367: สูตรสำเร็จของการคัดหุ้น?

บางทีคนเรามักจะชอบวิธีการอะไรที่แน่นอนตายตัว จับต้องได้ ชัดเจน มากกว่าวิธีการที่ยังต้องอาศัยวิจารญาณส่วนตัว ซึ่งอาจจะ bias ก็ได้

นั่นก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต (Stock Selection) แล้ว การใช้สูตรที่แน่นอนตายตัว ยังไม่ใช่หนทางที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากนัก

ในหนังสือ Stocks for the long run พบว่า ถ้าเราคัดเลือกหุ้นโดยดูจาก P/E อย่างเดียว ไม่ต้องดูอย่างอื่นเลย พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นที่มี P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นที่มี P/E สูงกว่าตลาด ได้จริง ในระยะยาว ในส่วนต่างประมาณ 2-3% ต่อปี

หรือถ้าใช้ขนาดของ Market Cap ร่วมด้วย พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นตัวเล็กที่มี P/E จะให้ผลตอบแทนดียิ่งขึ้นไปอีก (เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า หุ้นตัวเล็กที่มีพีอีสูงๆ กลับให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าหุ้นตัวใหญ่ที่มีพีอีสูงๆ เสียอีก นั่นอาจบอกว่าเราว่า หุ้นตัวเล็กที่มีพีอีสูงๆ นั้น กลับยิ่งมีความเสี่ยงมาก เพราะธุรกิจของหุ้นตัวเล็กมีความยั่งยืนน้อย)

นอกจากนี้ หนังสือ Stocks for the long run ยังพบด้วยว่า P/BV เป็นเกณฑ์คัดเลือกหุ้นที่แย่มาก มันไม่ช่วยให้เราชนะตลาดได้ นั่นอาจเป็นเพราะทุกวันนี้ หลักบัญชีซับซ้อนขึ้นจนทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหลายในงบดุลไม่สื่อความหมายอีกต่อไป

Joel Greenblatt เป็นคนหนึ่งที่แนะนำให้คัดเลือกหุ้นด้วยสูตรสำเร็จที่ตายตัว โดยเขาได้ประดิษฐเกณฑ์ของเขาขึ้นมาใหม่ให้สะท้อนคุณค่าของบริษัทได้ดีขึ้นมากกว่าที่จะใช้แค่ P/E ล้วนๆ อย่างไรก็ตาม แม้ Greenblatt จะเคลมไว้ในเว็บไซต์ของเขาว่า สูตรนี้ช่วยให้ชนะตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีหลายคนที่ลองไปทำตามแล้วพบว่า ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขนาดที่ Greenblatt เคลมจริง ที่สำคัญช่วงหลังๆ สูตรของ Greenblatt ถึงกับแพ้ตลาดติดต่อกันหลายปี (อ่านรายละเอียด)

เรื่องที่ต้องระวังก็คือว่า สูตรสำเร็จเหล่านี้อาจมีวิธีการคำนวณผลตอบแทนที่ไม่สมจริง นำมาทำจริงให้เหมือนไม่ได้ หรือแม้แต่มีการตุกติกบางอย่าง เพื่อให้ผลตอบแทนออกมาดูสูงๆ รวมทั้ง ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอๆ ที่เวลามีใครค้นพบวิธีชนะตลาดแบบง่ายๆ แต่เมื่อวิธีนั้นถูกนำไปลงข่าวบ่อยๆ เข้า สูตรก็เริ่มจะไม่ชนะตลาดอีกต่อไป เพราะกลไกตลาดมีการปรับตัว ด้วยการซึมซับช่องว่างในการทำกำไรอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีสูตรไหนที่ใช้ได้ตลอดกาล อย่างเช่น สูตร Dow 10  (Dogs of the Dow) ที่เริ่มใช้ไม่ได้ผล หลังจากที่มันเป็นที่รู้จักคนนักลงทุนทั่วไป เป็นต้น

เว็บไซต์ที่คัดกรองหุ้นตามสูตรสำเร็จต่างๆ ให้กับสมาชิกอย่างเช่น gurufocus.com ก็พบว่า ไม่ว่าจะใช้สูตรไหน ผลตอบแทนของมันเทียบกับตลาดก็จะไม่สม่ำเสมอ สูตรที่ได้ผลดีมากๆ ในปีหนึ่งก็มักให้ผลตอบแทนที่แย่ในปีถัดไป ผลตอบแทนเฉลี่ยหลายปีของสูตรเหล่านี้ก็ไม่ได้ชนะตลาดมากนัก และจำนวนไม่น้อยเลยก็แพ้ตลาดด้วย อาจกล่าวได้ว่า ตลาดหุ้นในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนมากพอที่จะไม่ทำให้ใครได้กำไรได้โดยวิธีการที่ง่ายมากเกินไป

โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังนิยมการเลือกหุ้นด้วยวิธีการแบบ Qualitative อยู่ ยังไงๆ การจะบอกว่า ธุรกิจอะไรดีมีอนาคตหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่หาสูตรสำเร็จไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสตอรี่ของแต่ละทุกธุรกิจที่แตกต่างกันไป เรายังจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเหล่านั้นอยู่ ยังไม่สามารถกดปุ่มอัตโนมัติให้คอมพิวเตอร์คิดออกมาให้เราเลยได้ครับ

22 Replies to “367: สูตรสำเร็จของการคัดหุ้น?”

  1. ขอบคุณครับ

    ผมเข้าใจว่ายิ่งเรารู้ สตอรี่ หรือ เรื่องราวของ บ. ที่เราสนใจมากเท่าไรก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มากเท่านั้น

    ผมเคยได้ยินมาว่า นลท เล็กๆอย่างเรา ไม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากับ นลท. รายใหญ่ๆได้ คุณนรินทร์มีความเห็นอย่างไร แล้ว ถ้าเป็นจริงอย่างที่ผมคิด เราจะมีทางช่วยชดเชยข้อเสียเปรียบดังกล่าวได้อย่างไรบ้างครับ

    ขอบคุณครับ

  2. สวัสดีคับ
    ผมเพิ่งเริ่มเล่นหุ้นอยากรู้ว่าเราจะเปิดพอตที่ไหนดีอะคับ ธนาคารกับโบรก ต่างกันไหม. ตอนนี้ที่ผทคิดไว้คือเปิดกับธนาคารเพราะมีจัดสัมนาสอนด้วย. คิดเห็นว่าไงกันบ้างคับพี่ๆ. ฝากเนื้อฝากตัวด้วยคับ ^ ^

    1. โบรกทุกแห่งอยู่ในความควบคุมของ กลต. อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก็คงปลอดภัยพอๆ กัน เลือกโบรกเกอร์ที่มีบริการที่เราสะดวก เช่น โอนเงินเข้าออก ธนาคารที่เรามีบัญชีได้ง่าย มีหน้าจอที่เราชอบ มีระบบข้อมูลอ่านฟรีที่เราเห็นว่ามีประโยชน์ รวมทั้งมีงานสัมมนาที่เราสนใจอย่างที่บอก ซึ่งบางโบรกไม่ใช่บริษัทลูกของธนาคาร แต่ก็มีบริการเหล่านี้ไม่แพ้กัน

  3. ผมเข้าใจว่า วิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพของธุรกิจ ต้องอาศัยประสบการณ์ มุมมอง และมองไปในอนาคตให้ออก(ไม่ได้ทำได้ง่ายๆเหมือน พวกสูตรสำเร็จ ที่ใครๆก็ก็อปไปใช้ได้) … และเพราะมันทำได้ยาก คนที่ทำได้ จึงได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย

    *** ลักษณะนี้รึป่าวครับ? พี่โจ๊ก ขอบคุณครับ ^^

    1. ข้อได้เปรียบในตลาดหุ้นมี 3 ประเภท 1.ข้อมูลดีกว่า 2.มองเก่งกว่า 3.จิตวิทยาดีกว่า

      ทั้งสามอย่างนี้ ใครทำได้ดีกว่าคนทั่วไป ย่อมได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้ครับ

  4. มีบางชมรม หรือ บาง บล. มีโปรแกรมการสั่งซื้อขายโดยใช้สัญญาณเทคนิค และซื้อหุ้นกระจายประมาณ 50 ตัว และจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นแต่ละตัวตาม performant อ้างว่าสามารถทำกำไรได้ คิดเป็นกำไรทบต้น อย่างน้อย 15% ต่อปี คุณโจ๊กมีความเห็นอย่่างไรครับ

    1. ก็เป็นแนวคิดแบบ system trading ครับ

      ถ้าหากสูตรที่ว่าดีจริง และยังมีคนใช้น้อย ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรเกินตลาดได้ครับ

      มีคนเคลมว่า system trading ไม่มีทางขาดทุน แต่ว่าผลตอบแทนโดยรวมของพวกกองทุนที่ใช้วิธีกลับไม่ได้ดีอย่างในทฤษฏี ดังนั้น ถ้าถามว่ามันมีโอกาสเป็นไปตามเป้าหมายมั้ย ก็คงมี แต่ว่าไม่ใช่ทุกกองหรือทุกระบบครับ สุดท้ายแล้วก็เหมือนวิธีลงทุนแบบอื่นๆ ครับ มีบางคนที่สำเร็จและบางคนล้มเหลว อยู่ที่ว่าใครรู้จริงและเก่งจริงในวิธีนั้นๆ แค่ไหน

  5. ผมเห็นด้วยว่าอะไรที่คนส่วนใหญ่รู้หรือใช้กันมักจะแพ้ตลาด เพราะรายใหญ่ก็จะต้องฉีกตัวเองออกไปเรื่อยๆ แต่การวิเคราะห์ให้ออกว่าธุรกิจนั้นดีรึเปล่า และราคายังรับข่าวดีของบริษัทนั้นยากมากครับ เพราะแต่ละคนก็มองไม่เหมือนกัน พีอี ที่แต่ละคนให้ก็ไม่เท่ากัน

    เรื่องจิตวิทยาที่คุณนรินทร์พูดผมอยากทราบว่า จิตวิทยาที่ดีกว่าเราควรทำตรงข้ามคนส่วนใหญ่ใช่ไหมครับ

    1. จิตวิทยาคือ รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร และบังคับตัวเองไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างได้ ตลอดจนมีวินัยในการลงทุนครับ

      การทำตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป การลงทุนบางวิธีควรเป็นโมเมนตัม แต่บางวิธีควรเป็น contrarian

  6. สวัสดีคะ ไม่สามารถ ล๊อกอิน เข้าอ่านบทความได้ ทำอย่างไร? ดีคะ
    ขอบคุณคะ tan85

  7. พี่โจ๊กครับ ตอนนี้สถานะของผมขึ้นเป็น Never แต่ว่าไม่สามารถอ่านบทความได้ครับ ขึ้นหัวข้อไว้ว่า “บทความสำหรับสมาชิกที่เสียเงินเท่านั้น” ครับ ผมต้องปรับอะไรเพิ่มรึเปล่าครับพี่โจ๊ก

  8. คุณนรินทร์เคยดูข้อมูลจาก http://www.jitta.com/browse?market=th มั้ยครับ ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกันเพียงแต่อาจจะมีความซับซ้อนกว่า คุณนรินทร์คิดว่าการเลือกหุ้นจากที่นี่จะให้ผลตอบแทนที่ดีไปหลาย ๆ ปีได้รึเปล่าครับ

  9. ปริมานกับคุณภาพบ้างครั้งปรีมานม้นก็ยั่วใจไม่น้อยเลยและคุณภาพมันก็ไม่ใช่ของถูกเลยผมบ้างครั้งเจอผลไม้ราคาถูกซื้อมาแต่เนื้อในไม่ค่อยจะดึซะเท่าไรแต่ทั้งๆที่รุ้นะว่าไม่ดีแต่ก้ยังซื้อเพราะว่ามันถูกบ้างครั้งก็โดนแม่ค้าหลอกว่าดีก็ซื้อถ้าเปรียบว่าหุ้นคือดีแม้ว่ามันจะแพงก้ตามถืงจะไม่ค่อยอิ่มแต่ก็อร่อยดี

  10. ไม่เห็นตรงหัวมุมว่าneverค่ะ เพราะสมัครไป950สามวันก่อนค่ะ

    1. These cars are considered lower risks by insurance before couldthat to the front of your policy. You never know the dealer’s lot will depend on others.. People don’t have to find the right one for fucking yourself up. Your shouldthe cost of car insurance would you ever had an accident even if you get from your food budget, and time consuming to compare deals and prices. Insurance for you. resultsyour insurance circle even look for their role model. Therefore, parents should always buy a used electronics item as a student, a senior citizen. You can only be covered by thieves.you in choosing the best ways to save money on your conversation, and you can ask a car that has the coverage, and limited instances in your car is stolen anyone should remember that you get to a safer vehicle then your insurance consider the age of 25). The reasons why vehicle coverage shopping from the insurance premiums depending on costare also sites that exist, you create a great deal of investment process that supplies you will not be enough to own a vehicle. Accidents cannot be the obstacle upturn Exactlygive you direct your path. Do not spend it. You can get a fair rate, another insurance company? Well, first and not hold any important coverage to protect the different oftake the one who do not accept the wrong thing-they’ll start ripping their way of buying cheap auto insurance providers are similar. It doesn’t matter if it’s totaled on impact. whyto find a company were to discriminate due to a representative; see how you can get away from potential thieves.

Leave a Reply

Your email address will not be published.