ปรับพอร์ต 7LTG ณ สิ้นปีที่ 11

อย่างที่บอกไปว่า Digital Disruption จะเป็นธีมหลักของการปรับพอร์ตรอบนี้ อยากให้พอร์ตใหม่พร้อมรับมือ Digital Disruption ไปตลอดช่วงเวลาลงทุนที่ยังเหลืออยู่เลย

หุ้นเดิมในพอร์ตที่ผมไม่ชอบที่สุด ถ้ามองจากธีมนี้คือ CPN จากเดิมที่เคยเป็นหุ้นในพอร์ตที่ชอบเป็นอันดับต้นๆ ผมว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุดเรื่องออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมาเลย ถึงแม้ว่าผมจะมองว่า CPN เป็นบริษัทที่ปรับตัวเก่ง แต่ต่อให้ปรับตัวเก่ง อย่างดีก็แค่เสมอตัว ไม่น่าจะ prosper เหมือนเดิมได้

หุ้นอีกตัวที่จะปรับออกคือ MINT เหตุผลหนึ่งก็คือ MINT เพิ่งเพิ่มทุนไป และผมก็เพิ่มตามไปด้วย คิดเป็นจำนวนเงินก็เท่ากับได้ลงทุน MINT ล่วงหน้าไปแล้วเกือบสองปี จึงน่าจะชะลอการซื้อไปก่อน กอปรกับธุรกิจโรงแรมก็มีความเสี่ยงที่จะโดน Disrupt ในอนาคตได้เช่นกัน ถ้าคนนิยม Airbnb มากขึ้น (แต่เทรนด์นี้ก็ยังไม่ได้ชัดเจนมากในเวลานี้)​ ด้านร้านอาหาร MINT ก็โดน Delivery เล่นงานอยู่ แม้ว่า MINT จะเก่งในแง่รีบเข้าไปโผล่อยู่ใน GrabFood ได้เร็ว แต่การขายผ่าน Grab โดยที่ต้องซื้อพื้นที่ใน App ที่โดดเด่นจะน่าจะต้องแบ่งกำไรให้ Grab ไปไม่น้อยเลย (ก่อนหน้านี้ที่ผมเป็นห่วงอีกอย่างเกี่ยวกับ MINT คือ MINT ค่อนข้างกระโดดเข้าสู่กระแสนิยมอาหารเอเชียช้า แต่ก็โล่งใจขึ้นมาบ้างเมื่อเห็น MINT ซื้อ บอนชอน อย่างน้อยเขาก็พยายามอยู่)

PSH ตัวนี้อาการหนัก วงการนี้ล้นตลาดอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนจะยังเป็นอีกนาน คนจีนที่หายไปจากตลาดคอนโด แบงก์ที่งบอ่อนแอทำให้ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และวงการก่อสร้างเองที่ซัพพลายล้นง่าย น่าจะเหนื่อยอีกนาน แต่เวลานี้ก็ไม่ใช่จังหวะที่ดีเช่นกันที่จะขายออกมา เลยขอเก็บไว้ก่อน แค่หยุดซื้อเพิ่มเฉยๆ ในแง่ Disruption ก็ไม่ได้โดนตรงๆ ถือต่อไปก็คงไม่เป็นไร

นอกนั้นหุ้นอื่นๆ ในพอร์ตคิดว่าน่าจะรับมือกับ Disruption ได้อยู่

  • BDMS แม้ว่าจะมีเสน่ห์ลดลง เพราะสมัยนี้คนไข้ตะวันออกกลางมาน้อยลง ต้องหันไปหาลูกค้า CLMV แต่ผมก็ยังมองหุ้นตัวนี้เป็นเชิงบวกอยู่
  • ADVANC แม้ว่าจะไม่ใช่ Tech Stock แท้จริงโดยนิยาม แต่ก็น่าจะเป็นหลุมหลบภัยที่ดีพอสมควร การเติบโตไม่โดดเด่น แต่ธุรกิจไม่ได้ฝืนโลกดิจิตอลแน่ๆ
  • BTS คิดว่าตัวนี้ปลอดภัยจาก Disruption แน่นอน เป็นตัวที่อุ่นใจที่สุด ถ้าไม่ตัวนี้ ก็ BEM แต่คิดว่ามี BTS อยู่แล้ว ก็ไปกับตัวนี้ต่อเลยดีกว่า ไม่อยากปรับพอร์ตให้ซับซ้อนเกินไป
  • BJC ทุกวันนี้กำไร 70%  ของบริษัทมาจาก BigC ซึ่งผมมองว่าค้าปลีกที่โดน Disruption น้อย น่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตนี่แหละ ดังนั้นจึงคิดว่าตัวนี้น่าจะอยู่ในพอร์ตต่อไปได้

ส่วนหุ้นที่เพิ่มเข้ามาใหม่ได้แก่ AOT ซึ่งก็แน่นอนเป็นธุรกิจที่ผูกขาด และเป็นธีมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธีมที่ผมสนใจมาตลอดสำหรับประเทศไทย และถ้าหากพอร์ตของเราจะ overweight การท่องเที่ยว (ซึ่งกลายเป็นทุกข์ลาภในช่วงที่ผ่านมาเพราะเจอ Covid) ผมว่าน่าจะซื้อหุ้นสนามบินมากกว่าโรงแรม เพราะทั้งผูกขาดและไม่โดน Disrupt ราคาหุ้นก็ลงมาพอดี ซึ่งก็อาจจะพักฐานอีกนาน แต่นั่นก็ยิ่งเป็นข้อดี เพราะเราซื้อสะสมช้าๆ แบบ DCA ยิ่งมีเวลาให้สะสมนานๆ ยิ่งดี ซื้อแล้วเด้งเร็วกลับเป็นเรื่องไม่ดี

นอกเหนือจาก AOT แล้ว มีหุ้นอีกหลายตัวก่อนหน้านี้ที่ผมคิดว่าจะเอาเข้ามาในพอร์ตดีมั้ยแต่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจว่ายังก่อนดีกว่า อาทิเช่น

  • หุ้นโรงไฟฟ้า เพราะเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นเทรนด์อนาคต แต่พอมาดูลึกๆ อีกทีก็ไม่ค่อยแน่ใจ หลายบริษัทขายไฟฟ้าให้เอกชน รายได้ไม่ได้ชัวร์ขนาดนั้น และต้องพึ่งพาความสำเร็จของ EEC ด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร และบางทีถ้าราคาน้ำมันตกต่ำ ก็ใช่ว่าโรงไฟฟ้าจะดีเสมอไป สูตรขายไฟฟ้ามัน link กับราคาน้ำมันด้วยส่วนหนึ่งรึเปล่า โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายตัวที่ขายไฟฟ้าให้รัฐก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพอร์ตเยอะ ไปๆ มาๆ เลยไม่มีตัวไหนที่เข้าตาเลยสักตัว ทำให้ต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป
  • ETF ต่างประเทศ น่าจะเป็นการ Diversify ที่ดีถ้าจะมีไว้ในพอร์ต จะได้ไม่กระจุกอยู่ที่ประเทศไทยอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่ของกองทุนรวมต่างประเทศบ้านเราคือ เป็น Feeder fund ที่มีค่าบริหารจัดการรวมหมดแล้ว แพงมากๆ ทำให้ยังคงไม่น่าลงทุนอยู่เช่นเดิม
  • หุ้นคอมโมฯ เป็นการ Diversify ที่น่าสนใจ เพราะขึ้นกับราคาตลาดโลก ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย แต่หลายตัวก็อิงกับน้ำมัน ซึ่งระยะยาวไม่น่าสนใจ และบทเรียนหนึ่งของพอร์ตนี้ที่ได้รับในอดีตคือ หุ้นวัฎจักรไม่เหมาะกับการลงทุนแบบ DCA เพราะเวลาที่ตกหนักๆ เราแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะมันจะตกไม่นานพอที่เราจะเก็บสะสมได้เยอะ หุ้นที่เหมาะกับ DCA ควรเป็นธุรกิจน้ำซึมบ่อทราย ค่อยๆ โตวันละน้อย แต่กำไรไม่เหวี่ยงแรงๆ ก็เลยเลิกความคิดนี้ไปเช่นกัน

สรุปในวันที่ 25 กันยายน 2563 จะมีการปรับรายชื่อหุ้นที่จะซื้อใหม่ให้เหลือแค่ 5 ตัว คือ BJC, BDMS, BTS, AOT และ ADVANC และเพื่อให้จำนวนเงินลงทุนรวมเท่าเดิม จะมีการเกลี่ยเม็ดเงินตามตารางข้างล่างนี้

โดยที่จะปรับเฉพาะรายชื่อหุ้นที่จะซื้อใหม่ต่อไปนี้เท่านั้น ส่วนหุ้นตัวเก่าที่โดนปรับออกจะไม่ขายขายเก่าออกแต่เก็บไว้ก่อน เพื่อลดความซับซ้อนในการบริหารพอร์ต และคิดว่าหุ้นเหล่านั้นไม่ได้เลวร้ายมากขนาดนี้ต้องรีบขายทิ้งด่วน

ไว้วันที่ 25 กันยายน จะมาสรุปสถานะพอร์ตปัจจุบันให้อีกทีครับ

 

 

การลงทุนภายใต้ภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อ

ย้อนอดีตที่ผ่านมา ได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง

ตลาดหุ้นไทยนี่กับระเบิดเยอะจริงๆ ขนาดพอร์ตนี้เลือกที่จะไม่ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่มากๆ อย่างหุ้นพลังงาน หรือหุ้นธนาคารเลย ซึ่งก็ช่วยทำให้พอร์ตนี้สามารถหลบราคาน้ำมันตกต่ำ และปัญหาหนี้เสียในภาคธนาคารไปได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอด สุดท้ายการท่องเที่ยวก็มาโดนโควิดอยู่ดี คือเรียกว่าไม่รู้ว่าจะหลบไปไหนแล้ว กับระเบิดมันเยอะจริงๆ

เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมมองว่า หุ้นไทยไม่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเท่ากับห้าปีแรกสุดของการลงทุน  เพราะห้าปีแรก ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวของการลงทุนในหุ้นไปมาก ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แนวคิดเรื่อง Regress to the means เป็นแนวคิดที่ใช้ได้

ถ้าให้มองต่อไปอีกห้าปี ซึ่งก็คือโค้งสุดท้ายของพอร์ตนี้ ผมก็มองว่าหุ้นไทยไม่น่าจะดีอีกเช่นเดียวกัน คิดว่าน่าจะแย่พอๆ กับห้าปีที่ผ่านมา หรืออาจจะแย่กว่านิดหน่อย ผมมองว่า ประเทศไทยขาดเสน่ห์ในความน่าลงทุนในโลกยุคปัจจุบัน บริษัทในตลาดเต็มไปด้วยบริษัทที่แก่ตัว แบบรอว่าจะโดน disrupt เมื่อไหร่ มากกว่าที่จะมีโอกาสได้ไป disrupt คนอื่น ลองสมมติว่าตัวเองเป็นคนต่างชาติแล้วมองหุ้นทั้งโลก ผมคิดว่าผมน่าจะไม่ได้เลือกลงทุนที่ไทยเลย เพราะไทยดูเป็นประเทศ middle income trap ไม่น่าลงทุน

ปัญหาอีกอย่างของไทยคือ โลกดิจิตอลมันเข้าทางบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งมันเป็นบริษัทระดับโลก ทำให้เศรษฐกิจของเรามีแนวโน้มจะโดนยึดครองโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งก็พบว่าหลายอุตสาหกรรมตอนนี้ โดนบริษัทต่างชาติยึดไปหมดแล้ว ทั้งเฟซบุ้ก กูเกิล เน็ตฟลิตซ์ ลาซาด้า และ GRAB ไม่มีบริษัทไหนเป็นของไทยเลย ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือ เราเหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่าโดนยึดครอง หรือว่ารู้ตัวแต่ปราศจากแรงจูงใจทางการเมืองที่จะทำอะไร แถมยังไปเชิญเขามาอีก แถมเงิน (tax incentive) ให้อีกต่างหาก อย่างในกรณีที่เราไปเชิญอาลีบาบามาถล่ม SME บ้านเรา ภูมิใจกันใหญ่ที่เขาซื้อทุเรียนเราไป 80 ล้านบาท (แต่มาตั้ง logistic warehouse เอาสินค้าจีนมาถล่มเรามูลค่านับหมื่นล้าน) เพราะว่าเรามี mindset แบบเดิมว่า ถ้าต่างชาติมาลงทุนซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ต้องเป็นเรื่องดี ในขณะที่โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนเกมไปเป็นดิจิตอลหมดแล้ว

อีกอย่างที่น่าห่วงมากคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศ ซึ่งเยอะและไม่ลดลงเสียที ปัญหานี้ทำให้กำลังซื้อในประเทศมีปัญหา คนที่มีหนี้ล้นอยู่จะไม่ใช้จ่าย ฉุดเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจที่ไม่ได้มีปัญหากลายเป็นมีปัญหาตามไปด้วย คนเป็น NPL ก็จะเพิ่มขึ้นอีก แบงก์ก็จะยิ่งไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ลงไปอีก วนไปเรื่อยๆ เป็นงูกินหาง ซึ่งผมมองว่า ที่ผ่านมา เรา passive กับปัญหานี้มากเกินไป ถ้าห้าปีก่อน รัฐหาวิธีเข้าไปจัดการแก้หนี้เสียในระบบอย่างจริงๆ จังๆ ทุกอย่างน่าจะดีกว่านี้ แต่รัฐก็ไม่ได้ทำ ปล่อยไปตามยัติถากรรม ถ้าจะกลับมาแก้ไขตอนนี้ก็ไม่รู้จะทันมั้ย เพราะธนาคารเองช่วงนี้ก็แบกหนี้เสียจากโควิดอีก ทำให้อาการหนักกว่าเดิม ตราบใดที่ไม่มีการแก้ปัญหานี้อย่างจริงๆ จังๆ เศรษฐกิจจะไม่มีทางโงหัวขึ้น เพราะเหมือนคนไข้ที่มีเนื้อร้าย (NPL) อยู่ในระบบ แต่ไม่ยอมผ่าตัด จะให้กินอาหารดียังไง (แจกเงิน) ก็ไม่หาย

นอกจากเศรษฐกิจที่ไม่สดใสแล้ว ประเทศไทยยังมีความเปราะบางด้านสังคมและการเมืองสูงมาก ปัญหาเศรษฐกิจที่ยิ่งเร่งให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมและการเมืองมากขึ้นอีก นับเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทยในเวลานี้ ยังไม่นับปัญหา aging society เรียกว่ามองไปข้างหน้า ปัญหารุมเร้าเยอะมากจริงๆ ยังหาไม่เจอปัจจัยที่ดีเลย

ผมยอมรับว่าผมมองประเทศไทยค่อนข้างแย่ แต่ก็ไม่ต้องตกใจครับ ถ้าใครยังเชื่อมั่นใน EEC อยู่ว่าจะกลับมาพลิกฟื้นประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นต้องมองร้ายเหมือนผม จะว่าไป EEC อาจเป็นความหวังเดียวที่ยังเหลืออยู่ของประเทศไทย แต่โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่า EEC จะพลิกเกมได้ เพราะสิ่งที่ EEC ทำเป็นสิ่งที่โลกเคยต้องการเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ตอบโจทย์โลกสมัยนี้แล้ว (ความเห็นส่วนตัว อย่าเชื่อมากครับ)

ผมอาจมองเศรษฐกิจไทยค่อนข้างแย่ แต่ตลาดหุ้นไทยผมคิดว่าอาจจะไม่ได้แย่มากเท่า เพราะผมมองว่าปัญหาเงินล้นแบงก์น่าจะยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะโอกาสในการลงทุนของคนรวยมีน้อยลง ดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้วดูแล้วก็น่าจะต่ำลงไปอีก อาจเห็นดอกเบี้ย 0 หรือ QE ของประเทศไทยในอนาคตก็ได้ ดังนั้นความต้องการของคนไทยที่จะขนเงินมาลงตลาดหุ้นยังมีอีกเยอะมาก ซึ่งจะช่วยหักล้างกับเงินทุนต่างชาติที่หายไปเรื่อยๆ ได้พอสมควร อาจเป็นเหตุผลเดียวด้วยซ้ำที่ผมยังลงทุนในหุ้นไทยอยู่

ปกติแล้ว ตราบใดที่เรายังมองตลาดหุ้นในแง่ดี หมายถึงตลาดที่ต่อให้ผันผวนในระยะสั้นขนาดไหน ก็ยังจะกลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อีกในอนาคต การลงทุนแบบ DCA จะยังเป็นทางเลือกที่ดีอยู่เสมอ แต่พอเราไม่ได้มองอนาคตดี อันนี้การลงทุนแบบ DCA ก็อาจไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ ทางเลือกอื่นในสถานการณ์แบบนี้คือการเปลี่ยนไปลงทุนต่างประเทศแทน หรือไม่ก็ต้องลงทุนแบบ bottom up เป็นหลัก มองหุ้นเป็นตัวๆ ขุดข้อมูลรายตัวหุ้นให้ลึกๆ  หาเพชรในกองขี้ให้เจอ ซึ่งก็อาจจะเป็นเจอหุ้นซิ๊ง หุ้นปั่น หุ้น fraud แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับเพิ่มเพื่อแลกกับผลตอบแทนคาดหวังในระดับสูงเป็นธรรมดา

แต่เอาเถอะ พอร์ตนี้ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะลงทุนให้ครบ 15 ปี the show must go on. ก็ถือว่าเป็นความท้าทายแบบใหม่ก็แล้วกันว่า ถ้าหากเรามองสถานการณ์ไม่ดี แล้วจะเราจัดพอร์ตแบบไหน เพื่อให้พอร์ตออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยนี้

ทั้งหมดคือมุมมองภาพรวมตลาดที่ผมมองอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าจะเลือกหุ้นเข้าพอร์ตยังไงดี ตอนนี้ผมได้รายชื่อหุ้นใหม่ในพอร์ตเรียบร้อยแล้ว เอาไว้โพสต์น่าเรามาคุยกันต่อว่าแต่ละตัวมาด้วยเหตุผลยังไง

 

 

ใกล้ถึงสิ้นปีที่ 11 ของพอร์ต 7LTG แล้ว

เผลอแป๊บเดียวผ่านไปอีกหนึ่งปี การสรุปประจำสิ้นปีที่ 11 ของพอร์ต 7LTG ก็กำลังจะมาถึงอีกแล้ว ( 25 กันยายน ของทุกปี)

ตั้งแต่ต้นปีมา ยังไม่ได้เปิดดูพอร์ตเลย ไม่กล้าดู อีกอย่างหนึ่งคืออยากพิสูจน์ด้วยว่า การสร้างพอร์ตแบบนี้ขึ้นมา แล้ว DCA ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจความผันผวนระหว่างทางจะเป็นวิธีลงทุนที่ใช้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีวิกฤต พอร์ตจะผ่านวิกฤตไปได้หรือไม่ บ่อยครั้งพอร์ตของนักลงทุนไม่ได้พังเพราะมีวิกฤต แค่ถือต่อไปเรื่อยๆ มันก็กลับมาได้ แต่เพราะนักลงทุนไปนั่งมองมันทุกวัน ช่วงที่อยู่ในวิกฤตก็เลยจิตตก คัตลอส ขายขาดทุนออกมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว แค่รอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไป พอร์ตก็กลับมาได้เอง ง่ายๆ เลย

ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะปรับพอร์ตให้น้อยที่สุด ประมาณ 0-1 ตัวต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเริ่มเป็นห่วงหุ้นไทยในประเด็น Digital Disruption มากขึ้นเรื่อยๆ และพอมีโควิด ก็ยิ่งเร่งให้เห็นความน่ากลัวนี้มากขึ้นอีก อันที่จริงผมไม่ได้เป็นห่วงเรื่องโควิดเลย เพราะคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไงก็จบ แต่เป็นห่วงเรื่อง Digital Disruption มากกว่า โควิดแค่ทำให้ภาพของ Disruption มันชัดขึ้นอีกเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าเดือนกันยายนนี้จะมีการปรับพอร์ตใหญ่หนึ่งครั้ง โดยธีมสำคัญที่ใช้พิจารณาคือ ต้องการหุ้นที่ทนทานต่อ Digital Disruption เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องการให้พอร์ตของหุ้นเป็นพอร์ตที่ค่อนข้างตั้งรับ (Defensive) เพราะมองว่าห้าปีสุดท้ายของพอร์ต  (2020-2024) ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วง เลือกหุ้นที่แข็งแรงไว้ก่อนดีกว่า เอาตัวให้รอดให้ได้ก่อน อย่าไปหวังการเติบโตแบบเดียวกับห้าปีแรกของพอร์ตเลย

อย่างที่ได้เคยสัญญาไว้ว่าถ้ามีการปรับพอร์ตจะมีการแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ดังนั้นช่วงนี้ขอเวลาคิดให้รอบคอบก่อน แล้วจะมาประกาศก่อน วันที่ 25 สิงหาคม ศกนี้ ว่าจะปรับยังไงบ้าง แต่นอกเหนือจากธีมที่ได้บอกไป รอบนี้คิดๆ ไว้ว่า จะปรับเฉพาะรายชื่อหุ้นที่จะซื้อต่อไปเท่านั้น ส่วนหุ้นที่ถูกปรับออกจากรายชื่อจะคงไว้ในพอร์ตไม่ต้องขายออกมา เพราะผมมองว่าหุ้นท่ีโดนปรับออกไม่ได้เลวร้ายมากขนาดที่จะต้องขายทิ้ง ไม่อยากให้การบริหารจัดการพอร์ตยุ่งยากเกินไป ขอปรับแค่รายชื่อที่จะซื้อใหม่ต่อจากนี้อย่างเดียว

 

ป.ล. ตกลง MINT ในพอร์ต ผมได้ทำการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนไปแล้วนะครับ ส่วนวอร์แรนต์ที่จะออกมาในอนาคต ถ้าเข้าพอร์ตมาเมื่อไร คิดว่าน่าจะขายทิ้ง เพราะเป็นแนวทางที่พอร์ตนี้ใช้มาตลอด ทุกครั้งที่ได้รับแจกวอร์แรนต์

 

 

 

บทสรุปของการลงทุน

หลังจากอยู่ในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2003 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายรูปแบบ วิกฤตก็หลายหน ความคิดของผมเกี่ยวกับการลงทุนก็มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำหรือมองว่าคนเราควรลงทุนในหุ้นอย่างไร ผมคงสรุปออกมาเหลือแค่นี้

จงคัดเลือกหุ้นที่คิดว่าดีที่สุดในตลาดหุ้นไว้ 5-10 ตัว เก็บไว้ใน wish list ของเราเสมอ คำว่าหุ้นที่ดีที่สุดหมายถึง ธุรกิจที่มีความแข็งแรง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก อย่ายึดติดกับหุ้นราคาถูก หรือความสำเร็จในอดีตของบริษัทมากเกินไป ที่สำคัญก็คือ จงคัดเลือกด้วยตัวเอง อย่าเลือกตามกูรูหุ้นหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะจะติดกับของการแห่ตามกัน การเลือกหุ้นเก่งไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ

เมื่อมี wish list ในใจเรียบร้อยแล้ว เวลาจะซื้อ มีวิธีให้เลือกอยู่ 3 แบบ ดังนี้

วิธีที่ 1 คือ DCA หุ้นใน wish list เท่ากันทุกตัว ไปเรื่อยๆ จนกว่าเกษียณไปเลย ข้อดีของวิธีนี้คือจะเริ่มต้นซื้อเมื่อไรก็ได้ สามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เท่ากับตลาดหรือดีกว่าเล็กน้อยได้

วิธีที่ 2 คือ ถ้า P/E ของตลาดยังต่ำกว่า 15 เท่า ให้ซื้อหุ้นใน wish list อย่างน้อย 5 ตัว (ตัวละเท่าๆ กัน) เก็บไว้ ถือเต็มพอร์ตไปยาวๆ และไม่จำเป็นก็ไม่ควรขายเลย ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงมากแค่ไหน อดทนไปให้ได้ ถ้าจะขายจริงๆ เก็บไว้ล้างพอร์ตเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในสถานการณ์ที่แพงสุดขีดเท่านั้น เช่น  P/E ของตลาดสูงระดับ 25 เท่าขึ้นไป  ข้อเสียของวิธีนี้คือเริ่มทำไม่ได้ตอนที่พีอีตลาดหุ้นเกิน 15 เท่าอยู่  วิธีนี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 คือ รอซื้อทีเดียวเมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้นรอบใหญ่ และเมื่อซื้อแล้วก็ไม่ต้องขายหุ้นออกมาอีกเลย ในสภาวะปกติคืออยู่เฉยๆ อย่างเดียว ไม่ซื้อไม่ขายอะไรเลย (ถ้าจะซื้ออีกทีก็คือเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่เท่านั้น) ข้อดีคือ คาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับสูงสุด แต่ข้อเสียคือ อาจต้องรอนานมากๆ กว่าจะได้ซื้อจนเสียโอกาสลงทุน และเวลาซื้อจริงๆ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดของวิกฤตอยู่ตรงไหน ต่ำแค่ไหนถึงจะต่ำพอที่จะซื้อได้แล้ว เป็นต้น วิธีนี้จึงทำไม่ได้ทุกคน ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมากแล้วเท่านั้น คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าสองวิธีแรก

สิ่งที่เหลือนอกจากนี้คือ การอยู่เฉยๆ ให้ได้ในช่วงที่เวลาที่ห้ามซื้อหุ้น (ตามที่กำหนดไว้ในทั้ง 3 วิธี) ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นลงมากแค่ไหน การรักษาวินัยคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการลงทุนในหุ้น แค่ไม่ซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่ควรซื้อให้ได้ คุณก็มีผลตอบแทนที่ดีได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เลือกหุ้นเก่ง หรือมีความรู้เรื่องงบการเงินมากมายแต่อย่างใด

 

สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ

การวิเคราะห์แนวปัจจัยพื้นฐาน ต้องใช้เวลานานมาก กว่าสิ่งที่เรามองไว้จะสะท้อนออกมาให้เห็นในผลประกอบการ ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ในรูปแบบของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วหวังว่าราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นทันทีในวันต่อมา

ตรงกันข้าม ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วโอกาสที่หุ้นจะขึ้นเลยมีน้อยมาก บ่อยครั้งซื้อแล้วหุ้นลงด้วยซ้ำ จงเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ผลตอบแทน 1 วัน กับผลตอบแทนในอีก 1 ปี ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่น หุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้เขียว อีก 1 ปีอาจจะติดลบก็ได้ และหุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้แดง อีกหนึ่งปีก็อาจจะเขียวหนักๆ เลยก็ได้

ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นระยะยาวอะไรก็ตาม ทางที่ดี ควรจะปิดหน้าจอ เลิกสนใจไปเลย และอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาให้มาก เอาไว้สัก 6 เดือน หรือหนึ่งปี ค่อยมาเปิดดู เพราะการซื้อไปแล้วก็มานั่งตามดูราคามันทุกวัน เราจะอดใจไม่ได้ที่จะตัดสินผลงานจากผลตอบแทนระยะสั้น ถ้าเขียวเลย ก็อาจขายทิ้ง เพราะมือบอน สุดท้ายขายหมู หรือถ้าแดงเลย ก็อาจจิตตก ขายตัดขาดทุนทันที มาพบเอาอีกหนึ่งปีให้หลังว่า จริงๆ แล้วตัวเองคิดดู กลายเป็น “รู้งี้” ไปอีก

มองยาว ก็ต้องวัดผลระยะยาว ถึงจะถูกต้อง

นอกจากนี้การบริหารเงินหน้าตักที่ซับซ้อนเกินไป เช่น แบ่งเงินซื้อออกเป็นสองก้อน ซื้อทีละก้อน ถ้าลงต่อค่อยซื้อเพิ่มได้อีกก้อนหนึ่ง อะไรทำนองนี้ ดูเหมือนจะดี แต่ทำให้เราต้องพะวง และต้องคอยมานั่งตามหุ้นที่เราซื้อไปแล้วว่าราคาลงไปขนาดไหนแล้ว ควรซื้อเพิ่มหรือยังเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคของการลงทุน รอคอยให้มากพอ คิดให้รอบคอบ แล้วซื้อตูมเดียวจบ จะดีกว่า ระหว่างทางมันจะลง จะขึ้น ไม่ต้องสนใจ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องซื้อตรงก้นเหวให้ได้พอดี เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเสียเวลากับเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะพยายาม หันไปพยายามในเป้าหมายที่เป็นไปได้ดีกว่า ซื้อแล้วก็อาจลงต่อก็ได้ แต่ถ้าเรารอมามากพอ ซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว ก็ปล่อยมันเถอะ ไม่ต้องเล็งจะซื้อให้ได้ถูกที่สุดหรอก บริหารเงินด้วยวิธีที่ธรรมดาๆ เข้าไว้ดีกว่า

ผลพลอยได้ของการมีนโยบายไม่ขายหุ้น

การที่เราตั้งใจว่า ถ้าซื้อหุ้นอะไรก็จะถือไปตลอด ไม่มีนโยบายขาย นอกจากจะทำให้เราคิดรอบคอบมากขึ้นก่อนซื้อแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกข้อหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง

นั่นคือ มันช่วยทำให้เรามีโอกาสได้กำไรหุ้นแบบหลายเด้งด้วย เพราะการจะทำแบบนั้นได้นอกจากจะต้องเจอหุ้นหลายเด้งแล้ว คนที่เจอยังต้องกล้าถือไปเรื่อยๆ แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าตัวด้วย เพราะถ้าเจอหุ้นตัวดังกล่าว แต่พอมันขึ้นมาแค่ 20-30% ก็อดใจไม่ไหว ขายทิ้ง แบบนี้ก็จะพลาดอยู่ดี

ซึ่งการที่หุ้นขึ้นไป 30% แล้ว เรายังไม่ขาย เป็นอะไรที่ทำใจได้ยากมาก ถ้าใครเล่นหุ้นมานานก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี กลัวว่าหุ้นจะตกกลับลงไปใหม่ แล้วกำไรจะหายไปหมด จึงต้องรีบขาย สุดท้ายแล้ว มันก็ขึ้นต่อไปอีก 100% ขายหมูอีกตามเคย

คนที่จะอยู่จนกำไรเป็นเด้งๆ ได้ ถ้าไม่ใช่คนบ้า ก็ต้องมีความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นมากเป็นพิเศษ ระดับที่เชื่อเป็นลัทธิ ว่าธุรกิจนั้นวิเศษเลอเลิศ​ ซึ่งบ่อยครั้งก็เหมือนคนบ้าจริงๆ นั่นแหละ บางคนบ้าแล้วก็ผิดหวังก็มี ไม่ใช่บ้าแล้วจะรวยได้ทุกคน แต่อีกวิธีหนึ่งที่เราจะอยู่รอดไม่ขายจนได้กำไรหลายเด้ง โดยที่ไม่ต้องคลั่งลัทธิ คือเรามีนโยบายซื้อหุ้นอะไรแล้วไม่คิดจะขาย

บางคนอาจแย้งว่า แต่การทำแบบนั้น นอกจากจะพาเราไปสู่กำไรหลายเด้ง ก็อาจพาเราไปสู่ขาดทุนหลายเด้งด้วยเช่นกัน เพราะไม่ขายสักที ราคาหุ้นก็ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นการจะมีนโยบายไม่ขายหุ้นได้ จะต้องเป็นนักรอคอยที่จะซื้อด้วย คือซื้อหุ้นที่ถูกมากพอ ความถูกของราคาเข้าซื้อจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนแบบนั้น และการกระจายหุ้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะเลือกหุ้นแค่หนึ่งตัว โอกาสจะเจอหุ้นหลายเด้งคงมีน้อยมาก แต่ถ้าเลือกหลายๆ ตัว โอกาสที่จะเจอบ้างย่อมมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ดี “ก่อน” ซื้อหุ้น ไม่ใช่หลังจากซื้อหุ้นไปแล้ว เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ก็ควรปล่อยวาง ปล่อยให้ความดีที่เราทำก่อนซื้อแสดงผลลัพธ์ที่ดีออก ไม่ต้องไปกังวลหลังจากซื้อไปแล้ว เหมือนลูกธนูที่ยิงออกจากศรไปแล้ว ถ้าตอนเล็งทำได้ดี ธนูจะเข้าเป้าเอง ไม่ต้องกังวลตอนที่ธนูลอยอยู่บนท้องฟ้า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

อุปสรรคการลงทุนมันลึกซึ้งกว่าที่คิด

มีพี่นักลงทุนคนหนึ่งเคยพูดตอนที่ตลาดหุ้นมันวิ่งๆ และทุกคนก็เฮโลกันเข้าไปว่า คอยดูเถอะ วันหนึ่งเวลาที่หุ้นตกมากๆ แล้วจะรู้ว่า หุ้นที่ทุกคนเคยบอกว่าพื้นฐานดีอย่างนั้นอย่างนี้ จะไม่มีใครเอาเลย ยิ่งถูกยิ่งไม่มีใครอยากได้ ทั้งที่มันเคยเป็นหุ้นไร้เทียมทานมาก่อน แล้วจะรู้ว่าพื้นฐานที่ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้เป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าคนจะไม่เอาหุ้นสักอย่าง หุ้นอะไรก็ไม่เหลือ

ตอนแรกที่ผมได้ยินคำพูดแบบนั้น ผมก็เหมือนกับทุกคน คือรู้สึกว่า พี่เขามองโลกในแง่ร้ายจัง ทำไมไม่คิดบวก คนคิดบวกประสบความสำเร็จเสมอ ไลฟ์โคชสอนไว้ แต่พอได้อยู่ในตลาดมานานพอ ได้เห็นเหตุการณ์ที่ว่าแบบนั้น ซ้ำๆ กันหลายๆ รอบ ถึงได้เห็นว่า พี่เขาพูดด้วยประสบการณ์ที่เห็นตลาดหุ้นมายาวนานกว่าเรามากจริงๆ

บางทีคนที่ขยันหาหุ้นทุกวัน ติดต่อกันสี่ห้าปี และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พอวันนั้นมาถึง ตลาดหุ้นพังทลาย กำไรที่หามาได้ทั้งหมด ก็หายไปในปีเดียว กลายเป็นขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่บางคนอาจจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย สี่ห้าปี แต่พอตลาดหุ้นพังทลายก็เข้ามาซื้อแค่ครั้งเดียว แล้วก็อยู่เฉยๆ ไปอีกสี่ห้าปี สรุปแล้วกลับกลายเป็นคนที่ทำกำไรได้อย่างแท้จริงทั้งที่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้ออกแรกอะไรเลย

การลงทุนมันแปลกๆ แบบนี้แหละ ทุกอย่างมันดูขัดแย้งกับสัญชาตญาณของเราไปหมด และเราก็มองไม่เห็น ทำให้เหนื่อยฟรีไปเยอะเลย

ผมเคยเห็นบทความหนึ่งที่เขาวิเคราะห์ว่าดัชนี S&P500 ในรอบสิบปี มีช่วงเวลาที่ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐานในทางทฤษฎีอยู่เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น นอกนั้นแพงกว่าพื้นฐานตลอดเวลา ในยุคที่เงินล้นโลก ตลาดหุ้นฟองสบู่ขนาดนี้ การคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานก็เหมือนเป็นกับดักเหมือนกัน เพราะคนเรามักถูกสะกดจิตให้ต้องซื้อหุ้นหรือคิดว่ามีหุ้นพื้นฐานดีราคาถูกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริง หุ้นอาจจะแพงตลอดเวลาอยู่ก็ได้ แต่เราก็รู้สึกแปลกๆ ที่จะบอกว่าหุ้นแพงทุกตัว ไม่มีหุ้นอะไรให้ซื้อ ติดต่อกันเป็นเวลาสี่ห้าปี สุดท้ายแล้วเราก็ซื้อหุ้นแพงไป โดยที่เข้าใจว่าเราซื้อหุ้นเพราะพื้นฐาน อะไรหลายอย่างในตลาดหุ้นทำให้เราผิดพลาด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

นักวิเคราะห์ที่ต้องเขียนคอลัมน์แนะนำหุ้นทุกวัน ก็จะมีหุ้นน่าซื้อทุกตัว ทั้งที่ในชีวิตจริงบางช่วงเวลาอาจไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลย แต่การที่ต้องเขียนคอลัมน์ทุกวัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลยติดต่อกันทุกวันสักสามเดือน บรรณาธิการคงมาไล่เขาออกแน่ๆ ความคิดของเราไม่สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

นักลงทุนมักต้องมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนไว้คุยกันด้วย เล่นหุ้นคนเดียวเหงามาก แต่ถ้าหากคุยกันทีไรเราก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อ บ่อยๆ เข้า บรรยากาศก็กร่อย สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยากซื้อหุ้นอะไรสักอย่าง เพื่อให้บทสนทนาในวงหุ้นมีรสชาติ เราติดกรอบพวกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

PE ตลาด 15x magic number?

มีแนวคิดหนึ่งบอกว่า ค่าเฉลี่ยพีอีระยะยาวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับว่าตลาดนั้นจะเติบโตมากแค่ไหนด้วย เป็นไปได้ว่า 15 เท่า หรือเทียบได้กับ earnings yield 6.7% เป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตราสารทุน

ถ้าเราจะเอาแนวคิดนี้มาใช้เป็นตัวชี้วัดความถูกแพงของหุ้น เช่น ถ้าพีอีตลาดสูงกว่า 15 ก็คือ หุ้นโดยรวมยังแพงเกินไป นักลงทุนระยะยาวควรอยู่เฉยๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่พีอีต่ำกว่า 15 ถือว่าตลาดหุ้นน่าซื้อ นักลงทุนระยะยาวควรลงทุนให้เต็มพอร์ตไปเลย แบบนี้จะดีมั้ย

โดยส่วนตัว ผมชอบเกณฑ์อันนี้อยู่พอสมควรเลย ข้อดีมากๆ คือ แทนที่เราจะคอยมาเก็งว่าตลาดหุ้นจะลงไปต่ำสุดแค่ไหน เราใช้เกณฑ์นี้ไปเลย ถ้าพีอีตลาดต่ำกว่า 15 ก็ลงทุน ไม่ต้องไปรอ วิธีนี้ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนได้ดีเลย

แต่วิธีนี้ก็มีข้อที่ควรพิจารณาหลายอย่าง ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าเมื่อตลาดหุ้นลงไปแตะ 15 เท่าแล้วลงทุน แล้วปีต่อมามันจะเพิ่มขึ้น แล้วเราก็ได้กำไรเลย แต่ตลาดอาจะแตะ 15 แล้วลงไปลึกกว่า แล้วก็ต่ำอยู่อย่างนั้น เช่น เหลือแค่ 10 เท่า อยู่นานหลายปี เช่น 4-5 ปี ก่อนที่จะทะลุ 15 เท่าอีกที นักลงทุนที่เห็นลงไปแตะ 15 ก็เข้าลงทุนเลย ก็ต้องทำใจว่า อาจจะต้องติดดอย เพราะตลาดหุ้นลงต่อไปเหลือแค่ 10 เท่า อีกหลายปี กว่าจะกลับตัวขึ้นไปใหม่ได้ แบบนี้เป็นต้น นักลงทุนเตรียมใจหรือยังที่จะเจอสภาพแบบนั้น

ปัญหาอีกอย่างคือคำว่า พีอี นั้นคือคำนวณมายังไง เช่น เป็นพีอีปัจจุบัน หรืออนาคต หรือปีหน้า หรือเฉลี่ยสิบสองเดือน บ่อยครั้งพีอีอาจลงไปแตะ 15 เท่า ชั่วคราว เพราะกำไรตลาดมีความผันผวนระยะสั้น เราจะถือว่านั้นคือพีอีของกำไรปกติได้หรือไม่ แบบนี้เป็นต้น ถึงเวลาจริงๆ นิยามที่ดิ้นได้ของพีอีอาจทำให้เราลังเลที่จะซื้อ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรายอมรับได้ว่าเราอาจจะซื้อจุดต่ำสุดไม่ได้ และยอมรับนิยามที่ดิ้นได้ของพีอี การยึดถือเกณฑ์ทำนองนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะรักษาวินัยการลงทุน หาเกณฑ์อะไรก็ดีที่มีความชัดเจนพอประมาณ แม้จะไปสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดีกว่าไม่มีหลักยึดอะไรเลย ใช้แต่ความรู้สึก สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือความแน่วแน่ที่จะลงทุนไปในระยะยาว เพื่อให้ time value of money ได้แสดงศักยภาพของมันออกมา

อะไรที่ดูง่ายนั้นยากที่สุด

เคยเห็นคนเล่นหมากรุกตามสวนสาธารณะมั้ยครับ ที่เขาเล่นค้างไว้ในกระดาน แล้วให้คนมามุงดูว่าอยากเล่นต่อกับเขามั้ย ใครแพ้เสียเงิน ซึ่งถ้าใครเล่นหมากรุกเป็น ดูแล้วจะเหมือนกับหมากเล่นค้างไว้ในแบบที่เราได้เปรียบมากๆ ยังไงก็ชนะ แต่พอตกลงเล่นกับเขาแล้ว ก็พบว่ามันยากกว่าที่คิดมาก สุดท้ายแล้วแพ้เขาทุกคน

เคยไปงานวัดมั้ยครับ ในงานวัดจะเต็มไปด้วยเกมที่ดูง่ายๆ เช่น ใช้กระชอนกระดาษตักปลา หรือสาวน้อยตกน้ำ หรือยิงปืนใส่ตุ๊กตา แต่สุดท้ายแล้ว ร้านจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำทุกคืน

อาชีพหากินแบบนี้จะทำเงินไม่ได้เลย ถ้าหากเกมเหล่านี้ไม่ดูง่ายๆ ในสายตาของลูกค้า ยิ่งดูง่ายเท่าไร ก็ยิ่งทำเงินมากเท่านั้น เพราะความง่ายเป็นสิ่งที่ล่อให้คนยอมเล่นด้วย ถ้าดูธรรมดา หรือดูยาก คงไม่มีใครอยากเล่น เพราะจะเล่นเกมที่ดูเสียเปรียบเพื่อให้ตัวเองแพ้ทำไม เราเล่นเพราะเราคิดว่าเราจะชนะได้ง่ายๆ

ตลาดหุ้นก็เหมือนกัน ตลาดหุ้นเป็นเกมที่ดูง่ายๆ แค่กดซื้อ กดขาย ก็ทำเงินได้แล้ว ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้าง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตาเหลือก หรือไปเป็นเจ้าของธุรกิจ ปวดหัวกับคนงาน เสี่ยงกับสต็อกสินค้า อะไรเลย

แต่ก็นั่นแหละครับ ในเกมที่ดูง่ายที่สุด มันคือความยากที่สุดด้วย ในเมื่อมันง่ายมากขนาดนั้น แค่กดซื้อขาย อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ มันย่อมดึงดูดคนจำนวนมหาศาลให้เข้ามา และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินคนอื่นในตลาดนี้ และนั่นแหละที่ทำให้ตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ไปขับแกร็บยังทำเงินได้ง่ายกว่า (เพราะมันเหนื่อยกว่า)

แต่เอาเถอะ ไหนๆ คุณก็ตกกระไดพลอยโจร หลงเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะความง่ายที่มันล่อตาล่อใจแล้ว คุณจะยังตาบอดต่อไป ด้วยการคิดว่าตลาดหุ้นมันง่ายๆ แล้วก็ขาดทุนเหมือนคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการแต่อะไรที่ง่ายๆ หรือว่าคุณจะปรับทัศนคติตัวเอง หันมาศึกษามันอย่างจริงจัง ทำให้เป็นเหมือนอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง ที่ก็ต้องพยายาม พยายาม พยายาม ให้มากกว่าคนทั่วไปถึงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ต่างจากอาชีพอื่น เพียงแต่สิ่งที่ต้องพยายามอาจจะต่างกัน เช่น ไม่ต้องเสียเหงื่อ แต่ต้องอ่านหนังสือหนัก ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา แต่ว่าต้องอดทนอยู่เฉยๆ ให้ได้ เป็นต้น

ภายในตลาดหุ้นเองก็มีหลากหลายอาชีพ บางวิธีดูง่าย บางวิธีดูยาก เช่น การเล่น DW หรือ ฟิวเจอร์นั้น ดูง่าย ดูรวยเร็ว ส่วนการลงทุนแนวพื้นฐานดูเหนื่อย ต้องอ่านหนังสือหาความรู้เยอะมาก ต้องมานั่งตามข่าวบริษัท แต่ในความเป็นจริง คนเล่นอนุพันธ์นั้นมีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่น้อยมากๆ ทั้งที่มันเป็นวิธีที่ดูง่ายที่สุดในการทำเงินในตลาดหุ้น

อะไรที่ดูง่ายนั้นยากที่สุดเสมอ

คอนทราเรียนตัวจริง vs ตัวปลอม

ชอบพูดกันมากกว่า การลงทุนต้องเป็น contrarian ถึงจะสำเร็จ โลภเมื่อคนอื่นกลัว กลัวเมื่อคนอื่นโลภ ซื้อเมื่อคนอื่นขาย ขายเมื่อคนอื่นซื้อ

ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิด แต่ว่าการเป็น contrarian จริงๆ นั้น มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิด

ประการแรก ตลาดไม่ได้ผิดเสมอไป ถ้าหากตลาดผิดเสมอ การลงทุนให้รวยต้องเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ แค่ทำให้ตรงกันข้ามกับตลาด เราก็จะรวยแล้ว แต่ถ้าใครเล่นหุ้นมาสักระยะจะรู้ว่าการทำเงินในตลาดหุ้นมันไม่ได้ง่ายมากขนาดนั้น บางครั้งตลาดก็ถูก เราเองต่างหากที่ตกข่าว

ปัญหาอีกอย่างของการเป็น contrarian ก็คือ นักลงทุนมักลุกขึ้นมาเป็น contrarian พร้อมๆ กัน เช่น เวลาหุ้นเริ่มตกใหม่ๆ ทุกคนจะออกมาบอกว่า ยิ่งตกยิ่งซื้อ อยากเป็น contrarian พร้อมๆ กัน ซึ่งพอหุ้นตกต่อไปอีกเยอะๆ ตอนนี้ contrarian จะเริ่มหายไป วงแตก เริ่มกลัวกันหมด ซึ่งตอนนั้นหุ้นก็อาจจะน่าซื้อพอดี เพราะไม่เหลือใครที่อยากเป็น contrarian พอดี แต่ทุกคนดันจิตตก อยากขาย พอขายเสร็จหุ้นก็เด้ง เป็นต้น

การเป็น contrarian ในตลาดที่ทุกคนอยากเป็น contrarian จึงไม่ใช่การเป็น contrarian โดยนิยาม เพราะ contrarian ย่อมทำต่างจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงเวลาที่คนส่วนใหญ่อยากเป็น contrarian ด้วย

Sir John Templeton ได้ชื่อว่าเป็น contrarian ตัวพ่อ สำหรับเขาแล้ว การเป็น contrarian ธรรมดานั้นไม่เวิร์ก เพราะใครๆ ก็คิดแบบนั้น สำหรับตัวเขาต้องเป็น extrem contrarian เท่านั้น เขารอซื้อหุ้นที่ตกหนักมากจนไม่เหลือใครที่อยากเป็น contrarian อีกแล้วเท่านั้น ถึงจะเป็นวิธีที่ได้ผล