492: การปรับพอร์ต 7TLG ประจำปีที่ 12

ไปคิดมาแล้ว ตัดสินใจว่า จะเริ่มต้นทยอย exit ออกปีละหนึ่งตัว โดยเริ่มต้นจากตัวที่ไม่ได้อยู่ใน buy list ปัจจุบันแล้วก่อน พอถึงปีที่ 15 ก็น่าจะครบทุกตัวพอดี

ตัวแรกที่คิดว่าจะออกในปีนี้คือ MINT ครับ เหมือนบริษัทจะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ค่อนข้างดี ทำให้ราคาหุ้นไม่ได้ต่ำมาก ทั้งที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก และถือว่าโชคดีด้วยที่ก่อนหน้านี้ได้ตัดสินใจเพิ่มทุนไปที่ราคา 17.5 บาท ทำให้ได้ต้นทุนที่ดีขึ้นอีก ก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีกว่าตัวอื่นที่จะ Exit ในเวลานี้

ดังนั้นหากราคาหุ้น MINT ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญก็จะขายออกไปในวันที่ 24 กันยายน ศกนี้ พร้อมกับ MINT-W ทั้งสองตัวด้วยเลย (เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้วที่พอร์ตนี้จะขายวอแรนต์ที่ได้มาฟรีออกไปเสมอ เพื่อให้จัดการง่าย)

ส่วน buy list ในปีนี้จะไม่มีการเปลียนแปลงยังคงเป็น 5 ตัวเดิมคือ ADVANC, AOT, BDMS, BTS, BJC

เมื่อปรับพอร์ตเสร็จแล้วจะโพสต์หน้าจอสรุปให้อีกทีในวันที่ 27 กันยายนนะครับ ส่วนเงินปันผลที่ได้รับในปีที่12 ผมสรุปให้เรียบร้อยแล้วดังนี้

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

 

 

491: Market Commentary Aug 2021

เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้เวลาที่จะต้องกลับมาสรุปผลงานของพอร์ต 7LTG ประจำปีกันอีกแล้ว วันที่ 25 กันยายนนี้ ก็จะครบปีที่ 12 ของการลงทุน

ต้องยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมา ผมมีมุมมองเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทยที่เปลี่ยนแปลงไปมากเลยทีเดียว Outlook ของประเทศไทยในเวลานี้มันดูแตกต่างจากวันแรกที่ก่อตั้งพอร์ตนี้ขึ้นมาเมื่อ 12 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก ตอนนั้นทุกอย่างดูดีมาก และก็เป็นเช่นนั้นต่อมาอีกห้าปี หลังจากนั้นมันก็เริ่มดูแย่ลง ผมบอกตัวเองว่าจะให้เวลามันอีกห้าปี เพื่อว่ามันจะกลับมาน่าสนใจขึ้น  พอเข้าปีที่ 10 ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น มุมมองของผมยิ่งแย่ลงกว่าเดิมอีก ทุกวันนี้ผมแทบไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมไทยถึงเป็นประเทศที่น่าลงทุน

ผมมองว่าปัญหาหลักของประเทศไทยตอนนี้คือ เรายังอยู่ในเศรษฐกิจแบบ old economy ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนเร็วมาก โลก Digital จะค่อยๆ กินโลกเก่าไปเรื่อยๆ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาแก้นาน แต่ที่สำคัญ ผมมองไม่เห็นความกะตือรือร้อนใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง คนไทยเราเหมือนมีความภาคภูมิใจในตัวเองบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้มีปัญหาอะไร

ทุกวันนี้ในพอร์ตหลักของผมยังมีหุ้นไทยอยู่ แต่ไม่คิดจะลงทุนเพิ่มแล้ว และมีแผนจะทยอยขายออกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกวันนี้ผมเลิกสนใจหุ้น old economy แล้ว ดังนั้นจึงแทบไม่เหลือหุ้นไทยให้ผมสนใจ ถ้าหากจะต้องลงทุนจริงๆ ก็อาจจะเป็นหุ้นโรงพยาบาล สนามบิน ร้านอาหาร พลังงานทางเลือก เหลืออยู่แค่นี้ แต่ก็ไม่ได้ชอบหุ้นพวกนี้มาก แค่ neutral เฉยๆ ทุกวันนี้ผมได้เปลี่ยนการทุ่มเททรัพยากรไปให้กับการลงทุนต่างประเทศหมดแล้ว

ส่วนพอร์ตนี้จะยังลงทุนต่อไปก็เพียงเพราะต้องการทำตามความตั้งใจที่ได้ทำไว้ตั้งแต่แรกเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้มีความเชื่อเหมือนแต่ก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง แม้ว่าอยากขาย แต่ช่วงเวลานี้ก็อาจจะไม่ใช่เวลาที่ดีที่จะขาย เพราะโควิดยังไม่จบ เลยต้องถือต่อไปก่อน ถึงแม้จะมองไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับจำเป็นจะต้องรีบขายทันที เพราะมองว่าเป็นความไม่ดีแบบต้มกบมากกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลจริงๆ จึงอาจจะสุดโต่งไปหน่อย แต่ก็เป็นการพูดแบบตรงไปตรงมา ว่าไปตามเนื้อผ้า ต้องขออภัยทุกท่านด้วย และโปรดใช้วิจารญาณในการอ่าน

(ป.ล. สำหรับการปรับพอร์ตประจำปีที่จะถึงในวันที่ 25 กันยายนนี้ กำลังพิจารณาอยู่ โดยเบื้องต้นมองอยู่สองแนวทาง หนึ่งคือ ยังไม่มีปรับเปลี่ยนอะไร หรือ สอง อาจจะมีการทยอยขายออกปีละหนึ่งตัว โดยน่าจะเริ่มจากตัวที่ไม่ได้อยู่ใน buy list แล้ว แต่ยังค้างอยู่ในพอร์ตก่อน ยังไม่ได้ฟังธงว่าจะเป็นแนวทางไหน ขอเวลาตัดสินใจอีกสักสองสัปดาห์ แต่ที่แน่ๆ น่าจะมีการขายวอร์แรนต์ของ MINT ออกไป เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพอร์ตนี้ที่จะขายวอร์แรนต์ที่ได้มาทิ้งเสมอ ส่วนรายชื่อหุ้นที่จะซื้อเพิ่มในพอร์ตคิดว่าน่าจะยังคงเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในปีนี้ รอยืนยันอีกที ส่วนสถานะของพอร์ตจะโพสต์ให้ดูอีกครั้งหลังวันที่ 25 กันยาเหมือนเช่นเคย)

490: รับมือกับ Rare event ก็แค่อยู่เฉยๆ

ว่างเว้นจากการเขียนบล็อกที่นี่ไปนาน เนื่องจากปัญหาสายตา ทำให้นั่ง edit อะไรยาวๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ไม่ได้ พักหลังเหมือนอาการจะดีขึ้นบ้าง หลังจากที่ลดการใช้สายตาไปนาน คิดว่าต่อไปนี้จะพยายามกลับมาเขียนบล็อกที่นี่เกี่ยวกับมุมมองของพอร์ตทดลอง 7LTG บ้างแบบนานๆ ทีก็แล้วกันนะครับ  The show must go on.

จำได้ว่าช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด ความหมกมุ่นของผมวนเวียนอยู่กับเรื่อง digital transformation เรียกว่ามันได้กลายมาเป็นธีมใหญ่ในการลงทุนของผม ตั้งใจว่าต่อไปนี้เราจะหลีกเลี่ยงหุ้นที่มองว่ามีความเสี่ยงที่จะโดนดิสรัปแรงๆ ได้ในอนาคต ซึ่งพอรีวิวดูก็พบว่า หุ้นไทยจำนวนมากเข้าข่ายนี้ และความคิดอีกอย่างก็คือ ผมไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในธุรกิจการผลิตเท่าไหร่ คิดว่าธุรกิจกลุ่มนี้น่าจะยังมีอยู่ในอนาคต แต่ว่าการแข่งขันสูง ล้นตลาดเรื้อรัง กำไรน้อย หันมาเน้นพวกธุรกิจบริการหรือธุรกิจที่ใช้พวก human capital เป็นหลักน่าจะดูมีอนาคตมากกว่า

นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการปรับพอร์ต 7LTG ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และค้าปลีก กลายเป็นกลุ่มที่ถูกลดน้ำหนักลง เพราะมองว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกดิสรัปในอนาคตได้ และคิดว่าอนาคตของประเทศไทยน่าจะพึ่งพากลุ่มท่องเที่ยวและการแพทย์ต่อไป ส่วน ธีม EEC นั่นไม่ได้สนใจเลย เพราะไม่ชอบธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตอย่างที่บอกไป

ปรากฎว่าเหตุการณ์ที่ใหญ่มากของปี 2020 กลายเป็นโรคระบาดระดับโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นแค่ 1 ครั้งในรอบ 100 ปี เป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบรุนแรงมาก ธีมระยะยาวที่วางเอาไว้แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรในเหตุการณ์นี้เลย ในบางแง่มุมมันกลายเป็นผลลบต่อพอร์ตด้วยซ้ำ การท่องเที่ยวคือกลุ่มอุตสาหกรรมที่กระทบแบบเต็มๆ ในขณะที่การผลิตอาจจะดีกว่ากลุ่มอื่นด้วยซ้ำ เพราะล็อกดาวน์นอกบ้าน แต่โรงงานก็ยังผลิตได้ การปรับพอร์ตเพื่อป้องกันการโดนดิสรัปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับการรับมือกับโรคระบาด คนติดโควิดเยอะขึ้น ไม่ได้ทำให้คนมาโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามยิ่งน้อยลง เพราะคนไข้ต่างชาติมาไม่ได้ คนในประเทศที่เข้าโรงพยาบาลเพราะโรคทั่วไปก็หลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลในช่วงที่ผ่านมาเพราะกลัวจะติดโควิด หุ้นรถไฟฟ้าไม่โดนดิสรัปแต่กลับโรคระบาดก็คือโดนเต็มๆ อีกเช่นกัน เพราะคนออกจากบ้านน้อยลงมาก โรงแรมนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะกระทบแบบเต็มๆ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มองว่ามีอนาคตที่สุดของไทยคืออุตสาหกรรมที่กระทบมากที่สุดในเหตุการณ์นี้ไปเลย เรียกว่าพอร์ต 7LTG ได้รับผลกระทบจากโควิดแบบเต็มๆ น่าจะรุนแรงกว่าปกติเลยด้วยซ้ำ

มาตั้งสติใหม่ ก็คิดว่า การลงทุนระยะยาวก็เป็นแบบนี้แหละ ยังไงเราก็ต้องมีไอเดียอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต แล้วเลือกที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนของเราเพื่อสะท้อนมุมมองนั้น ไอ้แบบที่จะกระจายหุ้นแบบเหวี่ยงแหไปหมด ไม่ bet กับอะไรเลยนั้น ก็ไม่รู้จะลงทุนเองไปทำไม ไปซื้อ index fund ที่กระจายทั้งตลาดเอาก็ได้ การลงทุนมันต้องมีการ bet กับอะไรบ้างอย่าง ถ้าไม่ยอม bet กับอะไรเลย ก็จะไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน ส่วนจะ bet แบบเต็มตัว หรือว่า bet บ้าง กระจายบ้าง ขึ้นอยู่กับ risk tolerance ของแต่ละบุคคล

ในระหว่างทางที่เราลงทุนระยะยาว เราก็จะเจอกับความผันผวน ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนของธุรกิจ ในระยะสั้น ความผันผวนบางอย่างอาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกับแผนระยะยาวของเราก็ได้ อย่างโรคระบาดระดับโลกนี่ ขัดแย้งกับแผนระยะยาวของเราแบบเต็มๆ ถ้าเรา bet แบบเต็มตัว ในพอร์ตมีแต่หุ้นท่องเที่ยวอย่างเดียวเลย พอร์ตก็อาจจะระเบิดไปเลย ดีหน่อยที่เราไม่ได้ bet เต็มตัวขนาดนั้น แค่ overweight แต่ก็ต้องรับแรงกระแทกไปในระดับหนึ่งเลยเหมือนกัน

ถามว่ายังเชื่อในธีมระยะยาวอยู่มั้ย ก็ยังเชื่ออยู่ ปี 2020 ที่ผ่านมาคือปีของ rare event ซึ่งเราไม่เอา rare event มาเป็นสิ่งที่ตัดสินแผนการลงทุนระยะยาวของเรา สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์แบบนี้คือการอยู่เฉยๆ และลงทุนแบบเดิมต่อไป เรายังเชื่อว่าในที่สุดพอร์ตนี้จะกลับมาได้เหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ยังมีเวลาอีก 3-4 ปีก่อนที่พอร์ตนี้จะมีอายุครบ 15 ปีตามที่ได้ตั้งใจไว้ เชื่อว่ามันเป็นเวลานานพอที่ทุกอย่างจะกลับมาได้ทันในเวลานั้น อันที่จริงเหตุการณ์นี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยทดสอบด้วยซ้ำว่าพอร์ตทดลองของเราแม้เจอเหตุการณ์ที่หนักขนาด 100 ปีมีครั้งเดียว มันจะยังกลับมาได้มั้ย ถ้าตลอด 15 ปีไม่มีเหตุการณ์อะไรแบบนี้เลย ก็เหมือนกับพอร์ตยังไม่ได้ถูกทดสอบอย่างแท้จริง คิดซะว่า ช่วงเวลาแบบนี้คือช่วงเวลาที่พอร์ตจะได้หุ้นในต้นทุนถูกเพิ่มขึ้นด้วย ดีกว่าพอร์ตที่ขึ้นทางเดียวตลอด 15 ปี ไม่มีช่วงเวลาที่ได้เก็บต้นทุนต่ำเลย อยู่เฉยๆ ให้ได้ก็พอ

Stay invest, stay foolish