การค้นพบที่สำคัญที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าในช่วงที่ผ่านมา การค้นพบที่ใหญ่ที่สุดของผมเกี่ยวกับการลงทุน คืออะไร คำตอบก็คือ การยอมรับว่า เราไม่ได้เก่งอย่างที่คิด

แทบทุกคนที่เล่นหุ้นจะมีความเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองน่าจะชนะตลาดได้ เพราะถ้าไม่เชื่อแบบนั้น ก็คงหันไปซื้อกองทุนดัชนี การที่ยังเปิดพอร์ตซื้อหุ้นเป็นตัวๆ อยู่แสดงว่า ต้องมีความเชื่ออันนี้

แต่ความเป็นจริงก็คือว่า คนที่เล่นหุ้นเก่งกว่าตลาดมีน้อยมาก มีคนไม่ถึง 10% ที่สามารถเอาชนะดัชนี S&P 500 ในระยะยาวได้ (เช่น ห้าปีขึ้นไป)​ คนที่ชนะได้ยาวเกิน 10 ปีนี่แทบไม่มีเลย มันยากมากขนาดนั้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ หรือรู้แต่ก็เลือกที่จะคิดว่าตัวเองเป็นคนหนึ่งในร้อยนั้น หุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทุกวันนี้แต่ละตัวมีนักวิเคราะห์คอยติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ 50-100 คน ยังไม่นับมือสมัครเล่นอื่นๆ อีกเป็นร้อยเป็นพันที่เกาะติดหุ้นเหล่านั้นตลอดเวลา มันจึงยากมากที่เราจะรู้อะไรที่ตลาดยังไม่รู้

เมื่อคนเรามีความมั่นใจในตัวเองที่มากเกินความสามารถจริง เราก็จะมีแนวโน้มที่จะซื้อๆ ขายๆ เพื่อเอาชนะตลาด เรามักคิดว่าตัวเองรู้ว่าราคาหุ้นกำลังจะลง ก็เลยรีบขายหนีก่อน หรือรู้ว่าหุ้นตัวไหนกำลังจะวิ่งชนะตลาด ก็รีบเข้าไปซื้อ แต่พอพบว่า หุ้นที่ขายกลับวิ่งต่อ หรือหุ้นที่ซื้อกลับร่วงลง เราจะไม่คิดว่า นี่ไง เราผิดพลาดอีกแล้ว เราไม่ได้เก่งกว่าตลาด แต่เราเลือกที่จะ ignore ความผิดพลาดของเราเอง แล้วก็พยายามเอาชนะตลาดต่อไปด้วยการซื้อๆ ขายๆ เพื่อทำกำไรพิเศษเพิ่ม

เพียงแค่ยอมรับความจริงว่า เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราก็จะไม่ซื้อๆ ขายๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แค่นี้ผลตอบแทนเราก็จะดีขึ้นทันที เพราะ unforced errors ต่างๆ ที่เคยทำเป็นประจำหายไปเกือบหมด ผลตอบแทนพอร์ตของเราจะดีขึ้นได้ด้วยเหตุผลง่ายๆ แค่นี้เลย ถ้าเรายังหวังจะชนะตลาดอยู่ ก็หวังแค่เราจะชนะได้สัก 1-2% ต่อปี ในระยะยาวก็พอแล้ว และการซื้อขายของเราก็ควรเป็นไปเพื่อเป้าหมายแค่นั้นก็พอ

เลิกคิดว่าเราต้องชนะตลาดให้ได้ปีละ 10%, 20%, 50% หรือว่า 100% ซึ่งหลายๆ คนคิดแบบนั้นโดยอ้างว่า พอร์ตยังเล็กอยู่ จำเป็นต้องรีบรวย เพราะคนที่ทำแบบนั้นได้ในระยะยาวนั้นความเป็นจริงมีน้อยเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

อุปสรรคใหญ่ของการลงทุนคือความลำเอียงของเราเอง

ไม่ได้เขียนอะไรลงบล็อกนี้นานมาก นานขนาดที่รู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ความคิดหรือมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มากจนกลับมาอ่านบล็อกนี้แล้วไม่รู้สึกว่าเราเคยเขียนบล็อกนี้มาก่อน

อีกอย่างหนึ่งคือช่วงหลังๆ เราเริ่มเห็นความ bias ของการเป็นนักลงทุน เป็นความลำเอียงที่สมัยก่อนนี้เรามองไม่เห็น เพราะเราเข้าใจว่านั่นคือความมั่นคง การยึดมั่นในหลักการ ฯลฯ  นักลงทุนแต่ละคนจะมีความเชื่อบางอย่างที่ตัวเองสมาทานอยู่ เหมือนเป็นลัทธิประจำตัว ทีนี้เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในตลาด ทุกคนก็จะตีความเหตุการณ์เหล่านั้นให้สอดคล้องกับความเชื่อของลัทธิตัวเองเสมอ แล้วก็บอกตัวเองว่า เห็นมั้ยหลักการ XYZ ใช้ได้เสมอ บลา บลา บลา นักลงทุนสองคนที่ประสบเหตุการณ์เดียวกันก็สามารถอธิบายทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิงได้ เพราะต่างคนก็ต่างเลือกที่จะอธิบายให้สอดคล้องกับศาสนาของตัวเอง

เราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะเราไม่ได้ค้นหาความจริง เราแค่อยากพิทักษ์ความเชื่อของเราไปเรื่อยๆ (ด้วยความภาคภูมิใจ) และที่สำคัญ เราไม่รู้ตัวด้วยว่าเรากำลังทำตัวแบบนั้นอยู่

ตลาดหุ้นมีลักษณะอย่างหนึ่งที่เรียกว่า non-stationery หมายความว่า ทุกยุคสมัย ปัจจัยที่เข้ามามีผลต่อราคาหุ้นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางยุคดอกเบี้ยเคยเป็นปัจจัยหลัก บางยุคดอกเบี้ยแทบไม่มีผล บางยุคเงินเฟ้อสูงผิดปกติ บางยุคเงินฝืด นักลงทุนที่เป็นหน่วยย่อยๆ ที่เข้ามาตัดสินใจซึ่งส่งผลต่อราคาก็เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปเรื่อยๆ บางคนออกจากตลาดไป บางคนเป็นหน้าใหม่เข้ามา นักลงทุนแต่ละ generation ก็มีนิสัยประจำยุคที่ไม่เหมือนกันอีก ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าหลักการอะไรก็ตามที่เคยใช้ได้ดีในตลาดหุ้น ถ้าปล่อยให้เวลาทอดยาวออกไปเรื่อยๆ ที่สุดแล้ว หลักการเหล่านั้นก็จะใช้ไม่ได้อีก เพราะปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไม่เคยเหมือนเดิม พฤติกรรมของตลาดจึงไม่เหมือนเดิม ดังนั้นทุกกลยุทธ์ ทุกหลักการ ทุกสูตรสำเร็จ จะใช้การได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น บางอย่างใช้ได้แค่สามเดือน บางอย่างใช้ได้เป็นสิบปี บางอย่างก็หลายสิบปี แต่ที่สุดแล้ว ไม่มีหลักการไหนที่จะใช้งานได้ดีตลอดไป เพราะตลาดหุ้นมันเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของมันไปเรื่อยๆ

มีแค่ในความคิดของนักลงทุนต่างหากที่อยากให้มีความคิดหรือหลักการอะไรบางอย่างที่ใช้ได้ตลอดไป และเราก็เผลอเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในความคิดนั้นโดยไม่รู้ตัว บางคนใช้มันเป็นศาสนา เป็นสิ่งที่แทนความเป็นตัวเรา เราก็ย่อมอยากเห็นความเชื่อนั้นเป็นอมตะ เหมือนศาสนาต่างๆ ที่ล้วนเคลมว่า คำสอนของศาสนาเป็นอมตะ ไม่มีวันล้าสมัย แต่นั่นเป็นเพราะใจเราเองต่างหากที่อยากให้มันเป็นเช่นนั้น ไม่มีอะไรหรอกที่ไม่ล้าสมัย เพราะสิ่งที่อยู่คู่กับโลกคือความเปลี่ยนแปลง

ความยึดมั่นถือมั่นเหล่านั้นนำมาซึ่งความผิดหวัง พอมีคนประสบความสำเร็จกับหลักการหนึ่งเข้าหน่อย ก็มีคนทำตามมากๆ สักพักหนึ่งหลักการนั้นก็ใช้ไม่ได้ ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่มีพลวัตร การแข่งขันทำให้กำไรที่สูงผิดปกติค่อยๆ หายไปเสมอ และทำให้เราต้องผิดหวังอยู่ร่ำไป แต่ที่น่ากลัวว่านั้นคือ ต่อให้มันไม่ได้ผลแล้ว เราก็ยังหลอกตัวเอง หรือหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองว่ามันได้ผลต่อไป ก็เพราะว่าเรายึดถือมันเป็นเหมือนศาสนาของเราไปแล้ว เมฆหมอกจึงบังตาเราอยู่

บทสรุปของการลงทุน

หลังจากอยู่ในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2003 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายรูปแบบ วิกฤตก็หลายหน ความคิดของผมเกี่ยวกับการลงทุนก็มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำหรือมองว่าคนเราควรลงทุนในหุ้นอย่างไร ผมคงสรุปออกมาเหลือแค่นี้

จงคัดเลือกหุ้นที่คิดว่าดีที่สุดในตลาดหุ้นไว้ 5-10 ตัว เก็บไว้ใน wish list ของเราเสมอ คำว่าหุ้นที่ดีที่สุดหมายถึง ธุรกิจที่มีความแข็งแรง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก อย่ายึดติดกับหุ้นราคาถูก หรือความสำเร็จในอดีตของบริษัทมากเกินไป ที่สำคัญก็คือ จงคัดเลือกด้วยตัวเอง อย่าเลือกตามกูรูหุ้นหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะจะติดกับของการแห่ตามกัน การเลือกหุ้นเก่งไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ

เมื่อมี wish list ในใจเรียบร้อยแล้ว เวลาจะซื้อ มีวิธีให้เลือกอยู่ 3 แบบ ดังนี้

วิธีที่ 1 คือ DCA หุ้นใน wish list เท่ากันทุกตัว ไปเรื่อยๆ จนกว่าเกษียณไปเลย ข้อดีของวิธีนี้คือจะเริ่มต้นซื้อเมื่อไรก็ได้ สามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เท่ากับตลาดหรือดีกว่าเล็กน้อยได้

วิธีที่ 2 คือ ถ้า P/E ของตลาดยังต่ำกว่า 15 เท่า ให้ซื้อหุ้นใน wish list อย่างน้อย 5 ตัว (ตัวละเท่าๆ กัน) เก็บไว้ ถือเต็มพอร์ตไปยาวๆ และไม่จำเป็นก็ไม่ควรขายเลย ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงมากแค่ไหน อดทนไปให้ได้ ถ้าจะขายจริงๆ เก็บไว้ล้างพอร์ตเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในสถานการณ์ที่แพงสุดขีดเท่านั้น เช่น  P/E ของตลาดสูงระดับ 25 เท่าขึ้นไป  ข้อเสียของวิธีนี้คือเริ่มทำไม่ได้ตอนที่พีอีตลาดหุ้นเกิน 15 เท่าอยู่  วิธีนี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 คือ รอซื้อทีเดียวเมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้นรอบใหญ่ และเมื่อซื้อแล้วก็ไม่ต้องขายหุ้นออกมาอีกเลย ในสภาวะปกติคืออยู่เฉยๆ อย่างเดียว ไม่ซื้อไม่ขายอะไรเลย (ถ้าจะซื้ออีกทีก็คือเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่เท่านั้น) ข้อดีคือ คาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับสูงสุด แต่ข้อเสียคือ อาจต้องรอนานมากๆ กว่าจะได้ซื้อจนเสียโอกาสลงทุน และเวลาซื้อจริงๆ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดของวิกฤตอยู่ตรงไหน ต่ำแค่ไหนถึงจะต่ำพอที่จะซื้อได้แล้ว เป็นต้น วิธีนี้จึงทำไม่ได้ทุกคน ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมากแล้วเท่านั้น คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าสองวิธีแรก

สิ่งที่เหลือนอกจากนี้คือ การอยู่เฉยๆ ให้ได้ในช่วงที่เวลาที่ห้ามซื้อหุ้น (ตามที่กำหนดไว้ในทั้ง 3 วิธี) ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นลงมากแค่ไหน การรักษาวินัยคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการลงทุนในหุ้น แค่ไม่ซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่ควรซื้อให้ได้ คุณก็มีผลตอบแทนที่ดีได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เลือกหุ้นเก่ง หรือมีความรู้เรื่องงบการเงินมากมายแต่อย่างใด

 

สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ

การวิเคราะห์แนวปัจจัยพื้นฐาน ต้องใช้เวลานานมาก กว่าสิ่งที่เรามองไว้จะสะท้อนออกมาให้เห็นในผลประกอบการ ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ในรูปแบบของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วหวังว่าราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นทันทีในวันต่อมา

ตรงกันข้าม ซื้อหุ้นแนวพื้นฐานแล้วโอกาสที่หุ้นจะขึ้นเลยมีน้อยมาก บ่อยครั้งซื้อแล้วหุ้นลงด้วยซ้ำ จงเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ผลตอบแทน 1 วัน กับผลตอบแทนในอีก 1 ปี ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่น หุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้เขียว อีก 1 ปีอาจจะติดลบก็ได้ และหุ้นที่ซื้อแล้วพรุ่งนี้แดง อีกหนึ่งปีก็อาจจะเขียวหนักๆ เลยก็ได้

ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นระยะยาวอะไรก็ตาม ทางที่ดี ควรจะปิดหน้าจอ เลิกสนใจไปเลย และอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาให้มาก เอาไว้สัก 6 เดือน หรือหนึ่งปี ค่อยมาเปิดดู เพราะการซื้อไปแล้วก็มานั่งตามดูราคามันทุกวัน เราจะอดใจไม่ได้ที่จะตัดสินผลงานจากผลตอบแทนระยะสั้น ถ้าเขียวเลย ก็อาจขายทิ้ง เพราะมือบอน สุดท้ายขายหมู หรือถ้าแดงเลย ก็อาจจิตตก ขายตัดขาดทุนทันที มาพบเอาอีกหนึ่งปีให้หลังว่า จริงๆ แล้วตัวเองคิดดู กลายเป็น “รู้งี้” ไปอีก

มองยาว ก็ต้องวัดผลระยะยาว ถึงจะถูกต้อง

นอกจากนี้การบริหารเงินหน้าตักที่ซับซ้อนเกินไป เช่น แบ่งเงินซื้อออกเป็นสองก้อน ซื้อทีละก้อน ถ้าลงต่อค่อยซื้อเพิ่มได้อีกก้อนหนึ่ง อะไรทำนองนี้ ดูเหมือนจะดี แต่ทำให้เราต้องพะวง และต้องคอยมานั่งตามหุ้นที่เราซื้อไปแล้วว่าราคาลงไปขนาดไหนแล้ว ควรซื้อเพิ่มหรือยังเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคของการลงทุน รอคอยให้มากพอ คิดให้รอบคอบ แล้วซื้อตูมเดียวจบ จะดีกว่า ระหว่างทางมันจะลง จะขึ้น ไม่ต้องสนใจ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องซื้อตรงก้นเหวให้ได้พอดี เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเสียเวลากับเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะพยายาม หันไปพยายามในเป้าหมายที่เป็นไปได้ดีกว่า ซื้อแล้วก็อาจลงต่อก็ได้ แต่ถ้าเรารอมามากพอ ซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว ก็ปล่อยมันเถอะ ไม่ต้องเล็งจะซื้อให้ได้ถูกที่สุดหรอก บริหารเงินด้วยวิธีที่ธรรมดาๆ เข้าไว้ดีกว่า

ผลพลอยได้ของการมีนโยบายไม่ขายหุ้น

การที่เราตั้งใจว่า ถ้าซื้อหุ้นอะไรก็จะถือไปตลอด ไม่มีนโยบายขาย นอกจากจะทำให้เราคิดรอบคอบมากขึ้นก่อนซื้อแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกข้อหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง

นั่นคือ มันช่วยทำให้เรามีโอกาสได้กำไรหุ้นแบบหลายเด้งด้วย เพราะการจะทำแบบนั้นได้นอกจากจะต้องเจอหุ้นหลายเด้งแล้ว คนที่เจอยังต้องกล้าถือไปเรื่อยๆ แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าตัวด้วย เพราะถ้าเจอหุ้นตัวดังกล่าว แต่พอมันขึ้นมาแค่ 20-30% ก็อดใจไม่ไหว ขายทิ้ง แบบนี้ก็จะพลาดอยู่ดี

ซึ่งการที่หุ้นขึ้นไป 30% แล้ว เรายังไม่ขาย เป็นอะไรที่ทำใจได้ยากมาก ถ้าใครเล่นหุ้นมานานก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี กลัวว่าหุ้นจะตกกลับลงไปใหม่ แล้วกำไรจะหายไปหมด จึงต้องรีบขาย สุดท้ายแล้ว มันก็ขึ้นต่อไปอีก 100% ขายหมูอีกตามเคย

คนที่จะอยู่จนกำไรเป็นเด้งๆ ได้ ถ้าไม่ใช่คนบ้า ก็ต้องมีความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นมากเป็นพิเศษ ระดับที่เชื่อเป็นลัทธิ ว่าธุรกิจนั้นวิเศษเลอเลิศ​ ซึ่งบ่อยครั้งก็เหมือนคนบ้าจริงๆ นั่นแหละ บางคนบ้าแล้วก็ผิดหวังก็มี ไม่ใช่บ้าแล้วจะรวยได้ทุกคน แต่อีกวิธีหนึ่งที่เราจะอยู่รอดไม่ขายจนได้กำไรหลายเด้ง โดยที่ไม่ต้องคลั่งลัทธิ คือเรามีนโยบายซื้อหุ้นอะไรแล้วไม่คิดจะขาย

บางคนอาจแย้งว่า แต่การทำแบบนั้น นอกจากจะพาเราไปสู่กำไรหลายเด้ง ก็อาจพาเราไปสู่ขาดทุนหลายเด้งด้วยเช่นกัน เพราะไม่ขายสักที ราคาหุ้นก็ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นการจะมีนโยบายไม่ขายหุ้นได้ จะต้องเป็นนักรอคอยที่จะซื้อด้วย คือซื้อหุ้นที่ถูกมากพอ ความถูกของราคาเข้าซื้อจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนแบบนั้น และการกระจายหุ้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะเลือกหุ้นแค่หนึ่งตัว โอกาสจะเจอหุ้นหลายเด้งคงมีน้อยมาก แต่ถ้าเลือกหลายๆ ตัว โอกาสที่จะเจอบ้างย่อมมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ดี “ก่อน” ซื้อหุ้น ไม่ใช่หลังจากซื้อหุ้นไปแล้ว เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ก็ควรปล่อยวาง ปล่อยให้ความดีที่เราทำก่อนซื้อแสดงผลลัพธ์ที่ดีออก ไม่ต้องไปกังวลหลังจากซื้อไปแล้ว เหมือนลูกธนูที่ยิงออกจากศรไปแล้ว ถ้าตอนเล็งทำได้ดี ธนูจะเข้าเป้าเอง ไม่ต้องกังวลตอนที่ธนูลอยอยู่บนท้องฟ้า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

อุปสรรคการลงทุนมันลึกซึ้งกว่าที่คิด

มีพี่นักลงทุนคนหนึ่งเคยพูดตอนที่ตลาดหุ้นมันวิ่งๆ และทุกคนก็เฮโลกันเข้าไปว่า คอยดูเถอะ วันหนึ่งเวลาที่หุ้นตกมากๆ แล้วจะรู้ว่า หุ้นที่ทุกคนเคยบอกว่าพื้นฐานดีอย่างนั้นอย่างนี้ จะไม่มีใครเอาเลย ยิ่งถูกยิ่งไม่มีใครอยากได้ ทั้งที่มันเคยเป็นหุ้นไร้เทียมทานมาก่อน แล้วจะรู้ว่าพื้นฐานที่ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้เป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าคนจะไม่เอาหุ้นสักอย่าง หุ้นอะไรก็ไม่เหลือ

ตอนแรกที่ผมได้ยินคำพูดแบบนั้น ผมก็เหมือนกับทุกคน คือรู้สึกว่า พี่เขามองโลกในแง่ร้ายจัง ทำไมไม่คิดบวก คนคิดบวกประสบความสำเร็จเสมอ ไลฟ์โคชสอนไว้ แต่พอได้อยู่ในตลาดมานานพอ ได้เห็นเหตุการณ์ที่ว่าแบบนั้น ซ้ำๆ กันหลายๆ รอบ ถึงได้เห็นว่า พี่เขาพูดด้วยประสบการณ์ที่เห็นตลาดหุ้นมายาวนานกว่าเรามากจริงๆ

บางทีคนที่ขยันหาหุ้นทุกวัน ติดต่อกันสี่ห้าปี และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พอวันนั้นมาถึง ตลาดหุ้นพังทลาย กำไรที่หามาได้ทั้งหมด ก็หายไปในปีเดียว กลายเป็นขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่บางคนอาจจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย สี่ห้าปี แต่พอตลาดหุ้นพังทลายก็เข้ามาซื้อแค่ครั้งเดียว แล้วก็อยู่เฉยๆ ไปอีกสี่ห้าปี สรุปแล้วกลับกลายเป็นคนที่ทำกำไรได้อย่างแท้จริงทั้งที่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้ออกแรกอะไรเลย

การลงทุนมันแปลกๆ แบบนี้แหละ ทุกอย่างมันดูขัดแย้งกับสัญชาตญาณของเราไปหมด และเราก็มองไม่เห็น ทำให้เหนื่อยฟรีไปเยอะเลย

ผมเคยเห็นบทความหนึ่งที่เขาวิเคราะห์ว่าดัชนี S&P500 ในรอบสิบปี มีช่วงเวลาที่ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐานในทางทฤษฎีอยู่เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น นอกนั้นแพงกว่าพื้นฐานตลอดเวลา ในยุคที่เงินล้นโลก ตลาดหุ้นฟองสบู่ขนาดนี้ การคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานก็เหมือนเป็นกับดักเหมือนกัน เพราะคนเรามักถูกสะกดจิตให้ต้องซื้อหุ้นหรือคิดว่ามีหุ้นพื้นฐานดีราคาถูกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริง หุ้นอาจจะแพงตลอดเวลาอยู่ก็ได้ แต่เราก็รู้สึกแปลกๆ ที่จะบอกว่าหุ้นแพงทุกตัว ไม่มีหุ้นอะไรให้ซื้อ ติดต่อกันเป็นเวลาสี่ห้าปี สุดท้ายแล้วเราก็ซื้อหุ้นแพงไป โดยที่เข้าใจว่าเราซื้อหุ้นเพราะพื้นฐาน อะไรหลายอย่างในตลาดหุ้นทำให้เราผิดพลาด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

นักวิเคราะห์ที่ต้องเขียนคอลัมน์แนะนำหุ้นทุกวัน ก็จะมีหุ้นน่าซื้อทุกตัว ทั้งที่ในชีวิตจริงบางช่วงเวลาอาจไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลย แต่การที่ต้องเขียนคอลัมน์ทุกวัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อเลยติดต่อกันทุกวันสักสามเดือน บรรณาธิการคงมาไล่เขาออกแน่ๆ ความคิดของเราไม่สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

นักลงทุนมักต้องมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนไว้คุยกันด้วย เล่นหุ้นคนเดียวเหงามาก แต่ถ้าหากคุยกันทีไรเราก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีหุ้นอะไรน่าซื้อ บ่อยๆ เข้า บรรยากาศก็กร่อย สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยากซื้อหุ้นอะไรสักอย่าง เพื่อให้บทสนทนาในวงหุ้นมีรสชาติ เราติดกรอบพวกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

PE ตลาด 15x magic number?

มีแนวคิดหนึ่งบอกว่า ค่าเฉลี่ยพีอีระยะยาวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับว่าตลาดนั้นจะเติบโตมากแค่ไหนด้วย เป็นไปได้ว่า 15 เท่า หรือเทียบได้กับ earnings yield 6.7% เป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตราสารทุน

ถ้าเราจะเอาแนวคิดนี้มาใช้เป็นตัวชี้วัดความถูกแพงของหุ้น เช่น ถ้าพีอีตลาดสูงกว่า 15 ก็คือ หุ้นโดยรวมยังแพงเกินไป นักลงทุนระยะยาวควรอยู่เฉยๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่พีอีต่ำกว่า 15 ถือว่าตลาดหุ้นน่าซื้อ นักลงทุนระยะยาวควรลงทุนให้เต็มพอร์ตไปเลย แบบนี้จะดีมั้ย

โดยส่วนตัว ผมชอบเกณฑ์อันนี้อยู่พอสมควรเลย ข้อดีมากๆ คือ แทนที่เราจะคอยมาเก็งว่าตลาดหุ้นจะลงไปต่ำสุดแค่ไหน เราใช้เกณฑ์นี้ไปเลย ถ้าพีอีตลาดต่ำกว่า 15 ก็ลงทุน ไม่ต้องไปรอ วิธีนี้ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนได้ดีเลย

แต่วิธีนี้ก็มีข้อที่ควรพิจารณาหลายอย่าง ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าเมื่อตลาดหุ้นลงไปแตะ 15 เท่าแล้วลงทุน แล้วปีต่อมามันจะเพิ่มขึ้น แล้วเราก็ได้กำไรเลย แต่ตลาดอาจะแตะ 15 แล้วลงไปลึกกว่า แล้วก็ต่ำอยู่อย่างนั้น เช่น เหลือแค่ 10 เท่า อยู่นานหลายปี เช่น 4-5 ปี ก่อนที่จะทะลุ 15 เท่าอีกที นักลงทุนที่เห็นลงไปแตะ 15 ก็เข้าลงทุนเลย ก็ต้องทำใจว่า อาจจะต้องติดดอย เพราะตลาดหุ้นลงต่อไปเหลือแค่ 10 เท่า อีกหลายปี กว่าจะกลับตัวขึ้นไปใหม่ได้ แบบนี้เป็นต้น นักลงทุนเตรียมใจหรือยังที่จะเจอสภาพแบบนั้น

ปัญหาอีกอย่างคือคำว่า พีอี นั้นคือคำนวณมายังไง เช่น เป็นพีอีปัจจุบัน หรืออนาคต หรือปีหน้า หรือเฉลี่ยสิบสองเดือน บ่อยครั้งพีอีอาจลงไปแตะ 15 เท่า ชั่วคราว เพราะกำไรตลาดมีความผันผวนระยะสั้น เราจะถือว่านั้นคือพีอีของกำไรปกติได้หรือไม่ แบบนี้เป็นต้น ถึงเวลาจริงๆ นิยามที่ดิ้นได้ของพีอีอาจทำให้เราลังเลที่จะซื้อ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรายอมรับได้ว่าเราอาจจะซื้อจุดต่ำสุดไม่ได้ และยอมรับนิยามที่ดิ้นได้ของพีอี การยึดถือเกณฑ์ทำนองนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะรักษาวินัยการลงทุน หาเกณฑ์อะไรก็ดีที่มีความชัดเจนพอประมาณ แม้จะไปสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดีกว่าไม่มีหลักยึดอะไรเลย ใช้แต่ความรู้สึก สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือความแน่วแน่ที่จะลงทุนไปในระยะยาว เพื่อให้ time value of money ได้แสดงศักยภาพของมันออกมา

อะไรที่ดูง่ายนั้นยากที่สุด

เคยเห็นคนเล่นหมากรุกตามสวนสาธารณะมั้ยครับ ที่เขาเล่นค้างไว้ในกระดาน แล้วให้คนมามุงดูว่าอยากเล่นต่อกับเขามั้ย ใครแพ้เสียเงิน ซึ่งถ้าใครเล่นหมากรุกเป็น ดูแล้วจะเหมือนกับหมากเล่นค้างไว้ในแบบที่เราได้เปรียบมากๆ ยังไงก็ชนะ แต่พอตกลงเล่นกับเขาแล้ว ก็พบว่ามันยากกว่าที่คิดมาก สุดท้ายแล้วแพ้เขาทุกคน

เคยไปงานวัดมั้ยครับ ในงานวัดจะเต็มไปด้วยเกมที่ดูง่ายๆ เช่น ใช้กระชอนกระดาษตักปลา หรือสาวน้อยตกน้ำ หรือยิงปืนใส่ตุ๊กตา แต่สุดท้ายแล้ว ร้านจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำทุกคืน

อาชีพหากินแบบนี้จะทำเงินไม่ได้เลย ถ้าหากเกมเหล่านี้ไม่ดูง่ายๆ ในสายตาของลูกค้า ยิ่งดูง่ายเท่าไร ก็ยิ่งทำเงินมากเท่านั้น เพราะความง่ายเป็นสิ่งที่ล่อให้คนยอมเล่นด้วย ถ้าดูธรรมดา หรือดูยาก คงไม่มีใครอยากเล่น เพราะจะเล่นเกมที่ดูเสียเปรียบเพื่อให้ตัวเองแพ้ทำไม เราเล่นเพราะเราคิดว่าเราจะชนะได้ง่ายๆ

ตลาดหุ้นก็เหมือนกัน ตลาดหุ้นเป็นเกมที่ดูง่ายๆ แค่กดซื้อ กดขาย ก็ทำเงินได้แล้ว ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้าง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตาเหลือก หรือไปเป็นเจ้าของธุรกิจ ปวดหัวกับคนงาน เสี่ยงกับสต็อกสินค้า อะไรเลย

แต่ก็นั่นแหละครับ ในเกมที่ดูง่ายที่สุด มันคือความยากที่สุดด้วย ในเมื่อมันง่ายมากขนาดนั้น แค่กดซื้อขาย อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ มันย่อมดึงดูดคนจำนวนมหาศาลให้เข้ามา และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินคนอื่นในตลาดนี้ และนั่นแหละที่ทำให้ตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ไปขับแกร็บยังทำเงินได้ง่ายกว่า (เพราะมันเหนื่อยกว่า)

แต่เอาเถอะ ไหนๆ คุณก็ตกกระไดพลอยโจร หลงเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะความง่ายที่มันล่อตาล่อใจแล้ว คุณจะยังตาบอดต่อไป ด้วยการคิดว่าตลาดหุ้นมันง่ายๆ แล้วก็ขาดทุนเหมือนคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการแต่อะไรที่ง่ายๆ หรือว่าคุณจะปรับทัศนคติตัวเอง หันมาศึกษามันอย่างจริงจัง ทำให้เป็นเหมือนอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง ที่ก็ต้องพยายาม พยายาม พยายาม ให้มากกว่าคนทั่วไปถึงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ต่างจากอาชีพอื่น เพียงแต่สิ่งที่ต้องพยายามอาจจะต่างกัน เช่น ไม่ต้องเสียเหงื่อ แต่ต้องอ่านหนังสือหนัก ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา แต่ว่าต้องอดทนอยู่เฉยๆ ให้ได้ เป็นต้น

ภายในตลาดหุ้นเองก็มีหลากหลายอาชีพ บางวิธีดูง่าย บางวิธีดูยาก เช่น การเล่น DW หรือ ฟิวเจอร์นั้น ดูง่าย ดูรวยเร็ว ส่วนการลงทุนแนวพื้นฐานดูเหนื่อย ต้องอ่านหนังสือหาความรู้เยอะมาก ต้องมานั่งตามข่าวบริษัท แต่ในความเป็นจริง คนเล่นอนุพันธ์นั้นมีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่น้อยมากๆ ทั้งที่มันเป็นวิธีที่ดูง่ายที่สุดในการทำเงินในตลาดหุ้น

อะไรที่ดูง่ายนั้นยากที่สุดเสมอ

คอนทราเรียนตัวจริง vs ตัวปลอม

ชอบพูดกันมากกว่า การลงทุนต้องเป็น contrarian ถึงจะสำเร็จ โลภเมื่อคนอื่นกลัว กลัวเมื่อคนอื่นโลภ ซื้อเมื่อคนอื่นขาย ขายเมื่อคนอื่นซื้อ

ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิด แต่ว่าการเป็น contrarian จริงๆ นั้น มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิด

ประการแรก ตลาดไม่ได้ผิดเสมอไป ถ้าหากตลาดผิดเสมอ การลงทุนให้รวยต้องเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ แค่ทำให้ตรงกันข้ามกับตลาด เราก็จะรวยแล้ว แต่ถ้าใครเล่นหุ้นมาสักระยะจะรู้ว่าการทำเงินในตลาดหุ้นมันไม่ได้ง่ายมากขนาดนั้น บางครั้งตลาดก็ถูก เราเองต่างหากที่ตกข่าว

ปัญหาอีกอย่างของการเป็น contrarian ก็คือ นักลงทุนมักลุกขึ้นมาเป็น contrarian พร้อมๆ กัน เช่น เวลาหุ้นเริ่มตกใหม่ๆ ทุกคนจะออกมาบอกว่า ยิ่งตกยิ่งซื้อ อยากเป็น contrarian พร้อมๆ กัน ซึ่งพอหุ้นตกต่อไปอีกเยอะๆ ตอนนี้ contrarian จะเริ่มหายไป วงแตก เริ่มกลัวกันหมด ซึ่งตอนนั้นหุ้นก็อาจจะน่าซื้อพอดี เพราะไม่เหลือใครที่อยากเป็น contrarian พอดี แต่ทุกคนดันจิตตก อยากขาย พอขายเสร็จหุ้นก็เด้ง เป็นต้น

การเป็น contrarian ในตลาดที่ทุกคนอยากเป็น contrarian จึงไม่ใช่การเป็น contrarian โดยนิยาม เพราะ contrarian ย่อมทำต่างจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงเวลาที่คนส่วนใหญ่อยากเป็น contrarian ด้วย

Sir John Templeton ได้ชื่อว่าเป็น contrarian ตัวพ่อ สำหรับเขาแล้ว การเป็น contrarian ธรรมดานั้นไม่เวิร์ก เพราะใครๆ ก็คิดแบบนั้น สำหรับตัวเขาต้องเป็น extrem contrarian เท่านั้น เขารอซื้อหุ้นที่ตกหนักมากจนไม่เหลือใครที่อยากเป็น contrarian อีกแล้วเท่านั้น ถึงจะเป็นวิธีที่ได้ผล

ราคาเข้าซื้อหุ้นที่เหมาะสม

สำหรับคนเล่นหุ้นทั่วๆ ไป อันที่จริง การซื้อหุ้นในมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมอาจไม่ใช่เรื่องที่มีประโยชน์เลยด้วยซ้ำ เพราะคนเล่นหุ้นทั่วไป ต่อให้เป็นคนที่คิดว่าตัวเองลงทุนแนววีไอ หรือแนวปัจจัยพื้นฐานก็ตาม อาจถือหุ้นครั้งละไม่นานนัก เช่น 3 เดือน หนึ่งปี หรืออย่างมากก็สามปี เป็นต้น

ในช่วงเวลาที่สั้นขนาดนั้น ราคาหุ้นมักยังไม่ได้วิ่งตามผลกำไร แต่ขึ้นลงตามภาวะตลาดเสียมากกว่า เรียกได้ว่า ภาวะตลาดแทบจะกลบผลของปัจจัยพื้นฐานหุ้นไปเลย เราจึงแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่พยายามซื้อหุ้นในราคาไม่เกินพื้นฐาน เสียเวลาเปล่า การถือหุ้นไม่ยาวพอที่จะใช้ประโยชน์จากปัจจัยพื้นฐาน ก็เหมือนใช้เครื่องมือไม่ตรงกับงาน บางทีการเป็นนักเก็งกำไรไปเลย กลับจะดีกว่า นักเก็งกำไรสนใจแค่มองให้ออกว่า หุ้นกำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยไม่ต้องสนใจว่าถูกหรือแพง ถ้ายังเป็นขาขึ้นก็คือซื้อได้ ขาลงต้องขายทิ้ง กลับกลายเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลกับระยะเวลาลงทุนที่ไม่ยาวมากกว่าการมองปัจจัยพื้นฐาน

แต่ถ้าใครคิดจะเป็นนักลงทุนระยะยาวจริงๆ เช่น ซื้อหุ้นคิดจะถือตลอดไป ไม่มีแผนที่จะขายเลย (ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ) แบบนี้พื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญมาก ราคาที่เข้าซื้อเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้ามันต่ำพอเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ต่อให้ระยะสั้นราคาจะผันผวนขนาดไหน สุดท้ายแล้ว หากถือต่อไปเรื่อยๆ ย่อมมีโอกาสได้กำไร เพราะการถือหุ้น ยิ่งนานเท่าไร ราคาหุ้นกับกำไรย่อมสอดคล้องกันมากเท่านั้น

แต่ก็อีกนั่นแหละ การจะหาว่าราคาเข้าซื้อที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวเป็นเท่าไร ไม่ใช่เรื่องง่าย มีทฤษฎีมากมายที่ใช้วัดราคาหุ้นได้ แต่ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งทำให้ยิ่งสับสน อีกทั้งหุ้นยังเป็นสิ่งที่มีราคาขึ้นกับอนาคตเยอะ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของมันไม่แน่นอน แต่เป็น probability มากกว่า ความคิดที่เชื่อว่ามีสิ่งที่เรียกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ที่สามารถบอกออกมาได้เป็น x บาทต่อหุ้น นั้นเป็นความคิดที่ผิด เหมือนในวิชาฟิสิกส์ที่บอกว่า โปรตอนที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ บอกได้แค่ความน่าจะเป็น (ความไม่แน่นอนของโชดิงเจอร์) ยังไงอย่างนั้น การตีมูลค่าหุ้นเป็นเหมือนศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์

ไม่ใช่แค่นั้น มูลค่าที่แท้จริงยังเป็นเรื่องส่วนบุคคลด้วย เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของหุ้นตัวนั้น มุมมองดีร้ายต่างกัน ย่อมทำให้สมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตของหุ้นตัวนั้น เช่น อัตราการเติบโตในอนาคต ของแต่ละคน ต่างกันด้วย ซึ่งย่อมทำให้มูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของแต่ละคนไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปัจเจกแท้ๆ ไม่มีมูลค่าหุ้นแท้จริงที่เป็นสากล

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องคำนวณหามูลค่าหุ้นอย่างละเอียด ใส่สูตรเอ็กเซลเป็นหน้าๆ ตรงกันข้าม เราแค่ต้องการวิธีประมาณมูลค่าที่ไม่ยุ่งยากมากนัก แต่ใช้งานได้ดีในทางปฏิบัติมากกว่า

สำหรับการลงทุนระยะยาว ซึ่งอย่างที่ได้อธิบายไปแล้วว่า ควรสนใจซื้อแต่หุ้นที่พื้นฐานแข็งแรงและมีอนาคตดีเท่านั้น ในกรณีนี้ P/E เป็นเครื่องมือดีพอที่จะใช้การได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว เพราะบริษัทที่พื้นฐานแข็งแรงควรจะมีกำไรไม่ผันผวนสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว ดูแล้วไม่ซับซ้อน P/E จึงเพียงพอแล้ว

การใช้ P/E ควรคิดจากกำไรปกติของบริษัทเท่านั้นและ P/E ที่เหมาะสมควรจะสูงต่ำตามโอกาสในการเติบโตที่เป็นไปได้ในอนาคตด้วย  การมีความคิดที่ว่า P/E ควรต่ำกว่า X เท่า โดยไม่สนใจว่าบริษัทนั้นจะเติบโตได้มากหรือน้อยในอนาคต เป็นการใช้พีอีที่หยาบเกินไป เหมือนไม่ให้คุณค่ากับความขยันขันแข็งของผู้บริหารที่จะสร้างการเติบโตในกับธุรกิจเลย ยังไงผมก็ชอบผู้บริหารที่กระตือรือร้นมากกว่าคนที่เช้าชามเย็นชาม (ความเห็นส่วนตัว)​

อย่างไรก็ตาม มีการพิสูจน์มาแล้วว่า P/E ที่เหมาะสมของทุกตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเติบโตมากหรือน้อย คือประมาณ 15 เท่า ดังนั้นถ้าหากเป็นบริษัทที่พื้นฐานแข็งแรง สมมติว่าเราคิดว่าบริษัทนี้คงไม่โตแล้ว (โตได้ไม่เกินเงินเฟ้อในอนาคต) P/E 15 เท่า ก็ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม แต่ถ้าหากคิดว่าน่าจะเติบโตได้มากกว่าเงินเฟ้อหรืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย P/E ที่เหมาะสมก็อาจสูงกว่า 15 เท่าได้ อย่างไรก็ดี ธุรกิจส่วนใหญ่มักเติบโตเกิน 20% ติดต่อกันนานๆ ได้ยากมากๆ  ปีเตอร์ลินซ์จึงบอกว่า พยายามอย่าซื้อหุ้นที่พีอีเกิน 20 เท่า เพราะถึงแม้อาจมีบริษัทที่โตได้มากขนาดนั้นจริงๆ แต่ความน่าจะเป็นที่เราจะเจอมีน้อย ได้ไม่คุ้มเสียที่จะ bet ด้วยราคาที่แพงขนาดนั้น

นอกจากนั้นควรคิดถึง  margin of safety ด้วย​ คือถ้าเป็นไปได้ก็ควรซื้อให้ต่ำกว่า fair value ยิ่งซื้อได้ต่ำกว่าเท่าไร ก็ยิ่งปลอดภัย และทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดเยอะขึ้น้ด้วย แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งต่อราคามาก โอกาสที่จะไม่ได้ซื้อก็มีมาก ต้องเป็นนักรอคอยที่อดทนมากกว่าคนอื่น ซึ่งการรอก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักลงทุน และยังต้องเสี่ยงกับการที่เงินอาจไม่ได้ทำงานให้เราเป็นเวลานานๆ อีกด้วย ควรมี margin of safety มากขนาดไหนขึ้นอยู่กับ risk preference ของแต่ละคน แต่ละคนอดทนรอได้ไม่เก่งเท่ากัน และถ้าต่อราคามากเกินไป ทั้งชีวิตอาจไม่ได้ซื้อเลยก็ได้ ก็ต้องไปชั่งใจกันเอาเอง บางคนขี้เกียจรอ เจอหุ้นชั้นดี พีอี 15 เท่า ก็ซื้อเลย แต่บางคนก็ยินดีที่จะเสี่ยงรอให้ราคาต่ำกว่านั้น เพื่อหวังให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นไปอีก ก็แล้วแต่คน

บางคนบ้าต่อราคาหุ้นมาก ก็เป็นกับดักอีกแบบหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะนอกจากจะทำให้พลาดเวลาที่จะได้ลงทุนนานๆ แล้ว บ่อยครั้งยังทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเห็นแก่ของถูก ซื้อหุ้นที่พื้นฐานไม่ดี เพียงเพราะว่ามันราคาต่ำมาก เราควรตั้งคำถามด้วยเหมือนกันว่า ถ้าธุรกิจมันดีจริงๆ แล้วราคาหุ้นมันลงไปต่ำมากขนาดนั้นได้ยังไง วอเรน บัฟเฟตต์เองตอนหลังก็ยังออกมาบอกว่า เขาชอบหุ้นดีราคากลางๆ มากกว่าหุ้นถูกที่พื้นฐานไม่ดีเสียอีก

สรุปแล้ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของธุรกิจก่อน และซื้อหุ้นเหล่านั้นในราคาที่สมเหตุผล ไม่แพงเกินไป แทนที่จะมุ่งหาหุ้นที่ราคาถูกมากๆ (หุ้นพวกนั้นอาจจะดีในระยะสั้นก็ได้ แต่การถือไว้ยาวๆ กลับไม่ดี) ควรให้ความสำคัญกับการมีวินัยในการลงทุน ถือหุ้นดีราคาสมเหตุผลให้ได้นานที่สุด เพื่อให้มันแสดงศักยภาพของมันออกมา