และโบซอนw เกิดจากแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (จะมีแต่แรงโน้มถ่วงเท่านั้นที่ยังหาอนุภาคที่เป็นคู่ของมันไม่พบ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะต้องอยู่อย่างแน่นอน ตั้งชื่อไว้แล้วล่วงหน้าว่า เรียกว่า กราวิตอน)
จากการศึกษาสมบัติของอนุภาคพื้นฐานทั้งมีมวลและไม่มีมวลทั้ง 16 อย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์เจอช่องโหว่บางอย่าง ที่ทำให้เชื่อว่าจะต้องมีอนุภาคพื้นฐานอีกหนึ่งชนิด เรียกว่า Higgs Boson อยู่ด้วยอย่างแน่นอน อนุภาคที่ว่านี้จะเป็นตัวที่อธิบายว่าทำไมอนุภาคที่มีมวลทั้ง 12 ชนิดถึงมีมวล อนุภาคนี้จึงมีชื่อเล่นว่า God Particle เมื่อไรก็ตามที่มีการค้นพบ God Particle ทฤษฏีที่ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานทั้งสิ้น 16 อย่าง บวกกับ God Particle ก็จะได้รับการยืนยันทันที
นักวิทยาศาสตร์ค้นหาอนุภาคใหม่ๆ ได้ด้วยการใช้เครื่องเร่งอนุภาค เร่งอนุภาคสองตัวให้วิ่งชนกันแรงๆ เพื่อให้พลังงานถูกเปลี่ยนเป็นมวล (ตามกฏของไอน์สไตน์ E=mc^2) ซึ่งจะเกิดอนุภาคแปลกๆ ขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากตามทฤษฏีแล้ว God Particle น่าจะเป็นอนุภาคที่มีมวลสูงมาก เครื่องเร่งอนุภาคที่ผ่านมายังจึงไม่มีเครื่องใดที่มีกำลังมากพอที่จะสังเคราะห์ God Particle ได้ โลกจึงกำลังตั้งความหวังกับเครื่องเร่งอนุภาค LHC ของสถาบัน CERN ซึ่งเป็นเครื่องยิงอนุภาคที่มีกำลังสูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ที่จะค้นพบ God Particle ด้วยการเร่งให้โปรตอนวิ่งชนกันเองอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการทดลองมา
อย่างไรก็ตาม ถึง CERN จะค้นพบ God Particle แต่ก็สายไปแล้ว เพราะปัจจุบันโมเดลมาตรฐานดังกล่าวนี้ อธิบายทั้งหมดของเอกภพไม่ได้แล้ว เนื่องจากมันไม่สามารถอธิบาย antimatter, dark matter และ dark energy ซึ่งเรารู้ว่ามีอยู่ด้วยเหมือนกัน (นอกเหนือจากอนุภาคพื้นฐานทั้ง 17) สิ่งเหล่านี้กำลังถูกอธิบายด้วยทฤษฏีใหม่ๆ เช่น supersymmetry, superstring ซึ่งยังเป็นแนวคิดที่ยังต้องการหลักฐาน เพื่อพิสูจน์อีกมาก งานของนักฟิสิกส์ยังต้องมีอีกเยอะครับ
(สงสัยช่วงนี้ผมจะดูหนังมากเกินไป)
0240: Capture the moment at B2S Chidlom
ตุลาคม 28, 2009 at 12:20 pm | In สัพเพเหระ | 12 Commentsประมวลภาพถ่าย (บางส่วน) ของงาน 1001ii live at B2S Chidlom เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา (เอื้อเฟื้อภาพโดย หมอนุ่น)
คลิก เพื่อไปยังอัลบั้มภาพ
0211: อิสรภาพทางการเงิน???
ตุลาคม 19, 2009 at 7:49 pm | In Economics, สัพเพเหระ | 52 Commentsยุคนี้คำว่า อิสรภาพทางการเงิน มาแรงมาก
ผมตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า อิสรภาพทางการเงิน โดนใจ Gen Y (คนที่เกิดหลัง 1976) มากที่สุด ส่วนพวก Gen X นั้น เท่าที่ได้สัมผัส ดูจะโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง ส่วนถ้าเป็นพวก Babyboomers นั้นแทบจะไม่โดนเลย โลกตอนวัยเด็ก ที่ไม่เหมือนกันส่งผลต่อมุมมองชีวิตของคนแต่ละรุ่น ที่ไม่เหมือนกันด้วย
สำหรับตัวผมเอง คำว่า อิสรภาพทางการเงิน ไม่ค่อยโดนเท่าไร (ผมเกิด 1975) เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ ผมชอบวิธีคิดแบบบัฟเฟตมากกว่า ปู่บัฟ บอกว่า คนที่โชคดีที่สุดคือ คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ
ผมรู้จักคนใกล้ชิดคนหนึ่งที่รวยมาก รวยจนไม่ต้องทำงานเลย คุณรู้มั้ยว่า ความทุกข์ของเขาคืออะไร ความทุกข์ของเขาคือ การตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วต้องคิดให้ออกว่า วันนี้จะทำอะไรดี เพื่อจะได้ไม่ต้องทนเบื่อ มันเป็นสภาวะที่อึดอัดมาก คุณลองไปเดินห้างฯ ทุกวันสิครับ สองสามวันแรก คุณอาจรู้สึกดี แต่ลองไปทุกวัน สักสามเดือนสิครับ คุณจะพบว่า มันน่าเบื่อที่สุด จะให้ไปเที่ยวต่างประเทศแทนหรือครับ เหอๆ คนนี้เขาไปมาหมดแล้ว ประเทศละหลายรอบแล้วด้วย ผมว่าถ้ามีทัวร์ไปดวงจันทร์เมื่อไร เขาคงจะรีบสมัครทันที เพราะเป็นที่ที่เขายังไม่เคยไป มันคงช่วยทำให้เขาหายเบื่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
ผมว่างานเป็นด้านหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ ผมสังเกตว่าผมเป็นคนที่ตีค่าตัวเองจากงานที่ตัวเองทำ ดังนั้นถ้าให้อยู่เฉยๆ ใช้เงินไปเรื่อยๆ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าแน่ๆ
มนุษย์ใช้เวลาตลอดชีวิตไปกับการทำงานมากที่สุด (ถ้าไม่นับตอนนอน) เราทำงานสัปดาห์ละตั้งห้าวัน หยุดแค่สองวัน คนที่ทำงานที่ไม่ชอบจะมีความสุขแค่ 2 วันเท่านั้น ในขณะที่ คนที่ได้ทำงานที่ชอบจะมีความสุขถึง 5 วัน ส่วนอีก 2 วันคือการพักผ่อนเพื่อสะสมพลังงานเพื่อใช้ทำงานที่ชอบในช่วงห้าวันถัดไป คนที่ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปทำงานเป็นคนที่น่าอิจฉาอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายชีวิตของผมจึงไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน แต่คือการมีโอกาสได้ทำงานที่ชอบไปตลอดชีวิต ครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้หมายความว่า คนเราต้องทำแต่งานที่ชอบอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจเลยว่างานนั้นจะได้เงินเดือนพอกินหรือไม่ แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ ถ้าเรายังหางานที่ตอบสนองเราทั้งเรื่องเงินและความชอบไม่ได้ เราควรอดทนทำงานที่ตอบสนองเราเรื่องเงินได้อย่างเดียวไปก่อน แต่ควรหาโอกาสและวางแผนไปด้วยว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้ทำงานที่ตอบสนองเราได้ทั้งเรื่องเงินและความชอบได้อย่างไร ส่วนคนที่ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วแต่รับผิดชอบตัวเองเรื่องการเงินไม่ได้ ผมถือว่ายังเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่ ในขณะที่คนที่ได้รายได้สูงมากๆ แต่เป็นงานที่ไม่ชอบ ต่อให้ได้รายได้สูงแค่ไหน ผมก็ยังถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ
มีหลายครั้งที่มีนักลงทุนที่เจอผมแล้วถามผมว่า ตอนนี้ผมเล่นหุ้นอย่างเดียวหรือเปล่า พอผมตอบว่า อาชีพหลักของผมตอนนี้คือ การทำหนังสือ ครับ ส่วนหุ้นเป็นแค่ hobby ที่สนใจ เพราะผมไม่ชอบฝากธนาคาร นักลงทุนก็มักจะทำหน้าผิดหวังกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมนักลงทุนหลายคนถึงเข้าใจว่า ผมอยากเป็นเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ทั้งที่ผมก็ไม่เคยบอกอย่างนั้นเลย
ทุกวันนี้ ผมโชคดี ที่ผมได้ทำงานที่ผมอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน และเป็นงานที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการไปทำงานประจำด้วย ความท้าทายต่อไปก็คือผมจะสามารถรักษามันให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ได้หรือเปล่า ส่วนความคิดที่จะเกษียณนั้น ไม่มีเลยครับ กลัวเบื่อมาก
แล้วเป้าหมายของคุณล่ะครับ เล่าสู่กันฟังได้
(ปล. คำว่างานที่ชอบนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องชอบทุกอย่างของงานนั้น ทั้ง 100% นะครับ ผมมองว่า งานอย่างนั้นหายากมากจนถึงหาไม่ได้เลย งานที่เราชอบประมาณ 75% ของเนื้องานทั้งหมด แล้วมีอีกสัก 25% ที่เป็นส่วนที่เราอาจจะไม่ชอบบ้าง ผมก็ถือว่าเป็นงานที่น่าทำแล้วล่ะครับ)
0236: หัวข้อสัมมนา 1001ii @ B2S Chidlom
ตุลาคม 6, 2009 at 1:45 pm | In สัพเพเหระ | 52 Comments
Title : ออกแบบสไตล์การลงทุนของคุณ
Synopsis : ครั้งที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังถึงสไตล์การลงทุนของตัวผมเองไปแล้ว ในครั้งนี้ผมจะพูดถึงการเลือกสไตล์การลงทุนสำหรับแต่ละบุคคลบ้างว่ามีหลักการอย่างไร มีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง เพื่อให้คุณสามารถกำหนดสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด
Subtopics :
- ความแตกต่างระหว่างคำว่า “หลักการลงทุน” กับ “สไตล์การลงทุน”
- อะไรคือสิ่งที่ทำให้สไตล์การลงทุนหนึ่งเป็นสไตล์การลงทุนที่ดี
- The 7 aspects of an Investment Style
- วิเคราะห์สไตล์การลงทุนของวอเรน บัฟเฟต
- เลือกสไตล์การลงทุนของคุณเอง และทำให้มันเป็นสไตล์การลงทุนที่ดี
- คุยกันเรื่องภาวะตลาดในช่วงต่อไป
Venue : ร้านบีทูเอส เซ็นทรัลชิดลม วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ศกนี้ เวลา 1400-1600 น
ป.ล. ท่านที่ซื้อหนังสือของผมในวันงาน (มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 หรือเล่มอื่นๆ ก็ได้) จะได้รับลายเซ็น พร้อมของขวัญจากผมด้วย (ของขวัญมีจำนวนจำกัดนะครับ)
0212: ความคิดสร้างสรรค์
ตุลาคม 1, 2009 at 4:42 pm | In สัพเพเหระ | 12 Commentsผมทำหนังสือซึ่งเป็นงานที่ต้องพึ่งพาไอเดียมากครับ พอทำไปนานๆ ก็เลยได้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ครับ
ผมว่าสมองส่วนที่ผลิตความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสมองส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ครับ (คนเราควบคุมส่วนใหญ่ของสมองไม่ได้) บทมันจะมามันก็มา บทมันจะไม่มาก็ไม่มาซะงั้น สำหรับงานอย่างอื่น ถ้าช่วงไหนเร่ง เราสามารถอดหลับอดนอนฝืนทำไปเรื่อยๆ ได้ แต่สำหรับงานที่ต้องพึ่งไอเดีย ลองบังคับตัวเองให้นั่งเขียนออกมาเรื่อยๆ จะพบว่าไม่มีประโยชน์ครับ เพราะสุดท้ายแล้ว ผลงานที่ออกมาคุณภาพจะไม่ได้ ต้องโยนทิ้งลงถังขยะหมดอยู่ดี
นี่คงทำให้เกิดคำว่า อารมณ์ศิลปิน ล่ะมังครับ เวลาคนที่ทำงานที่ต้องใช้ไอเดียไม่ยอมทำงาน บอกว่าไม่มีอารมณ์ คนรอบข้างมักจะไม่เข้าใจและถูกมองว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบงาน แต่ไม่รู้จะทำยังไง เพราะฝืนทำไป งานที่ออกมามันก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี
เรื่องที่แปลกกว่านั้นคือ สมองส่วนที่ผลิตความคิดสร้างสรรค์ยังชอบเล่นซ่อนหากับเราอีกด้วย บางทีเวลาเราจะนั่งลงดีๆ เพื่อที่จะเขียน เรากลับเขียนไม่ออกเลย แต่ทันทีที่เปลี่ยนบรรยากาศไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยว ไอเดียจะผุดออกมาทันที โดยส่วนตัวผมต้องมีสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ใกล้ตัวเสมอ เวลาไอเดียผุดขึ้นมากลางถนนจะได้จดไว้ทัน ที่ผ่านมา ผมจดเอาไว้ได้เพียบเลย ส่วนใหญ่แล้วไอเดียจะชอบออกมาตอนวิ่งออกกำลังกายหรือว่ายน้ำมากเป็นพิเศษ แต่จริงๆ แล้วไม่จำกัดประเภทของกิจกรรมเลยครับ
เพราะอย่างนี้ บางทีผมจะมีวิธีการหลอกล่อสมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้นว่า ผมสังเกตว่า เวลามีงานอย่างหนึ่งที่ต้องรีบทำให้เสร็จ มักคิดอะไรไม่ค่อยออก ผมจะแกล้งหางานอย่างอื่นให้กับตัวเองเพื่อมาเบียดบังเวลาของงานอย่างแรก ปรากฏว่าได้ผลครับ พอเราต้องเปลี่ยนไปเร่งงานอย่างอื่น ไอเดียสำหรับงานอย่างแรกก็จะผุดออกมา ทำให้เราได้ผลงานของงานอย่างแรกออกมา แปลกดีมั้ยครับ
ส่วนใหญ่ตอนหลังผมต้องหาโปรเจ็คมากกว่าหนึ่งอย่างไว้ทำไปพร้อมๆ กัน วิธีนี้จะช่วยทำให้ได้ผลผลิตงานมากกว่ามีเวลาที่ทำงานชิ้นสำคัญแค่อย่างเดียว
ช่วงที่ต้องการเค้นไอเดียแบบฉุกเฉิน ผมก็มีวิธีลัดด้วยเหมือนกัน นั่นคือ กาแฟอีน ครับ กาแฟอีนเป็นสารกระตุ้นไอเดียที่ทรงพลังจริงๆ บางครั้งผมจะอัดโค้กเข้าไปสองกระป๋องติดต่อกันเวลาต้องการไอเดียแบบเร่งด่วน ภายในครึ่งชั่วโมง สมองจะเริ่มแล่นเลยครับ แต่วิธีนี้ห้ามใช้บ่อยนะครับ เพราะจะเริ่มใช้ไม่ได้ผล แถมยังทำให้เสพติดกาแฟอีนอีกต่างหาก ผมสงวนไว้ใช้ในยามที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ทีมวิศวกรของไมโครซอฟท์ที่ริชมอนด์สามารถสั่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนมาดื่มได้ฟรีตลอดเวลาโดยไม่จำกัดจำนวน บริษัทเลี้ยงเต็มที่ครับเพราะบิลเกตต์รู้ว่ากาเฟอีนช่วยให้วิศวกรของเขาทำงานได้ดีขึ้นครับ
ผมว่าสมองของคนเรายังมีอะไรอีกมากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าไปไม่ถึงนะครับ เล่าแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน พอดีนึกอะไรออกได้อีกแล้ว เลยต้องขอตัวก่อน
0222: Town, Dekisugi’s Opus 1
กันยายน 29, 2009 at 6:53 pm | In สัพเพเหระ | 7 Comments
ที่จบลงไปเป็น การ arrange เพลงสำหรับบรรเลงด้วยเปียโนเพลงแรกในชีวิตของผม เมโลดี้นี้ผมไม่ได้แต่งเองนะครับ ผมเอามาจากความทรงจำสมัยเด็ก (ถ้าใครรู้จักเมโลดี้นี้แสดงว่าคุณมีแรงบันดาลใจในวัยเด็กคล้ายๆ กับผม) ผมแค่นำมันมาลองใส่คอร์ดแนวเสียงประสานเข้าไปแบบงูๆ ปลาๆ (ฟังดูแล้วก็ยังเพี้ยนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะแก้ยังไงแล้ว) แบบไม่มีลูกเล่นอะไรเลย เพราะใส่ลูกเล่นไม่เป็น กลัวจะทำให้เพี้ยนมากขึ้น เอาไว้เพลงต่อไป (Opus 2) ค่อยมีลูกเล่นบ้างก็แล้วกันนะครับ
อาจเป็นบทเพลงที่ฟังดูอนุบาลไปหน่อย เป็นจุดเริ่มต้นครับ เอาไว้จะลองแต่งเมโลดี้เองบ้าง
0233: วิธีคิด IRR ของพอร์ต 7thLTG
กันยายน 26, 2009 at 2:54 pm | In สัพเพเหระ | 4 Comments7thLTG ใช้วิธีค่อยๆ เติมเงินเข้าไปในพอร์ตเรื่อยๆ จนครบอายุ 15 ปี ไม่ได้ลงเงินทั้งหมดตูมเดียวตั้งแต่วันแรกที่เริ่มลงทุน ดังนั้นวิธีคิดผลตอบแทนจะยุ่งยากกว่า
ผมคิดว่าจะวัด IRR ของ 7thLTG ด้วยวิธีนี้ครับ
ในแต่ละปีจะรวมเงินที่เติมลงไปทั้งหมด (ประมาณเกือบ 288000 บาท บวกเงินเพิ่มทุนถ้ามี) หักออกด้วยเงินปันผลที่ได้รับในปีนั้น กลายเป็น cash flow ในปีนั้น
นำ cash flow ของแต่ละปีมาเรียงกันใน excel ปีสุดท้ายจะเป็น cash flow ของปีนั้นบวกด้วยมูลค่าตลาดของพอร์ตในขณะนั้น (สมมติว่าขายหุ้นออกมานั้นเอง) จากนั้นใช้ฟังก์ชั่น IRR() ของ excel ให้คิดผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีออกมา
ตัวอย่างเช่น ลงทุนมาได้ 4 ปี ปีละ 288,000 บาท ได้ปันผลปีละ 8,000 บาท คิดเป็น cashflow -280,000 ต่อปี ปลายปีที่ 4 พอร์ตมีมูลค่าตลาด 1,400,000 บาท จะได้ cash flow เป็นดังนี้
| -280000 |
| -280000 |
| -280000 |
| 1120000 |
ปีสุดท้ายคือ -288,000+8000+1,400,000 นั่นเอง เมื่อใช้ฟังก์ชั่น =IRR(A1:A4) หาผลตอบแทนออกมาจะได้เท่ากับ 15% ต่อปี เป็นต้น
วิธีนี้น่าจะถูกต้องมากกว่าการใช้ NAV แต่จะยังมี error เล็กน้อย เนื่องจากที่จริงแล้วไม่ได้ลงเงิน 288000 ครั้งเดียวตั้งแต่ต้นปี แต่เป็นการทยอยลงเดือนละนิด อย่างไรก็ตาม compound effect ภายในเวลาไม่ถึงปีน่าจะมีค่าน้อยมาก ดังนั้นจึงเป็นการประมาณที่น่าจะยอมรับได้ครับ
0228: Lift-off
กันยายน 25, 2009 at 9:55 am | In Investing | 13 Commentsถ้าคุณเห็นโพสต์นี้แสดงว่า ตอนนี้โบรกได้ทำการซื้อหุ้นเข้าพอร์ต 7thLTG ครั้งแรกให้แก่ผมเรียบร้อยแล้ว เพราะผมได้ทำการ Schedule โพสต์นี้เอาไว้ให้แสดงผลเมื่อเวลา 9.55 ของวันที่ 25 ก.ย. 2552 ซึ่งเป็นเวลาที่โปรแกรมซื้อหุ้นโดยอัตโนมัติของโบรกจะทำการซื้อหุ้นประจำงวดนี้ให้ลูกค้า
ฉะนั้น ตอนนี้ การทดลองครั้งยิ่งใหญ่ได้เริ่มขึ้นโดยสมบูรณ์แบบแล้ว
ส่วนมันจะเป็น Lift off หรือว่า Rip off กันแน่ ต้องรออีก 15 ปี ถึงจะรู้ความจริงครับ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.



